ทลายภพสยบหมื่นดารา

    ตอนที่ 54 ความลับของผู้เฒ่าโม่

    “ยังไม่พบเด็ก”

    เสียงจากนอกกำแพงจางไปแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดในโรงชั่งขยับ

    เยี่ยซิงเหอมองผู้เฒ่าโม่ “พวกมันหมายถึงข้าใช่หรือไม่?”

    คนแก่ไม่ตอบ

    “มันเรียกท่านว่าผู้เฝ้า ตามหาคนซึ่งท่านยอมเลือดไหลเพื่อและรอยเท้าหยุดหน้าบ้านข้า” เขาก้าวเข้าใกล้ “ข้ายังต้องถามอีกกี่ครั้ง?”

    ผู้เฒ่าโม่ใช้ผ้ากดบาดแผลใต้ชายโครง “ตอนนี้ต้องค้นตัวคนร้ายตรวจประตู และย้ายคนเจ็บ”

    “ทุกครั้งที่ข้าถาม ท่านมีสิ่งสำคัญกว่าตอบเสมอ”

    “เพราะทุกครั้งที่เจ้าถาม มีคนกำลังจะตายจริง ๆ”

    “แล้วข้าไม่ใช่คนที่กำลังจะตายหรือ?”

    คำถามทำให้สีหน้าคนแก่แข็งค้าง

    ชาวบ้านรอบโรงชั่งหลบสายตา บางคนยังถือเชือกมัดพ่อค้าปลอมบางคนเฝ้าประตู บางคนมองเลือดของผู้เฒ่าโม่บนพื้นด้วยความหวาดระแวง

    ผู้ใหญ่บ้านกล่าว “พาคนร้ายไปขังให้เสร็จส่วนท่านทั้งสองไปลานกลาง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องในเรือนอีกแล้ว”

    ผู้เฒ่าโม่เลิกคิ้ว “เจ้ากำลังสั่งข้า?”

    “ข้ากำลังบอกว่าชาวบ้านทุกคนจ่ายราคาของความลับนี้จึงมีสิทธิ์ได้ยินส่วนที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจว่าจะเชื่อผู้ใด”

    คนแก่ไม่ประชดกลับ

    เขาหันเดินออกจากโรงชั่ง

    เยี่ยซิงเหอตามไปโดยไม่ช่วยพยุงแม้เห็นว่าทุกก้าวทำให้เลือดซึมมากขึ้น

    ลานกลางมีคนมารวมไม่มากนัก ผู้เฝ้ากำแพงยังอยู่ตำแหน่งเดิมคนในเรือนปิดประตูฟังผ่านช่องหน้าต่าง และผู้ดูแลทางใต้ยังไม่อาจทิ้งกลไกกระนั้นข่าวเรื่องพ่อค้าปลอมกับคำว่าเซียนตกสวรรค์เดินทางเร็วกว่ากระดิ่ง

    เสียงกระซิบดังรอบลาน

    “เขาเป็นผู้ใด?”

    “กองทัพมาหาเขาหรือ?”

    “เด็กที่มันตามคือซิงเหอ?”

    “เหตุใดไม่บอกเราก่อน?”

    ผู้เฒ่าโม่หยุดข้างบ่อน้ำ มิได้นั่งบนเก้าอี้ที่คนยกมาให้

    ผู้ใหญ่บ้านยืนตรงหน้า “ข้าจะถามสามเรื่องกองทัพนี้มาเพราะท่านหรือไม่ เด็กที่มันตามคือซิงเหอหรือไม่และความลับของท่านจะทำให้เราตายเพิ่มอย่างไร”

    “คำถามสุดท้ายตอบง่าย” ผู้เฒ่าโม่กล่าว“ตราบใดที่ค่ายกลยังอยู่ ทุกคนอาจตาย ไม่ว่ารู้ความลับข้าหรือไม่”

    เสียงไม่พอใจดังขึ้น

    เยี่ยซิงเหอกำหมัด “อย่าหลบคำถาม”

    คนแก่หันมองเขา “เจ้าต้องการความจริงหรือเพียงต้องการคำตอบที่ทำให้โกรธข้าได้ง่ายขึ้น?”

