ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 39 เปลวเพลิงแห่งศรัทธา สายฟ้าแห่งมิตรภาพ

    บทที่ 39เปลวเพลิงแห่งศรัทธาสายฟ้าแห่งมิตรภาพ

    “ระหว่างคนถูกทิ้งกับคนที่ทิ้งไปใครจะเจ็บปวดกว่ากันนะ”

     

            

            เท็ตสึยะยังคงต่อสู้อยู่แต่ด้านหลังเขา มาโมรุล้มลงไปแล้วเด็กหนุ่มไม่รู้เลยว่าเพราะเหตุใดมาโมรุถึงได้มีท่าทีอย่างนั้นแต่เขาหันไปสนใจคนเจ็บได้ไม่ทันไร อีกฝ่ายก็ถือโอกาสใช้ช่องว่างที่เขาเปิดให้บุกเข้ามาประชิดตัวแล้ว

            

            เสียงระเบิดดังสนั่นอยู่รอบตัวมันดังเสียจนแทบจะทำให้แก้วหูระบมเท็ตสึยะอาศัยความคล่องแคล่วหลีกหนีการโจมตีของอีกฝ่ายไปได้แบบหวุดหวิด

            

            “ให้ฉันช่วยไหม?”

            

            เสียงเกรย์ถามเด็กหนุ่มเจ้าของแรงระเบิดที่ตอนนี้กำลังยืนประจันหน้ากับผู้พิทักษ์ทั้งสองคนอยู่

            

            “ไม่ต้อง”

            

            บราวน์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชานัยน์ตาสีเทาคมดุจ้องมองไปที่ร่างเล็กของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธธันเดอร์ที่ม้วนตัวหลบพลังของเขาไปยืนหอบอยู่หลังเสาไฟฟ้าด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อนส่วนผู้พิทักษ์ของเอิร์ธซันนั้นยังไม่มีทีท่าว่าจะทรงตัวได้เลยแม้แต่น้อย

           

            “เอาเถอะยังไงก็หนึ่งต่อหนึ่งนี่นะ ถ้าอย่างนั้นฉันจะไม่เข้าไปยุ่งด้วยแล้วกัน”

            

            เกรย์พึมพำกับตัวเองหลังสรุปสถานการณ์รอบตัวเสร็จสรรพอุตส่าห์นึกว่าจะได้ออกแรงเรียกเหงื่อบ้าง แต่กลายเป็นว่าโดนบราวน์เหมาจัดการไปเรียบร้อยเสียนี่พอเห็นว่าตัวเองไม่มีประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมทีมเท่าไหร่ เด็กหนุ่มเลยได้แต่ถอนหายใจเอนตัวพิงกำแพงบ้านสายตาจับจ้องอยู่ที่ร่างของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันที่กำลังนั่งก้มหน้าอยู่กับพื้นด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไป

            

            บราวน์เริ่มการโจมตีระลอกใหม่อีกครั้งโดยที่ไม่ยอมเปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามได้ทันตั้งตัวนักรบอเวจีหนุ่มสะบัดมือออกด้านข้าง มีวัตถุทรงกลมสีเงินยวงพุ่งออกมาจากฝ่ามือพวกมันแตกกระจายตัวราวกับหยดน้ำลุกลามไปทั่วท่อนแขนของเด็กหนุ่มก่อนจะกลายสภาพเป็นเคียวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นอยู่บนฝ่ามือ

            

            เกรย์ชักสีหน้าเคร่งขึ้นมาในทันใดรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆเหลือเกินกับอาวุธรูปร่างคุ้นตาในมือของบราวน์ คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยโดนของแบบนี้เล่นงานมาแล้วเมื่อสมัยประลองชิงตำแหน่งห้านักรบอเวจีดังนั้น เพื่อความไม่ประมาทประกอบกับอาการเสียวสันหลังวูบวาบแปลกๆนักรบอเวจีหนุ่มจึงเพ่งสมาธิอยู่กับอาวุธของบราวน์ แล้วพอบราวน์ตวัดเคียวใหญ่ในมือให้สะบั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ขวางทางตรงหน้าเกรย์ก็กรีดร้องดังลั่นเพราะหลบรัศมีของเคียวนั่นไม่พ้นขนาดมั่นใจว่าความเร็วของตัวเองเป็นที่หนึ่งในบรรดานักรบอเวจีทั้งหมดยังพลาดท่าเสียชายเสื้อคลุมให้กับคมอาวุธของบราวน์เข้าจนได้

            

            “บราวน์ไอ้บ้าเอ้ย! หันมองมาทางนี้ด้วยสิวะ! ฉันก็ทำภารกิจด้วยกันนะเว้ย!”

