จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 84 เพลิงแอ่งธรณีที่แปลกประหลาด

            เมื่อสลัดจางอี้เหวินให้พ้นไปได้ฉินอวี่ก็หยิบชุดคลุมสีดำออกมาคลุมร่างกายไว้

            แผนที่ของแดนขัดเกลาก็ปรากฏขึ้นมาในความทรงจำ ฉินอวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งหากเดาไม่ผิดละก็ สถานที่ซึ่งพวกฉู่เยว่ฉานไปนั้นจะต้องเป็นเขตต้องห้ามทางตอนเหนือของแดนขัดเกลาบนแผนที่ไม่ได้บ่งบอกชื่อเรียกของเขตต้องห้ามมีเพียงการเขียนตัวอักษรต้องห้ามเอาไว้เพียงคำเดียว

            “โฮก โฮก!”

            เสียงคำรามของอสูรร้ายดังขึ้นกึกก้องคลื่นเสียงอันทรงพลังแยกเมฆดำบนท้องฟ้าออกไปทันทีจนต้นไม้ที่อยู่โดยรอบต่างสั่นไหวอย่างรุนแรง

            หลังจากออกมาจากม่านแสงพลังเวทขนาดใหญ่ฉินอวี่ก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณอันแข็งแกร่งที่อยู่โดยรอบ แต่หากมองจากพลังปราณนี้น่าจะเป็นอสูรร้ายในระดับสามขึ้นไป

            ฉินอวี่ปิดกลั้นพลังปราณของตนเองไว้และรีบมุ่งหน้าไปยังเขตต้องห้ามทางตอนเหนือ หากดูจากความเร็วของพวกฉู่เยว่ฉานแล้วคาดว่าอีกไม่นานนักเขาน่าจะตามไปทันอย่างแน่นอน

            ขณะที่ฉินอวี่กำลังมุ่งหน้าไปอย่างรวดเร็วนั้น มโนจิตของเขาก็ค่อยๆ ทำงานหลังจากได้เลื่อนเข้าสู่ขั้นเทียนชุ่ย ฉินอวี่ก็มีมโนจิตติดตัวแล้วและสามารถใช้งานได้ครอบคลุมรัศมีสิบลี้

            “ศิษย์พี่คนไหนก็ได้ ช่วยข้าด้วย!”

            ขณะที่ฉินอวี่กำลังรีบเร่งอย่างรวดเร็วอยู่นั้นเสียงขอความช่วยเหลือเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา ห่างออกไปด้านหน้าหนึ่งลี้มีศิษย์หนุ่มคนหนึ่งกำลังเหยียบกระบี่บิน บินวนเวียนไปโดยรอบโดยมีอสูรร้ายสองตัวกำลังไล่ตามอยู่ข้างหลังอย่างคลุ้มคลั่ง

            “โง่สิ้นดี!” ฉินอวี่ก่นด่าไม่รู้ว่ามีอสูรร้ายเช่นนี้อยู่มากเท่าไรในแดนขัดเกลาแต่ยังกล้าที่จะเดินทางเข้ามาด้วยกระบี่ หรือบางทีอาจจะกลัวว่าอสูรร้ายอื่นๆจะไม่สังเกตเห็นเจ้าหรือ?

            ฉินอวี่ก็ไม่คิดมากเช่นกันเมื่อเข้ามาในแดนขัดเกลาย่อมมีโอกาสที่จะพบอสูรร้ายระดับสี่ได้ทุกเมื่อเขาจึงไม่มีจิตใจที่จะไปสนใจความปลอดภัย ทันใดนั้นฉินอวี่ก็มุ่งหน้าไปยังตอนเหนืออย่างรวดเร็วด้วยกำลังทั้งหมดของเขา

            สามวันต่อมา

            มโนจิตของฉินอวี่สัมผัสถึงเบาะแสของพวกฉู่เยว่ฉานทั้งเก้าคนได้แล้วพวกเขากำลังถูกอสูรร้ายล้อมเอาไว้อยู่ในขณะนี้ ฉินอวี่ยังคงตรงไปอย่างรวดเร็วมุ่งหน้าสู่เขตต้องห้าม ด้วยพละกำลังของพวกฉู่เยว่ฉาน สัตว์เหล่านี้ทำได้มากที่สุดก็แค่ถ่วงเวลาพวกเขาเท่านั้นซึ่งหากติดตามหลังพวกเขาไป ก็เกรงว่าอาจเกิดความเข้าใจผิดได้

