“ยังไม่พบเด็ก”
เสียงจากนอกกำแพงจางไปแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดในโรงชั่งขยับ
เยี่ยซิงเหอมองผู้เฒ่าโม่ “พวกมันหมายถึงข้าใช่หรือไม่?”
คนแก่ไม่ตอบ
“มันเรียกท่านว่าผู้เฝ้า ตามหาคนซึ่งท่านยอมเลือดไหลเพื่อและรอยเท้าหยุดหน้าบ้านข้า” เขาก้าวเข้าใกล้ “ข้ายังต้องถามอีกกี่ครั้ง?”
ผู้เฒ่าโม่ใช้ผ้ากดบาดแผลใต้ชายโครง “ตอนนี้ต้องค้นตัวคนร้ายตรวจประตู และย้ายคนเจ็บ”
“ทุกครั้งที่ข้าถาม ท่านมีสิ่งสำคัญกว่าตอบเสมอ”
“เพราะทุกครั้งที่เจ้าถาม มีคนกำลังจะตายจริง ๆ”
“แล้วข้าไม่ใช่คนที่กำลังจะตายหรือ?”
คำถามทำให้สีหน้าคนแก่แข็งค้าง
ชาวบ้านรอบโรงชั่งหลบสายตา บางคนยังถือเชือกมัดพ่อค้าปลอมบางคนเฝ้าประตู บางคนมองเลือดของผู้เฒ่าโม่บนพื้นด้วยความหวาดระแวง
ผู้ใหญ่บ้านกล่าว “พาคนร้ายไปขังให้เสร็จส่วนท่านทั้งสองไปลานกลาง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องในเรือนอีกแล้ว”
ผู้เฒ่าโม่เลิกคิ้ว “เจ้ากำลังสั่งข้า?”
“ข้ากำลังบอกว่าชาวบ้านทุกคนจ่ายราคาของความลับนี้จึงมีสิทธิ์ได้ยินส่วนที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจว่าจะเชื่อผู้ใด”
คนแก่ไม่ประชดกลับ
เขาหันเดินออกจากโรงชั่ง
เยี่ยซิงเหอตามไปโดยไม่ช่วยพยุงแม้เห็นว่าทุกก้าวทำให้เลือดซึมมากขึ้น
ลานกลางมีคนมารวมไม่มากนัก ผู้เฝ้ากำแพงยังอยู่ตำแหน่งเดิมคนในเรือนปิดประตูฟังผ่านช่องหน้าต่าง และผู้ดูแลทางใต้ยังไม่อาจทิ้งกลไกกระนั้นข่าวเรื่องพ่อค้าปลอมกับคำว่าเซียนตกสวรรค์เดินทางเร็วกว่ากระดิ่ง
เสียงกระซิบดังรอบลาน
“เขาเป็นผู้ใด?”
“กองทัพมาหาเขาหรือ?”
“เด็กที่มันตามคือซิงเหอ?”
“เหตุใดไม่บอกเราก่อน?”
ผู้เฒ่าโม่หยุดข้างบ่อน้ำ มิได้นั่งบนเก้าอี้ที่คนยกมาให้
ผู้ใหญ่บ้านยืนตรงหน้า “ข้าจะถามสามเรื่องกองทัพนี้มาเพราะท่านหรือไม่ เด็กที่มันตามคือซิงเหอหรือไม่และความลับของท่านจะทำให้เราตายเพิ่มอย่างไร”
“คำถามสุดท้ายตอบง่าย” ผู้เฒ่าโม่กล่าว“ตราบใดที่ค่ายกลยังอยู่ ทุกคนอาจตาย ไม่ว่ารู้ความลับข้าหรือไม่”
เสียงไม่พอใจดังขึ้น
เยี่ยซิงเหอกำหมัด “อย่าหลบคำถาม”
คนแก่หันมองเขา “เจ้าต้องการความจริงหรือเพียงต้องการคำตอบที่ทำให้โกรธข้าได้ง่ายขึ้น?”