            

            เกรย์ตะโกนใส่อย่างเหลืออดเขาบอกหมอนั่นเองว่าจะไม่เข้าไปยุ่งแต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้อยู่ร่วมในการต่อสู้ด้วยเสียหน่อย

            

            แต่บราวน์ไม่ได้สนใจเขาเด็กหนุ่มเก็บเคียวไปแล้วและกำลังจะเริ่มการโจมตีรอบใหม่อีกครั้งเพราะการโจมตีก่อนหน้านั้นไม่สามารถหยุดการเคลื่อนไหวผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธธันเดอร์ได้เลย

            

            เกรย์ผิวปากอย่างประทับใจแปลกใจเป็นอย่างยิ่งที่ยังเห็นอีกฝ่ายทรงตัวอยู่ได้ท่ามกลางเศษซากปรักหักพังที่กระจัดกระจายอยู่รอบตัวเด็กหนุ่มร่างเล็กในชุดผู้พิทักษ์สีดำสนิทกำลังประคองร่างเพื่อนสนิทให้พยายามทรงตัวอยู่บนซากกำแพงที่ถูกตัดขาดเป็นสองท่อนเนื้อตัวนั้นแทบจะเรียกได้ว่าไร้รอยขีดข่วนคนที่บาดเจ็บมากกว่าดูเหมือนจะเป็นผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันที่ยังไม่ทันจะได้ลงสู่สนามต่อสู้แต่กลับได้แผลไปมากโข

            

            บราวน์ขยับตัวเตรียมโจมตีซ้ำแต่เกรย์เดินเข้าไปขวางทางสู้ มองดูสองผู้พิทักษ์ตรงหน้าด้วยสายตาเย็นเยียบ

            

            “ขอฉันพูดอะไรหน่อยได้ไหม?”

            

            ประโยคคำถามนั้นดูเหมือนจะถูกส่งไปให้คนที่อาการร่อแร่เต็มแก่ในแขนเพื่อนสนิทผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธธันเดอร์มองดูเขา แล้วก็หันกลับมาย้อมมองดูคนในอ้อมแขน

            

            มาโมรุยืดตัวขึ้นเช็ดเลือดที่ริมฝีปากออก นัยน์ตาสีแดงเพลิงลุกโชนอยู่บนใบหน้าขาวซีดจ้องมองมาที่นักรบอเวจีตรงหน้าอย่างไม่ยอมละสายตา

            

            “นายเนี่ยท่าทางจะเป็นตัวปัญหามากกว่าที่คิดไว้อีกนะตกลงว่านัยน์ตานั่นเอาไว้ทำอะไรกันแน่ล่ะ?”

            

            “นี่ไม่ใช่เวลาจะมาคุยเรื่องนั้นเกรย์” บราวน์แย้งด้วยน้ำเสียงคมดุและพร้อมจะลงมือต่อได้ทุกเมื่อ

            

            “ใจเย็นน่าฉันเข้าใจดีว่านายไม่ชอบขี้หน้าหมอนี่ แต่ให้โอกาสฉันได้พูดกับมันหน่อย”

            

            “เราไม่มีธุระอะไรจะพูดกับคนพวกนี้”บราวน์บอก “อย่าลืมหน้าที่ของเรา”

            

            “นายเนี่ยน้า...เอะอะก็หน้าที่! หน้าที่! ผ่อนคลายบ้างสิบราวน์ฉันรู้หรอกน่าว่านายอยากจะเก็บผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันใจจะขาดแต่ทำแบบนั้นแล้วออเร้นจ์จะไม่โกรธเอาหรือไง?”

            

            บราวน์นิ่งเงียบไปขณะที่มาโมรุและเท็ตสึยะได้แต่จ้องมองพวกเขา

            

            “จี้ใจดำล่ะสิ!”เกรย์หัวเราะเยาะ

            

            “ที่ออเร้นจ์ต้องมาเป็นนักรบอเวจีก็เพราะหมอนี่”บราวน์บอกเสียงเดือด “เป็นความผิดของมัน!”