            ก่อนหน้านี้เป็นเพราะตามหลังพวกฉู่เยว่ฉานอยู่ฉินอวี่จึงไม่ได้พบกับอสูรร้ายใดๆ เลย และเมื่อขึ้นนำพวกเขาขึ้นมาได้ข้ามผ่านป่าไม้ จนกระทั่งเข้ามาถึงพื้นที่ที่ไหม้เกรียมดำสนิทฉินอวี่ก็สัมผัสได้ถึงอสูรร้ายตัวหนึ่งที่อยู่ในระดับสูงนั่นคือสัตว์วิญญาณชั้นสูงสุดของระดับสาม พยัคฆ์อัคคี

            พยัคฆ์อัคคีมีความสูงราวหนึ่งจ้าง ทั่วทั้งตัวถูกปกคลุมด้วยขนสีแดงเพลิงสิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องประหลาดใจคือ ท่ามกลางขนสีแดงเพลิงนี้มีลวดลายสีดำที่มองดูเหมือนรอยแตกระแหงปะปนอยู่เล็กน้อยและพลังความร้อนที่อบอวลอยู่ทั่วทั้งตัวของพยัคฆ์อัคคีทำให้ทั่วทั้งพื้นที่เต็มไปด้วยไอน้ำ

            “เป็นพลังปราณที่แข็งแกร่งยิ่งนัก” ฉินอวี่แอบนึกอยู่ในใจพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้งๆ ของตนเองแม้พยัคฆ์อัคคีตัวนี้ยังไม่ใช้ความสามารถการคุมเพลิงของมันแต่พลังปราณที่มีอยู่ทั่วร่างกลับเข้มข้นจนทำให้พื้นที่บริเวณนี้เกิดเป็นไอน้ำได้นี่เป็นสิ่งแสดงให้เห็นชัดว่ามันมีพลังปราณที่เข้มข้นเพียงใด

            “หากข้าได้กลืนกินเลือดของพยัคฆ์อัคคี บางทีอาจช่วยปรับปรุงพลังปราณของข้าได้ไม่น้อยพยัคฆ์อัคคีตัวนี้มีพลังของอัคคีแต่ไม่รู้ว่าจะช่วยให้เพลิงแอ่งธรณีมีความเข้มข้นมากขึ้นได้หรือไม่”ฉินอวี่พึมพำกับตนเอง ขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่สอง เลือดลมในร่างจะถูกหลอมจนเลือดลมทั่วทั้งร่างกลายเป็นหยดเลือดหยดหนึ่ง ซึ่งหยดเลือดนี้จะกลายเป็นต้นแบบของโอสถโลหิตและในอนาคตโอสถนี้จะแตกไปเป็นกุมารที่รวมตัวขึ้นมาเป็นกุมารทิพย์

            “โฮก!” ขณะที่ฉินอวี่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้นพยัคฆ์อัคคีตัวนี้ก็ส่งเสียงคำรามดัง และเดินเข้ามาอย่างช้าๆดวงตาสีแดงเพลิงที่ดูเหมือนจะลังเลคู่นั้นจ้องตรงมาทางฉินอวี่

            เมื่อเข้าสู่ระดับสาม พยัคฆ์อัคคีตัวนี้ย่อมมีสติปัญญาแล้วแต่สิ่งที่ทำให้มันสงสัยก็คือชายชุดคลุมสีดำตรงหน้าของมันทำให้มันรู้สึกได้ถึงวิกฤติอันตรายที่อธิบายไม่ได้

            ขณะที่พยัคฆ์อัคคีกำลังลังเลด้วยความสงสัย ฉินอวี่ก็เริ่มขยับ

            หอกศึกถูกเรียกออกมา และถ่ายทอดอสุนีลึกลับและพลังปราณเข้าไปทันทีหอกศึกเปล่งแสงสว่างไสว กลายเป็นสายฟ้าสายหนึ่ง จากนั้นฉินอวี่จึงขว้างออกไปอย่างสุดกำลัง

            ทันทีที่หอกศึกถูกขว้างออกไป ฉินอวี่ก็กระโจนเข้าใส่พยัคฆ์อัคคีราวกับเป็นพยัคฆ์อัคคีอีกตัวหนึ่งพร้อมเริ่มการโจมตี

            “ครืน!” เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องไปทั่วทั้งฟ้าดวงตาของพยัคฆ์อัคคีเต็มไปด้วยความหวาดกลัวโดยสัญชาตญาณไม่ว่าจะเป็นสัตว์วิญญาณหรืออสูรร้ายล้วนมีความหวาดกลัวต่อเสียงฟ้าร้อง ความกลัวนี้ถ่ายทอดกันมาผ่านสายเลือด และหยั่งรากลึกอย่างมั่นคง

