วิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์

    บทที่ 50 : การไล่ล่าแห่งราชันย์ยุทธ์ ทะเลสาบกระจกเงาหมื่นปี และซากโบราณสถานเทพเหมันต์!

    บทที่ 50 : การไล่ล่าแห่งราชันย์ยุทธ์ ทะเลสาบกระจกเงาหมื่นปี และซากโบราณสถานเทพเหมันต์!


    พายุหิมะโหมกระหน่ำอย่างเกรี้ยวกราด ท้องฟ้าเหนือมหาทวีปอุดรเหมันต์มืดทะมึนประดุจราตรีกาลที่ไร้ซึ่งแสงดาว ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่สามารถแช่แข็งวิญญาณ ร่างของราชสีห์เพลิงขนาดยักษ์พุ่งทะยานแหวกม่านอากาศธาตุไปด้วยความเร็วที่ทิ้งไว้เพียงเส้นแสงสีทองแดงจางๆ

    บนแผ่นหลังของ 'จินหลิน' ซูหลงอวิ๋นประทับยืนอย่างมั่นคงโดยมีหลิงอวี้ซี สตรีศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งแห่งดินแดนหมื่นเต๋านั่งพักผ่อนอยู่เบื้องหลัง การทะลวงฝ่าวงล้อมและทำลายค่ายกลของนครเกล็ดเหมันต์ ผลาญพลังปราณของพวกเขาทั้งสองไปไม่น้อย ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับมาก็ถือว่าคุ้มค่าอย่างยิ่งยวด

    "พวกเราหลบหนีออกมาไกลนับแสนลี้แล้ว ทว่าความรู้สึกกดดันที่บีบรัดหัวใจกลับมิได้ลดทอนลงเลยแม้แต่น้อย..."

    หลิงอวี้ซีเปิดเปลือกตาขึ้น นัยน์ตาดอกท้อของนางฉายแววเคร่งเครียด "ประมุขไป๋รั่วปิง เป็นถึงราชันย์ยุทธ์ขั้นสูงสุด อาณาเขตจิตสัมผัสของนางกว้างใหญ่ไพศาลนัก ซ้ำนครเกล็ดเหมันต์ยังเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญ การที่พวกเราพังเมืองและสังหารคนของนางไปมากมายเยี่ยงนั้น นางย่อมต้องคลุ้มคลั่งและพลิกแผ่นดินล่าตัวพวกเราอย่างแน่นอน"

    "ให้ตาแก่จิ้งเหลนน้ำแข็งนั่นคลุ้มคลั่งไปเถิด ยิ่งนางโกรธแค้นมากเท่าใด สติปัญญาในการวิเคราะห์ร่องรอยของนางก็ยิ่งลดต่ำลงเท่านั้น"

    ซูหลงอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น เขาทอดสายตามองภูมิทัศน์เบื้องล่างที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนสุดลูกหูลูกตา "ทว่าเจ้ากล่าวถูกต้อง ขอบเขตที่เจ็ดขั้นสูงสุด... ห่างจากข้าในยามนี้ถึงสามขอบเขตใหญ่ กับอีกเกือบสี่ขั้นย่อย หากถูกนางตามจับตัวได้ ต่อให้ข้ามีทารกวิญญาณเทวะ หรือค่ายกลระดับบรรพชน ก็ไม่อาจต้านทาน 'สัจธรรมแห่งเหมันต์' ของนางได้เกินครึ่งก้านธูป เราจำต้องหาสถานที่หลบซ่อนที่สามารถตัดขาดจากจิตสัมผัสระดับราชันย์ยุทธ์ให้จงได้"

    "สถานที่ที่สามารถตัดขาดจิตสัมผัสของราชันย์ยุทธ์ได้ ในมหาทวีปนี้มีเพียงไม่กี่แห่ง และส่วนใหญ่ก็เป็นเขตหวงห้ามที่อันตรายถึงชีวิต" หลิงอวี้ซีขมวดคิ้ว "เจ้ามีแผนการอันใดในใจแล้วหรือ?"