            

            “แต่ฉันได้ยินว่าเด็กนั่นเลือกที่จะมาเป็นนักรบอเวจีด้วยตัวเอง?”

            

            “สถานการณ์บังคับต่างหากล่ะเพราะปล่อยให้หมอนี่กลายเป็นนักรบอเวจีไม่ได้ต่างหากออเร้นจ์เลยต้องมา” บราวน์ว่า  พร้อมกับยื่นฝ่ามือสองข้างออกไปข้างหน้านัยน์ตาสีเทาคมเข้มวาวโรจน์ “ผู้พิทักษ์ต้องสาปอย่างแกน่ะไม่มีค่าพอให้หมอนั่นปกป้องหรอก”

            

            แล้วบราวน์ก็พุ่งตรงออกไปขณะที่เกรย์ได้แต่กุมขมับอย่างปวดหัว ยังไม่ทันได้พูดอะไรกับพวกผู้พิทักษ์เลยบราวน์ก็ออกอาการหงุดหงิดเสียแล้ว เกรย์ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายขืนเข้าไปขวางการต่อสู้อีกมีแต่จะทำให้บราวน์โกรธเปล่าๆว่าแล้วเด็กหนุ่มจึงเดินหนี ปล่อยให้บราวน์ออกแรงกับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธธันเดอร์และเอิร์ธซันไปตามที่เจ้าตัวต้องการส่วนเขาก็หนีไปนั่งสังเกตการณ์อยู่ตรงมุมหนึ่งของกำแพงบ้านที่ถูกบราวน์ทำลาย

            

            บราวน์ทำได้ดีทีเดียวอันที่จริงแล้วหมอนี่เองก็เกือบจะได้เป็นหนึ่งในห้านักรบอเวจีเกรย์จำเหตุผลไม่ได้แล้วว่าสาเหตุที่ทำให้บราวน์หลุดตำแหน่งเป็นเพราะในกลุ่มของบราวน์มีตัวแทนขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งนั้นแล้วเขาเลยเลือกที่จะอยู่ปกป้องสมาชิกที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มทั้งสองคนมากกว่าที่จะขึ้นไปชิงตำแหน่งหรือเป็นเพราะว่าแบล็คมันเก่งพอที่จะเอาชนะบราวน์ได้  ตำแหน่งห้านักรบอเวจีเลยไม่มีชื่อของบราวน์กันแน่แต่นั่นมันก็เป็นเรื่องในอดีตที่เกิดขึ้นนานมาแล้วสถานการณ์ในตอนนี้ห้านักรบอเวจีไม่ได้มีความสำคัญอะไรมากไปกว่าคนที่คอยรับคำสั่งจากไวโอเลตโดยตรงเท่านั้น

            

            บราวน์เคลื่อนไหวได้เร็วมากและปฏิกิริยาตอบโต้ของหมอนั่นก็ไม่ได้เป็นรองผู้พิทักษ์ทั้งสองคนเลยอันที่จริงแม้ว่าผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธธันเดอร์จะเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าบราวน์แต่ด้วยพื้นฐานของพลังที่แพ้ทางกันเลยทำให้อีกฝ่ายโจมตีบราวน์ไม่ได้เลยทุกครั้งที่ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธธันเดอร์ใช้ไฟฟ้าโจมตีบราวน์ รอบกายของบราวน์ก็จะถูกห่อหุ้มไปด้วยกรงเหล็กที่สร้างขึ้นมาจากพลังของเจ้าตัวสะท้อนสายฟ้านั้นออกไปส่วนผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันน่ะเหรอ คงเพราะคุ้นเคยกับการฝึกร่วมกันมากับออเร้นจ์เลยดักทางการโจมตีได้หมด

            

            สมแล้วที่เป็นคู่หูกัน

            

            เกรย์คิดพลางพยักหน้าและวิเคราะห์สถานการณ์อยู่เงียบๆอันที่จริงหน้าที่นี้แหละเหมาะกับเขาที่สุดแล้ว

            

