ข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง

    บทที่ 32 การขัดแย้งด้านผลประโยชน์

            บทที่32

            การขัดแย้งด้านผลประโยชน์

            จางหยวนเรื่องเกี่ยวกับคนของตระกูลเสิ่นให้กับหย่งคังฟังหลังจากที่ค่ายพักวิญญาณภายในตลาดหมดก็เดินทางนั่งสนทนากันบริเวณด้านหน้าบ้าน 

            หย่งคังที่ได้รับฟังเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดแล้วพยักหน้าขึ้นลงอย่างเข้าใจ “ เข้าใจแล้วเรื่องทุกอย่างเป็นแบบนี้เองสินะ”

            “ แต่ว่านะการที่ตระกูลเสิ่นเข้ามาทาบทามเจ้าอยากจะสนทนาเป็นการส่วนตัวคิดว่าอย่างไรเสียก็ต้องเป็นเรื่องที่ขัดแย้งต่อตระกูลโม่อย่างแน่นอน”

            จางหยวนถามกลับไปอย่างรวดเร็ว “ พอจะอธิบายเกี่ยวกับเรื่องภายในเมืองแห่งนี้ให้ฟังหน่อยได้หรือไม่”

            “ ตามที่ท่านบอกก่อนหน้านี้ข้อมูลที่ว่าภายในเมืองแห่งนี้มีตระกูลใหญ่สามตระกูลเป็นเศรษฐีอันดับต้นๆ”

            “ แต่ว่านอกจากตระกูลพวกนี้ที่ข้ารู้ข้าก็ไม่รู้เลยว่าพวกเขาขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องอะไรรู้เพียงว่าขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์”

            “ ในครั้งนี้ตระกูลเสิ่นหมายตามาที่พวกเราข้าจำเป็นจะต้องรู้ว่าพวกมันต้องการอะไรกันแน่” จางหยวนพยายามถามข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ

            ในตอนนี้เขาไม่รู้ว่าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสามตระกูลใหญ่ภายในเมืองมีผลประโยชน์กันอย่างไร

            พยายามหาข้อมูลให้ได้มากที่สุดเพราะว่าตอนนี้ตนเองกำลังเป็นเป้าสายตา 

            “ นั้นสินะถ้าจะให้เล่าก็ต้องแบ่งแยกก่อนว่าตระกูลใหญ่ทั้งสามมีทั้งเส้นสายอำนาจและก็กำลัง”

            “ ถึงแม้ว่าตระกูลโม่จะเป็นตระกูลที่เติบโตมาหลังสุดแต่ว่าพวกเขาก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดและก็มีกำลังสนับสนุนมากมายไม่ต่างจากอีกสองตระกูล”

            “ โดยความสัมพันธ์ในตอนนี้ภายในเมืองจินหยวนมันกลายเป็นว่าตระกูลที่วางตัวเป็นกลางอยู่คือตระกูลสวี”

            “ ไม่ได้เข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและก็ไม่ได้เห็นด้วยกับผู้ใดอยู่อย่างสงบๆปีกแยกออกไปโดยที่ไม่ได้ยุ่ง ”

            “ เกี่ยวกับในตอนนี้ภายในเมืองคนที่กำลังขัดแย้งกันอยู่ก็มีเพียงแค่ตระกูลโม่แล้วตระกูลเสิ่น”

            “ มันเป็นเพราะว่าทั้งสองตระกูลทำธุรกิจในการค้าขายที่คล้ายคลึงกันเลยทำให้เป็นการขัดแย้ง”

            “ และอีกหนึ่งเหตุผลที่ตระกูลสวีไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาเพราะว่าไม่ได้ทำกิจการการค้าสายเดียวกันด้วย”

            “ ตระกูลสวีเป็นตระกูลที่ทำการค้าเกี่ยวกับผ้าไหมโดยตรงไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการค้าอื่นๆเพราะแบบนั้นจึงไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับตระกูลทั้งสอง”

            “ ผิดจากตระกูลโม่และก็ตระกูลเสิ่นทั้งสองตระกูลทำการค้าที่ใกล้เคียงกันอย่างเช่นข่าวสารและก็เกลือ ”

            “ และยังมีอีกหลายๆการค้าที่มันเหมือนกันเลยทำให้แย่งผลประโยชน์กันอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับปัญหาเช่นนี้มันก็ดำเนินผ่านมาหลายปีแล้ว ”

            “ การขัดแย้งของทั้งสองตระกูลยังไม่ได้ลดน้อยลงเลยแถมยังดูเหมือนว่าจะรุนแรงขึ้นด้วย”