    ซูหลงอวิ๋นยกยิ้มมุมปาก เขาหลับตาลง กระตุ้น 'ทารกวิญญาณหยินหยางเทวะ' ในจุดตันเถียนให้ทำงาน

    วิ้ง...

    คลื่นพลังวิญญาณที่บริสุทธิ์และลึกล้ำยิ่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตวิญญาณก่อกำเนิดทั่วไปนับร้อยเท่า ถูกแผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง มันมิได้กระจายออกไปเพื่อค้นหาศัตรู ทว่ามันกำลัง 'สอดประสาน' เข้ากับความผันผวนของกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินในมหาทวีปแห่งนี้!

    เมื่อก้าวเข้าสู่ขอบเขตที่สี่ (วิญญาณก่อกำเนิด) สัมผัสวิญญาณของเขาได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของปุถุชน สามารถสัมผัสได้ถึง 'รอยแยกของมิติ' และ 'กระแสพลังงานบรรพกาล' ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ผืนแผ่นดินได้อย่างชัดเจน

    ไม่นานนัก นัยน์ตาสีดำของเขาก็เบิกกว้างขึ้น สาดประกายความตื่นเต้นและพึงพอใจ

    "พบแล้ว... ห่างออกไปทางทิศอุดรราวสามหมื่นลี้ มีความผันผวนของมิติที่แปลกประหลาดซุกซ่อนอยู่ มันเป็นกลิ่นอายของ 'ค่ายกลปิดผนึกระดับเทพเจ้า' ที่เก่าแก่และเสื่อมโทรมลงตามกาลเวลา ทว่าความหนาแน่นของปราณหยินที่นั่น กลับบิดเบือนกฎเกณฑ์ของฟ้าดินจนแม้แต่จิตสัมผัสของข้ายังแทบจะถูกกลืนกิน... หากพวกเราเข้าไปหลบซ่อนอยู่ภายในนั้น ต่อให้ไป๋รั่วปิงมายืนอยู่บนหัว พวกนางก็ไม่มีทางสัมผัสถึงกลิ่นอายของพวกเราได้อย่างแน่นอน!"

    "ค่ายกลปิดผนึกระดับเทพเจ้า? ในแผ่นดินที่ห่างไกลเยี่ยงนี้รึ?" หลิงอวี้ซีประหลาดใจ ทว่านางก็เลือกที่จะเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของบุรุษผู้นี้ "เช่นนั้นก็อย่าชักช้า จินหลิน รีบมุ่งหน้าไปทางทิศอุดร!"

    "รับคำสั่งขอรับนายหญิง!" ราชสีห์เพลิงเร่งความเร็วพุ่งทะยานฝ่าพายุหิมะไปอย่างสุดกำลัง

    ...

    สองชั่วยามต่อมา

    เบื้องหน้าของพวกเขามิใช่เทือกเขาสูงชัน หรือป่าสนทึบ ทว่ามันคือที่ราบกว้างใหญ่ไพศาลที่ราบเรียบประดุจแผ่นกระจก!

    มันคือ 'ทะเลสาบกระจกเงาหมื่นปี' ทะเลสาบขนาดยักษ์ที่ถูกแช่แข็งมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ผิวน้ำแข็งของมันใสกระจ่างจนสามารถสะท้อนภาพของท้องฟ้าและหมู่เมฆได้อย่างไร้ที่ติ ไร้ซึ่งรอยขีดข่วน ไร้ซึ่งเกล็ดหิมะปกคลุม ราวกับว่ามีพลังอำนาจบางอย่างคอยปัดเป่าสิ่งสกปรกออกไปอยู่ตลอดเวลา

    ทว่า ความงดงามนี้กลับแฝงไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุด บรรยากาศเหนือทะเลสาบเงียบสงัดจนน่าขนลุก ไม่มีแม้แต่เงาของสัตว์อสูรบินผ่าน เพราะอากาศเหนือผิวน้ำแข็งนั้น ถูกปกคลุมด้วย 'เขตแดนไร้ปราณ' ที่คอยสูบกลืนพลังยุทธ์ของผู้ที่ร่วงล้ำเข้ามา!