            เด็กหนุ่มผิวปากอย่างพึงพอใจคิดไม่ออกเลยว่าพวกผู้พิทักษ์จะสามารถเอาชนะบราวน์ได้ยังไงในตอนนี้ เขานึกชื่นชมกรีนเป็นอย่างมากทีเดียวที่พาบราวน์มาด้วยในวันนี้หนึ่งคือกรีนรู้จักบราวน์ดีเพราะพวกเขาทำงานอยู่ภายใต้สังกัดเดียวกัน และสองกรีนรู้ว่าบราวน์รับมือกับผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธธันเดอร์ได้แน่เพราะบราวน์กับเยลโลว์แห่งเอิร์ธธันเดอร์หาเรื่องทะเลาะกันบ่อยเสียยิ่งกว่าที่กรีนทะเลาะกับเรดการจับทางการต่อสู้ของอีกฝ่ายและคุ้นเคยกับพลังนั่นบราวน์อยู่เหนือกว่าผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธธันเดอร์ไปหลายขุมส่วนผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซัน เอาเข้าจริงๆคนที่สอนการต่อสู้ให้ออเร้นจ์คือบราวน์เองนั่นแหละดังนั้นการเคลื่อนไหวและรูปแบบพลังทุกอย่างของเอิร์ธซันถ้าจะบอกว่าบราวน์เชี่ยวชาญกว่าตัวผู้พิทักษ์ของเอิร์ธซันเองนั้นก็ดูจะไม่ได้ห่างไกลจากความเป็นจริงนักดูจากสถานการณ์สองรุมหนึ่งแล้วยังสู้ไม่ได้ในตอนนี้ก็รู้เกรย์คิดว่าความผิดพลาดเดียวของกรีนคือการพาเขาผู้ซึ่งไร้ประโยชน์มาด้วยในวันนี้นี่แหละไม่เห็นจะช่วยอะไรได้เลย!

     

     

            


            “ตึงมือชะมัด!”เท็ตสึยะบอกอย่างหงุดหงิด สายฟ้าของเขาทำอะไรบราวน์ไม่ได้ ถ้าไม่รีบจัดการให้บราวน์ใช้พลังไม่ได้ล่ะก็ศึกนี้พวกเขาไม่ชนะแน่

           

            “นี่มาโมรุ” เท็ตสึยะพึมพำพอให้มาโมรุได้ยิน “หนีกันเถอะ”

            

            “ว่าไงนะ!”

            

            “หนีไงล่ะเพื่อนยากดูก็รู้ว่าเราสู้หมอนี่ไม่ไหวหรอก” เท็ตสึยะว่า ขณะที่กระโดดเบี่ยงตัวหลบพลังของบราวน์ไปมาโดยที่ไม่อาจทำอะไรอีกฝ่ายได้เลยแม้แต่น้อย

            

            “อันดับแรกเราต้องฝ่าพวกนี้ออกไปให้ได้ก่อนแล้วรีบไปรวมกลุ่มกับใครก็ได้ที่อยู่ใกล้ๆนี่ ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็ เราได้ตายกันทั้งคู่แน่!”

            

            ปลายหอกพุ่งผ่านหน้าเท็ตสึยะไปเด็กหนุ่มเบี่ยงตัวหลบเอาได้ในวินาทีสุดท้าย เท็ตสึยะสร้างประกายไฟฟ้าขึ้นมาที่ฝ่ามือข้างหนึ่งก่อนจะค่อยๆรวบรวมพลังนั้นไว้ที่ฝ่าเท้า

            

            เกรย์ผิวปากหวือเข้าใจแล้วว่าทำไมผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธธันเดอร์ถึงได้เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วเกินขีดจำกัดคนปกตินัก

            

            มาโมรุไม่เห็นด้วยกับเท็ตสึยะนักแต่ในสถานการณ์แบบนี้การหนีดูจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดเท็ตสึยะใช้พลังของเขาจนเกือบจะถึงขีดจำกัดของร่างกายอยู่แล้วถ้าหากร่างกายรับภาระมากไปกว่านี้ล่ะก็ จบเห่กันทั้งคู่แน่ๆ

            

            สองเด็กหนุ่มผู้พิทักษ์กระโดดมายืนอยู่ด้วยกันอีกครั้งขณะที่บราวน์เก็บหอกของเขากลับไปและเปลี่ยนเป็นโล่ขึ้นมาตั้งรับเมื่อเห็นท่าทีพร้อมสู้ของอีกฝ่าย

            

            “โล่แสงของนายกับหอกสายฟ้าของฉันท่าทางจะรับมือหมอนั่นไม่ไหวแน่”

            

            เท็ตสึยะสรุปอีกครั้ง

            

            “หนีเถอะ!”

            

            นั่นเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาเลยที่หนีออกจากการต่อสู้มาโมรุคิดพลางโกยอ้าวสุดชีวิตเพื่อหนีจากข่ายเวทของพวกนักรบอเวจี สิ่งสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนเผ่นแนบออกมาจากที่นั่นคือใบหน้าที่โกรธสุดขีดของบราวน์เขาได้ยินเสียงระเบิดตูมตามดังขึ้นมาตามหลัง พร้อมๆกับร่างของบราวน์ที่ไล่กวดเข้ามาและเท็ตสึยะที่หัวเราะร่าอย่างสนุกสนานในสถานการณ์เสี่ยงตายสุดชีวิตแบบนี้

            

            “เอาล่ะเหวย”

            

            เกรย์พึมพำกับตัวเองเผลอชะงักไปเล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่าเขาควรจะต้องไล่ตามบราวน์ไปดีไหมแต่พอคิดได้ว่ากรีนสั่งให้เขามาจัดการกับสองผู้พิทักษ์นั่นนี่นาแล้วเขาจะฟังคำสั่งของบราวน์ไปทำไมวะเนี่ย

            

            คิดได้ดังนั้นเกรย์จึงวิ่งไล่ตามบราวน์ไปบราวน์เวลาที่ไม่ได้ใช้พลัง ความเร็วไม่ได้ต่างไปจากผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธซันเลยสักนิดแล้วยิ่งกลายเป็นฝ่ายไล่ล่าที่ออกตัวช้ากว่าด้วยแล้วยิ่งเสียท่าเข้าไปใหญ่

            

            เกรย์ขึ้นนำบราวน์ไปแล้วและกำลังออกล่ามาโมรุผู้ซึ่งเคลื่อนไหวได้ช้ากว่าเขาเด็กหนุ่มวิ่งสวนไปดักทางอยู่ข้างหน้าและกระโดดถีบมาโมรุให้กระเด็นกลับไปหาบราวน์แต่อีกฝ่ายตั้งรับด้วยโล่แสงกันท่าอยู่แล้ว การโจมตีของเขาเลยส่งไปไม่ถึง

            

            ในจังหวะนั้นเองที่สองนักรบอเวจีหนุ่มหลุดพ้นจากข่ายเวทของฝ่ายตัวเองและพบว่าข่ายเวทที่แบล็คสร้างทิ้งไว้ให้ถูกเขียนทับด้วยข่ายเวทของใครอีกคนที่พลังรุนแรงกว่าบราวน์รู้สึกตัวแล้ว แต่นั่นไม่ทันการณ์!

            

            “หยุดลมหายใจของนายซะ!”

            

            เกรย์ร้องตะโกนลั่นพร้อมกับที่สะบัดมือออกข้างตัวอย่างรุนแรงกระแสลมไหวพัดออกจากร่างของเกรย์ราวกับพายุคลั่งปัดเป่าเอามวลอากาศรอบด้านกระจายออกทุกทิศทุกทาง

            

            แต่สายไปเสียแล้วร่างของบราวน์เริ่มโงนเงนและทรงตัวไม่อยู่ผงชาของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธฟลาวเวอร์ออกฤทธิ์เร็วกว่าที่เขาคาด

            

            “บราวน์!”

            

            เกรย์ตะโกนลั่นเงาร่างของใครบางคนปรากฏขึ้นอยู่ข้างหลังบราวน์ เขาเห็นนัยน์ตาสีชาสะท้อนแสงแวววับก่อนที่ภาพทั้งหมดจะกลายเป็นสีขาวโพลน

            

            เสียงระเบิดดังขึ้นหลังจากนั้น

     

     

                 


            “มินาโยะ!”

                 

            ชินร้องเสียงดังลั่นนัยน์ตาสีส้มทองเบิกกว้างเมื่อเห็นร่างบางทรุดนั่งอยู่กลางพื้นถนนอย่างไร้เรี่ยวแรงท่ามกลางผู้คนที่ผ่านไปมา ไม่มีใครเลยสักคนที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือคนพวกนั้นมองดูเธอด้วยสายตาสงสัยใคร่รู้ บ้างก็จับกลุ่มนินทาก่อนจะเดินเลี่ยงหนีไปชินขบกรามแน่นตรงดิ่งเข้าไปหาเด็กสาวก่อนจะถอดเสื้อคลุมของตัวเองคลุมร่างบางไว้พร้อมกับส่งสายตาคมดุไปให้ใครก็ตามที่จ้องมองพวกเขาอยู่

