บทที่ 49 ร่วมบรรเพลงกู่ฉิน
ทั้งๆ ที่วางไว้ที่เดียวกัน ทั้งที่ออกแรงเท่าเดิมแต่ทำไมถึงได้เสียงที่ต่างกัน
ลู่จือฉิงลองดีดอีกหลายครั้งด้วยความไม่ยอมแพ้ ทั้งที่ใช้วิธีการเดียวกัน เสียงแต่ละตัวก็ไม่ผิดเพี้ยน ทำไมถึงได้ต่างจากที่ชิวหลินรุ่ยเล่นราวฟ้ากับเหว
ขณะที่กำลังหงุดหงิดอยู่นั้น ก็มีมือคู่หนึ่งโอบมาจากด้านหลัง ลู่จือฉิงกำลังจ้องมองสายฉินสีเงินอย่างใจลอย ก็ถูกมือหนาที่ยื่นเข้ามาตรงหน้าทำให้ตกใจ
ถึงแม้ชิวหลินรุ่ยจะไม่ได้ทำอะไร เพียงแค่เอื้อมมือมาด้านหน้าของนาง และการกระทำนี้ก็เพื่อที่จะดีดฉินได้สะดวกขึ้น เพราะสายฉินบางเส้นอยู่ใกล้กับนางมากกว่า
ถึงแม้ว่าลู่จือฉิงจะเข้าใจดี แต่ใบหน้าของนางก็ยังคงร้อนผ่าวโดยไม่รู้ตัว ทั้งที่ชิวหลินรุ่ยไม่ได้แตะต้องนางแม้แต่น้อย
แต่พอคิดว่ามือของชิวหลินรุ่ยอยู่ห่างจากนางแค่ปลายนิ้ว ใบหน้าคมคายของชิวหลินรุ่ยอยู่ใกล้นางแค่เอื้อม ได้ยินแม้กระทั่งเสียงลม
หายใจที่แผ่วเบาของเขา ราวกับสายลมอ่อนๆ
ลู่จือฉิงไม่รู้ว่าชิวหลินรุ่ยจะได้ยินเสียงหัวใจของนางหรือเปล่า ‘ตึกตัก ตึกตัก’ ดังก้องอยู่ข้างหู นางควบคุมตัวเองไม่ได้
ลู่จือฉิงได้แต่ทำเป็นสงบสติอารมณ์ กำชายกระโปรงไว้แน่น มือเย็นเฉียบ เกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงได้รู้สึกแบบนี้
ไม่รู้ทำไมทุกครั้งที่อยู่ใกล้ชิวหลินรุ่ยใบหน้าของนางจะเป็นต้องร้อนผ่าว หัวใจเต้นแรง ถึงแม้ว่านางจะชอบผู้ชายหล่อๆ สไตล์โบราณ แต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นหน้าแดง ใจเต้นแรงขนาดนี้
ลู่จือฉิงยังไม่ทันจะรู้ตัวว่าทำไมนางถึงมีท่าทีเปลี่ยนไปก็ได้ยินเสียงดนตรีเป็นเพลงเดียวกับเมื่อครู่ คราวนี้ชิวหลินรุ่ยโอบรอบตัวนางเล่นให้นางฟัง
ถึงแม้จะเป็นเพลงเดียวกัน แต่ลู่จือฉิงกลับรู้สึกว่าไม่ใช่เพลงเดียวกัน เพลงเมื่อครู่ช่างเศร้าสร้อยราวกับเมฆฝนที่มืดครึ้ม
แต่ตอนนี้กลับเหมือนกับสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิ ไพเราะเสนาะหูราวกับเสียงน้ำกระทบก้อนหิน
ลู่จือฉิงรู้สึกเหมือนถูกล้อมรอบไปด้วยเสียงดนตรี ราวกับว่าโลกทั้งใบกำลังเต้นระบำไปพร้อมกับเสียงดนตรี แม้แต่หัวใจของนางก็ยังล่องลอยไปตามเสียงเพลง
นางรู้อยู่แก่ใจว่า ชิวหลินรุ่ยจงใจสอนนางเล่นดนตรี ถึงแม้ว่านางจะโง่จนท่านอาจารย์ยังสอนไม่ได้ ต้องให้ท่านอ๋องลงมือสอนเอง แต่ลู่จือฉิงก็ไม่ได้รู้สึกละอายใจแม้แต่น้อย กลับรู้สึกดีใจที่ไม่ได้เรียนรู้จากท่านอาจารย์
