บทที่ 5 เด็กน้อยจะมีความคิดชั่วร้ายได้อย่างไร?
วันรุ่งขึ้น
ข่าวที่ฉินเฟิงบรรลุขั้นปฐมพิสัยก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วตระกูลฉินราวกับฟ้าผ่าะเืเลื่อนลั่น
ขั้นปฐมพิสัยตอนอายุสามขวบ ถือเป็สิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่างแน่นอน!
“ดี ดี ดีมาก ฉินเฟิง ลูกข้ามีรัศมีแห่งจอมราชันผู้ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน!”
เสียงหัวเราะอย่างตื่นเต้นของฉินเทียนดังก้องไปทั่วตระกูลฉิน เขา้าจะบอกกับทุกคนที่พบเจอว่า ฉินเฟิงลูกข้า มีรัศมีแห่งจอมราชันผู้ยิ่งใหญ่
ฉินเฟิงเมื่อเห็นเหตุการณ์นี้แล้ว ในใจก็รู้สึกร้อนรนเป็อย่างมาก
ในความทรงจำของเขา ผู้เป็พ่อของตัวร้ายคนหนึ่งก็เป็เช่นนี้ วันแล้ววันเล่าพูดว่าลูกชายมีรัศมีแห่งจอมราชันผู้ยิ่งใหญ่ สุดท้ายก็ดึงดูดความสนใจจากตัวเอกได้สำเร็จ
“ฉินเฟิง เก่งมากลูกพ่อ!”
อวิ๋นซีเยว่เดินมาพร้อมกับท้องที่โตขึ้น นางยื่นมือมาลูบหัวฉินเฟิงด้วยความรักใคร่ ไม่จำเป็ต้องพูดก็รับรู้ได้ว่านางรักลูกชายคนโตที่เข้าใจและขยันขันแข็งคนนี้มากเพียงใด
นับั้แ่ฉินเฟิงเกิดมา ก็ไม่เคยทำให้นางต้องกังวลใจเลยสักครั้ง
ลูกของผู้อื่นตอนเด็ก ๆ จะเอาแต่ร้องไห้โวยวายจนพ่อแม่ทนไม่ไหว แต่ลูกชายของนางกลับไม่ยอมร้องไห้โวยวายเลยสักนิด แม้แต่หิวหรือทำธุระยังคอยตักเตือน พอโตขึ้นก็ฝึกฝนอย่างหนัก ทั้งยังคอยดูแลลูกของคนอื่นเสียด้วยซ้ำ
ฉินเฟิงอดไม่ได้ที่จะกลอกตาพลางะโในใจอย่างบ้าคลั่ง
เด็กน้อยวัยสามขวบฝึกฝนอย่างหนักทั้งกลางวันกลางคืนเป็เวลาสามปี จนบรรลุขั้นปฐมพิสัยระดับหนึ่งและทำลายสถิติที่ไม่เคยมีมาก่อนั้แ่โบราณกาล นี่คือความฝันหรือหน้าที่กัน?!
ไม่ใช่ทั้งนั้น!!
เป็เพราะเขามีน้องชายที่ไร้เหตุผลต่างหาก เขาไม่อยากถูกลากไปตายั้แ่ยังเยาว์วัย!
ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังมีความสุขกันอยู่นั้น…
ฉับพลัน อวิ๋นซีเยว่ก็แสดงสีหน้าทุกข์ทรมาน รู้สึกเพียงแต่ว่าในท้องเ็ปราวกับคลื่นั์ซัดสาด
ในเวลาเดียวกัน ด้านนอกก็เริ่มเกิดลมพายุ ท้องฟ้าร้องคำรามครืนครั่น เมฆดำทะมึน เสียงัคำรามและหงส์เพลิงกู่ขันดังก้องไปทั่วห้วงอวกาศ ภาพลวงตาของสัตว์ในตำนานทั้งสองที่ล้อมรอบอยู่นั้นก็เริ่มชัดเจนมากยิ่งขึ้น
“นายหญิงกำลังจะคลอดแล้ว!!”
ด้วยประสบการณ์ในครั้งก่อน ผู้คนในตระกูลฉินต่างก็ตระหนักได้ทันทีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น
สาวใช้ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีต่างก็เริ่มวุ่นวาย ลูกศิษย์ชั้นยอดของตระกูลฉินเริ่มเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้ใครก็ตามมาคุกคามความหวังในอนาคตของตระกูลฉิน
“โอ้ ลูกรักผู้โง่เขลาของข้า ในที่สุดเ้าก็จะได้ลืมตาดูโลกแล้ว!”