                 

            มินาโยะไม่รู้สึกตัวเลยแม้แต่ในตอนที่เขานั่งลงข้างๆฝ่ามือหยาบของเด็กหนุ่มจับบ่าของเธอไว้พร้อมกับพยายามบังคับให้เธอเงยหน้าขึ้น

                 

            ใบหน้าของชินซีดเผือกเมื่อเห็นใบหน้าที่ซีดกว่าของเด็กสาวมีคราบน้ำตาไหลเป็นทางยาวเปรอะเปื้อนใบหน้า นัยน์ตาของเด็กสาวแดงก่ำ ริมฝีปากขบเม้มแน่นเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น

                 

            “เกิดอะไร--”

                 

            ก่อนที่เขาจะเอ่ยคำถามจนจบประโยคเด็กสาวก็โผเข้ากอดคอเขาแน่น

                 

            “ชิน... ชิน...”

                 

            เสียงของมินาโยะร้องเรียกชื่อเขาอยู่ข้างหูน้ำตาไหลพรั่งพรูกระทบบ่าเขาจนมันเปียกชื้น ชินนั่งนิ่ง ตัวแข็งทื่อขณะที่มินาโยะกำลังสะอึกสะอื้นร่างบางนั่นกำลังสั่นสะท้านเพราะความเจ็บช้ำ มือขาวซีดจิกลงบนหัวไหล่เขาน้ำเสียงของเธอราวกับคนที่กำลังจะขาดอากาศหายใจ

                 

            “ฉัน... เป็นเพราะฉัน...”

                 

            “ใจเย็นๆก่อนนะ ใจเย็นๆ”

                 

            ชินปลอบ ลูบไหล่เธออย่างเก้ๆกังๆใบหน้าของเด็กหนุ่มเครียดจัด เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างก่อนหน้าที่เขาจะมาพบเธอที่นี่

                 

            มินาโยะควบคุมเสียงตัวเองอย่างยากลำบากเธอพยายามพูดขัดเสียงสะอื้นแต่ไร้ผล ชินลูบหลังเธอเบาๆ

                 

            “ไม่เป็นไรแล้ว... มินาโยะไม่เป็นไร”

                 

            เด็กหนุ่มบอกเสียงนุ่ม

                 

            มินาโยะสะอึกอีกครั้งก่อนจะเริ่มเอ่ย

                 

            “ฉัน...ฉันทำให้ทุกอย่างต้องยุ่งยาก ทุกอย่างเป็นเพราะฉัน”

                 

            เธอพึมพำ

                 

            “มาโมรุ... เจ็บ... เพราะฉันโทวะกับนานะจัง... ก็เหมือนกัน...”

                 

            ชินลูบหลังเธออีกครั้ง

                 

            “ทุกคนต้องมารับเคราะห์... เพราะฉันฉันช่วยอะไรไม่ได้เลย เป็นกำลังให้ใครไม่ได้เลย ขนาดคนสำคัญของฉัน...เขายังไม่ต้องการฉัน ไม่มีใครต้องการฉัน!”

                 

            “มินาโยะ!”

                 

            ชินปรามเสียงเข้มดันร่างเธอออกห่างช้าๆ มินาโยะเลี่ยงที่จะไม่สบตาเขา

                 

            “อย่าพูดแบบนั้นอีกนะ!”

                 

            ชินเตือน “เธอไม่ได้อยู่คนเดียวเธอยังมีฉัน มีทุกคน”

                 

            “ฉันอยู่คนเดียว!ฉันอยู่คนเดียวมาตั้งแต่ต้น!”

                 

            มินาโยะร้องบอกเธอผลักร่างของชินออกห่าง นัยน์ตาสีฟ้าใสบวมช้ำขณะที่เธอร้องตะโกนดังลั่น

                 

            “ฉันอยู่คนเดียวมาตั้งนานแล้วฉันทำให้โทวะต้องแยกจากนานะจัง ทำให้มาโมรุต้องทรมาน ทำให้พี่มาซารุต้องไปจากฉันทำให้ชินกับเท็ตสึยะต้องมาที่นี่ ถ้าไม่มีฉัน... ถ้าไม่มีฉันล่ะก็--”

                 

            “ก็ไม่มีพวกเราทุกคน!”

                 

            ชินร้องบอกนัยน์ตาสีส้มทองทอแสงกร้าว

                 

            “เราอยู่กับเธอที่นี่ ไม่ใช่‘เพราะ’ เธอ แต่ ‘เพื่อ’ เธอต่างหาก มินาโยะ! ช่วยเข้าใจหน่อยเถอะฉันไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างเธอกับพวกนั้นหรอกนะ แต่เชื่อเถอะทุกอย่างไม่ใช่เพราะเธอหรอก!”

                 

            “แต่--”

                 

            เด็กสาวพยายามจะเถียง แต่พอสบนัยน์ตาที่แข็งกร้าวของชินเธอก็เงียบไป

                          

            ชินขยับเข้าไปช่วยพยุงร่างเธอให้ยืนขึ้นมินาโยะไม่เหลือเรี่ยวแรงขัดขืนเขาเลย

                 

            “ขอโทษนะ...ฉันไม่ได้ตั้งใจจะตวาดใส่เธอเลย” ชินบอกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง

                 

            มินาโยะกัดริมฝีปากมีความสำนึกผิดเจืออยู่ในแววตาคู่นั้น

                 

            “ฉันลืมเขา...” เธอพึมพำ“ลืมพี่มาซารุ ลืมเรื่องในอดีต เพราะเขาอยากให้ฉันลืม เขาลบความทรงจำของฉันออกไป”

                 

            มือของชินที่กุมไหล่ของเธอไว้แข็งค้าง

                 

            “เขาลบทุกอย่างไปจากความทรงจำของฉันลบความรู้สึกของฉันออกไปด้วย เขาลบความรักของฉันออกไปด้วยมือของเขาเอง ชิน...ฉันเจ็บ... เจ็บ!”

                 

            มินาโยะตะโกนลั่นกอดร่างของตัวเองแน่น

                 

            ชินโผเข้ากอดร่างที่สั่นสะท้านนั้นเอาไว้มินาโยะปล่อยโฮอีกครั้งในอ้อมแขนเขา สุดความสามารถของเธอที่จะกลั้นเอาไว้ชินลูบหัวเธอซ้ำไปซ้ำมาช้าๆ เสียงสะอื้นของมินาโยะดังก้องอยู่ในหัวเขา

                 

            ความเจ็บปวดหลั่งไหลเข้าสู่ร่างอย่างไร้คำบรรยายโดยที่ไม่ได้พูดอะไรกันอีก เด็กหนุ่มรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจเธอมาก...มากจนกระทั่งรู้สึกได้ว่าเขาเองก็เจ็บปวดไม่แพ้เธอเหมือนกัน

                 

            ความเจ็บปวดของคนที่หลงลืมอย่างนั้นเหรอ...?

                 

            มันคงเป็นอย่างนี้เองสินะ

                 

            เขากระชับร่างในอ้อมแขนเข้ามาแนบอก

                 

            “ฉันเข้าใจ... ฉันเข้าใจ...”

                 

            เขาพึมพำซ้ำไปซ้ำมาข้างหูเธอเด็กหนุ่มเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดมิดกระพริบตาไล่ความร้อนที่ไหลคลออยู่รอบนัยน์ตาออกไป

            

            ภาพแห่งความทรงจำเด่นชัดขึ้นมาในหัว

             

            


            ‘ฉันชื่อรีช่า เป็นนักเต้นรำจากเอิร์ธวู้ดค่ะ’เด็กสาวร่างบางเจ้าของนัยน์ตาสีส้มทองบอกกับเขา

            

            ‘เหมือนอยู่ในความฝันเลยเวลาที่ฉันได้ขยับตัวไปตามจังหวะเพลงแล้วก็มีสายลมพัดผ่านตัวฉันมันเป็นช่วงเวลาที่ฉันมีความสุขที่สุด’

             

            


            รอยยิ้มของเธอยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำของเขาตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิตก่อนที่ภาพในความทรงจำจะเปลี่ยนไป

             

            

            ‘ฉันไม่ยอมให้คุณทำร้ายพี่ชายของฉันหรอกนะคะ!’

            

            ฉันก็ไม่อยากทำร้ายเธอ...

            



            ‘รีช่า...!!’

            

            เสียงกรีนยังคงดังก้องอยู่ในหัวเมื่อตอนที่เขาตัดสินใจลั่นไกนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาได้ยินเสียงของเธอ


            นางฟ้าของฉัน...



    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน