บทที่ 15: เรียนรู้พลัง
ลูซีฟไปเรียนเหมือนปกติทักทายเพื่อร่วมห้องและแคลร์เหมือนเคย ท่าทางไม่ได้แสดงอาการผิดปกติอะไรออกมาเป็เพียงนักศึกษาที่กำลังเรียนรู้และทำงานวิจัยสุดท้ายเพื่อที่จะได้เรียนจบอย่างสมบูรณ์
สำหรับลูซีฟการทำงานวิจัยสุดท้ายก่อนเรียนจบไม่ใช่อะไรที่ยากนักเขาเคยทำมาแล้ว แค่้าตัวอย่างเพื่อทำให้งานวิจัยนี้ออกมากลมกลืนกับโลกและยุคสมัยเล็กน้อย
มีเวลาอีกไม่กี่เดือนก่อนเขาจะเรียนจบ เวลาเหลือเฟือสำหรับเขาที่จะวิจัยและต้องขอบคุณเทคโนโลยีการพิมพ์อย่างเครื่องพิมพ์ดีดที่ถูกพัฒนาขึ้นทำให้เขาไม่จำเป็ต้องเขียนรายงานการวิจัยด้วยลายมือ
ตอนบ่ายไม่มีเรียนเขาก็กลับบ้าน ระหว่างทางเจอกับดูรว์สเตลล์ ลูกน้องของรองสารวัตรคนนั้น เขายิ้มทักทายลูซีฟอย่างเป็กันเอง
“ทิวาสวัสดิ์มิสเตอร์ฮิลเกรม เพิ่งเลิกเรียนเหรอ?”
“ทิวาสวัสดิ์มิสเตอร์สเตลล์ ผมเพิ่งเลิกเรียนและกำลังจะกลับบ้าน”ลูซีฟมองเขาตาปริบๆ “ดูอารมณ์ดีนะ ปิดคดีได้แล้วเหรอ”
“ใช่แล้ว ต้องขอบคุณการสันนิษฐานของคุณ มันยอดเยี่ยมจริงๆเราถึงจับคนร้ายได้เมื่อคืนก่อน คนร้ายอ้างว่าเป็พ่อค้าขายชานำเข้าอาศัยอยู่ห่างออกไปสองถนนเราพบเขากำลังเก็บของเตรียมเดินทางออกจากแคนดร้าด้วยรถไฟเที่ยวเช้า”
แน่นอนว่าดูรว์ไม่ได้พูดว่าคนผู้นั้นเป็ผู้วิเศษและไม่พูดถึงการหาหลักฐานเข้าจับกุมตัว แค่อีกฝ่ายเป็ผู้วิเศษที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับหน่วยงานพวกเขาก็ต้องจับกุมไว้ก่อนอยู่แล้วยังไม่รวมว่าอีกฝ่ายตรงกับข้อสันนิษฐานของลูซีฟพอดีอีก
“ยินดีด้วยนะครับ” ลูซีฟยิ้มยินดี แต่แอบแปลกใจนิดหน่อย การสันนิษฐานพวกนั้นดันถูกหมดซะด้วยทั้งที่คิดว่าก็มีหลายจุดที่คิดว่าอาจจะผิดก็ได้
ความคิดของคนยุคนี้ความซับซ้อนน้อยกว่าที่คิด
หรือเขาคิดมากเกินไป?
“ด้วยความช่วยเหลือของคุณเราจึงตอบแทนด้วยเงินห้าปอนด์ตามที่สัญญาไว้”ดูรว์ยื่นธนบัตรห้าปอนด์หนึ่งใบมาให้ลูซีฟโดยตรง “ผมตั้งใจจะไปหาคุณที่มหาวิทยาลัยแต่เจอระหว่างทางก็ดีแล้ว ดูเหมือนพวกเราจะชะตาต้องกันจริงๆ”
“ไม่หรอก... ไม่ใช่แน่ๆ” ลูซีฟส่ายหน้าทันที
ชะตาต้องกันอะไร พูดแบบมีนัยยะด้วย น่าสงสัยสุดๆ
“คุณไม่สนใจมาทำงานกับพวกเราเหรอมิสเตอร์ฮิลเกรมรายได้ของตำรวจก็ดีมากนะ”
นั่นไง ว่าแล้วว่าต้องมีอะไรแอบแฝง
ตอนหัวหน้าของคุณก็แนะนำเขาผิดๆ ไปเป็นักเรียนตำรวจแล้วมาตอนนี้ก็ชวนเป็ตำรวจเสียเลย ฉวยโอกาสได้ดีทีเดียว เฮอะ!
