วันนี้ได้พบกับเม่าจิ้งทำให้สามารถสะกดวิญญาณคนขับรถ และบังคับให้รถบัสผีเปลี่ยนเส้นทางไปยังท่าเรืออวี๋จุ่ยได้สำเร็จ
ตอนนี้วิญญาณทุกดวงบนรถต่างเต็มไปด้วยความหวัง
พวกเขาตั้งตารอการหลุดพ้นจากรถบัสที่พวกเขาติดอยู่มาเป็นเวลาสิบสองปีและหนีออกจากฉากความตายที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่านับครั้งไม่ถ้วน
แต่ดูเหมือนอารมณ์ของเม่าจิ้งจะไม่ค่อยดีนัก
อาจเป็นเพราะมอเตอร์ไซค์ของเขาเมื่อตอนที่เขาพยายามกระโดดขึ้นมาบนรถบัส ทำให้มันพุ่งลงไปในอ่างเก็บน้ำ
มอเตอร์ไซค์คันนั้นดูราคาแพงไม่น่าจะต่ำกว่าหลายหมื่นหยวน
ใครที่ต้องเสียของรักแบบนี้ไปก็คงเจ็บใจไม่น้อย
ผมจึงไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เพียงแค่นั่งข้างๆ เม่าจิ้ง ขนาบข้างวิญญาณคนขับรถเอาไว้และพูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย
แต่เม่าจิ้งเป็นคนพูดน้อย
ส่วนใหญ่มีแต่ผมที่พูดเขาตอบกลับมาเพียงแค่คำสั้นๆ เช่น “อืม” หรือ “ใช่”
คุยกันได้ไม่นานบทสนทนาก็เงียบลงไปเอง ในขณะที่รถบัสยังคงแล่นฝ่าความมืดมิด
ผมคิดจะหยิบโทรศัพท์ออกมาดูว่าตอนนี้อยู่ห่างจากท่าเรืออวี๋จุ่ยแค่ไหนแล้ว แต่ภายในรถคันนี้กลับไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ทำได้เพียงนั่งรออย่างอดทน
ผมหยิบบุหรี่ขึ้นมาส่งให้เม่าจิ้งหนึ่งมวน
เขารับไปจุดไฟสูบเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร
ในตอนนั้นเองภรรยาพี่เฉาที่นั่งอยู่อีกฝั่งก็เอ่ยถามผมขึ้นมา
“เสี่ยวเจียง! ผู้หญิงที่ช่วยเธอหยุดรถครั้งที่แล้วน่ะ เธอเป็นใครเหรอสวยจังเลย!”
ขณะที่ผมกำลังสูบบุหรี่อย่างสงบพอได้ยินคำถามนี้เข้าก็ถึงกับชะงักไป
ผู้หญิง? ผู้หญิงคนไหน หยุดรถ?
“พี่สะใภ้ ผู้หญิงไหน หยุดรถอะไรนะ”
ผมรู้สึกมึนงงราวกับถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ
“ก็เมื่อคราวก่อน นอกจากชายวัยกลางคนที่มีบาดแผลที่คอคนนั้นแล้ว เธอยังมากับผู้หญิงอีกคนนี่ พวกเธอขึ้นรถมาพร้อมกันไม่ใช่เหรอ แถมยังเป็นเธอที่โบกรถของพวกเราให้จอดด้วยนะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้หัวของผมพลันส่งเสียง “ปุบ!” เหมือนมีบางอย่างระเบิดในสมอง
ใบหน้าของผมเปลี่ยนสีไปในทันที
สิ่งที่พี่สะใภ้พูดถึงต้องเป็นเหตุการณ์ตอนที่ผมกับลุงอวี๋ออกมาจากห้องอาถรรพ์แน่
ในตอนนั้นเราพบกับรถบัสผีคันนี้
แต่เท่าที่ผมจำได้ตอนนั้นมีแค่ผมกับลุงอวี๋ขึ้นรถมา ไม่มีผู้หญิงคนไหนทั้งนั้นและไม่มีใครที่ไปโบกรถให้จอดด้วยซ้ำ
รถบัสคันนี้เป็นฝ่ายจอดลงตรงหน้าเราเอง
แต่ถ้าพี่สะใภ้พูดแบบนี้แสดงว่าเธอต้องเห็นอะไรบางอย่างที่ผมกับลุงอวี๋ไม่เห็นแน่
เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์วันนั้นผมจำได้เลือนรางว่าก่อนที่จางเฉียงจะลงมือฆ่าพวกเรา ไก่ขันขึ้นมาเสียก่อน
และในชั่วพริบตาที่เสียงไก่ขันดังขึ้นผมได้กลิ่นฟอร์มาลินจางๆ ลอยมาเตะจมูก
หรือว่า…จะเป็นเสี่ยวอวี่?