            จางหยวนหลังจากที่ได้ยินคำอธิบายก้มหน้าคิดเล็กน้อยแล้วก็พูดขึ้นมา “ การค้าในรูปแบบเดียวกันแสดงว่ามันเกิดการแย่งลูกค้าล่ะสินะ”

            “ ถูกต้องเพราะว่าการค้าเป็นรูปแบบเดียวกันและยังตั้งอยู่ภายในเมืองเดียวกันอีกมันเลยทำให้เกิดการแย่งลูกค้า ”

            “ โดยในช่วงปีหลังๆมานี้สิ่งที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือผู้คนเริ่มหันมาทำการค้าขายกับตระกูลโม่มากขึ้น”

            “ เพราะแบบนั้นแหละมันเลยทำให้ตอนนี้ตระกูลเสิ่นที่ทำการค้าพวกนี้มาก่อนหลายปีรู้สึกไม่พึงพอใจแล้วก็เกิดการขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์”

            จางหยวนเริ่มเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในเมืองและการขัดแย้งของสามตระกูลใหญ่

            จากที่ได้ลองฟังมาทำความเข้าใจได้ว่าตอนนี้ตระกูลที่กำลังขัดแย้งกันอยู่และขัดผลประโยชน์กันอย่างชัดเจนและเห็นซึ่งซึ่งหน้าก็คือตระกูลโม่และตระกูลเสิ่นเพราะว่าทั้งสองทำการค้าในรูปแบบเดียวกัน

            แต่ตระกูลสวีเองแตกต่างออกไปเพราะว่าทำการค้าในคนละสายทางเลยไม่ได้มีผลประโยชน์เกี่ยวกับการขัดแย้งอะไร

            ในตอนนี้จึงคิดได้ว่าการที่คนพวกนั้นเข้ามาก็คงจะมีผลประโยชน์หรือว่าคงจะมีอะไรที่ทำให้ขัดแย้งกับตระกูลโม่

            “ เข้าใจแล้วนี่แสดงว่าห้าตัวของข้าอยากได้ผลประโยชน์จากตระกูลใหญ่ต้องเลือกข้างใดข้างหนึ่งสินะ ” จางหยวนถามขึ้น

            “ ใช่แล้วถ้าอยากจะได้ผลประโยชน์จากพวกมันก็ต้องเลือกเข้าข้างใดข้างหนึ่งไม่โม่ก็ต้องเสิ่น ”

            “ พวกมันเขามาพบเจ้าเป็นการส่วนตัวสิ่งที่พวกมันอยากจะให้เจ้ากระทำต้องเป็นการผิดใจตตระกูลโม่อย่างแน่นอน”

            “ จนถึงในตอนนี้เจ้าก็ตัดสินใจเอาเองแล้วกันว่าจะลงมือกระทำอย่างไรแล้วตัดสินใจเพื่อเข้าข้างไหน”

            จางหยวนยิ้มเล็กน้อยเขายกยิ้มที่มุมปากขึ้นมาอย่างเจ้าเล่ห์จนโยงครั้งที่หย่งคังรู้สึกประหลาดใจ “ เจ้ายิมอันใดของเจ้า?”

            “ ท่านรู้หรือเปล่าว่าหลักของการค้าผลประโยชน์ถือว่าเป็นที่สุดสำหรับข้าเข้าข้างใดข้างหนึ่งข่าวคิดว่าฝ่ายไหนให้ผลประโยชน์เยอะที่สุดและระยะยาวที่สุดก็เข้าข้างนั้น” จางหยวนใช้หลักการการตัดสินใจที่ง่ายดายเป็นอย่างมาก

            “ พูดเช่นนี้แสดงว่าเจ้าจะไปสนทนากับตระกูลเสิ่น ”

            “ ใช่แล้วเขาจะไปสนทนากับพวกมัน ”

            “ ระวังตัวด้วยล่ะคนพวกนั้นไม่ใช่คนธรรมดาเห็นแบบนี้แต่ว่าตระกูลเสิ่นพวกมันไม่ได้มีพวกมโนธรรมมากขนาดนั้นคุณธรรมภายในสายเลือดของมันก็แทบจะไม่หลงเหลือแล้ว”

            “ บางทีถ้าลงมือกระทำอะไรไปถ้าผิดหูผิดตากับมันเขามันจะเล่นงานเจ้าได้” หย่งคังเตือนด้วยความหวังดี 

            ในตอนนี้ธุรกิจและกิจการของพวกเขากำลังก้าวหน้าและไปได้ดีถ้าเกิดว่าต้องเกิดอะไรขึ้นแผนการทุกอย่างและสิ่งที่ลงมือทำมามันจะพังทะลายไป

            จางหยวนพยักหน้าตอบรับกลับไป “ เข้าใจแล้วท่านไม่จำเป็นจะต้องกังวลเพราะว่าข้าเองก็เตรียมแผนการเอาไว้มากมายเช่นเดียวกันในการรับมือกับคนประเภทนี้” 

            “ ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดี ” 

            ….

