นางเริ่มอธิบาย
“อาณาจักรแรก – อาณาจักรน้ำแข็งทางเหนือ ดินแดนที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะและพายุไม่รู้จบ เต็มไปด้วยสัตว์อสูรโบราณที่มีกำลังเทียบเคียงเทพแท้ หากเราสามารถปราบและควบคุมพวกมันได้ จะเสริมกองทัพเราให้แข็งแกร่งไร้ผู้ต้านทาน
อาณาจักรที่สอง – อาณาจักรน่านเ้าทางใต้ เขตที่มีอากาศร้อนชื้น ดินแดนที่เผ่าภูติยึดครองมาจากเผ่ามนุษย์ และเราเพิ่งยึดสำนักทานตะวันของเผ่าภูติมาได้ แต่ใต้พื้นดินยังมีเหล่านักขุดเหมืองผู้ซ่อนเร้น พวกเขาคือเผ่าเทพที่แร่วิเศษและของวิเศษจำนวนมหาศาล พวกนี้ไม่เพียงแข็งแกร่ง แต่ยังลึกลับดั่งรากเง่าแห่งผืนดิน”
เทพีน้ำค้างเหมันต์พยักหน้าช้าๆ นางมองไปยังสถานการณ์ในอนาคตและรู้ดีว่า หากคิดจะสร้างอำนาจที่แท้จริง จะต้องผนวกแดนใต้นี้ให้เป็หนึ่งเดียวกับภาคกลางของนางให้ได้
“อาณาจักรที่สาม – อาณาจักรเทพสมุทร ทางตะวันออก อาณาเขตกว้างใหญ่ของมหาสมุทรที่ลึกลับ พลังคลื่นและพายุอยู่ในกำมือของสำนักเทพั ผู้อาณาจักรนี้ พวกนี้เป็เผ่าเทพที่เก่งกาจและสันโดษ หากไม่ยินยอมเข้าร่วม พวกเขาอาจกลายเป็ศัตรูที่ต่อกรด้วยยากที่สุด
อาณาจักรที่สี่ – อาณาจักรไพร ทางตะวันตก ป่าดิบชื้นและอันตราย เป็ที่มั่นของเผ่ามนุษย์ เผ่าเทพ และเผ่าปีศาจจากจักรวาลพิภพอื่น ปกครองโดยสำนักพรานภูผา ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในความโเี้และไร้ความปรานี ที่นั่นยังเต็มไปด้วยเทพแท้ผู้ล่า และเหล่าจอมปีศาจ พวกเขาไม่เห็นค่าของชีวิตใดๆ นอกจากพลังและเหยื่อที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น
บางตำนานกล่าวไว้ว่า ดินแดนทางตะวันตกแห่งนี้มีสถานที่หนึ่งเป็เมืองลับแล มรดกของเผ่าปีศาจาจากจักรวาลพิภพอื่นที่ยังคงซ่อนตัวอยู่อย่างลึกลับ”
เสียงของเทพฟ้าดินขาดหายลง บรรยากาศในห้องประชุมเงียบสนิท เหล่าเทพทั้งหลายต่างเคร่งเครียดเมื่อภาพรวมของพิภพถูกวาดขึ้นตรงหน้า
เทพีน้ำค้างเหมันต์ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ดวงตาของนางเย็นเฉียบดั่งหิมะแรกแห่งเหมันต์ เสียงที่เปล่งออกมาดังกังวานไปทั่วห้อง “หากเราหวังจะต่อกรกับเหล่าภูติ กองทัพของสำนักเทพอัสนีย์ต้องยิ่งใหญ่กว่าที่เคยมีมา เราจะต้องรวบรวมสำนักเหล่านี้มาอยู่ใต้ปีกเรา ไม่เพียงแค่กำลังคน แม้แต่สัตว์อสูรที่เป็พลังจากแดนเหนือก็ต้องเป็ของเรา”
นางหยุดเล็กน้อยก่อนกล่าวต่ออย่างหนักแน่น “แต่เวลานี้ ศิษย์และอาจารย์ของเราส่วนใหญ่ยังหยุดอยู่แค่ขั้นมหาเทพ มิอาจทัดเทียมเทพแท้ขั้นสูง ข้ากับท่านเทพฟ้าดิน จะต้องลงไปทางใต้ จัดการนักขุดเหมือง และนำของวิเศษทั้งหมดมาอยู่ในมือ สำนัก เพื่อเตรียมฝึกฝนศิษย์ของสำนักให้แข็งแกร่งขึ้น การผนวกเขตแดนทางใต้ทั้งหมดจะต้องจบภายในรุ่นของเรา”
ห้องประชุมเงียบกริบ สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังร่างของเทพีน้ำค้างเหมันต์ ความมุ่งมั่นของนางแผ่ซ่านออกมาเหมือนคลื่นพลัง ไม่มีใครเอ่ยโต้แย้ง มีเพียงเสียงลมหายใจหนักๆ ที่บ่งบอกถึงความตึงเครียดในแผนการใหญ่นี้เท่านั้น
เทพีน้ำค้างเหมันต์ลุกขึ้นจากที่นั่งและประกาศ "ถ้าเช่นนั้น เราจะเริ่มปฏิบัติการเดี๋ยวนี้ ข้าและเทพฟ้าดินจะเดินทางไปยังสำนักทานตะวันในทันที" สิ้นเสียงคำประกาศ ร่างของเทพีน้ำค้างเหมันต์และเทพฟ้าดินก็พลันวาร์ปหายตัวไปในอากาศ
ณ สำนักทานตะวัน ที่ตั้งอยู่กลางหุบเขาอันร้อนอบอ้าว บรรยากาศซึ่งอบอวลไปด้วยไอแดดกลับพลันพลิกผันในพริบตา ลมแรงเริ่มโหมซัดกระหน่ำ สายฟ้าแปลบปลาบผ่าลงมาจากกลางฟากฟ้า ก่อนที่หิมะขาวโพลนจะโปรยปรายลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ไม่ทันไร พายุหิมะปนสายฟ้า ก็ปกคลุมทั้งสำนัก ทัศนียภาพรอบด้านถูกกลืนหายไป มีเพียงม่านหิมะขาวโพลนบดบังทุกสายตา
ทหารยามเผ่าภูติที่เฝ้าประตูสำนักพากันเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก ก่อนที่จู่ๆ แสงสว่างเจิดจ้าจะสาดวาบออกมาจาก ใจกลางพายุ ทำเอาบรรดาเหล่าทหารั์ตาพร่ามัวไปชั่วขณะ
จากใจกลางพายุนั้น ร่างของสตรีสองนางก้าวออกมาทีละก้าว
เพียงปรากฏตัว ความสง่างามและรัศมีที่แผ่ออกมาก็ทำให้ผืนพิภพโดยรอบราวกับหยุดนิ่ง
เมื่อทั้งสองเดินเข้ามาใกล้ ทหารยามที่หน้าประตูได้เห็นชัดถนัดตา…ต่างหน้าซีดเผือด รีบคุกเข่าลงแทบจะพร้อมกัน
“ท…ท่านประมุข! และ…ท่านผู้เฒ่าสูงสุด!” เสียงสั่นสะท้านดังขึ้นจากหนึ่งในพวกเขา
เทพีน้ำค้างเหมันต์เพียงยกมือแตะไหล่ทหารผู้นั้นเบาๆ ยิ้มบางๆ “ไม่ต้องตื่นตระหนก ข้าเพียงอยากมาพักที่นี่สักสองสามวัน”
เหล่าทหารเผ่าภูติรีบก้มกายด้วยความเกรงกลัว หัวหน้ายามรีบเงยหน้าขึ้นกล่าวนอบน้อม “ต้องขออภัยที่มิได้เตรียมการต้อนรับ เนื่องจากไม่มีผู้ใดแจ้งล่วงหน้า… เื่การมาเยือนของท่านประมุข”
“ไม่เป็ไร” นางกล่าวเสียงอ่อนโยน “เราล้วนถือได้ว่าเป็พี่น้องกัน อย่าได้มากพิธีเลย”
คำพูดนั้นเสมือนลมเย็นพัดพาความกดดันหนักอึ้งให้คลายลงเล็กน้อย แต่ยังไม่ทันที่ทุกคนจะได้ถอนหายใจ นางก็เอ่ยอย่างเรียบง่าย
“บอกเ้าสำนักภูติหิมะของพวกเ้าด้วย คืนนี้ ข้ากับนาง…จะพักที่ตำหนัก หมอกโอสถ”
ทันทีที่สิ้นคำ สตรีทั้งสองก็หันกายเดินลับไปท่ามกลางความเงียบงัน
เหล่าทหารยามต่างหันมองหน้ากัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดหวั่น ตำหนักหมอกโอสถ …คือเขตหวงห้ามสูงสุด เคยเป็ที่พำนักของภูติหมอกโอสถ เ้าสำนักคนก่อน ยามปกติแม้แต่เ้าสำนักรุ่นปัจจุบันยังมิอาจเหยียบย่างเข้าไป แล้วใยประมุขกับผู้เฒ่าสูงสุดถึงเลือกที่นั่น? แต่… ก็ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยทักท้วง…
ครึ่งชั่วยามให้หลัง
เสียงก้าวเดินมั่นคงดังขึ้นเบื้องหน้าตำหนักหมอกโอสถ ร่างสูงสง่าฉายประกายเย็นเยียบของ ภูติหิมะ ก้าวออกมาจากม่านหมอก เขาค้อมกายลงเล็กน้อย เอ่ยเสียงหนักแน่น
“ข้าภูติหิมะ ขอเข้าพบท่านประมุข”
เงียบงันชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังลอดออกมาจากภายในตำหนัก… สั้น แต่ก้องกังวาน และทรงพลัง
“เข้ามา”
ภูติหิมะก้าวเข้ามาช้าๆ ก่อนคุกเข่าลงเบื้องหน้านางทั้งสอง แววตาแม้พยายามสงบนิ่ง แต่ลึกๆ แฝงไว้ด้วยความเ็ปและตึงเครียด
“คารวะท่านประมุข การมาเยือนครั้งนี้นับเป็เกียรติอย่างหาที่สุดมิได้ เพียงแต่ข้ามิทราบล่วงหน้า จึงมิได้เตรียมที่พักอันสมเกียรติไว้ให้ ขอท่านโปรดตามกระหม่อมไป…”
“ไม่!” น้ำเสียงเย็นะเืของ เทพีน้ำค้างเหมันต์ สวนขึ้นทันควัน ขัดคำพูดของเขาโดยสิ้นเชิง “ข้าจะพักที่ ตำหนักหมอกโอสถแห่งนี้เท่านั้น”