เมื่อความคิดนี้แวบเข้ามาผมก็รีบเอ่ยถามทันที “พี่สะใภ้! ผู้หญิงที่มากับเราหน้าตาเป็นยังไง เธอ…เธอเป็นผีเหมือนกันหรือเปล่า”
น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของผมทำให้เม่าจิ้งเริ่มหันมาสนใจ
พี่สะใภ้เองก็ดูตกใจที่ผมมีปฏิกิริยาเช่นนี้แต่เธอยังคงพูดต่อ “พวกเธอไม่ได้มาด้วยกันเหรอ ฉันก็ไม่แน่ใจว่าเธอเป็นผีหรือเปล่าเพราะตอนนั้นฉันยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองตายแล้ว และพอถึงคืนที่สองฉันก็ลืมเรื่องทั้งหมดไป เพิ่งจะเมื่อตะกี้นี้เองที่ฉันเริ่มนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตและตระหนักได้ว่าฉันตายไปแล้ว
“ถ้าถามว่าผู้หญิงคนนั้นหน้าตาเป็นยังไง ฉันจำได้ชัดเจนเลย เธอสูง ผอม และสวยมาก ฉันไม่เคยเห็นผู้หญิงที่สวยขนาดนั้นมาก่อน อ้อ จริงสิ! ตรงหางตาซ้ายของเธอมีไฝเม็ดเล็กๆ ด้วย ดูแล้วสวยมากจริงๆ”
หัวใจของผมกระตุกวูบ
เป็นไป๋เสี่ยวอวี่
ไป๋เสี่ยวอวี่อยู่ข้างผมในตอนนั้นจริงๆอย่างนั้นหรือ
นี่อาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมตอนที่ผมได้ยินเสียงไก่ขันผมถึงได้กลิ่นฟอร์มาลินจางๆ
เสียงไก่ขันนั่นต้องเป็นเพราะไป๋เสี่ยวอวี่ช่วยผมไว้แน่ๆ
แต่ทำไมเธอถึงไม่ปรากฏตัวให้ผมเห็น
ผมไม่เข้าใจเลยทำไมเธอถึงต้องหลบซ่อนจากผมด้วย
หรือว่าเธอมีเหตุผลบางอย่างที่ไม่สามารถบอกผมได้? ไม่อย่างนั้น ทำไมเธอถึงต้องหลีกเลี่ยงผม
“เสี่ยวเจียง พวกเธอไม่รู้จักกันเหรอ” พี่สะใภ้ถามต่อ
ผมเพิ่งดึงตัวเองกลับมาจากความคิดแล้วตอบว่า “รู้จักครับ เธอเป็นแฟนของผม แต่เธอตายไปแล้ว...”
พี่สะใภ้ได้ยินเช่นนั้นก็แสดงสีหน้าเศร้าเสียใจ “เฮ้อ เสียดายจัง สวยขนาดนั้นแท้ๆ แต่แฟนของเธอน่ะดุใช่เล่นเลยนะ! ตอนเธออยู่บนรถคันนี้ วิญญาณคนขับรถไม่กล้าทำอะไรเลยสักนิด หลังจากพวกเธอลงไปแล้ว เราก็ไปส่งเธอที่ป้ายมหาวิทยาลัย”
“ป้ายมหาวิทยาลัยแพทย์ใช่ไหมครับ” ผมรีบถาม
พี่สะใภ้พยักหน้า “ใช่! เธอลงที่มหาวิทยาลัยแพทย์”
ไม่ผิดแน่ต้องเป็นไป๋เสี่ยวอวี่
เธอถูกพันธนาการด้วยเหตุผลบางอย่างวิญญาณของเธอจึงติดอยู่ในตึกทดลองของมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด
แต่พี่สะใภ้ยังพูดไม่หมดเธอเสริมขึ้นมาอีกว่า “แต่หลังจากเธอลงจากรถแล้วก็ถูกกลุ่มคนพาตัวไป...”
“กลุ่มคนพาตัวไป?” ผมถามซ้ำด้วยความตกใจ
ทันทีที่ผมพูดจบผู้โดยสารชายที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก็เอ่ยขึ้นมาด้วย
“ใช่เลย! ตอนนั้นหลังจากที่เธอลงจากรถไปก็มีคนกลุ่มหนึ่งใช้โซ่ล่ามเธอไว้แล้วลากตัวเธอเข้าไปในมหาวิทยาลัย”
“ใช่ๆ ฉันก็เห็น เธอเป็นสาวสวยที่ใส่ชุดขาวเป็นคนคนเดียวกับที่ขึ้นรถพร้อมเสี่ยวเจียงครั้งก่อน!”
“...”