            วันถัดมา

            บริเวณสวนหน้าบ้านของจางหยวนรถม้าคันหนึ่งวิ่งมาอย่างรวดเร็วมาหยุดลงบริเวณที่ดินแปลงนี้ที่เป็นสิทธิในการถือครองของเขา

            จางหยวนและหย่งคังที่กำลังลงมือการเกี่ยวกับเรื่องมากมายภายในสวนอยู่หยุดมือของตนเองอย่างรวดเร็ว

            พวกเขาใช้ดวงตามองตรงไปยังรถม้าที่หยุดลงบริเวณด้านหน้ารั้วมองเห็นและสังเกตรูปร่างของรถมาดูเหมือนว่าจะเป็นของตระกูลโม่

            ในขณะที่กำลังยืนอยู่ดวงตามองตรงไปไม่นานนักก็พบเห็นร่างของพ่อบ้านโม่ได้ก้าวเดินลงมาจากภายในนั้น

            จึงสามารถยืนยันได้ว่านั่นเป็นรถม้าของตระกูลโม่ 

            แต่หลังจากที่รถมาจอดสนิทได้ไม่นานบริเวณด้านหลังของรถม้ามันมีรถม้าคันหนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วและก็มาหยุดลงตรงบริเวณด้านหน้ารั้วเช่นเดียวกัน

            พ่อบ้านโม่ที่เพิ่งเดินลงมาจากรถม้าหันไปมองรถม้าที่มาจอดต่อท้ายเขาขมวดคิ้วทั้งสองข้างเข้าหากันรู้ได้ในทันทีว่านั่นคือรถม้าของตระกูลเสิ่น “ รถม้าของตระกูลเสิ่น”

            ตระกูลที่กำลังขัดแย้งกันอยู่มาจอดลงที่สถานที่เดียวกันและก็กำลังจะมาเข้าคุกคนเดียวกัน

            สถานการณ์เช่นนี้ไม่ได้แตกต่างจากเหตุการณ์ดุเดือดที่เกิดขึ้นภายในสงครามเลย

            หลังจากนั้นจากที่รถ้านั้นจอดลงมีพ่อบ้านผู้หนึ่งเดินลงมาจากบนนั้นมันเป็นอาวุโสร่างกายอ้วนถ้วนมีหนวดปลายแหลมอยู่บนใบหน้าก้าวเดินลงมาด้วยท่าทางเชื่องช้า

            แต่เมื่อมันเดินลงมาพบเห็นพ่อบ้านโม่ก็มองตาขวางใส่อย่างรวดเร็ว

            พ่อบ้านทั้งสองตระกูลได้ใช้ดวงตามองเข้าหากันเมื่อดวงตาคู่นั้นมาบรรจบสบกันตรงกลางเหล้ากับว่ามีเปลวเพลิงที่ร้อนระอุลุกไหม้

            ในสถานการณ์ที่ผู้คนต่างพากันตื่นตระหนกจางหยวนกับยกยิ้มที่มุมปากราวกับว่าแผนการของตนเองนั้นลุล่วง 

            หย่งคังหลังจากที่เห็นผู้อาวุโสของทั้งสองตระกูลมายืนเผชิญหน้ากันอยู่บริเวณด้านหน้ารั้ว

            สิ่งแรกที่เขาทำคือการหันมองบุรุษหนุ่มที่อยู่ข้างกายเมื่อหันมองเขาที่บุรุษหนุ่มที่อยู่ข้างกายพบเห็นรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าจึงถามขึ้น “ มันคือแผนการของเจ้างั้นรึ?”

            “ นี่เพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้นขอรับใครอยากจะลองดูว่าตระกูลทั้งสองผู้ใดจะให้ผลประโยชน์มากกว่ากัน” 

            จบบท

    คล้ายกับเรื่องข้าจะเป็นเศรษฐีแห่งราชวงศ์หมิง ที่คุณอ่าน