ชิวหลินรุ่ยตั้งใจเล่นดนตรีมาก และยังตั้งใจเปลี่ยนวิธีการเล่น แบบเดิมนางคงเข้าใจยาก เพราะนางยังเด็กเกินไป ไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกเช่นนั้น ไม่มีทางเล่นดนตรีเช่นนั้นออกมาได้
ในวัยอย่างนาง ไม่น่าจะเคยพบเจอกับความเสียใจ ไม่ต้องพูดถึงการพลัดพราก จะให้นางเล่นดนตรีที่มีจิตวิญญาณเช่นนั้นออกมา คงจะทำได้ยาก
ดังนั้นชิวหลินรุ่ยจึงจงใจเปลี่ยนวิธีการเล่นเป็นแบบที่ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น ขอแค่จิตใจแจ่มใสก็สามารถเล่นเพลงนี้ออกมาได้
ถึงแม้ว่าตอนนี้ชิวหลินรุ่ยจะไม่ได้อารมณ์ดี แต่ด้วยความสามารถในการเล่นดนตรีของเขา เขาสามารถควบคุมอารมณ์ได้ด้วยปลายนิ้ว ไม่ใช่ปล่อยให้อารมณ์มาบังคับ
เขาไม่ได้อยากสอนลู่จือฉิงเล่นดนตรีด้วยตัวเอง ในทางกลับกัน เขาไม่ชอบการอยู่ลำพังกับนางเช่นนี้เลยด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าวันเฉลิมพระชนมพรรษาของฮ่องเต้ใกล้เข้ามาแล้ว
ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่ฮ่องเต้จะนึกถึงลู่จือฉิงขึ้นมา ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่ชิวหลินเหม่าจะไปพูดถึงเรื่องนี้กับฮ่องเต้
ตอนนี้ลู่จือฉิงยังเล่นดนตรีไม่ได้ ชิวหลินรุ่ยจะไม่รีบร้อนได้อย่างไร ด้วยความร้อนใจจึงต้องลงมือสอนด้วยตัวเอง
ลู่จือฉิงยังคงล่องลอยอยู่ในเสียงเพลง เพลงจบลงแล้ว แต่นางก็ยังคงดื่มด่ำกับเสียงดนตรีที่ยังก้องอยู่ในโสตประสาท เอนหลังไปเล็กน้อย ก็ไปโดนมือที่แข็งแกร่งเข้า
ลู่จือฉิงตกใจมือข้างนั้นจนสะดุ้ง แล้วก็รู้สึกตัว ที่แท้นางกำลังถูกคนอื่นโอบกอดอยู่ จึงรีบยืดตัวตรงทำท่าทางจริงจัง
แต่นางไม่จำเป็นต้องเสแสร้ง เพราะชิวหลินรุ่ยไม่ได้มองนางเลย พอเพลงจบ ชิวหลินรุ่ยก็ปล่อยมือทันที ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วก็นั่งลงข้างๆ นาง
ลู่ลู่จือฉิงรู้สึกว่ามือข้างหลังหายไปแล้ว ตอนแรกที่ไม่มีมือข้างนั้นก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่พอนึกถึงก็รู้สึกใจหายราวกับสูญเสียสมบัติล้ำค่าไป
ชิวหลินรุ่ยไม่ได้พูดอะไรแค่มองไปที่เครื่องดนตรี ลู่จือฉิงรู้ว่าเขาต้องการให้นางเล่นเพลงเมื่อครู่ เล่นให้ดูมีชีวิตชีวา