เหล่าวิญญาณผู้โดยสารหลายคนเริ่มนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น
ไป๋เสี่ยวอวี่ถูกจับมัดและพาตัวกลับไปที่มหาวิทยาลัยงั้นหรือ
ผมขมวดคิ้วแน่นนึกถึงเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับไป๋เสี่ยวอวี่
ใครกันที่สามารถกักขังเธอได้ ทำไมเธอถึงต้องกลับไปที่มหาวิทยาลัย
สิ่งเดียวที่ผมคิดออกมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ไป๋เสี่ยวอวี่อาจถูกบางสิ่งพันธนาการไว้ในตึกทดลอง
แม้ว่าเธอจะออกมาได้แต่ก็ต้องกลับไปภายในเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นอาจเกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายมหันต์...
เหมือนในหนังเรื่อง‘โปเยโปโลเย’ ที่วิญญาณของเสี่ยวเชี่ยนถูกควบคุมโดยปีศาจต้นไม้เฒ่า
ถ้าสมมุติฐานของผมถูกต้องใครกันที่สามารถควบคุมไป๋เสี่ยวอวี่ได้ และทำไมพวกเขาถึงต้องใช้โซ่ล่ามเธอไว้
หรือว่าในตึกทดลองนั้นจะมีบางสิ่งที่คล้ายปีศาจต้นไม้พันปีที่อาจารย์ของผมเรียกว่า ‘อาถรรพ์ร้าย’ ซ่อนอยู่จริง?
สมองของผมเต็มไปด้วยความสับสนผมอยากรู้ความจริง อยากช่วยไป๋เสี่ยวอวี่
แต่พลังของผมยังไม่พอทำให้รู้สึกไร้หนทางสิ้นดี
เม่าจิ้งมองเห็นสีหน้าลังเลของผมเขาจึงเอ่ยถาม “เจียงหนิงนายยังมีเพื่อนที่ติดอยู่ในตึกเก้าศพนั่นอีกเหรอ”
ผมพยักหน้าไม่คิดปิดบัง “แฟนของฉัน!”
เม่าจิ้งได้ยินดังนั้นดวงตาเขาเบิกกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แฝงไปด้วยความตกใจ
แต่เพียงครู่เดียวเขาก็กลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง
เขาพูดขึ้นมา “อาจารย์ของฉันเคยบอกว่าใต้ตึกเก้าศพนั้นมีค่ายกลมหาภัยที่ใช้กักขังอาถรรพ์ร้ายแรงอยู่ตอนกลางวันยังพอปลอดภัย เพราะถูกพลังหยางของนักศึกษาจำนวนมากข่มไว้ แต่เมื่อถึงเวลากลางคืน ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเป็นอันตรายอย่างที่สุด
“คนที่เข้าไป ถ้าโชคดีอาจแค่เสียสติ ถ้าโชคร้ายอาจต้องสังเวยชีวิต ส่วนวิญญาณที่เข้าไปแล้ว มีโอกาสน้อยมากที่จะออกมาได้อีก แต่หากร่างยังสมบูรณ์ครบถ้วนและเสียชีวิตไม่เกินหนึ่งเดือน อาจารย์ของฉันสามารถเรียกวิญญาณกลับมาและทำพิธีปลดปล่อยได้”
ผมส่ายหน้าช้าๆก่อนตอบเบาๆ “เธอจากไปแล้วเจ็ดปี...”
ผมพูดเพียงเท่านั้นและไม่ได้อธิบายอะไรต่อ
แต่สีหน้าของเม่าจิ้งดูซับซ้อนขึ้นมาทันที เขารู้แล้วว่าการช่วยไป๋เสี่ยวอวี่ออกมานั้นเป็นไปไม่ได้
เว้นแต่ว่าจะชะล้างตึกทดลองเสียก่อน
แต่อาถรรพ์ร้ายใต้ดินนั้นแม้แต่อาจารย์ของเขายังไม่กล้าแตะต้อง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเม่าจิ้งเลย...เขาจึงเลือกที่จะเงียบไป
บรรยากาศภายในรถเงียบลงตามอารมณ์ของผม
แต่ภายในใจของผมกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
สักวันหนึ่งผมจะบุกเข้าไปในตึกทดลองนั้นและพาไป๋เสี่ยวอวี่ออกมาให้ได้
ไม่สนว่าปรมาจารย์ที่ไหนจะเป็นคนวางค่ายกลบ้าบอนั่น
ไม่สนว่ามันจะเป็นอาถรรพ์ร้ายหรือไม่
ตราบใดที่มันกล้าทำร้ายไป๋เสี่ยวอวี่ผมจะทำให้มันสูญสลายไปตลอดกาล!
ในขณะที่ผมกำหมัดแน่นตั้งมั่นกับคำสาบานของตัวเอง เสียงของวิญญาณหนุ่มรอยสักจากที่นั่งคนขับก็ดังขึ้นด้วยความตื่นเต้น “ถึงแล้ว! เราถึงท่าเรือแล้ว!”