    “ถ้าความจริงทำให้ข้าโกรธ นั่นเป็นสิทธิ์ของข้า”

    คำพูดนั้นทำให้ผู้เฒ่าโม่เงียบ

    ลมเช้าพัดผ่านลาน พาเสียงกลองไกล ๆ ลงมาจากเขา กองทัพยังรอมิได้ให้เวลาพวกเขาเพราะเมตตา มันรอให้ความสงสัยทำสิ่งซึ่งซุงยังทำไม่ได้

    แยกคนในหมู่บ้านออกจากกัน

    ผู้เฒ่าโม่กล่าว “กองทัพมาที่นี่ด้วยหลายเหตุค่ายกลใต้โม่เหอเป็นเหตุหนึ่ง ข้าเป็นอีกเหตุหนึ่งและเจ้าอาจเป็นเหตุที่พวกมันยังไม่เผาทุกอย่างทันที”

    ชาวบ้านคนหนึ่งถาม “อาจเป็นหมายความว่าอย่างไร?”

    “หมายความว่าพวกมันยังไม่แน่ใจ”

    “แต่ท่านแน่ใจ?” เยี่ยซิงเหอถาม

    “ข้าแน่ใจว่าพวกมันไม่ควรได้ตัวเจ้า”

    “เพราะชาติกำเนิด?”

    “เพราะสิ่งที่อยู่ในร่างเจ้า”

    “ต่างกันตรงใด?”

    “ต่างตรงที่ข้าจะไม่บอกชื่อคนซึ่งอาจทำให้เจ้าวิ่งออกไปตามหาคำตอบในเวลาที่ศัตรูรออยู่”

    เยี่ยซิงเหอหัวเราะสั้น ไม่มีความขบขัน “แม้ถึงตอนนี้ท่านยังเลือกแทนข้า”

    “ใช่”

    คำยอมรับตรงเกินคาด

    “เพราะข้าเคยเห็นคนแข็งแกร่งกว่าทั้งเจ้ากับข้าทำลายทุกสิ่งเมื่อวิ่งตามคำตอบผิดเวลา”ผู้เฒ่าโม่กล่าว “และเพราะเมื่อสิบหกปีก่อนเจ้าไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะมีชีวิตหรือไม่ ข้าจึงเลือกให้เจ้ารอด”

    ลานกลางเงียบลง

    เยี่ยซิงเหอถามช้า ๆ “ท่านพบข้าที่ใด?”

    “นอกโม่เหอ”

    “ผู้ใดพามา?”

    “ข้ายังไม่ตอบ”

    “มีผู้ใดอยู่กับข้า?”

    “ข้ายังไม่ตอบ”

    “ชื่อเยี่ยซิงเหอมาจากใคร?”

    “เจ้ามีชื่อนั้นก่อนมาถึงมือข้า”

    นี่เป็นเศษความจริงเล็กน้อย แต่เปลี่ยนสิ่งที่เขาเคยเข้าใจ

    ผู้เฒ่าโม่มิได้ตั้งชื่อให้เขาชื่อของเขาเดินทางมาพร้อมอดีตซึ่งถูกปิดไว้

    “แล้วผนึก?”

    คนแก่กดผ้าบนแผลแน่นขึ้น “ร่างเจ้ารับพลังภายในไม่ไหวแต่สิ่งที่อยู่ในร่างกลับดึงปราณจากรอบข้างไม่หยุด หากปล่อยไว้เส้นปราณจะฉีกก่อนฟ้าสาง ข้าจึงผนึกมัน”

    “ทำให้ข้าถูกเรียกว่าไร้ค่าอยู่สิบหกปี”

    “ทำให้เจ้ามีสิบหกปีให้ถูกเรียก”

    เยี่ยซิงเหอชักกระบี่ออกครึ่งฝักด้วยความโกรธ ก่อนหยุดมือเขาไม่ได้คิดโจมตีผู้เฒ่าโม่ แต่เสียงคมเหล็กครูดฝักทำให้ชาวบ้านถอย

    ความกลัวในดวงตาพวกเขาเตือนว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงเขากับคนแก่

    เขาปล่อยกระบี่กลับเข้าฝัก “ท่านอาจช่วยชีวิตข้าแต่ท่านไม่เคยบอกว่าทุกครั้งที่ข้าฝึก ข้ากำลังชนผนึกที่ท่านวาง”

    “ถ้าบอกตอนเจ้าสิบขวบ เจ้าจะทำอย่างไร?”