“ถ้าความจริงทำให้ข้าโกรธ นั่นเป็นสิทธิ์ของข้า”
คำพูดนั้นทำให้ผู้เฒ่าโม่เงียบ
ลมเช้าพัดผ่านลาน พาเสียงกลองไกล ๆ ลงมาจากเขา กองทัพยังรอมิได้ให้เวลาพวกเขาเพราะเมตตา มันรอให้ความสงสัยทำสิ่งซึ่งซุงยังทำไม่ได้
แยกคนในหมู่บ้านออกจากกัน
ผู้เฒ่าโม่กล่าว “กองทัพมาที่นี่ด้วยหลายเหตุค่ายกลใต้โม่เหอเป็นเหตุหนึ่ง ข้าเป็นอีกเหตุหนึ่งและเจ้าอาจเป็นเหตุที่พวกมันยังไม่เผาทุกอย่างทันที”
ชาวบ้านคนหนึ่งถาม “อาจเป็นหมายความว่าอย่างไร?”
“หมายความว่าพวกมันยังไม่แน่ใจ”
“แต่ท่านแน่ใจ?” เยี่ยซิงเหอถาม
“ข้าแน่ใจว่าพวกมันไม่ควรได้ตัวเจ้า”
“เพราะชาติกำเนิด?”
“เพราะสิ่งที่อยู่ในร่างเจ้า”
“ต่างกันตรงใด?”
“ต่างตรงที่ข้าจะไม่บอกชื่อคนซึ่งอาจทำให้เจ้าวิ่งออกไปตามหาคำตอบในเวลาที่ศัตรูรออยู่”
เยี่ยซิงเหอหัวเราะสั้น ไม่มีความขบขัน “แม้ถึงตอนนี้ท่านยังเลือกแทนข้า”
“ใช่”
คำยอมรับตรงเกินคาด
“เพราะข้าเคยเห็นคนแข็งแกร่งกว่าทั้งเจ้ากับข้าทำลายทุกสิ่งเมื่อวิ่งตามคำตอบผิดเวลา”ผู้เฒ่าโม่กล่าว “และเพราะเมื่อสิบหกปีก่อนเจ้าไม่มีสิทธิ์เลือกว่าจะมีชีวิตหรือไม่ ข้าจึงเลือกให้เจ้ารอด”
ลานกลางเงียบลง
เยี่ยซิงเหอถามช้า ๆ “ท่านพบข้าที่ใด?”
“นอกโม่เหอ”
“ผู้ใดพามา?”
“ข้ายังไม่ตอบ”
“มีผู้ใดอยู่กับข้า?”
“ข้ายังไม่ตอบ”
“ชื่อเยี่ยซิงเหอมาจากใคร?”
“เจ้ามีชื่อนั้นก่อนมาถึงมือข้า”
นี่เป็นเศษความจริงเล็กน้อย แต่เปลี่ยนสิ่งที่เขาเคยเข้าใจ
ผู้เฒ่าโม่มิได้ตั้งชื่อให้เขาชื่อของเขาเดินทางมาพร้อมอดีตซึ่งถูกปิดไว้
“แล้วผนึก?”
คนแก่กดผ้าบนแผลแน่นขึ้น “ร่างเจ้ารับพลังภายในไม่ไหวแต่สิ่งที่อยู่ในร่างกลับดึงปราณจากรอบข้างไม่หยุด หากปล่อยไว้เส้นปราณจะฉีกก่อนฟ้าสาง ข้าจึงผนึกมัน”
“ทำให้ข้าถูกเรียกว่าไร้ค่าอยู่สิบหกปี”
“ทำให้เจ้ามีสิบหกปีให้ถูกเรียก”
เยี่ยซิงเหอชักกระบี่ออกครึ่งฝักด้วยความโกรธ ก่อนหยุดมือเขาไม่ได้คิดโจมตีผู้เฒ่าโม่ แต่เสียงคมเหล็กครูดฝักทำให้ชาวบ้านถอย
ความกลัวในดวงตาพวกเขาเตือนว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีเพียงเขากับคนแก่
เขาปล่อยกระบี่กลับเข้าฝัก “ท่านอาจช่วยชีวิตข้าแต่ท่านไม่เคยบอกว่าทุกครั้งที่ข้าฝึก ข้ากำลังชนผนึกที่ท่านวาง”
“ถ้าบอกตอนเจ้าสิบขวบ เจ้าจะทำอย่างไร?”