ฉินเฟิงตื่นเต้นจนหายใจถี่เร็ว รอคอยที่จะได้พบหน้าน้องชายแทบไม่ไหว
ฉินเทียนเองก็ตื่นเต้นจนแทบคลั่ง ความรู้สึกที่มีต่อลูกชายคนนี้นั้นเรียกได้ว่าทั้งโกรธทั้งดีใจ
โกรธตรงที่เขาไม่เข้าใจความยากลำบากของคนเป็พ่อและดื้อดึงที่จะเลื่อนการเกิดออกไปอีกสามปี ส่วนที่ดีใจก็เพราะตนเองกำลังจะมีลูกชายคนเก่งเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน แม้จะไม่รู้ว่าจะมีรัศมีแห่งจอมราชันหรือไม่ก็ตาม
ตู้ม ตู้ม!!
เสียงฟ้าร้องคำรามไม่หยุดจากเบื้องบน คละเคล้าไปกับเสียงร้องโหยหวนของอวิ๋นซีเยว่ที่ดังขึ้นเป็ระยะในห้อง ลูกชายคนที่สองยังไม่ยอมออกมาเสียที ภาพลวงตาของัและหงส์เพลิงยังคงวนเวียนอยู่บนฟ้าอย่างร้อนรน ราวกับมีเื่ไม่ดีบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น
“ลูกคนที่สองแล้วยังคลอดยากเพียงนี้เชียวหรือ!?”
ฉินเฟิงรู้สึกได้ถึงความรุนแรงของปัญหาอย่างรวดเร็ว หรือจะเป็เพราะรัศมีแห่งเครือญาติของน้องชายเปิดใช้งานอยู่กันนะ?
เมื่อแสงรัศมีปรากฏ ญาติมิตรก็กลับสู่์!
ท้องฟ้าส่งเสียงร้องครืนครั่น!!
อีกครั้งที่เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นและมาพร้อมกับแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว ทำให้ทุกคนรู้สึกเสมือนมีูเาใหญ่กดทับร่างกาย และยิ่งทำให้การคลอดยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีก
“เ้าเป็ผู้ใด!!”
ฉินเทียนโกรธเกรี้ยวทันที พลังอันดุเดือดพุ่งทะลักออกมาจากร่างกาย ลูกศิษย์ตระกูลฉินเองก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ทุกคนรวมพลังกันเพื่อต้านทานแรงกดดันนี้เอาไว้
ทว่าแรงกดดันนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก แม้แต่คนในตระกูลฉินจะร่วมมือกันก็ไม่อาจต้านทานได้ ในตอนที่พวกเขากำลังจะต้านไม่ไหวอีกต่อไป พลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัวก็ถูกปลดปล่อยออกมา
น้ำเสียงอันเ็าของบรรพชนรุ่นที่สองดังขึ้น “เ้าปลาไหลเฒ่า เ้า้าจะเปิดศึกกับพวกข้ารึ!?”
“ฮ่า ๆ...ข้าเพียงแค่ทดสอบวรยุทธ์ของพวกเ้าเท่านั้นเอง!”
ชายชราผมขาวในชุดจักรพรรดิปรากฏกายขึ้นบนท้องฟ้า หากไม่ได้เห็นวิธีการของเขาเมื่อครู่ เพียงแค่ใบหน้าอ่อนโยนและเมตตาของเขา ก็ยากที่จะเชื่อว่าเขามีเจตนาร้าย
“เสื้อคลุมั? จักรพรรดิแห่งต้าเซี่ย!!”
ฉินเฟิงไม่ใช่ผู้ด้อยประสบการณ์อีกต่อไป นอกจากการฝึกตนใน่สามปีที่ผ่านมา เขายังมีความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับดินแดนาเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
ในดินแดนามีกลุ่มอำนาจต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็ ตระกูล นิกาย ชนเผ่า และอีกมากมายนับไม่ถ้วน เพื่อเสริมสร้างพลังของตนเองและแย่งชิงทรัพยากรในการฝึกฝนให้มากขึ้น กลุ่มอำนาจต่าง ๆ จึงรวมตัวกันเป็อาณาจักร
ดังเช่นอาณาจักรต้าเซี่ย อาณาจักรที่ใหญ่ที่สุดในดินแดนา ซึ่งประกอบด้วยตระกูลมากมาย และตระกูลฉินก็เป็ตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาตระกูลเหล่านี้ จึงได้รับการขนานนามว่าตระกูลอันดับหนึ่งแห่งดินแดนา
พวกเขามีตัวตนคล้ายกับตระกูลขุนนางในสมัยอาณาจักรสุยและถัง ซึ่งเป็หนามยอกอกและก้างขวางคอของผู้ปกครอง
เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็ใคร ก็ไม่ยากที่จะเข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงทำเช่นนั้นเมื่อครู่ ตระกูลฉินให้กำเนิดเทพบุตรถึงสองคนติดต่อกัน อาณาจักรต้าเซี่ยจะไม่รู้สึกถึงภัยคุกคามได้อย่างไร
“ท่านนี้คงเป็บุตรชายคนโตของตระกูลฉินสินะ!?”
จักรพรรดิแห่งต้าเซี่ยทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขายิ้มแย้มลงมาจากท้องฟ้า พอเห็นฉินเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้าไปหา
ฟิ่ว!!