ลูซีฟพยายามจะไม่กลอกตา เขายิ้มแล้วปฏิเสธอย่างสงบ
“ขอโทษด้วยนะ ผมไม่มีความสนใจงานที่มีความเสี่ยงภัยสูงครับ”
ด้วยดวงตาผู้วิเศษที่เขาเพิ่งใช้งานได้เขาเห็นออร่าสีน้ำเงินจากร่างของตำรวจตรงหน้าดูก็รู้ว่างานตำรวจของดูรว์ สเตลล์ต้องไม่ใช่แค่การเป็ตำรวจธรรมดาอย่างแน่นอน
หน่วยของเทจโคเลอร์ต้องเป็หน่วยที่รวมผู้วิเศษไว้อย่างแน่นอน แต่พวกเขาไม่รู้ไม่ใช่เหรอว่าลูซีฟมีพลังพิเศษการมาชวนอย่างนี้หมายความว่าเขา้าให้คนธรรมดาไปช่วยเหลือในคดีเนี่ยนะ
คิดอะไรกันอยู่เนี่ย
“ไม่เสี่ยงอย่างที่คิดหรอกมิสเตอร์ฮิลเกรม ตำแหน่งของคุณจะไม่ต้องออกปฏิบัติการเลยเพียงแค่ทำงานเอกสารและช่วยวิเคราะห์คดีเท่านั้นผมสาบานต่อองค์เทพทั้งสิบเลย”
“ช่างเถอะ ผมเชื่อคุณ” ลูซีฟไม่อยากพูดถึงเทพไม่ใช่เพราะศักดิ์สิทธิ์แต่เพราะไม่ได้นับถือ พูดถึงทีไรก็กระอักกระอ่วน “แต่ถึงจะเชื่อก็ไม่ได้ช่วยให้ผมตัดสินใจเป็ตำรวจขอบคุณสำหรับคำเชิญชวนและเงินตอบแทน ไว้พบกันโอกาสหน้ามิสเตอร์สเตลล์”
ลูซีฟตัดจบบทสนทนาแล้วเดินหนีออกมาและไม่หันกลับไปมองอีก
ถึงจะคิดได้ว่าการเข้าหาตำรวจที่เป็วิเศษจะทำให้เขาเข้าถึงพลังพิเศษแบบอื่นๆได้ แต่ก็มีความเสี่ยง ไม่รู้ว่าทางนั้นมีเื้ัยังไงบ้างเสี่ยงเข้าไปเลยไม่ดี อย่างน้อยขอให้มีข้อมูลมากกว่านี้ก่อนตัดสินใจ
ตอนนี้หลีกเลี่ยงได้ก็หลีกเลี่ยงไว้ก่อน
เมื่อกลับมาถึงบ้านลูซีฟก็ทำอาหารกินคนเดียวแล้วอ่านหนังสือทำการบ้านจนถึงเย็นเมื่อมาร์ชกลับมาก็ช่วยกันทำอาหาร
วันนี้ลูซีฟซื้อเครื่องปรุงบางอย่างมาเพิ่ม เขานึกถึงเมนูทอดกับน้ำจิ้มรสเปรี้ยวหวานจึงพยายามใช้เครื่องเทศและเครื่องปรุงที่มีเพื่อปรุงอาหารรสชาตินั้นออกมาซึ่งทำได้ไม่เลวเลย อย่างน้อยมาร์ชก็ชอบมัน
ถ้าเขาทำแล้วน้องชายกินได้โดยไม่บ่นแปลว่าเมนูนี้ผ่าน
หลังมื้ออาหารเย็นลูซีฟหยิบเงินห้าปอนด์ออกมายื่นให้กับพ่อของเขาและบอกที่มาที่ไปของเงินว่าได้มาจากตำรวจอย่างไร
ถึงตอนแรกพ่อและน้องชายจะทำหน้าใมาก คงคาดไม่ถึงที่ลูซีฟดูหลักแหลมมากกว่าที่พวกเขาคิดถึงขนาดช่วยตำรวจสืบคดีและได้รับเงินรางวัลมาด้วยจำนวนมาก ซึ่งมันเกือบจะชดเชยจำนวนเงินที่ใช้เป็ค่ารักษาของลูซีฟได้เลยแต่ในที่สุดก็ยอมรับได้เพราะข้อแก้ตัวสุดเหมาะสมอย่างนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ศึกษาหนังสือจำนวนมาก
ความรู้คืออาวุธที่อนุญาตให้มนุษย์ทุกคนพกติดตัวอย่างถูกกฎหมาย
ส่วนจะทำให้อาวุธแห่งปัญญาแหลมคมแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนเช่นกัน