“พยายามเปิดมัน”
“ตอนสิบสอง?”
“พยายามเปิด”
“เมื่อวาน?”
“ข้าก็เปิด”
“นั่นคือเหตุผล”
ชาวบ้านบางคนหลุดหัวเราะขื่น แต่เยี่ยซิงเหอไม่หัวเราะ
“เหตุผลของท่านมิใช่สิทธิ์ของท่านตลอดไป” เขากล่าว
ผู้เฒ่าโม่มองเขานาน ก่อนพยักหน้า “ถูก”
คำยอมรับครั้งที่สองหนักกว่าคำแก้ตัว
ผู้ใหญ่บ้านถาม “แล้วท่านเป็นผู้ใด?”
เสียงกระซิบคำว่าเซียนตกสวรรค์ดังขึ้นอีกครั้ง
คนแก่ยกน้ำเต้าที่เอว แต่ไม่ได้ดื่มเขามองภาชนะนั้นราวกับกำลังตัดสินใจว่าจะใช้มันเป็นกำแพงต่อหรือไม่
“ข้าเคยอยู่ในที่ซึ่งคนมองโลกมนุษย์ต่ำกว่าฝุ่น” เขากล่าว“เคยถือกระบี่เพื่อคำสั่งซึ่งข้าคิดว่าถูก เคยแพ้และตกลงมาพร้อมสิ่งที่ไม่อาจเอาคืน”
“ท่านเป็นเซียน?” ชายคนหนึ่งถาม
“เคยมีคนเรียกเช่นนั้น”
“เหตุใดมาอยู่โม่เหอ?”
“เพราะที่นี่เล็กพอให้ผู้ตามล่ามองข้ามและเพราะข้ามีหนี้ต้องเฝ้า”
สายตาหลายคู่หันหาเยี่ยซิงเหอ
เขารู้สึกราวถูกวางกลางลานเป็นหลักค่ายกลอีกต้น
“หนี้นั้นคือข้า?”
“ส่วนหนึ่ง”
“อีกส่วน?”
ผู้เฒ่าโม่มองบ้านรอบลาน“คนที่ยอมให้คนแปลกหน้ากับเด็กไร้ปราณอาศัยอยู่โดยไม่ถามว่าพวกเขานำเรื่องใดมา”
หญิงชราคนหนึ่งซึ่งเคยบดหมึกให้ซิงเหอกล่าว“เราไม่ถามเพราะท่านรักษาลูกข้าโดยไม่คิดเงิน”
“ข้าคิดเหล้าไปสองไห”
“นั่นไม่ใช่เงินของท่าน”
เสียงหัวเราะเกิดเพียงครู่ แล้วดับลงเมื่อชายอีกคนถาม“ถ้าท่านรู้ว่าจะมีผู้ตามล่า เหตุใดไม่ไปเสียแต่แรก?”
ผู้เฒ่าโม่ตอบ “เพราะการไปของข้าอาจพามันออกจากหมู่บ้านหรืออาจทำให้พวกมันแน่ใจว่าที่นี่มีสิ่งซ่อนอยู่ ข้าเลือกอยู่และปิดรอย”
“ท่านเลือกอีกแล้ว” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว“โดยไม่บอกคนที่ต้องเสี่ยงด้วย”
“ใช่”
คำยอมรับไม่ทำให้ความผิดหาย
หญิงคนหนึ่งซึ่งสามีอยู่ในกลุ่มใต้ดินถาม “ถ้าท่านออกไปมอบตัวกองทัพจะปล่อยพวกเราหรือไม่?”
ความหวังเล็ก ๆ ทำให้หลายคนหันมองผู้เฒ่าโม่
คนแก่ตอบ “ไม่”
“ท่านรู้ได้อย่างไร?”