ลู่จือฉิงเข้าใจความหมายของชิวหลินรุ่ย จึงค่อยๆ ยื่นมือออกไป ชิวหลินรุ่ยนั่งอยู่ข้างๆ นางจะไม่ประหม่าได้อย่างไร มือที่ตึงเครียดสั่นเทาเล็กน้อย แทบจะหาตำแหน่งของสายฉินไม่เจอ
นางวางมือลงบนสายฉินสีเงินอย่างระมัดระวัง ท่าทางสง่างามราวกับกำลังดีดลูกคิด นึกถึงทำนองที่ชิวหลินรุ่ยเล่นเมื่อครู่ พยายามสงบสติอารมณ์
สายลมพัดผ่านม่านน้ำเข้ามา พัดชายแขนเสื้อสีขาวของชิวหลินรุ่ยพลิ้วไหว โดยไม่รู้ตัวชายแขนเสื้อก็มาโดนที่หลังมือของลู่จือฉิง
ผ้าเนื้อนุ่มลูบไล้หลังมือของนาง ในชั่วขณะนั้นลู่จือฉิงก็สงบลง หัวใจที่เต้นระรัวราวกับถูกปลอบประโลมด้วยผ้าผืนนั้น จากที่เคยปั่นป่วนก็กลับกลายเป็นสงบนิ่ง
นิ้วมือค่อยๆ ดีด เสียงฉินตัวแรกก็ดังขึ้นราวกับสายน้ำที่ไหลผ่านหินผา สายน้ำที่ใสสะอาดไหลผ่านปลายนิ้วของนาง
ถ้าบอกว่าเสียงฉินที่ชิวหลินรุ่ยเล่นเหมือนเสียงน้ำพุ เสียงฉินที่ลู่จือฉิงเล่นก็เหมือนกับสายน้ำที่ไหลเอื่อย บางครั้งก็มีเสียงต่ำ บางครั้งก็มีเสียงสูง
เสียงต่ำเหล่านั้นฟังแล้วรู้สึกราวกับน้ำวนเล็กๆ ในสายน้ำ ส่วนเสียงสูงเหล่านั้นก็ราวกับดอกไม้ที่ร่วงโรย ว่ากันว่า ‘ดอกไม้ร่วงโรยเพราะความรัก สายน้ำไหลเย็นชาไร้เยื่อใย’
ลู่จือฉิงไม่รู้ว่านึกถึงอะไร เสียงฉินที่บรรเลงออกมานั้นราวกับมีอะไรอยากจะพูด แต่ก็ไม่ยอมพูดออกมา ซ่อนความรู้สึกมากมายเอาไว้ ทำให้คนฟังไม่อาจคาดเดา
ท่อนแรกนั้นสั้น ไม่นานลู่จือฉิงก็เล่นจบ หลังจากเล่นจบทั้งสองคนก็เงียบ ลู่จือฉิงเองก็ยังตกตะลึง
นางไม่กล้าเชื่อว่าเสียงดนตรีเมื่อครู่จะเป็นฝีมือของนาง นางไม่กล้าเชื่อว่าแค่ฟังชิวหลินรุ่ยเล่นรอบเดียว นางก็สามารถเล่นออกมาได้ความรู้สึกที่แตกต่าง
นี่อาจจะเป็นจิตวิญญาณที่ท่านอาจารย์พูดถึง บนโลกนี้ไม่มีบทเพลงใดที่เหมือนกันทุกประการ ดนตรีที่บรรเลงโดยคนต่างกัน ย่อมแตกต่างกันไป แม้แต่คนๆ เดียวกันบรรเลงในเวลาที่ต่างกันย่อมให้ความรู้สึกที่ต่างกัน
สิ่งที่ลู่จือฉิงคิดเมื่อครู่ก็ต่างจากที่ชิวหลินรุ่ยคิด นางไม่รู้ว่าชิวหลินรุ่ยคิดอะไร แต่ความคิดของตัวเองกลับทำให้นางตกใจ ทำไมถึงได้คิดเช่นนั้นนะ
ทำไมความคิดเช่นนั้นถึงได้บรรเลงออกมาเป็นเสียงดนตรีเช่นนี้ ลู่จือฉิงยังไม่ทันจะรู้ตัวชิวหลินรุ่ยก็ลุกขึ้นยืนแล้ว
ลู่จือฉิงคงจะถูกแม่นมอบรมมาเป็นอย่างดี เมื่อเห็นท่านอ๋องลุกขึ้นยืน นางจึงลุกขึ้นยืนตามทันที