และที่ลูซีฟให้เงินห้าปอนด์นี้กับครอบครัวเพราะว่าพวกเขาจะไปเที่ยวกันในวันหยุดสุดสัปดาห์หน้าด้วยเงินที่มีเก็บไว้จะพอให้เที่ยวได้อยู่แม้ลูซีฟจะไม่มอบเงินให้เลยก็ตามแต่ด้วยสามัญสำนึกที่เป็ผู้ใหญ่เขาจะใช้เงินเก็บก้อนนั้นได้อย่างตะขิดตะขวงใจมากยิ่งเขาหาเงินไม่ได้ด้วยตัวเองแล้วยิ่งคิดหนัก เมื่อได้เงินห้าปอนด์นี้มาก็ทำให้เขานำไปรวมในกองกลางอย่างไม่ลังเล
เขามีเงินเก็บสามปอนด์แล้ว ห้าปอนด์เอาเข้ากลองกลางก็สมเหตุสมผลดี
ลูซีฟตัดสินใจเล่าเื่ที่ถูกชวนไปเป็ตำรวจด้วยเขาอยากรู้ว่าครอบครัวนี้มองอาชีพตำรวจเป็อย่างไร เพื่อช่วยในการตัดสินใจเกี่ยวกับงานในอนาคตหากหลีกเลี่ยงอาชีพตำรวจไม่ได้จริงๆ
“เป็ตำรวจมันไม่เสี่ยงเหรอ คนร้ายในสมัยนี้ก็ไม่น้อยเลยนะ”อลันถามด้วยความเป็ห่วง อย่างไรก็มองความปลอดภัยของลูกชายมาเป็อันดับแรก ลูซีฟซาบซึ้งใจต่อความห่วงในอย่างจริงใจนี้
“เขาบอกว่าผมจะทำพวกงานเอกสารไม่ได้ออกพื้นที่ไปจับคนร้ายไม่น่าจะเสี่ยงครับ”
“ผมว่าอาชีพตำรวจก็พอมีหน้ามีตา” มาร์ชออกความเห็นอย่างสุขุม“เพื่อนผมบางคนก็อยากเป็ตำรวจแต่เขารับเฉพาะนักเรียนที่จบจากโรงเรียนตำรวจไม่ใช่เหรอพี่?”
“ไม่รู้สิ แต่เขามาชวนโดยตรงก็คงเป็ได้แหละมั้ง” เื่ขั้นตอนรับสมัครเป็อย่างไรลูซีฟก็ไม่ได้ถามและเขาก็เพิ่งรู้ว่าตำรวจจะเป็ได้เมื่อจบจากโรงเรียนตำรวจเท่านั้นด้วย
หรือเขาจะเป็กรณีพิเศษ?
ความ้าบุคลากรเข้าหน่วยผู้มีพลังพิเศษสูงอะไรแบบนั้น
“แต่ผมปฏิเสธไปแล้วล่ะ ผมยังอยากเป็อาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยอยู่น่ะครับ”ลูซีฟตอบอย่างสบายๆ ความ้าเขาไม่สูงหรอกนะ
ความจริงคือไม่ได้คาดหวังจะเป็อาจารย์ด้วย หากจะต้องทำสักอาชีพเขาจะลงทุนธุรกิจสักอย่างในอนาคตที่ทำให้มีเวลาว่างพอจะค้นหาทางกลับโลกเดิม
อลันยิ้มแล้วพยักหน้ารับ “ในเมื่อตัดสินใจแล้วก็ตามใจลูก”
มาร์ชก็ไม่มีความเห็นเพิ่มเติม ไม่ว่าพี่ชายจะเลือกอะไรก็ดีทั้งนั้น
ลูซีฟยิ้มตอบ ความเข้าใจเกี่ยวกับครอบครัวนี้เพิ่มขึ้นอีกนิดความห่วงใยที่จริงใจ ความเชื่อใจที่ไร้ขอบเขตและความรักที่มีให้ทำให้เขาอบอุ่นจริงๆแม้จะไม่ใช่ลูซีฟตัวจริงก็ตาม มันยิ่งทำให้นึกถึงครอบครัวของเขาที่โลกเดิม
เขาแอบถอนหายใจเงียบๆ ตัดสนใจแล้วว่าจนกว่าจะกลับโลกเดิมได้เขาจะดูแลครอบครัวนี้เป็อย่างดีเสมือนเป็อีกหนึ่งครอบครัวของเขาเอง
และเมื่อตัดสินใจแล้วเขาก็จะเปิดเผยตัวตนของตนเองทีละนิดเพื่อให้ครอบครัวใหม่ได้คุ้นชินกับตัวตนใหม่ของเขาด้วยไม่ให้พวกเขาได้สงสัยหรือเห็นความแปลกกะทันหันของลูซีฟคนใหม่นี้เหมือนกับคนอื่นๆ
สองคืนติดต่อกันที่ลูซีฟเรียนรู้พื้นฐานของพลังพิเศษอย่างจริงจัง