    “พยายามเปิดมัน”

    “ตอนสิบสอง?”

    “พยายามเปิด”

    “เมื่อวาน?”

    “ข้าก็เปิด”

    “นั่นคือเหตุผล”

    ชาวบ้านบางคนหลุดหัวเราะขื่น แต่เยี่ยซิงเหอไม่หัวเราะ

    “เหตุผลของท่านมิใช่สิทธิ์ของท่านตลอดไป” เขากล่าว

    ผู้เฒ่าโม่มองเขานาน ก่อนพยักหน้า “ถูก”

    คำยอมรับครั้งที่สองหนักกว่าคำแก้ตัว

    ผู้ใหญ่บ้านถาม “แล้วท่านเป็นผู้ใด?”

    เสียงกระซิบคำว่าเซียนตกสวรรค์ดังขึ้นอีกครั้ง

    คนแก่ยกน้ำเต้าที่เอว แต่ไม่ได้ดื่มเขามองภาชนะนั้นราวกับกำลังตัดสินใจว่าจะใช้มันเป็นกำแพงต่อหรือไม่

    “ข้าเคยอยู่ในที่ซึ่งคนมองโลกมนุษย์ต่ำกว่าฝุ่น” เขากล่าว“เคยถือกระบี่เพื่อคำสั่งซึ่งข้าคิดว่าถูก เคยแพ้และตกลงมาพร้อมสิ่งที่ไม่อาจเอาคืน”

    “ท่านเป็นเซียน?” ชายคนหนึ่งถาม

    “เคยมีคนเรียกเช่นนั้น”

    “เหตุใดมาอยู่โม่เหอ?”

    “เพราะที่นี่เล็กพอให้ผู้ตามล่ามองข้ามและเพราะข้ามีหนี้ต้องเฝ้า”

    สายตาหลายคู่หันหาเยี่ยซิงเหอ

    เขารู้สึกราวถูกวางกลางลานเป็นหลักค่ายกลอีกต้น

    “หนี้นั้นคือข้า?”

    “ส่วนหนึ่ง”

    “อีกส่วน?”

    ผู้เฒ่าโม่มองบ้านรอบลาน“คนที่ยอมให้คนแปลกหน้ากับเด็กไร้ปราณอาศัยอยู่โดยไม่ถามว่าพวกเขานำเรื่องใดมา”

    หญิงชราคนหนึ่งซึ่งเคยบดหมึกให้ซิงเหอกล่าว“เราไม่ถามเพราะท่านรักษาลูกข้าโดยไม่คิดเงิน”

    “ข้าคิดเหล้าไปสองไห”

    “นั่นไม่ใช่เงินของท่าน”

    เสียงหัวเราะเกิดเพียงครู่ แล้วดับลงเมื่อชายอีกคนถาม“ถ้าท่านรู้ว่าจะมีผู้ตามล่า เหตุใดไม่ไปเสียแต่แรก?”

    ผู้เฒ่าโม่ตอบ “เพราะการไปของข้าอาจพามันออกจากหมู่บ้านหรืออาจทำให้พวกมันแน่ใจว่าที่นี่มีสิ่งซ่อนอยู่ ข้าเลือกอยู่และปิดรอย”

    “ท่านเลือกอีกแล้ว” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว“โดยไม่บอกคนที่ต้องเสี่ยงด้วย”

    “ใช่”

    คำยอมรับไม่ทำให้ความผิดหาย

    หญิงคนหนึ่งซึ่งสามีอยู่ในกลุ่มใต้ดินถาม “ถ้าท่านออกไปมอบตัวกองทัพจะปล่อยพวกเราหรือไม่?”

    ความหวังเล็ก ๆ ทำให้หลายคนหันมองผู้เฒ่าโม่

    คนแก่ตอบ “ไม่”

    “ท่านรู้ได้อย่างไร?”