            “โฮก!” พยัคฆ์อัคคีส่งเสียงคำรามอย่างต่อเนื่อง พร้อมพ่นเปลวไฟออกมาพยายามต้านทานสายฟ้าที่แปลงมาจากหอกศึกแต่สายฟ้ากับแทงทะลุเปลวเพลิงราวกับไม้ไผ่ที่ถูกผ่าเป็นซีกตรงเข้าไปยังระหว่างคิ้วของพยัคฆ์อัคคี

            “โฮก...” พยัคฆ์อัคคีส่งเสียงร้องคำรามดังกึกก้องจากนั้นก็หันหลังวิ่งหนีไป โดยไม่สนใจรอยแผลขนาดใหญ่ที่กลางหน้าผากตอนนี้มันรู้แล้วว่าเหตุใดจึงรู้สึกได้ถึงความอันตรายจากบุคคลที่อยู่ตรงหน้ามันและนี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับบุคคลที่ควบคุมสายฟ้าได้เช่นนี้ นับตั้งแต่มันอยู่ในแดนขัดเกลามานานหลายปีดังนั้นมันจึงเลือกที่จะถอยหนี

            แต่ทันทีที่มันหันกลับไป ฉินอวี่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้ามันอีกครั้งแก่นปราณพลุ่งพล่านออกมารอบด้าน เขาปล่อยหมัดขวาทะลวงขึ้นไปในอากาศกระแทกเข้าใส่ด้ามจับของหอกศึกที่ปักอยู่กลางหน้าผากของอสูรร้าย

            หมัดระเบิดฟ้า!

            ฉินอวี่ชกออกไปห้าหมัดอย่างต่อเนื่องและตอนนี้พลังหมัดข้างขวาสูงกว่าข้างซ้ายถึงห้าเท่าและพลังหมัดข้างขวาของเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ฝึกตนขั้นเทียนชุ่ยในชั้นสูงสุด

            หอกศึกจมลงไปตรงกลางระหว่างคิ้วของพยัคฆ์อัคคีจนส่งเสียงกรีดร้องครั้งแล้วครั้งเล่า เปลวไฟในปากของมันพ่นตรงมาทางฉินอวี่กรงเล็บขนาดใหญ่มีพลังที่พร้อมฉีกผืนฟ้าออกเป็นเสี่ยงตบเปลวไฟตรงเข้ามาทางศีรษะของฉินอวี่

            ฉินอวี่ก้าวถอยหลังไปอย่างกะทันหัน ในขณะที่เขากำลังหลบการจู่โจมอันน่ากลัวของพยัคฆ์อัคคีฉินอวี่ก็กระโดดขึ้นคว้าหอกศึก และพยายามบิดหอกศึกด้วยมือทั้งสองบิดตัวออกแรงอย่างสุดกำลัง พยายามดึงหอกศึกออกจากหน้าผากของพยัคฆ์อัคคี

            เลือดพุ่งกระฉูดออกมา พยัคฆ์อัคคีพ่นเปลวเพลิงออกมาทันที และไม่พยายามตอบโต้กลับวิ่งกลับไปอย่างไม่คิดชีวิต เพียงแต่พยัคฆ์อัคคีได้สิ้นแรงลงหอกศึกที่ปักอยู่ก่อนหน้าได้แทงทะลุเข้าสู่จุดตันเถียนของมัน

            “เป็นการป้องกันที่แข็งแกร่งมาก!”ฉินอวี่มองไปยังหอกศึกเปื้อนเลือดด้วยความประหลาดใจ หากว่ากันตามหลักแล้วการโจมตีเพียงครั้งเดียวก็น่าจะสามารถสังหารพยัคฆ์อัคคีได้แต่ดูเหมือนมันจะได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้นจึงแสดงให้เห็นว่าพลังการป้องกันของพยัคฆ์อัคคีนั้นแข็งแกร่งเพียงใด

            เมื่อมองไปทางพยัคฆ์อัคคีที่อยู่ห่างออกไปร้อยจ้างอสุนีลึกลับสายหนึ่งก็พุ่งเข้าไปยังหอกศึกอีกครั้ง เกิดเสียงฟ้าร้องฟ้าดังสนั่นหอกศึกสั่นสะท้าน นำร่างของพยัคฆ์อัคคีพุ่งขึ้นไปในอากาศอีกครั้งก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง แต่แล้วพยัคฆ์อัคคีกลับยังไม่ยอมพ่ายแพ้พยายามปีนลุกขึ้นและวิ่งไปทันที