    "ช่างเป็นสถานที่ที่วิปริตยิ่งนัก กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินที่นี่ถูกบิดเบือนอย่างสมบูรณ์" หลิงอวี้ซีสัมผัสได้ถึงปราณยุทธ์ในร่างที่เริ่มไหลเวียนช้าลง นางรีบชักนำปราณเหมันต์เข้ามากระตุ้นจุดตันเถียนเพื่อรักษาสมดุล

    "ที่นี่แหละ... แหล่งกำเนิดของความผันผวนมิติอยู่ใต้ก้นทะเลสาบแห่งนี้"

    ซูหลงอวิ๋นกระโดดลงจากหลังของจินหลิน ปลายเท้าแตะลงบนพื้นผิวน้ำแข็งที่เย็นเฉียบประดุจเหล็กกล้า เขาก้มมองลงไปเบื้องล่าง ผ่านชั้นน้ำแข็งที่หนานับพันจั้ง ภาพที่สะท้อนกลับมามิใช่เพียงความมืดมิด ทว่ามันคือเงาร่างของสถาปัตยกรรมขนาดยักษ์ที่จมอยู่ใต้บาดาลเหมันต์!

    "มีซากโบราณสถานอยู่เบื้องล่างจริงๆ ด้วย! ทว่าชั้นน้ำแข็งนี้แข็งแกร่งยิ่งกว่าศัสตราวุธระดับปฐพีเสียอีก ซ้ำยังมีคุณสมบัติดูดซับพลังปราณ หากใช้กำลังฟาดฟันเพื่อเจาะรูลงไป คงต้องใช้เวลาหลายวัน ซึ่งจะดึงดูดความสนใจของพวกวังวังวนเหมันต์เป็นแน่" หลิงอวี้ซีวิเคราะห์สถานการณ์

    "การใช้กำลังทำลาย คือวิถีของคนโง่เขลา... น้ำแข็ง ต่อให้แข็งแกร่งเพียงใด ย่อมพ่ายแพ้ต่อสัจธรรมแห่งเพลิง"

    ซูหลงอวิ๋นย่อเข่าลง วางฝ่ามือขวาทาบลงบนผิวน้ำแข็งกระจกเงา

    "เพลิงสวรรค์ย่อมเหนือล้ำกว่ากฎเกณฑ์ของโลกปุถุชน... เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก ผสาน เพลิงสุริยันผลาญเอกภพ! จงเปิดทาง!"

    ฟู่!!!!!

    สัญลักษณ์หยินหยางปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขา เปลวเพลิงสีขาวบริสุทธิ์และสีทองคำลุกโชนขึ้นพร้อมกัน! ทว่าพวกมันมิได้ระเบิดออกเป็นการโจมตี แต่พวกมันค่อยๆ 'ละลาย' และ 'แทรกซึม' ลงไปในเนื้อของน้ำแข็งบรรพกาลประดุจมีดร้อนที่ตัดผ่านก้อนเนย!

    เพลิงสุริยันทำหน้าที่หลอมละลายความแข็งแกร่ง ในขณะที่เพลิงปรโลกทำหน้าที่ควบคุมมิให้มวลน้ำที่ละลายนั้นกระจายตัวออกไปขัดขวางสายตา ภายใต้การควบคุมระดับวิญญาณเทวะ อุโมงค์น้ำแข็งขนาดพอดีตัวก็ค่อยๆ ถูกเจาะลึกลงไปอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว

    "ตามข้าลงมา จินหลิน เจ้ากลับเข้าไปในถุงวิญญาณก่อน"

    ซูหลงอวิ๋นสั่งการ ก่อนจะทิ้งตัวดิ่งลงไปในอุโมงค์น้ำแข็ง หลิงอวี้ซีรีบกระโจนตามลงไปติดๆ

    พวกเขาดำดิ่งลึกลงไปนับพันจั้ง ความกดดันและความหนาวเย็นเพิ่มทวีคูณขึ้นทุกขณะ จนกระทั่งทะลุผ่านชั้นน้ำแข็งชั้นสุดท้าย ร่างของพวกเขาก็ร่วงหล่นลงสู่อากาศธาตุเบื้องล่าง!

    วูบ... ตึง!

    ปลายเท้าของซูหลงอวิ๋นและหลิงอวี้ซี แตะลงบนพื้นศิลาที่ปูด้วยหยกสีดำทะมึน

    เมื่อพวกเขาเงยหน้าขึ้น ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็ทำให้ทั้งสองต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง!

    ใต้ก้นทะเลสาบกระจกเงาหมื่นปี มิใช่โพรงถ้ำที่มืดมิด ทว่ามันคือ 'นครโบราณใต้พิภพ' ที่กว้างใหญ่ไพศาลจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด!

    สถาปัตยกรรมทั้งหมดถูกสลักเสลาขึ้นจากน้ำแข็งและหินอุกกาบาตสีดำ ตำหนักและหอคอยมีรูปลักษณ์ที่แปลกประหลาด แตกต่างจากศิลปะในยุคปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง กลิ่นอายความเก่าแก่ ความศักดิ์สิทธิ์ และความตาย ลอยอวลอยู่ทั่วทุกอณูอากาศ

    ใจกลางนครโบราณ ปรากฏวิหารขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ เบื้องหน้าวิหารนั้น มีรูปปั้นสลักของ 'เทพอสูร' ที่มีรูปร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์ ร่างกายถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งและมีปีกหกปีกอยู่กลางหลัง รูปปั้นนี้แผ่แรงกดดันที่ทำให้วิญญาณของผู้ฝึกยุทธ์ต้องสั่นสะท้าน แม้จะเป็นเพียงก้อนหิน ทว่ามันกลับกักเก็บสัจธรรมแห่งยุคดึกดำบรรพ์เอาไว้!

    "นี่มัน... ซากโบราณสถานจากยุคมหาสงครามเทวะ! อาณาจักรที่ล่มสลายและถูกฝังกลบไว้ใต้ความหนาวเหน็บ!" หลิงอวี้ซีอุทานด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดหวั่น "ปราณหยินที่นี่... หนาแน่นและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าหุบเหวรอยแยกน้ำแข็งทะลวงสวรรค์นับสิบเท่า! ซ้ำยังมีกลิ่นอายของเต๋าบรรพกาลหลงเหลืออยู่!"

    "สถานที่แห่งนี้ ถูกปกป้องด้วยค่ายกลระดับเทพเจ้าที่เสื่อมสภาพ มันสร้างภาพลวงตาและบิดเบือนมิติเหนือผิวน้ำแข็งเพื่อซ่อนเร้นตัวตน... สวรรค์ช่างเป็นใจเสียจริง ที่นี่คือสถานที่ปิดด่านที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลกหล้า!"

    ซูหลงอวิ๋นกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความพึงพอใจอย่างถึงที่สุด

    "อวี้ซี! พวกเราแยกย้ายกันสำรวจนครโบราณแห่งนี้สักครึ่งชั่วยาม ระวังกับดักและค่ายกลที่ยังหลงเหลืออยู่ให้ดี หาห้องศิลาที่ปลอดภัยที่สุดเพื่อใช้เป็นสถานที่บ่มเพาะพลัง"

    "เข้าใจแล้ว" สตรีศักดิ์สิทธิ์พยักหน้ารับ นางชักกระบี่เหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ออกมา และพลิ้วกายแยกไปสำรวจทางฝั่งตะวันออกของนครโบราณ

    ซูหลงอวิ๋นเองก็มิได้ชักช้า เขาใช้วิชา 'ย่างก้าวเงามายา' พุ่งทะยานมุ่งตรงไปยังวิหารขนาดยักษ์ที่อยู่ใจกลางเมือง สัญชาตญาณของคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ร้องเตือนว่า มีของล้ำค่าบางอย่างซุกซ่อนอยู่ภายในนั้น

    เมื่อก้าวผ่านบานประตูศิลาสีดำที่พังทลายครึ่งซีกเข้ามา ซูหลงอวิ๋นก็พบว่าภายในวิหารนั้นกว้างขวางและว่างเปล่า มีเพียงแท่นบูชาที่สร้างจากผลึกน้ำแข็งบรรพกาลตั้งอยู่ตรงกลาง

    บนแท่นบูชานั้น มี 'โครงกระดูก' ของผู้ฝึกยุทธ์ผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ โครงกระดูกนี้มิใช่สีขาวธรรมดา ทว่ามันเป็นสีฟ้าครามใสประดุจแก้วผลึก! แม้จะตกตายมานานนับล้านปี ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากกระดูกเหล่านี้ กลับยังคงแฝงไปด้วยพลังกดทับที่เหนือกว่าขอบเขตราชันย์ยุทธ์!

    "ขอบเขตที่แปด... จักรพรรดิยุทธ! หรืออาจจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตที่เก้า... กึ่งเทพ!" ซูหลงอวิ๋นสูดลมหายใจเย็นยะเยือก

    เขาค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชาด้วยความระมัดระวัง แม้เจ้าของร่างจะตกตายไปแล้ว ทว่าค่ายกลป้องกันที่ผูกมัดกับกระดูกอาจจะยังทำงานอยู่

    ทว่า สิ่งที่ดึงดูดสายตาของซูหลงอวิ๋นมากที่สุด มิใช่โครงกระดูกกึ่งเทพเบื้องหน้า ทว่าคือ 'ม้วนคัมภีร์หยกลี้ลับ' ที่ถูกวางอยู่บนตักของโครงกระดูกนั้น! ม้วนหยกนี้แผ่รังสีความหนาวเย็นที่ทำให้มิติรอบด้านเกิดรอยร้าว

    "มรดกแห่งยุคดึกดำบรรพ์..."

    ซูหลงอวิ๋นยื่นมือขวาออกไป ปลดปล่อยปราณหยินหยางเข้าปกคลุมฝ่ามือเพื่อป้องกันอันตราย ก่อนจะคว้าหยิบม้วนคัมภีร์หยกนั้นขึ้นมา!

    วิ้งงงงง!

    วินาทีที่นิ้วของเขาสัมผัสกับคัมภีร์หยก แสงสีฟ้าครามก็สว่างวาบพุ่งทะลวงเข้าสู่หว่างคิ้วของเขา! ข้อมูลมหาศาลที่อัดแน่นไปด้วยสัจธรรมแห่งความตายและเหมันต์นิรันดร์ ทะลักเข้าสู่ทะเลวิญญาณของจักรพรรดิเทพยุทธ์!

    [ เคล็ดวิชา 'สถิตร่างเทวะเหมันต์กลืนเอกภพ']

    [ ระดับวิชา : เทวะขั้นต้น]

    [ คำอธิบาย : วิชาลับที่ใช้ปราณเหมันต์บรรพกาลผสานกับพลังวิญญาณ เพื่อสร้าง 'ร่างจำแลงเทวะเหมันต์' ขนาดยักษ์ที่สามารถบดขยี้กฎเกณฑ์ของฟ้าดิน และต้านทานการโจมตีของตัวตนที่อยู่เหนือกว่าตนเองได้! ผู้ฝึกฝนจำต้องมีกายาเหมันต์ศักดิ์สิทธิ์ หรือครอบครองเพลิงวิญญาณธาตุสวรรค์สายหยิน จึงจะสามารถทนรับความหนาวเหน็บจากการเดินลมปราณได้! ]

    "เคล็ดวิชาระดับเทวะ!" ซูหลงอวิ๋นเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้นที่บ้าคลั่ง

    วิชาระดับเทวะ คือวิชาที่อยู่เหนือล้ำกว่าวิชาระดับสวรรค์ของมหาทวีปศูนย์กลางไปไกลลิบ! มันคือวิชาที่ถูกสร้างขึ้นโดยตัวตนระดับกึ่งเทพหรือเทพแท้จริง! แม้แต่ประมุขของสามดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ก็อาจจะไม่มีวาสนาได้ครอบครองวิชาระดับนี้!

    "ด้วยวิชานี้ ผสานกับ 'ทารกวิญญาณหยินหยางเทวะ' และ 'เพลิงเยือกแข็งกระดูกปรโลก' ของข้า... พลังทำลายล้างของข้าจะพุ่งทะยานทะลุขีดจำกัดไปอีกขั้น! หากข้าฝึกฝนมันจนสำเร็จ ต่อให้ต้องปะทะกับยอดฝีมือขอบเขต 'บรรพชนศักดิ์สิทธิ์' (ขอบเขตที่ 6) หรือแม้แต่ต้านทานการโจมตีบางส่วนของ 'ราชันย์ยุทธ์' (ขอบเขตที่ 7) ก็มิใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป!"

    ซูหลงอวิ๋นกำม้วนหยกไว้แน่น รอยยิ้มโอหังที่ชื่นชอบการเหยียบย่ำสวรรค์ปรากฏขึ้น

    "ดูเหมือนว่า สวรรค์จะยังคงเข้าข้างผู้ที่แข็งแกร่งเสมอ..."

    เขาเก็บม้วนคัมภีร์หยกเข้าสู่จุดตันเถียน ก่อนจะโค้งคำนับโครงกระดูกกึ่งเทพเบื้องหน้าหนึ่งครั้งเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ผู้อาวุโสแห่งวิถีเต๋า จากนั้นจึงหมุนตัวเดินออกจากวิหารไป

    ...

    ณ ลานกว้างใจกลางนครโบราณใต้พิภพ

    หลิงอวี้ซีทะยานร่างกลับมาสมทบกับเขา นางมีสีหน้าพึงพอใจอย่างยิ่ง

    "ข้าพบตำหนักศิลาเหมันต์ที่ยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่ทางทิศตะวันออก ภายในมีค่ายกลรวบรวมปราณที่ดึงเอาพลังจากชีพจรใต้พิภพมาหล่อเลี้ยง มันคือสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดในการปิดด่านของพวกเรา" นางรายงาน

    "ยอดเยี่ยม ไปกันเถิด เรามีเวลาไม่มากนัก"

    ซูหลงอวิ๋นพยักหน้า เขาก้าวเดินตามสตรีศักดิ์สิทธิ์ไปยังตำหนักศิลาเหมันต์ที่นางค้นพบ

    เมื่อเข้ามาถึงภายในตำหนัก ซูหลงอวิ๋นก็ไม่รอช้า เขาสะบัดธงค่ายกลบรรพกาลนับร้อยด้ามที่ได้มาจากเจ้าเมืองเกล็ดเหมันต์ ออกไปวางตามจุดต่างๆ ของตำหนัก เพื่อสร้าง 'ค่ายกลพรางสวรรค์กลืนเงา' ค่ายกลนี้มีความสามารถในการดูดกลืนคลื่นความผันผวนของพลังปราณ และปิดกั้นการรับรู้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าพวกเขาจะฝึกฝนวิชาที่รุนแรงเพียงใด หรือทะลวงระดับพลังจนเกิดเสียงกัมปนาท ค่ายกลนี้ก็จะกักเก็บทุกอย่างไว้ภายในตำหนักอย่างสมบูรณ์แบบ

    "อวี้ซี... ข้าจะเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาลับที่เพิ่งค้นพบในนครโบราณแห่งนี้ มันเป็นวิชาระดับเทวะที่กินพลังงานและต้องการสมาธิขั้นสูงสุด"

    ซูหลงอวิ๋นหันมามองสตรีที่ยืนอยู่เคียงข้าง "ส่วนเจ้า บัดนี้รากฐานได้รับการรักษาและทะลวงสู่ขอบเขตที่เจ็ดขั้นกลางแล้ว... จงใช้เวลาที่นี่ ปรับสมดุลพลังของเจ้าให้มั่นคงที่สุด เพราะเมื่อใดที่เราก้าวออกไปจากทะเลสาบกระจกเงาหมื่นปีแห่งนี้ พวกเราจะต้องเผชิญหน้ากับพายุแห่งการนองเลือดที่รุนแรงที่สุดในชีวิต"

    หลิงอวี้ซีสบตากับเขา นัยน์ตาดอกท้อที่เคยเย็นชาและหยิ่งยโส บัดนี้กลับแฝงไปด้วยความเชื่อใจที่ลึกซึ้ง นางพยักหน้าอย่างหนักแน่น