ฉินเฟิงเปิดใช้งานฝีเท้าปีศาจในทันที เขาถอยหลังอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย
เพียงเพราะอีกฝ่ายมีความคิดที่จะฆ่าน้องชายฝาแฝดเมื่อครู่ ฉินเฟิงจึงไม่กล้าที่จะัักับเขา หากได้รับผลกระทบจากรัศมีแห่งเครือญาติของน้องชาย ตัวเขาคงจะต้องลงไปนอนในโลงก่อนเวลาอันควร
“นี่มัน...วิชาตัวเบา!!”
สีหน้าของจักรพรรดิแห่งต้าเซี่ยเปลี่ยนไปทันที ในใจยากจะสงบลงได้เป็เวลานาน
สำหรับยอดฝีมือระดับเขา วิชาตัวเบาของฉินเฟิงไม่ได้เป็ปัญหาเท่าใดนัก ไม่ว่าเขาจะหลบหลีกอย่างไร ชายชราก็สามารถตบเขาให้ตายได้ด้วยฝ่ามือเดียว
แต่ปัญหาคือฉินเฟิงเพิ่งจะอายุสามขวบเท่านั้น!!
การทะลวงถึงขั้นปฐมพิสัยั้แ่อายุสามขวบถือเป็เื่ที่ไม่เคยมีมาก่อน และยังสามารถเข้าใจวิชาตัวเบาได้อย่างถ่องแท้อีกด้วย
เด็กคนนี้มีรัศมีแห่งจอมราชัน!!
ในเวลาเดียวกัน เขาก็นึกถึงจันทรคติสีเืเมื่อสามปีก่อน ซึ่งเป็ตัวแทนของการกำเนิดอสูร ตามตำนานกล่าวว่าการปรากฏตัวของอสูรนี้ บ่งบอกถึงความเสื่อมของประเทศ พลังชีวิตหมดสิ้น ประหนึ่งตกนรก เป็ภัยคุกคามที่แฝงอยู่ของอาณาจักรต้าเซี่ยของพวกเขา
หรือว่าอสูรตนนั้นจะเป็บุตรชายคนโตของตระกูลฉิน!?
“ั้แ่เมื่อไหร่…”
ฉินเทียนเพียงใในตอนแรก แต่จากนั้นก็รู้สึกยินดีเป็อย่างมาก ไม่คิดว่าลูกชายคนโตจะเรียนรู้วิชาตัวเบาได้
แม้ว่าวิชาตัวเบาชุดนี้จะไม่ได้มาจากตระกูลฉิน แต่เขาก็ยังสามารถมองเห็นความลึกลับของมันได้ในทันที มันเป็วิชาตัวเบาระดับเทวะที่ได้รับการหยั่งรู้มาจากวิถีของ์และโลกอย่างแน่นอน
“ขออภัย เด็กน้อยยังไม่คุ้นกับคนแปลกหน้า!”
ผู้าุโหลายคนของตระกูลฉินปรากฏตัวขึ้นและพูดอย่างไม่ใส่ใจ พวกเขาปกป้องฉินเฟิงไว้ข้างหลังอย่างแ่า ราวกับแม่วัวที่ปกป้องลูกน้อย
“ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร!”
จักรพรรดิแห่งต้าเซี่ยมองไปที่ฉินเฟิงอย่างลึกซึ้ง ไม่อาจทราบได้ว่ากำลังคิดเช่นไรอยู่
ในตอนนี้…
ฉินเฟิงเมื่อเห็นว่ามีคนหนุนหลังจึงเผยธาตุแท้ออกมาทันที
“ท่านคือจักรพรรดิหรือ? ข้าได้ยินผู้คนกล่าวถึงฝ่าามานานแล้วว่าทรงปรีชาสามารถ เปี่ยมด้วยคุณธรรม เสียสละตนเพื่อผู้อื่น อดทนไม่ย่อท้อ ต่อสู้ฟันฝ่าความยากลำบาก ยืนหยัดมั่นคง ยอมรับทุกสิ่ง มีจิตใจที่ซื่อตรง ไม่หวั่นเกรงต่อภยันตราย ไร้ผู้ใดเทียบเทียม... วันนี้ได้พบเห็นแล้ว ท่านช่างคู่ควรกับคำกล่าวเ่าั้อย่างแท้จริง”
ฉินเฟิงทำท่าทางราวกับได้พบเทพเซียนผู้ยิ่งใหญ่อย่างเกินจริงและยกย่องสรรเสริญอีกครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงในตอนท้าย “ฝ่าา ในฐานะที่ทรงเป็ผู้ปรีชาสามารถ การมาเยี่ยมเยือนบ้านผู้อื่นคงมิได้มาด้วยมือเปล่าหรอกใช่หรือไม่!?”
กล่าวจบ
ฉินเฟิงก็กะพริบตาอย่างไร้เดียงสา ท่าทางเหมือนเด็กน้อยที่ไร้ซึ่งความคิดร้ายใด ๆ...