“เพราะค่ายกลอยู่ใต้เท้าพวกเจ้า เพราะคนของมันนับทุกชีวิตและเพราะพวกมันนำดินโลหิตมามากกว่าที่ต้องใช้จับคนสองคน”
“แต่ถ้าท่านเป็นสิ่งที่มันต้องการมากที่สุด—”
“ข้าเดินออกไปได้” ผู้เฒ่าโม่กล่าว “หากทุกคนต้องการข้าจะออกทางประตูเหนือคนเดียว แต่จงรู้ว่าพวกมันจะใช้ข้าทดสอบกระบี่ใช้เลือดข้าเปิดค่ายกล แล้วกลับมาเอาคนที่เหลือ”
เยี่ยซิงเหอหันขวับ“ท่านไม่มีสิทธิ์เสนอชีวิตตนเหมือนเหยื่อล่อ”
คนแก่เลิกคิ้ว“เมื่อครู่เจ้ายังบอกว่าข้าเลือกแทนผู้อื่นไม่ได้”
“การเลือกของท่านจะบังคับให้พวกเราตามออกไปช่วย”
“นั่นเป็นการเลือกของพวกเจ้า”
“ท่านรู้ว่าข้าจะเลือกอย่างไร จึงไม่ต่างจากบังคับ”
ผู้ใหญ่บ้านยกมือห้ามทั้งคู่“ไม่มีผู้ใดออกไปมอบตัวก่อนเรารู้ว่าศัตรูยอมแลกจริงหรือไม่และเราไม่มีเหตุให้เชื่อคำของมัน”
ชายผู้เสียเรือนเก็บเสบียงถาม“เช่นนั้นเราต้องเก็บคนซึ่งดึงกองทัพมาไว้กลางหมู่บ้าน?”
หญิงช่างเย็บตอบก่อนผู้เฒ่าโม่“เราก็เก็บเจ้าตอนเรือนเจ้าติดไฟ มิได้โยนออกไปให้ไฟตาม”
“ไฟไม่ปิดบังชาติกำเนิด!”
“แต่คนแก่ผู้นี้รักษาลูกเจ้าตอนเป็นไข้”
“บุญคุณเรื่องหนึ่งลบภัยอีกเรื่องหรือ?”
“ไม่ลบ” นางตอบ “จึงต้องให้เขาพูดและให้พวกเราเลือกมิใช่ไล่เพราะกลัวอย่างเดียว”
เสียงโต้เถียงดังหลายด้านบางคนเห็นว่าผู้เฒ่าโม่เป็นเกราะเดียวต่อผู้ฝึกตนระดับสูงบางคนเห็นว่าเขาคือธงซึ่งชี้ศัตรูมาถึงบ้าน บางคนไม่สนอดีตเพียงถามว่าใครจะเฝ้าคนเจ็บถ้าเขาออกไป
ไม่มีคำตอบเดียวทำให้ทุกคนสงบ
เยี่ยซิงเหอมองคนแก่เขาเคยคิดว่าความจริงเป็นสิ่งซึ่งเปิดแล้วปมคลายแต่ความจริงเพียงครึ่งเดียวกลับเพิ่มทางเลือกที่เจ็บปวดชาวบ้านต้องตัดสินว่าจะร่วมยืนกับคนซึ่งช่วยพวกเขามานานแต่โกหกเรื่องสำคัญหรือไม่
สุดท้ายผู้ใหญ่บ้านใช้ด้ามหอกเคาะพื้น“เราไม่ต้องเชื่อเขาทุกเรื่องเพื่อร่วมป้องกันประตูเดียวกันผู้ใดมีหน้าที่เดิมกลับไปทำ ผู้ใดไม่ยอมรับคำสั่งจากผู้เฒ่าโม่ให้รับจากข้าแต่ห้ามทำร้ายหรือขับผู้ใดออกก่อนประชุมอีกครั้ง”
นี่ไม่ใช่การคืนความเชื่อมั่น
เป็นเพียงสะพานชั่วคราวซึ่งทุกคนยอมเดินเพราะพื้นข้างล่างกำลังไหม้
ชายผู้เสียเรือนเก็บเสบียงก้าวออกมา “ถ้าไม่มีท่านกองทัพจะมาหรือไม่?”
“ค่ายกลอยู่ใต้หมู่บ้านก่อนข้ามา”
“นั่นไม่ใช่คำตอบ”
“ไม่มีคำตอบซึ่งพิสูจน์ได้แล้ว” ผู้เฒ่าโม่กล่าว“พวกมันรู้จักค่ายกล รู้จักข้า และกำลังตามหาเด็กข้าบอกได้เพียงว่าความลับของข้าเพิ่มเหตุให้มันอยู่ แต่ไม่ได้สร้างความชั่วของมัน”
ชายผู้นั้นกำขวาน “พูดเก่งเหมือนเดิม”
“ข้าแก่พอจะฝึก”
“เราควรเชื่อท่านหรือ?”
ผู้เฒ่าโม่ส่ายหน้า “อย่าเชื่อเพราะข้าพูดจงดูว่าข้าทำสิ่งใดเมื่อประตูแตก”
คำตอบทำให้หลายคนไม่พอใจพวกเขาต้องการคำรับรองว่าคนแก่ไม่ใช่เหตุหายนะ แต่เขาไม่มอบความสบายใจปลอม
เยี่ยซิงเหอถาม “แล้วข้าควรเชื่อสิ่งใด?”
“เชื่อว่าข้าช่วยชีวิตเจ้า”
“เท่านั้น?”
“เชื่อว่าข้าผนึกเจ้าเพราะถ้าไม่ทำ เจ้าจะตายเชื่อว่าข้าปิดบังเพราะมีคนตามหาสิ่งในร่างเจ้า และเชื่อว่าข้ายังไม่บอกทั้งหมด”
“ท่านพูดความจริงเรื่องสุดท้ายได้ง่ายที่สุด”
“เพราะเจ้ารู้อยู่แล้ว”
เยี่ยซิงเหออยากถามถึงชื่อซึ่งติดมากับตัว อยากถามถึงผ้าไหมอยากถามว่าผู้ใดฝากเขาไว้ และเหตุใดบัญชีของศัตรูจึงตามหาเด็กอายุเท่านี้
แต่เสียงตีเกราะจากกำแพงตะวันตกดังขึ้น
หนึ่งครั้งหมายถึงพบความเคลื่อนไหว
สองครั้งหมายถึงกำลังเข้าใกล้
เสียงที่สองตามมา
การสนทนาไม่มีเวลาปิดอย่างสมบูรณ์
ผู้เฒ่าโม่หันจะเดิน เยี่ยซิงเหอขวาง “ท่านจะทำสิ่งใด?”
“ดูศัตรู”
“ด้วยแผลเช่นนี้?”
“ข้ายังมีตา”
“และกำลังคิดใช้กระบี่”
คนแก่เลิกคิ้ว “ในที่สุดเจ้ารู้จักข้าดีพอเรื่องหนึ่ง”
เยี่ยซิงเหอลดเสียง “ถ้าท่านออกไปโดยไม่บอกแผนอีก ข้าจะตาม”
“ถ้าเจ้าตามจนแนวรับแตก เจ้าจะทำสิ่งที่ศัตรูต้องการ”
“เช่นนั้นบอกแผน”
“ข้าจะหยุดกำลังระดับสูงเมื่อมันลงมาเจ้ารวบรวมคนและรักษาทางไปเรือนหินกับทางใต้ดิน ไม่ว่าข้าอยู่ที่ใด”
“ท่านพูดเหมือนแยกศึกออกจากกันได้”
“เราต้องแยก มิฉะนั้นเจ้าจะใช้แกนช่วยข้าแล้วค่ายกลใช้เจ้าเผาทุกคน”
เยี่ยซิงเหอมองบาดแผลคนแก่ “ท่านหยุดได้กี่คน?”
“มากพอให้เจ้ายุ่งกับสิ่งสำคัญกว่า”
“นั่นไม่ใช่จำนวน”
“สงครามไม่ให้จำนวนที่เชื่อได้”
ผู้ใหญ่บ้านเข้ามาระหว่างพวกเขา “ข้าจะรับคำสั่งเรื่องแนวรับแต่มีเงื่อนไข”
ผู้เฒ่าโม่ถาม “ว่ามา”
“ถ้าท่านรู้ว่าจุดใดกำลังเป็นพิธี ต้องบอกหากการใช้พลังของท่านดึงภัยเพิ่ม ต้องบอกและห้ามใช้ชาวบ้านเป็นตัวล่อโดยไม่ให้เขาเลือก”
“ตกลง”
“ง่ายเพียงนี้?”