    "เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้า... ข้าคือสตรีศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งแห่งดินแดนหมื่นเต๋า เมื่อรากฐานของข้าสมบูรณ์ ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับผู้อาวุโสสูงสุดของนิกาย ข้าก็มิหวาดหวั่น... เจ้าจงตั้งใจฝึกฝนเถิด ข้าจะคอยเป็นผู้พิทักษ์ให้เจ้าเอง"

    คำกล่าวของนาง ทำให้ซูหลงอวิ๋นต้องยกยิ้มมุมปาก ความรู้สึกของการมีสหายร่วมรบที่แข็งแกร่งและพึ่งพาได้ ช่างเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในวิถีแห่งความเป็นอมตะ

    ชายหนุ่มหมุนตัว เดินไปนั่งขัดสมาธิบนแท่นหยกเหมันต์ใจกลางค่ายกล

    เขาหลับตาลง กระตุ้นทารกวิญญาณในจุดตันเถียนให้เบิกตาขึ้น ดึงเอาข้อมูลจากม้วนคัมภีร์หยก 'สถิตร่างเทวะเหมันต์กลืนเอกภพ' ออกมาศึกษาและทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

    การปิดด่านบ่มเพาะครั้งสำคัญที่สุด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการตามล่าของ 'ไป๋รั่วปิง' ประมุขขอบเขตที่เจ็ดขั้นสูงสุด และเหล่ามหาอำนาจแห่งมหาทวีปศูนย์กลาง... ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ นครโบราณใต้ก้นทะเลสาบกระจกเงาหมื่นปี!

    ...

    ขณะเดียวกัน ณ โลกภายนอก

    พายุหิมะเหนือมหาทวีปอุดรเหมันต์กำลังถูกฉีกกระชากด้วยแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัว!

    เรือเหาะน้ำแข็งระดับสวรรค์นับสิบลำ ที่ประดับด้วยธงสัญลักษณ์ 'วังวังวนเหมันต์' ลอยลำอยู่เหนือน่านฟ้า รังสีสังหารของยอดฝีมือสตรีนับหมื่นคนแผ่ซ่านออกมากดทับแผ่นดินจนสัตว์อสูรต้องหมอบกราบ

    บนเรือเหาะลำหน้าสุด ไป๋รั่วปิง ประมุขวังเหมันต์ผู้สูงส่ง ยืนตระหง่านอยู่บนหัวเรือด้วยใบหน้าที่มืดทะมึนประดุจพายุมฤตยู นัยน์ตาสีฟ้าครามของนางกวาดมองไปทั่วผืนแผ่นดิน

    "จิตสัมผัสของข้า ขาดหายไปบริเวณรอยต่อของทุ่งน้ำแข็งทิศอุดร..."

    นางเค้นเสียงลอดไรฟัน "พวกมันต้องใช้ของวิเศษระดับสูง หรือค่ายกลโบราณในการซ่อนเร้นกลิ่นอายอย่างแน่นอน... ทว่า มหาทวีปอุดรเหมันต์คืออาณาเขตของข้า! ไม่ว่าพวกมันจะมุดลงไปใต้ก้นบาดาล หรือซ่อนตัวอยู่ในนรก ข้าก็จะขุดรากถอนโคนพวกมันขึ้นมาสับเป็นชิ้นๆ ให้จงได้!"

    "ผู้อาวุโสทุกท่าน! กระจายกำลังออกค้นหาทุกตารางนิ้วในรัศมีแสนลี้! ตรวจสอบหุบเหว ถ้ำน้ำแข็ง และทะเลสาบทุกแห่ง! หากพบเบาะแส ให้ส่งสัญญาณทันที ข้าจะไปฉีกกระชากวิญญาณพวกมันด้วยมือของข้าเอง!"

    เสียงประกาศิตแห่งการทำลายล้าง ดังก้องกังวานไปทั่วดินแดนเยือกแข็ง! สงครามแห่งการล่าและถูกล่า กำลังงวดเข้ามาทุกขณะจิต!


    (จบบทที่ 50)

    คล้ายกับเรื่องวิถีเทวะ : กำเนิดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ ที่คุณอ่าน