            ฉินอวี่ถ่ายเทแก่นพลังปราณเข้าไปยังขาทั้งสองข้าง กระโดดขึ้นไปในอากาศพุ่งตรงไปทางพยัคฆ์อัคคีเมื่อเขาขึ้นไปอยู่บนอากาศเหนือพยัคฆ์อัคคีทั่วทั้งร่างของฉินอวี่ก็เต็มไปด้วยเปลวไฟอันมืดมัวพลังปราณทั่วทั้งร่างพลุ่งพล่าน และถูกรวมเข้าสู่เข่าข้างขวาของเขาก่อนจะคุกเข่ากลางอากาศ แล้วกดลงมาจากอากาศพร้อมเปลวเพลิงอันมืดมัว

            จี้เปลวอัคคี!

            ฉินอวี่เคลื่อนตัวลงมาจากอากาศใช้หัวเข่ากระแทกเข้าใส่กะโหลกศีรษะของพยัคฆ์อัคคีฉินอวี่แทบจะไม่ได้ยินเสียงกระดูกหักของพยัคฆ์อัคคีเลยศีรษะและร่างอันใหญ่โตของพยัคฆ์อัคคีขาดออกจากกันทันที กระดูกร้าวจนแตกหักเหลือเพียงหนังบางส่วนที่ยังคงเชื่อมต่อระหว่างศีรษะกับลำตัว

            “เป็นพลังที่แข็งแกร่งยิ่งนัก!” ฉินอวี่ตกตะลึงนี่เป็นครั้งแรกที่เขาใช้จี้เปลวอัคคีในการป้องกันศัตรูเขาจึงนึกไม่ถึงเลยว่าจี้เปลวอัคคีจะมีพลังที่รุนแรงเพียงนี้

            “แม้จะไม่เรียกใช้วิชาปีศาจคลั่งก็สามารถซ้อนทับพลังได้เช่นนี้เช่นนั้นแล้ว พลังของจี้เปลวอัคคีก็อาจจะแข็งแกร่งมากขึ้น!” ฉินอวี่พูดกับตนเองก่อนจะกระโดดลงจากหัวของพยัคฆ์ร้ายตัวนั้นและใช้มือข้างขวาล้วงเข้าไปยังจุดระหว่างคิ้วของมัน เพื่อนำเม็ดยาอสูรออกมาจากนั้นจึงหยิบมีดสั้นและน้ำเต้าหยกออกมา และกรีดลงไปที่คอของพยัคฆ์อัคคี

            ทันใดนั้น เลือดก็พุ่งออกมาทันที ฉินอวี่รีบนำน้ำเต้าไปอุดแผลเอาไว้ปล่อยให้เลือดไหลลงสู่น้ำเต้าหยก

            น้ำเต้าหยกชิ้นนี้ฉินอวี่เคยขอมาจากจื่อซวินเอ๋อภายในมีจักรวาลอันกว้างใหญ่ไม่ต่างจากวงแหวนมิติ แต่จะบรรจุได้เฉพาะของเหลวพื้นที่มีขนาดเท่าห้องทั่วไปห้องหนึ่งแต่ก็เพียงพอสำหรับเลือดทั่วทั้งร่างของพยัคฆ์อัคคี

            หลังจากเก็บเลือดเรียบร้อยแล้วฉินอวี่ก็รีบถลกแผ่นหนังทั่วทั้งตัวของพยัคฆ์อัคคีออกมาแม้ว่าจะเป็นอสูรวิญญาณระดับสาม แต่หนังเสือผืนนี้กลับแข็งแกร่ง จนสามารถใช้ทำเกราะอ่อนได้

            หลังจากลอกหนังและเอ็นของพยัคฆ์อัคคีแล้ว ฉินอวี่ก็ยกน้ำเต้าหยกขึ้นมาและกลืนกินเลือดของพยัคฆ์ร้ายทันที

            เมื่อเลือดเข้าไปในช่องท้อง ก็เปลี่ยนเป็นเปลวไฟที่กำลังโหมกระหน่ำพลังของเปลวไฟคุกรุ่นขึ้นทั่วร่างของฉินอวี่ แต่ขณะที่ฉินอวี่กำลังจะดูดซับพลังของอัคคีนั้นเพลิงแอ่งธรณีในจุดตัวเถียนก็ลอยออกมาทันทีอย่างไม่ตั้งใจเคลื่อนปราณไปตามเส้นลมปราณในร่างกาย

            “เป็นเพลิงแอ่งธรณีที่ประหลาดจริงๆ” ฉินอวี่ประหลาดใจอย่างมากเพลิงแอ่งธรณีนี้ดูเหมือนจะแห้งแล้งมานาน จึงเผาผลาญพลังอัคคีของพยัคฆ์อัคคีอย่างบ้าคลั่ง

            เมื่อเพลิงแอ่งธรณีกลืนกินพลังอัคคีของเลือดพยัคฆ์ร้ายจนหมดมันก็หยุดนิ่งอยู่ที่ช่องท้องของฉินอวี่ ราวกับกำลังรอคอยให้เขาเติมพลังอัคคี

            “เพลิงแอ่งธรณีนี้มีจิตวิญญาณด้วยหรือ?” ดวงตาทั้งสองของฉินอวี่เบิกกว้างแม้ว่าเขาจะดื่มเลือดสัตว์อสูร และดูดซับพลังอัคคีเพื่อรวมเข้ากับเพลิงแอ่งธรณีแต่ในขณะที่เขายังไม่ทันเรียกเพลิงแอ่งธรณีออกจากจุดตันเถียนเพลิงแอ่งธรณีก็พุ่งออกมาด้วยตนเอง และเริ่มดูดซับพลังอัคคีสิ่งนี้ยิ่งทำให้ฉินอวี่เหลือเชื่อ จากประสบการณ์ของเขา มีเพียงเพลิงสวรรค์และเพลิงที่ถือกำเนิดจากจิตวิญญาณเท่านั้นจึงจะสามารถดูดซับพลังได้

            เป็นไปได้หรือไม่ว่า... เพลิงแอ่งธรณีนี้จะมีจิตวิญญาณ? หรือมันอาจจะไม่ใช่เพลิงแอ่งธรณีตั้งแต่ต้น? แต่เป็นเพลิงสวรรค์?

            เมื่อคิดทบทวนอย่างละเอียด ตอนนั้นผู้อาวุโสเลี่ยเอ๋าก็เคยบอกกับเขาว่าเพลิงแอ่งธรณีนี้มีความแปลกประหลาด ฉินอวี่พยายามครุ่นคิดอยู่นานจึงคาดว่าเพลิงแอ่งธรณีที่ตนเองมีนั้นไม่น่าจะใช่เพลิงสวรรค์แต่คงถือกำเนิดขึ้นมาจากจิตวิญญาณ

            “หวังผิงให้โชคก้อนใหญ่กับข้าแล้วจริงๆ” ฉินอวี่พึมพำกับตนเองด้วยความยินดีโดยทั่วไปแล้ว เพลิงของฟ้าดินจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องและต้องใช้เวลานานกว่าจะมีจิตวิญญาณแต่กลับนึกไม่ถึงว่าจะมีสิ่งวิเศษอยู่ในเพลิงแอ่งธรณีระดับต่ำเช่นนี้

            “ในเมื่อเจ้าต้องการพลังอัคคี เช่นนั้นข้าก็จะคอยดูว่าเจ้าจะดูดซับไปได้สักเท่าไร” ฉินอวี่พูดจบ เขาก็ดื่มเลือดที่ได้มาต่อไป

            สิ่งที่ทำให้ฉินอวี่ต้องตกตะลึงอีกครั้งคือเมื่อเขาดื่มเลือดอสูรจนหมดแล้ว เพลิงแอ่งธรณีก็ยังคงอยู่ในช่องท้องของเขาเช่นเดียวกับทารกน้อยที่กำลังรอคอยอาหาร

            “ได้ ข้าก็อยากจะรู้ว่าเจ้าจะดูดซับพลังไปได้นานสักเท่าไร”ฉินอวี่กัดฟันแน่น เก็บน้ำเต้าหยกไว้ในวงแหวนมิติ ใช้มโนจิตส่องไปทั้งบริเวณเพื่อเริ่มมองหาอสูรวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับอัคคี

            ด้วยเหตุนี้ ตลอดเส้นทางที่ฉินอวี่มุ่งหน้าไปยังเขตต้องห้ามทางตอนเหนือเขาจึงคอยตามหาอสูรวิญญาณในที่เกี่ยวข้องกับอัคคี เพื่อรวบรวมเลือดไว้สำหรับการดูดซับของเพลิงแอ่งธรณี

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน