สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลี่ชิงใช้เวลาส่วนใหญ่ใน่นั้นไปกับการเตรียมตัวอย่างเงียบๆ ในฐานะ "หลี่ชิง" ฮันเตอร์แรงค์ E เขาใช้เงินที่ได้จากการขายของที่ได้จากซากราชินีแมงมุม ซื้อเสบียงเพิ่มเติมที่จำเป็สำหรับการเดินทางไกล เช่น อาหารแห้งคุณภาพดีขึ้นเล็กน้อย เชือกปีนเขาที่ทนทาน และน้ำมันสำหรับดูแลรักษาดาบและเดกเกอร์ เขายังใช้เวลาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ "เทือกเขากระซิบ" เท่าที่จะหาได้จากห้องสมุดสาธารณะหรือกระดานข้อมูลของสมาคมฯ พบว่ามันเป็พื้นที่อันตรายและไม่ค่อยมีใครอยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากนัก ขึ้นชื่อเื่สภาพอากาศที่แปรปรวน, มอนสเตอร์ที่ไม่คุ้นเคย และตำนานพื้นบ้านเกี่ยวกับเสียงประหลาดที่เหมือนคนกระซิบในสายลม
เขาทำทุกอย่างโดยพยายามไม่ให้เป็ที่สังเกต ยังคงรักษาภาพลักษณ์ของฮันเตอร์ที่ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ แต่ภายในใจนั้นเต็มไปด้วยความคาดหวังและความตื่นเต้นระคนประหม่ากับการทำงานร่วมกับทีมทหารรับจ้างครั้งแรกในฐานะ "เบลด" นักดาบสวมหน้ากาก
รุ่งอรุณของวันที่สามมาถึงตามกำหนด หลี่ชิงสวมชุดคลุมสีเทาเข้มทับเสื้อผ้าปกติ สวมหน้ากากโลหะสีดำที่ปิดบังใบหน้าครึ่งบนอย่างมิดชิด เหน็บเดกเกอร์เหล็กกล้าไว้ที่เอว และสะพายดาบยาวไว้บนหลัง เขาตรวจสอบสัมภาระครั้งสุดท้าย แล้วมุ่งหน้าไปยังประตูเมืองทิศเหนือ
บริเวณประตูเมืองยามเช้าตรู่คึกคักกว่าที่คิด พ่อค้ากำลังเตรียมเปิดร้าน คาราวานสินค้ากำลังจะออกเดินทาง และกลุ่มฮันเตอร์หรือทหารรับจ้างอื่นๆ ก็กำลังรวมตัวกันอยู่ประปราย หลี่ชิงกวาดตามองหากลุ่ม "เหยี่ยวเหล็ก" และพบพวกเขายืนรออยู่ไม่ไกลนัก
คร็อก หัวหน้าทีมร่างใหญ่ แขนกลข้างหนึ่งสะท้อนแสงอาทิตย์อ่อนๆ กำลังยืนกอดอกตรวจตราความเรียบร้อยรอบๆ บาร์ก นักรบขวานร่างั์ กำลังยืนพิงกำแพงเมือง หาวหวอดๆ อย่างไม่เกรงใจใคร ส่วนซิลค์ มือมีดสาวร่างเพรียว กำลังยืนอยู่ในเงามืด สังเกตการณ์ฝูงชนด้วยแววตาเฉียบคม พวกเขาทั้งสามคนดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ก็มีกลิ่นอายของความกร้านโลกและประสบการณ์โชกโชนเหมือนกัน
หลี่ชิงเดินเข้าไปหาเงียบๆ ทั้งสามคนหันมามอง เขาเพียงแค่พยักหน้าให้เป็สัญญาณว่าพร้อมแล้ว
"ตรงเวลาดีนี่ เบลด" คร็อกกล่าวรับด้วยน้ำเสียงห้าวๆ เขาไม่ได้ถามอะไรมากไปกว่านั้น ในโลกของทหารรับจ้าง การรักษาเวลาและความเป็มืออาชีพสำคัญกว่าการซักถามเื่ส่วนตัว
พวกเขารออยู่ไม่นานนัก รถม้าหรูหราคันหนึ่งซึ่งดูไม่ค่อยเข้ากับบรรยากาศรอบๆ เท่าไหร่ ก็วิ่งมาจอดเทียบ ประตูรถเปิดออก เผยให้เห็นร่างของชายชราผมสีดอกเลา สวมแว่นตาหนาเตอะ และชุดเดินทางที่ดูเหมือนจะเหมาะกับการไปจิบน้ำชาในสวนมากกว่าการเข้าป่าเข้าเขา เขาก้าวลงมาจากรถอย่างรวดเร็ว มือข้างหนึ่งถืออุปกรณ์หน้าตาประหลาดที่ส่งเสียงดังติ๊ดๆ เบาๆ ตลอดเวลา ตามมาด้วยชายหนุ่มผู้ช่วยท่าทางประหม่าที่แบกกระเป๋าใบใหญ่หลายใบตามลงมาติดๆ
"ศาสตราจารย์ วาเลเรียส สินะครับ?" คร็อกเดินเข้าไปทักทายตามมารยาท "ผมคร็อก หัวหน้าทีมเหยี่ยวเหล็ก นี่บาร์ก ซิลค์ และผู้เชี่ยวชาญด้านดาบของเรา... เบลด" เขาผายมือแนะนำสมาชิกแต่ละคน รวมถึงหลี่ชิงที่ยืนสงบนิ่งภายใต้หน้ากาก
ศาสตราจารย์วาเลเรียสเหลือบมองพวกคร็อกเพียงแวบเดียว สายตาของเขาไม่ได้สนใจรูปลักษณ์หรือท่าทางของเหล่าทหารรับจ้างเลยแม้แต่น้อย แต่กลับจับจ้องไปที่เครื่องมือในมือและทิวทัศน์ของเทือกเขาที่อยู่ไกลออกไป
"ใช่ๆ ข้าเอง! วาเลเรียส!" เขากล่าวอย่างรวดเร็วและไม่อดทน "เครื่องมือพร้อมแล้ว พวกท่านพร้อมจะออกเดินทางรึยัง? อย่าชักช้าเสียเวลาเล่า!"
"ใจเย็นน่า ศาสตราจารย์" คร็อกถอนหายใจเบาๆ ดูเหมือนจะคุ้นเคยกับลูกค้าประเภทนี้ดี "เราจะพาคุณไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัย แต่เราจะไปกันด้วยความเร็วที่เหมาะสม เทือกเขานั่นไม่ใช่สนามเด็กเล่นนะ แค่ทำตามที่เราบอก อยู่ใกล้ๆ พวกเราไว้ แล้วก็... พยายามอย่าให้โดนอะไรคาบไปกินก็แล้วกัน"
ศาสตราจารย์วาเลเรียสโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "รู้แล้วๆ แค่นำทางไปก็พอ เื่อันตรายนั่นมันหน้าที่ของพวกท่านอยู่แล้วไม่ใช่รึ?" เขาหันไปสั่งผู้ช่วย "หลิน! เอาสัมภาระไปให้พวกทหารรับจ้างสิ!"
หลิน ผู้ช่วยหนุ่ม รีบยกกระเป๋าใบหนึ่งส่งให้บาร์กซึ่งรับไปอย่างไม่เต็มใจนัก ด้วยท่าทางเกรงกลัว
"เอาล่ะ ออกเดินทาง!" คร็อกะโสั่งการ
ทีมเหยี่ยวเหล็กก็เริ่มเคลื่อนขบวนทันที ซิลค์ออกนำหน้าไปก่อน ลัดเลาะไปตามเส้นทางอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ คร็อกกับบาร์กเดินขนาบข้างศาสตราจารย์และผู้ช่วยหลิน ส่วนหลี่ชิง หรือ "เบลด" รับหน้าที่คอยระวังหลังและด้านข้าง เขาเดินตามกลุ่มไปเงียบๆ สายตาภายใต้หน้ากากคอยสอดส่องอันตรายรอบทิศทาง
การเดินทาง่แรกผ่านไปอย่างราบรื่น พวกเขาเดินผ่านพื้นที่เกษตรกรรมชานเมือง เข้าสู่ทุ่งหญ้า และค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นไปตามเนินเขาเตี้ยๆ ที่ทอดตัวไปยังเทือกเขากระซิบอันสูงตระหง่านที่อยู่เบื้องหน้า ทิวทัศน์เริ่มเปลี่ยนไป ต้นไม้ใบหญ้าเริ่มมีลักษณะแปลกตาขึ้น อากาศเริ่มเย็นลง และสายลมก็เริ่มพัดแรงขึ้นเป็ระยะ
ทีมเหยี่ยวเหล็กทำงานกันอย่างเป็ระบบและมีประสิทธิภาพ พวกเขาแทบไม่ต้องพูดคุยกันมากนัก อาศัยเพียงสัญญาณมือหรือการพยักหน้าก็สามารถสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ คร็อกคอยควบคุมทิศทางและความเร็ว บาร์กทำหน้าที่เป็กำลังหลักในการขนสัมภาระและเคลียร์ทาง ส่วนซิลค์ก็เป็เหมือนดวงตาและหูของทีม คอยสอดแนมและแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า
หลี่ชิงทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเงียบๆ เขาไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจหรือการทำงานของคนอื่น เพียงแค่คอยระวังภัยในส่วนที่รับผิดชอบ และเคลื่อนไหวตามกลุ่มไปอย่างราบรื่น ความคล่องแคล่วและความเงียบของเขาทำให้สมาชิกคนอื่นในทีมเริ่มยอมรับในความสามารถ ของเขามากขึ้นเล็กน้อย แม้จะยังคงสงสัยในที่มาที่ไปภายใต้หน้ากากนั้นอยู่ก็ตาม
ศาสตราจารย์วาเลเรียสยังคงเป็ตัวปัญหาหลัก เขาเอาแต่ก้มหน้าก้มตาดูเครื่องมือวัดพลังงานประหลาดของเขา พึมพำศัพท์เฉพาะทางที่ไม่มีใครเข้าใจ และมักจะเร่งให้ทุกคนเดินเร็วขึ้น หรือบางทีก็หยุดกะทันหันเพื่อจดบันทึกหรือเก็บตัวอย่างหินประหลาด ทำให้คร็อกต้องคอยปรามอยู่บ่อยครั้ง ส่วนผู้ช่วยหลินก็มีสีหน้าหวาดกลัวตลอดเวลา สะดุ้งทุกครั้งที่ได้ยินเสียงดังหรือเห็นเงาแปลกๆ
เมื่อพวกเขาเข้าสู่เขตเทือกเขากระซิบอย่างแท้จริง บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ทางเดินกลายเป็หินขรุขระและลาดชันขึ้น ลมพัดแรงและเย็นะเืจนต้องดึงเสื้อคลุมให้กระชับขึ้น เสียงลมที่พัดผ่านช่องเขาและชะง่อนผา ทำให้เกิดเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงกระซิบอยู่ตลอดเวลา สมกับชื่อของมัน บางครั้งก็มีหมอกหนาพัดเข้ามาบดบังทัศนวิสัย ทำให้การเดินทางยิ่งลำบากและอันตรายมากขึ้น
"พลังงานเข้มข้นขึ้นมาก!" ศาสตราจารย์วาเลเรียสร้องออกมาอย่างตื่นเต้น ไม่ได้สนใจความยากลำบากรอบตัวเลยแม้แต่น้อย "ใกล้แล้ว! ใกล้ถึงจุดที่ข้า้าไปแล้ว!"
แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ไปถึงไหน ซิลค์ที่นำอยู่ข้างหน้าก็ยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้หยุด
"ข้างหน้า... มีหินถล่ม" เธอรายงานเสียงเบาแต่ชัดเจน
คร็อกเดินขึ้นไปดู พบว่าทางเดินข้างหน้าถูกปิดทับด้วยกองหินขนาดใหญ่ที่เพิ่งถล่มลงมาใหม่ๆ "ให้ตายสิ! ต้องหาทางอ้อม" เขาหันไปบอกทุกคน "บาร์ก เคลียร์หินก้อนเล็กๆ ออกไปก่อน ซิลค์ หาเส้นทางอ้อมที่ปลอดภัยที่สุด เบลด คอยระวังด้านหลัง ส่วนศาสตราจารย์กับหลิน อยู่เฉยๆ อย่าเกะกะ!"
ทุกคนในทีมแยกย้ายกันทำงานอย่างรวดเร็ว บาร์กใช้ขวานและพละกำลังมหาศาลทลายหินก้อนเล็กๆ ที่ขวางทาง ซิลค์ปีนป่ายขึ้นไปบนชะง่อนผาเพื่อมองหาเส้นทางใหม่ ส่วนหลี่ชิงก็ยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลัง สายตาคมกริบคอยสอดส่องอันตรายที่อาจจะมาถึง ไม่นานนักซิลค์ก็กลับลงมาพร้อมกับเส้นทางอ้อมที่ดูจะปีนป่ายลำบากเล็กน้อย แต่ก็ปลอดภัยพอที่จะผ่านไปได้ คร็อกใช้แขนกลของเขายึดเกาะกับหินเพื่อสร้างหลักประกัน แล้วให้ทุกคนค่อยๆ ปีนข้ามไปทีละคน หลี่ชิงแสดงให้เห็นถึงความคล่องแคล่วว่องไว เขาสามารถปีนข้ามไปได้อย่างง่ายดายราวกับเดินบนพื้นเรียบ สร้างความประทับใจให้กับสมาชิกคนอื่นๆ อีกครั้ง
พวกเขาเดินทางต่อไปได้ไม่นาน ก็ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคอีกครั้ง คราวนี้เป็ฝูง "เหยี่ยวหินผา" มอนสเตอร์ประเภทนกขนาดใหญ่ที่มีกรงเล็บและจงอยปากแข็งแกร่งราวกับหิน พวกมันประมาณห้าหกตัวร่อนลงมาจากท้องฟ้า หมายจะโฉบจับเหยื่อ!
"ศัตรูทางอากาศ!" ซิลค์ะโเตือน
"ตั้งแนวป้องกัน!" คร็อกคำราม แขนกลของเขากางออก พร้อมยิงะุพลังงานขึ้นไปสกัด!
ปัง! ะุถูกเหยี่ยวตัวหนึ่งร่วงลงมา
บาร์กคำรามเสียงดัง เหวี่ยงขวานขึ้นป้องกันศาสตราจารย์และหลินที่กำลังหน้าซีดอยู่
ซิลค์ขว้างมีดสั้นออกไปอย่างแม่นยำ ปักเข้าที่ดวงตาของเหยี่ยวอีกตัวจนร่วงลงมาเช่นกัน
แต่ก็ยังมีอีกสามตัวที่หลุดรอดแนวป้องกันเข้ามาได้! ตัวหนึ่งพุ่งเข้าใส่ซิลค์ อีกตัวโฉบลงมาทางบาร์ก และตัวสุดท้ายพุ่งตรงมายังหลี่ชิง!
หลี่ชิงตอบโต้อย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้ชักดาบยาวออกมา แต่ใช้เดกเกอร์เล่มใหม่ที่เหน็บอยู่ข้างเอวแทน เขาเบี่ยงตัวหลบกรงเล็บที่ตะกุยเข้ามา แล้วใช้เดกเกอร์แทงสวนเข้าที่ใต้ปีกของมันอย่างแม่นยำ!
ฉึก!