    “เพราะค่ายกลอยู่ใต้เท้าพวกเจ้า เพราะคนของมันนับทุกชีวิตและเพราะพวกมันนำดินโลหิตมามากกว่าที่ต้องใช้จับคนสองคน”

    “แต่ถ้าท่านเป็นสิ่งที่มันต้องการมากที่สุด—”

    “ข้าเดินออกไปได้” ผู้เฒ่าโม่กล่าว “หากทุกคนต้องการข้าจะออกทางประตูเหนือคนเดียว แต่จงรู้ว่าพวกมันจะใช้ข้าทดสอบกระบี่ใช้เลือดข้าเปิดค่ายกล แล้วกลับมาเอาคนที่เหลือ”

    เยี่ยซิงเหอหันขวับ“ท่านไม่มีสิทธิ์เสนอชีวิตตนเหมือนเหยื่อล่อ”

    คนแก่เลิกคิ้ว“เมื่อครู่เจ้ายังบอกว่าข้าเลือกแทนผู้อื่นไม่ได้”

    “การเลือกของท่านจะบังคับให้พวกเราตามออกไปช่วย”

    “นั่นเป็นการเลือกของพวกเจ้า”

    “ท่านรู้ว่าข้าจะเลือกอย่างไร จึงไม่ต่างจากบังคับ”

    ผู้ใหญ่บ้านยกมือห้ามทั้งคู่“ไม่มีผู้ใดออกไปมอบตัวก่อนเรารู้ว่าศัตรูยอมแลกจริงหรือไม่และเราไม่มีเหตุให้เชื่อคำของมัน”

    ชายผู้เสียเรือนเก็บเสบียงถาม“เช่นนั้นเราต้องเก็บคนซึ่งดึงกองทัพมาไว้กลางหมู่บ้าน?”

    หญิงช่างเย็บตอบก่อนผู้เฒ่าโม่“เราก็เก็บเจ้าตอนเรือนเจ้าติดไฟ มิได้โยนออกไปให้ไฟตาม”

    “ไฟไม่ปิดบังชาติกำเนิด!”

    “แต่คนแก่ผู้นี้รักษาลูกเจ้าตอนเป็นไข้”

    “บุญคุณเรื่องหนึ่งลบภัยอีกเรื่องหรือ?”

    “ไม่ลบ” นางตอบ “จึงต้องให้เขาพูดและให้พวกเราเลือกมิใช่ไล่เพราะกลัวอย่างเดียว”

    เสียงโต้เถียงดังหลายด้านบางคนเห็นว่าผู้เฒ่าโม่เป็นเกราะเดียวต่อผู้ฝึกตนระดับสูงบางคนเห็นว่าเขาคือธงซึ่งชี้ศัตรูมาถึงบ้าน บางคนไม่สนอดีตเพียงถามว่าใครจะเฝ้าคนเจ็บถ้าเขาออกไป

    ไม่มีคำตอบเดียวทำให้ทุกคนสงบ

    เยี่ยซิงเหอมองคนแก่เขาเคยคิดว่าความจริงเป็นสิ่งซึ่งเปิดแล้วปมคลายแต่ความจริงเพียงครึ่งเดียวกลับเพิ่มทางเลือกที่เจ็บปวดชาวบ้านต้องตัดสินว่าจะร่วมยืนกับคนซึ่งช่วยพวกเขามานานแต่โกหกเรื่องสำคัญหรือไม่

    สุดท้ายผู้ใหญ่บ้านใช้ด้ามหอกเคาะพื้น“เราไม่ต้องเชื่อเขาทุกเรื่องเพื่อร่วมป้องกันประตูเดียวกันผู้ใดมีหน้าที่เดิมกลับไปทำ ผู้ใดไม่ยอมรับคำสั่งจากผู้เฒ่าโม่ให้รับจากข้าแต่ห้ามทำร้ายหรือขับผู้ใดออกก่อนประชุมอีกครั้ง”

    นี่ไม่ใช่การคืนความเชื่อมั่น

    เป็นเพียงสะพานชั่วคราวซึ่งทุกคนยอมเดินเพราะพื้นข้างล่างกำลังไหม้

    ชายผู้เสียเรือนเก็บเสบียงก้าวออกมา “ถ้าไม่มีท่านกองทัพจะมาหรือไม่?”

    “ค่ายกลอยู่ใต้หมู่บ้านก่อนข้ามา”

    “นั่นไม่ใช่คำตอบ”

    “ไม่มีคำตอบซึ่งพิสูจน์ได้แล้ว” ผู้เฒ่าโม่กล่าว“พวกมันรู้จักค่ายกล รู้จักข้า และกำลังตามหาเด็กข้าบอกได้เพียงว่าความลับของข้าเพิ่มเหตุให้มันอยู่ แต่ไม่ได้สร้างความชั่วของมัน”

    ชายผู้นั้นกำขวาน “พูดเก่งเหมือนเดิม”

    “ข้าแก่พอจะฝึก”

    “เราควรเชื่อท่านหรือ?”

    ผู้เฒ่าโม่ส่ายหน้า “อย่าเชื่อเพราะข้าพูดจงดูว่าข้าทำสิ่งใดเมื่อประตูแตก”

    คำตอบทำให้หลายคนไม่พอใจพวกเขาต้องการคำรับรองว่าคนแก่ไม่ใช่เหตุหายนะ แต่เขาไม่มอบความสบายใจปลอม

    เยี่ยซิงเหอถาม “แล้วข้าควรเชื่อสิ่งใด?”

    “เชื่อว่าข้าช่วยชีวิตเจ้า”

    “เท่านั้น?”

    “เชื่อว่าข้าผนึกเจ้าเพราะถ้าไม่ทำ เจ้าจะตายเชื่อว่าข้าปิดบังเพราะมีคนตามหาสิ่งในร่างเจ้า และเชื่อว่าข้ายังไม่บอกทั้งหมด”

    “ท่านพูดความจริงเรื่องสุดท้ายได้ง่ายที่สุด”

    “เพราะเจ้ารู้อยู่แล้ว”

    เยี่ยซิงเหออยากถามถึงชื่อซึ่งติดมากับตัว อยากถามถึงผ้าไหมอยากถามว่าผู้ใดฝากเขาไว้ และเหตุใดบัญชีของศัตรูจึงตามหาเด็กอายุเท่านี้

    แต่เสียงตีเกราะจากกำแพงตะวันตกดังขึ้น

    หนึ่งครั้งหมายถึงพบความเคลื่อนไหว

    สองครั้งหมายถึงกำลังเข้าใกล้

    เสียงที่สองตามมา

    การสนทนาไม่มีเวลาปิดอย่างสมบูรณ์

    ผู้เฒ่าโม่หันจะเดิน เยี่ยซิงเหอขวาง “ท่านจะทำสิ่งใด?”

    “ดูศัตรู”

    “ด้วยแผลเช่นนี้?”

    “ข้ายังมีตา”

    “และกำลังคิดใช้กระบี่”

    คนแก่เลิกคิ้ว “ในที่สุดเจ้ารู้จักข้าดีพอเรื่องหนึ่ง”

    เยี่ยซิงเหอลดเสียง “ถ้าท่านออกไปโดยไม่บอกแผนอีก ข้าจะตาม”

    “ถ้าเจ้าตามจนแนวรับแตก เจ้าจะทำสิ่งที่ศัตรูต้องการ”

    “เช่นนั้นบอกแผน”

    “ข้าจะหยุดกำลังระดับสูงเมื่อมันลงมาเจ้ารวบรวมคนและรักษาทางไปเรือนหินกับทางใต้ดิน ไม่ว่าข้าอยู่ที่ใด”

    “ท่านพูดเหมือนแยกศึกออกจากกันได้”

    “เราต้องแยก มิฉะนั้นเจ้าจะใช้แกนช่วยข้าแล้วค่ายกลใช้เจ้าเผาทุกคน”

    เยี่ยซิงเหอมองบาดแผลคนแก่ “ท่านหยุดได้กี่คน?”

    “มากพอให้เจ้ายุ่งกับสิ่งสำคัญกว่า”

    “นั่นไม่ใช่จำนวน”

    “สงครามไม่ให้จำนวนที่เชื่อได้”

    ผู้ใหญ่บ้านเข้ามาระหว่างพวกเขา “ข้าจะรับคำสั่งเรื่องแนวรับแต่มีเงื่อนไข”

    ผู้เฒ่าโม่ถาม “ว่ามา”

    “ถ้าท่านรู้ว่าจุดใดกำลังเป็นพิธี ต้องบอกหากการใช้พลังของท่านดึงภัยเพิ่ม ต้องบอกและห้ามใช้ชาวบ้านเป็นตัวล่อโดยไม่ให้เขาเลือก”

    “ตกลง”

    “ง่ายเพียงนี้?”

    “เจ้าขอสิ่งที่ควรขอตั้งนานแล้ว”

    ผู้ใหญ่บ้านไม่ยิ้ม “พวกเราไม่รู้ว่าต้องขอเพราะไม่รู้ว่าท่านซ่อนสิ่งใด”

    ความเชื่อมั่นยังไม่กลับมา แต่กฎใหม่เกิดขึ้นแล้ว

    คนแก่ไม่มีสิทธิ์เลือกแทนทุกคนโดยอ้างการปกป้องอีก

    ผู้เฒ่าโม่กลับไปยังเรือนของตนเยี่ยซิงเหอเดินตามเพราะไม่เชื่อว่าเขาเพียงไปดูศัตรู

    ในเรือน กลิ่นยา เหล้า และไม้เก่าคุ้นเคยทุกสิ่งอยู่ตำแหน่งเดิม ยกเว้นแผ่นพื้นข้างเตาซึ่งถูกเปิด

    บนผนังมีรอยขีดวัดส่วนสูงของเยี่ยซิงเหอตั้งแต่วัยเด็กเส้นแรกต่ำกว่าขอบโต๊ะ เส้นต่อมาเริ่มเอียงเพราะเขาเป็นผู้ขีดเองและเส้นล่าสุดหยุดอยู่เมื่อสองปีก่อน หลังเขาโกรธที่ผู้เฒ่าโม่ยังเรียกว่าตัวเล็ก

    ความลับขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ในเรือนซึ่งเก็บเรื่องเล็กเหล่านี้ทั้งหมด

    เยี่ยซิงเหอถาม “ตอนท่านพาข้ามา คนในหมู่บ้านรู้สิ่งใด?”

    “รู้ว่าข้าเก็บเด็กใกล้ตายมาเลี้ยง”

    “ไม่มีผู้ใดถามครอบครัวข้า?”

    “ถาม”

    “ท่านตอบว่า?”

    “คนตายแล้ว”

    “เป็นความจริงหรือ?”

    ผู้เฒ่าโม่มองรอยขีดบนผนัง “ข้าไม่รู้ทั้งหมด”

    “แต่พูดเหมือนรู้”

    “ถ้าบอกว่าไม่รู้ คนจะออกตามหา บางคนทำเพราะเมตตาบางคนทำเพราะหวังรางวัล ข่าวจะเดินเร็วกว่าพวกเรา”

    “ท่านจึงให้ข้าเติบโตโดยคิดว่าไม่มีผู้ใดเหลือ”

    “ข้าให้เจ้าเติบโตโดยมีคนทั้งหมู่บ้านอยู่รอบตัว”

    “สองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน”

    “ข้ารู้”

    เยี่ยซิงเหอหันหนี เขาอยากปฏิเสธว่าคนแก่รู้เพราะผู้ที่รู้ควรทำดีกว่านี้แต่การยอมรับความผิดโดยไม่ขอให้ลืมทำให้ความโกรธของเขาไม่มีผนังง่าย ๆ ให้ฟัน

    บนโต๊ะมีชามยาขมซึ่งผู้เฒ่าโม่เคยบังคับให้เขาดื่มทุกครั้งหลังฝึกเส้นผนึกในร่างอาจถูกคนแก่สร้าง แต่ยาทุกชามก็ประคองไม่ให้เส้นปราณแตกจากการชนมัน

    การปกป้องกับการปิดบังพันอยู่ในมือเดียวกัน

    เขาไม่อาจเรียกทั้งหมดว่าความรักและไม่อาจเรียกทั้งหมดว่าการทรยศ

    ใต้พื้นมีห่อผ้ายาว

    ผู้เฒ่าโม่คุกเข่าช้า ๆ คลี่ผ้าออก

    กระบี่เก่าในฝักไม้หม่นนอนอยู่ภายในเป็นเล่มเดียวกับที่เขาเคยชักออกหยุดศัตรู แต่คราวนี้ผ้าซึ่งพันด้ามถูกแกะออกเผยรอยอักขระซีดบนโลหะ

    รอยบนด้ามบางช่วงถูกไฟเผา บางช่วงคล้ายถูกคมอาวุธบิ่นไม่มีลวดลายโอ่อ่า ไม่มีอัญมณีผู้เฒ่าโม่ลูบตำหนิแต่ละแห่งราวกับจำชื่อผู้ซึ่งฝากมันไว้

    เยี่ยซิงเหอถาม “นี่คือกระบี่ที่ท่านใช้ก่อนตกลงมา?”

    “ใช่”

    “มันชื่ออะไร?”

    ผู้เฒ่าโม่ชะงัก ก่อนตอบ “ชื่อเดิมไม่สำคัญแล้ว”

    “เหตุใดทุกสิ่งในอดีตท่านจึงไม่สำคัญเมื่อข้าถาม?”

    “เพราะชื่อบางชื่อทำให้ผู้ฟังตามหาเจ้าของชื่อบางชื่อเรียกศัตรู และชื่อบางชื่อทำให้ข้ากลับไปเป็นคนที่ไม่ควรเป็นอีก”

    “แล้วคืนนี้ท่านจะเป็นผู้ใด?”

    คนแก่ยกกระบี่ขึ้น “คนเฝ้าประตู”

    คำตอบไม่ใช่เซียน ไม่ใช่ผู้พิทักษ์คำสาบานและไม่ใช่อาจารย์ผู้รู้ทุกอย่าง เป็นเพียงหน้าที่ซึ่งชาวบ้านเห็นและตัดสินได้

    เมื่อมือคนแก่แตะด้าม อากาศในเรือนพลันนิ่ง

    กระบี่เงาดาราที่เอวเยี่ยซิงเหอสั่นตอบเบา ๆ

    “มันรู้จักกระบี่ท่าน?” เขาถาม

    “กระบี่รู้จักเจตนาฆ่ามากกว่ารู้จักชื่อ”

    “ท่านจะใช้พลังเซียน?”

    “สิ่งที่เหลืออยู่”

    “ราคา?”

    ผู้เฒ่าโม่มองเลือดบนเสื้อ “เจ้ามองเห็นแล้ว”

    “ยังมีสิ่งที่มองไม่เห็น?”

    “มีเสมอ”

    เยี่ยซิงเหอวางมือบนห่อผ้า ไม่ให้เขายกกระบี่ทันที“ข้ายังไม่ยกโทษที่ท่านปิดบัง”

    “ข้าไม่ได้ขอ”

    “และข้ายังต้องการคำตอบทั้งหมด”

    “ถ้าเรารอด เจ้าจงถามอีก”

    “ถ้าท่านตาย?”

    “เช่นนั้นจงโกรธให้พอมีชีวิตต่อ”

    เยี่ยซิงเหออยากต่อยคนแก่ แต่สุดท้ายเพียงยกมือออกจากห่อกระบี่

    “ข้าจะทำหน้าที่ของข้า” เขากล่าว“ไม่ใช่เพราะเชื่อท่านทุกเรื่อง แต่เพราะคนในหมู่บ้านเลือกอยู่”

    ผู้เฒ่าโม่พยักหน้า “นั่นเพียงพอ”

    นอกเรือน เสียงกลองเปลี่ยนจังหวะกำลังบนสันเขาเริ่มเคลื่อนลงมา เสียงรองเท้าจำนวนมากบดหิมะคล้ายสายน้ำดำไหลผ่านป่า

    คนแก่คาดกระบี่เก่าไว้ที่เอวข้างน้ำเต้า

    เขายกน้ำเต้าขึ้นอีกครั้ง

    เยี่ยซิงเหอมองมือเขา

    ผู้เฒ่าโม่เปิดจุก กลิ่นเหล้าลอยออกมา แต่แทนที่จะดื่มเขากลับเทเหล้าทั้งหมดลงบนพื้นดินหน้าเรือน

    ของเหลวใสซึมหายไปในหิมะ

    “เสียดายหรือไม่?” เยี่ยซิงเหอถาม

    “ยิ่งเสียดายยิ่งจำได้ว่าตัดสินใจแล้ว”

    ผู้เฒ่าโม่ปิดจุกน้ำเต้าเปล่า ชักกระบี่เก่าออกจากฝักหนึ่งชุ่น

    คมหม่นสะท้อนฟ้าสีเลือด

    “คืนนี้ข้าจะไม่เมา”

    คล้ายกับเรื่องทลายภพสยบหมื่นดารา ที่คุณอ่าน