“เจ้าขอสิ่งที่ควรขอตั้งนานแล้ว”
ผู้ใหญ่บ้านไม่ยิ้ม “พวกเราไม่รู้ว่าต้องขอเพราะไม่รู้ว่าท่านซ่อนสิ่งใด”
ความเชื่อมั่นยังไม่กลับมา แต่กฎใหม่เกิดขึ้นแล้ว
คนแก่ไม่มีสิทธิ์เลือกแทนทุกคนโดยอ้างการปกป้องอีก
ผู้เฒ่าโม่กลับไปยังเรือนของตนเยี่ยซิงเหอเดินตามเพราะไม่เชื่อว่าเขาเพียงไปดูศัตรู
ในเรือน กลิ่นยา เหล้า และไม้เก่าคุ้นเคยทุกสิ่งอยู่ตำแหน่งเดิม ยกเว้นแผ่นพื้นข้างเตาซึ่งถูกเปิด
บนผนังมีรอยขีดวัดส่วนสูงของเยี่ยซิงเหอตั้งแต่วัยเด็กเส้นแรกต่ำกว่าขอบโต๊ะ เส้นต่อมาเริ่มเอียงเพราะเขาเป็นผู้ขีดเองและเส้นล่าสุดหยุดอยู่เมื่อสองปีก่อน หลังเขาโกรธที่ผู้เฒ่าโม่ยังเรียกว่าตัวเล็ก
ความลับขนาดใหญ่ซ่อนอยู่ในเรือนซึ่งเก็บเรื่องเล็กเหล่านี้ทั้งหมด
เยี่ยซิงเหอถาม “ตอนท่านพาข้ามา คนในหมู่บ้านรู้สิ่งใด?”
“รู้ว่าข้าเก็บเด็กใกล้ตายมาเลี้ยง”
“ไม่มีผู้ใดถามครอบครัวข้า?”
“ถาม”
“ท่านตอบว่า?”
“คนตายแล้ว”
“เป็นความจริงหรือ?”
ผู้เฒ่าโม่มองรอยขีดบนผนัง “ข้าไม่รู้ทั้งหมด”
“แต่พูดเหมือนรู้”
“ถ้าบอกว่าไม่รู้ คนจะออกตามหา บางคนทำเพราะเมตตาบางคนทำเพราะหวังรางวัล ข่าวจะเดินเร็วกว่าพวกเรา”
“ท่านจึงให้ข้าเติบโตโดยคิดว่าไม่มีผู้ใดเหลือ”
“ข้าให้เจ้าเติบโตโดยมีคนทั้งหมู่บ้านอยู่รอบตัว”
“สองสิ่งนั้นไม่เหมือนกัน”
“ข้ารู้”
เยี่ยซิงเหอหันหนี เขาอยากปฏิเสธว่าคนแก่รู้เพราะผู้ที่รู้ควรทำดีกว่านี้แต่การยอมรับความผิดโดยไม่ขอให้ลืมทำให้ความโกรธของเขาไม่มีผนังง่าย ๆ ให้ฟัน
บนโต๊ะมีชามยาขมซึ่งผู้เฒ่าโม่เคยบังคับให้เขาดื่มทุกครั้งหลังฝึกเส้นผนึกในร่างอาจถูกคนแก่สร้าง แต่ยาทุกชามก็ประคองไม่ให้เส้นปราณแตกจากการชนมัน
การปกป้องกับการปิดบังพันอยู่ในมือเดียวกัน
เขาไม่อาจเรียกทั้งหมดว่าความรักและไม่อาจเรียกทั้งหมดว่าการทรยศ
ใต้พื้นมีห่อผ้ายาว
ผู้เฒ่าโม่คุกเข่าช้า ๆ คลี่ผ้าออก
กระบี่เก่าในฝักไม้หม่นนอนอยู่ภายในเป็นเล่มเดียวกับที่เขาเคยชักออกหยุดศัตรู แต่คราวนี้ผ้าซึ่งพันด้ามถูกแกะออกเผยรอยอักขระซีดบนโลหะ
รอยบนด้ามบางช่วงถูกไฟเผา บางช่วงคล้ายถูกคมอาวุธบิ่นไม่มีลวดลายโอ่อ่า ไม่มีอัญมณีผู้เฒ่าโม่ลูบตำหนิแต่ละแห่งราวกับจำชื่อผู้ซึ่งฝากมันไว้
เยี่ยซิงเหอถาม “นี่คือกระบี่ที่ท่านใช้ก่อนตกลงมา?”
“ใช่”
“มันชื่ออะไร?”
ผู้เฒ่าโม่ชะงัก ก่อนตอบ “ชื่อเดิมไม่สำคัญแล้ว”
“เหตุใดทุกสิ่งในอดีตท่านจึงไม่สำคัญเมื่อข้าถาม?”
“เพราะชื่อบางชื่อทำให้ผู้ฟังตามหาเจ้าของชื่อบางชื่อเรียกศัตรู และชื่อบางชื่อทำให้ข้ากลับไปเป็นคนที่ไม่ควรเป็นอีก”
“แล้วคืนนี้ท่านจะเป็นผู้ใด?”
คนแก่ยกกระบี่ขึ้น “คนเฝ้าประตู”
คำตอบไม่ใช่เซียน ไม่ใช่ผู้พิทักษ์คำสาบานและไม่ใช่อาจารย์ผู้รู้ทุกอย่าง เป็นเพียงหน้าที่ซึ่งชาวบ้านเห็นและตัดสินได้
เมื่อมือคนแก่แตะด้าม อากาศในเรือนพลันนิ่ง
กระบี่เงาดาราที่เอวเยี่ยซิงเหอสั่นตอบเบา ๆ
“มันรู้จักกระบี่ท่าน?” เขาถาม
“กระบี่รู้จักเจตนาฆ่ามากกว่ารู้จักชื่อ”
“ท่านจะใช้พลังเซียน?”
“สิ่งที่เหลืออยู่”
“ราคา?”
ผู้เฒ่าโม่มองเลือดบนเสื้อ “เจ้ามองเห็นแล้ว”
“ยังมีสิ่งที่มองไม่เห็น?”
“มีเสมอ”
เยี่ยซิงเหอวางมือบนห่อผ้า ไม่ให้เขายกกระบี่ทันที“ข้ายังไม่ยกโทษที่ท่านปิดบัง”
“ข้าไม่ได้ขอ”
“และข้ายังต้องการคำตอบทั้งหมด”
“ถ้าเรารอด เจ้าจงถามอีก”
“ถ้าท่านตาย?”
“เช่นนั้นจงโกรธให้พอมีชีวิตต่อ”
เยี่ยซิงเหออยากต่อยคนแก่ แต่สุดท้ายเพียงยกมือออกจากห่อกระบี่
“ข้าจะทำหน้าที่ของข้า” เขากล่าว“ไม่ใช่เพราะเชื่อท่านทุกเรื่อง แต่เพราะคนในหมู่บ้านเลือกอยู่”
ผู้เฒ่าโม่พยักหน้า “นั่นเพียงพอ”
นอกเรือน เสียงกลองเปลี่ยนจังหวะกำลังบนสันเขาเริ่มเคลื่อนลงมา เสียงรองเท้าจำนวนมากบดหิมะคล้ายสายน้ำดำไหลผ่านป่า
คนแก่คาดกระบี่เก่าไว้ที่เอวข้างน้ำเต้า
เขายกน้ำเต้าขึ้นอีกครั้ง
เยี่ยซิงเหอมองมือเขา
ผู้เฒ่าโม่เปิดจุก กลิ่นเหล้าลอยออกมา แต่แทนที่จะดื่มเขากลับเทเหล้าทั้งหมดลงบนพื้นดินหน้าเรือน
ของเหลวใสซึมหายไปในหิมะ
“เสียดายหรือไม่?” เยี่ยซิงเหอถาม
“ยิ่งเสียดายยิ่งจำได้ว่าตัดสินใจแล้ว”
ผู้เฒ่าโม่ปิดจุกน้ำเต้าเปล่า ชักกระบี่เก่าออกจากฝักหนึ่งชุ่น
คมหม่นสะท้อนฟ้าสีเลือด
“คืนนี้ข้าจะไม่เมา”