ชิวหลินรุ่ยไม่ได้พูดอะไรกับลู่จือฉิงดีๆ เลยสักคำ พอเพลงจบเขาก็เดินออกจากศาลากลางน้ำไป
เขาทำราวกับว่าศาลานี้เป็นของเขาเพียงผู้ดียว อยากมาตอนไหนก็มา อยากไปตอนไหนก็ไป ไม่จำเป็นต้องสนใจใคร ไม่จำเป็นต้องทักทายใคร
ลู่จือฉิงทำได้แค่มองเขาจากไป ที่จริงแล้วการจากไปของเขาก็เหมือนเป็นการชมเชย เพราะถ้านางเล่นไม่ดี เขาก็จะอยู่สอนนางต่อ
ในเมื่อตอนนี้เขาจากไปแล้ว ก็แสดงว่าในใจเขารู้สึกว่าลู่จือฉิงเข้าใจแล้ว ศิลปะเช่นนี้ ขอแค่เข้าใจ เรื่องอื่นก็ง่ายแล้ว ไม่จำเป็นต้องสอนทุกเพลง
ถึงแม้ว่านี่จะเป็นการชมเชยของชิวหลินรุ่ย แต่ลู่จือฉิงกลับรู้สึกผิดหวัง ไม่รู้ว่าผิดหวังอะไร การไม่ต้องอยู่กับบุรุษหน้าน้ำแข็งตามลำพังไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ
ตอนที่กลับมาถึงสวนฮวาเหยียน เซี่ยมู่ก็กลับมาแล้ว เด็กน้อยเพิ่งกลับมาจากลานฝึก
จวนอ๋องรุ่ยมีลานฝึก เป็นลานกว้าง มีอาวุธครบครัน มีคู่ซ้อมมากมาย เป็นสถานที่ที่องครักษ์ใช้ฝึกฝน
ชิวหลินรุ่ยให้เซี่ยมู่ไปที่นั่นเพื่อฝึกขี่ม้า ยิงธนูทุกวัน จนเซี่ยมู่เหนื่อยแทบขาดใจ ลู่จือฉิงก็รู้สึกสงสารจับใจ ชิวหลินรุ่ยผู้นี้ทำอย่างกับเซี่ยมู่เป็นบุตรชายของเขาอย่างนั้นแหล่ะ
นางนึกถึงละครย้อนยุคในวัง ที่เหล่าองค์ชายมักจะไพูดว่า ‘อย่าลืมว่า แผ่นดินนี้ เราแย่งชิงมาได้ด้วยสองมือของเรา’
ไม่เข้าใจจริงๆ คนที่แย่งชิงแผ่นดินมาได้โดยไม่ต้องรบ เขายังไม่พูดอะไรเลย พวกที่ได้มาด้วยการรบบนหลังม้านี่ จะโวยวายอะไรนักหนา แต่ร่างกายของเซี่ยมู่แข็งแรงขึ้น ลู่จือฉิงก็เลยไม่ได้พูดอะไร
เซี่ยมู่สวมชุดเกราะขนาดเล็กนอนคว่ำหน้าบนโต๊ะก่อนจะเงยหน้า่ขึ้นมาแล้วดื่มน้ำ ลู่จือฉิงถามอย่างไม่ใส่ใจนัก “วันนี้เรียนอะไรมาบ้าง?”
ทันใดนั้นนางก็นึกขึ้นได้ ดูเหมือนว่าผู้เป็นพ่อแม่มักจะมีนิสัยเช่นนี้ ตอนเด็กๆ สิ่งที่ไม่ชอบที่สุดก็คือการถูกคนในบ้านถามว่า วันนี้เรียนอะไรมาบ้าง ตอนนี้เมื่อคิดดูแล้ว พ่อแม่อาจจะแค่ถามเฉยๆ เท่านั้น
อย่างไรก็ตามเซี่ยมู่ก็เป็นเพียงเด็กในยุคโบราณ ใจยังไม่แข็งกระด้างและต่อต้านลู่จือฉิงเช่นเด็กยุคปัจจุบัน เขาจึงตอบคำถามอย่างว่าง่าย
“เรียนยิงธนูขอรับ”
ลู่จือฉิงรู้สึกประหลาดใจเด็กตัวแค่นี้จะยิงธนูได้อย่างไร นางอดไม่ได้ที่จะถามต่อ “เจ้าดึงคันธนูไหวหรือ?”
“แน่นอนขอรับ” เซี่ยมู่เบะปากอย่างภาคภูมิใจ “ข้ายังสามารถดึงคันธนูขนาดใหญ่ได้ด้วยนะ”