เหยี่ยวหินผาร้องเสียงแหลมด้วยความเ็ป มันเสียการทรงตัวและร่วงลงกระแทกพื้นแน่นิ่งไป การโจมตีเพียงครั้งเดียวเข้าที่จุดตาย แสดงให้เห็นถึงทักษะการใช้มีดที่ยอดเยี่ยม
ในขณะเดียวกัน ซิลค์ก็ต่อสู้กับเหยี่ยวอีกตัวอย่างคล่องแคล่ว ส่วนบาร์กก็ใช้ขวานฟาดเหยี่ยวตัวสุดท้ายจนกระเด็นไป การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็ว
"ฝีมือใช้ได้นี่ ไอ้หน้ากาก" บาร์กหันมาชมหลี่ชิงอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
หลี่ชิงเพียงแค่พยักหน้า แล้วเช็ดเืบนเดกเกอร์เงียบๆ
พวกเขาเดินทางต่อไปอีกหลายชั่วโมง ข้ามลำธารน้ำแข็งที่เย็นเฉียบ ปีนป่ายหน้าผาที่สูงชัน และต้องคอยรับมือกับมอนสเตอร์ระดับต่ำที่ดักซุ่มโจมตีอยู่เป็ระยะ ทีมเหยี่ยวเหล็กแสดงให้เห็นถึงความเป็มืออาชีพและความสามารถในการรับมือกับอุปสรรคต่างๆ ได้เป็อย่างดี ส่วนหลี่ชิงก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างไร้ที่ติ คอยสนับสนุนทีมอยู่เงียบๆ แต่ก็พร้อมที่จะเข้าคลี่คลายสถานการณ์คับขันได้ทุกเมื่อโดยยังคงใช้เพียงเดกเกอร์เป็หลัก
ในที่สุด เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง พวกเขาก็เดินทางมาถึงบริเวณที่ราบสูงแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ลึกเข้ามาในเทือกเขากระซิบแล้ว บรรยากาศที่นี่แตกต่างออกไปอย่างชัดเจน ลมพัดแรงขึ้นจนเกิดเสียงหวีดหวิวคล้ายเสียงกระซิบตลอดเวลา ต้นไม้มีรูปร่างบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ และมีผลึกคริสตัลสีม่วงประหลาดเรืองแสงขึ้นอยู่ตามพื้นหินเป็หย่อมๆ
"ที่นี่แหละ! พลังงานเข้มข้นมาก!" ศาสตราจารย์วาเลเรียสร้องออกมาอย่างดีใจ เครื่องมือในมือของเขาส่งเสียงดังถี่ขึ้น "เราต้องตั้งค่ายกันที่นี่คืนนี้ พรุ่งนี้เช้าข้าจะเริ่มทำการสำรวจ!"
คร็อกมองไปรอบๆ บริเวณอย่างระมัดระวัง "ดูเหมือนจะมีถ้ำเล็กๆ อยู่ตรงนั้น พอจะใช้เป็ที่กำบังลมได้" เขาชี้ไปยังชะง่อนผาใกล้ๆ "คืนนี้เราพักกันที่นี่ ซิลค์ วางกับดักรอบๆ บาร์ก หาอะไรมาทำเชื้อเพลิง เบลด คอยระวังภัยรอบนอก ส่วนศาสตราจารย์... ก็อยู่เฉยๆ อย่าไปแตะต้องอะไรแปลกๆ เข้าล่ะ"
ทุกคนแยกย้ายกันทำงานตามคำสั่ง ซิลค์หายไปในเงามืดเพื่อวางกับดัก บาร์กพยายามหาเศษไม้แห้งซึ่งหายากมากในบริเวณนี้ ส่วนคร็อกก็กางแผนที่ออกมาคุยกับศาสตราจารย์เกี่ยวกับแผนการสำรวจในวันพรุ่งนี้
หลี่ชิงเดินสำรวจรอบๆ บริเวณที่พักอย่างเงียบๆ เขาหาจุดที่สูงที่สุดและมองเห็นได้รอบทิศทาง นั่งลงพิงกับก้อนหินเย็นเฉียบ หน้ากากยังคงอยู่บนใบหน้า เขาััได้ถึงพลังงานประหลาดที่ศาสตราจารย์พูดถึง มันเหมือนมีกระแสไฟฟ้าสถิตอ่อนๆ อยู่ในอากาศ และเสียงกระซิบของสายลมก็ฟังดู... มีความหมายบางอย่างซ่อนอยู่
เขามองลึกลงไปในหุบเขาเบื้องหน้า ที่ซึ่งความมืดเริ่มเข้าปกคลุม เขารู้สึกได้ว่าการเดินทางที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น อันตรายที่แท้จริงของเทือกเขากระซิบยังคงรอคอยพวกเขาอยู่ และภารกิจคุ้มกันครั้งนี้ อาจจะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
เขากำด้ามเดกเกอร์แน่นขึ้น สายตาภายใต้หน้ากากยังคงจดจ้องไปยังความมืดมิดนั้นอย่างไม่วางตา…