เริ่มจากประเภทพลังทั้งสามที่เคยรู้ก่อนหน้านี้เขาต้องรู้ก่อนว่าคุณสมบัติหลักของแต่ละประเภทนั้นเป็อย่างไร
ประเภทพลังกายภาพเป็สายป้องกัน พลังโจมตีปานกลาง และมีความว่องไวสูง
ประเภทพลังเวทมนต์เป็สายโจมตีหนัก ป้องกันต่ำ ความว่องไวปานกลาง
ประเภทพลังิญญาเป็สายสนับสนุนและก่อกวน ป้องกันปานกลางพลังโจมตีต่ำ ความว่องไวต่ำ
ในสามเหลี่ยมแห่งพลังนี้ทั้งสนับสนุนกันและแพ้ทางกันเองด้วยโดยพลังกายภาพแพ้ทางพลังิญญา พลังิญญาแพ้ทางพลังเวทมนต์ และพลังเวทมนต์แพ้ทางพลังกายภาพ
ยังมีประเภทพลังคู่ที่สนับสนุนและแพ้ทางกันด้วย แต่แซมยังไม่พูดถึงและพลังของลูซีฟตอนนี้ก็ยังไม่ควรเรียนถึงเขาจะมีพลังทั้งสามประเภทแต่ใช้ได้แค่ประเภทเดียวเท่านั้นจึงจำเป็ต้องเน้นที่พลังที่เขาใช้ได้ก่อน
ประเภทพลังจะมีแบ่งย่อยเป็สายพลัง ทุกประเภทจะมีสี่สายเท่านั้น
และในประเภทของพลังทั้งสามนั้น ประเภทพลังกายภาพเป็ประเภทที่ฝึกฝนให้เลื่อนขั้นง่ายและพบเจอได้ง่ายมากในหมู่ผู้วิเศษ
ประเภทพลังกายภาพแบ่งเป็สายฟื้นฟู, สายเสริมกาย, สายสัญชาตญาณและสายยืดหยุ่นแต่ละสายพลังจะแบ่งเป็สิบเอ็ดขั้น
ตอนนี้ลูซีฟสายฟื้นฟูอยู่ การเพิ่มขั้นพลังในเบื้องต้นคือการฝืนใช้ร่างกายอย่างหนักหรือได้รับาเ็เล็กๆ น้อยๆ แล้วให้ร่างกายฟื้นฟูตนเอง ซึ่งเขาเลือกที่จะฝืนใช้ร่างกายออกกำลังอย่างหนักดีกว่าาเ็
ลองคิดสภาพของการเอามีดแทงตัวเองให้เกิดแผลซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อรักษาสิมันต้องดูเป็คนโรคจิตอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
สายเสริมกายคือพลังที่เสริมพลังกล้ามเนื้อทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นมีพลังมากขึ้นกว่าปกติหลายเท่า วิธีเพิ่มขั้นก็ยังเป็กายออกกำลังกายและยกของหนักในขั้นที่สิบเอ็ดแซมบอกว่าเขาสามารถยกูเาได้เลยทีเดียว และเขาเองก็มีพลังสายนี้ด้วยแต่เพราะไม่เคยได้ออกกำลังหรือยกของหนักพลังนี้เลยไม่ได้แสดงออกอย่างโดดเด่น
มองร่างกายที่ไร้กล้ามของลูซีฟแล้วก็ต้องถอนหายใจ ไม่มีกล้ามเนื้อให้เสริมเลยสงสัยว่านอกจากออกกำลังกายแล้วเขาคงต้องกินเนื้อเพิ่มด้วยสินะ
สายสัญชาตญาณคือพลังที่ช่วยเพิ่มประสาทััทุกส่วนของร่างกายทำให้ตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ดี มีลางสังหรณ์ที่แม่นยำมาก เปรียบได้กับสัตว์ป่าดีๆนี่เอง วิธีการฝึกที่ดีที่สุดคือการไปอยู่ในป่าฝึกเอาตัวรอด นี่เป็สายพลังที่เขามีเช่นกันแต่น่าจะไม่ต้องฝึกเพราะดูจากชีวิตที่ประสบภัยั้แ่วันแรกจนถึงตอนนี้มีแต่ความเสี่ยงมันน่าจะลับคมสัญชาตญาณให้เขาทุกวันอยู่แล้ว
สายยืดหยุดคือพลังในการยืดหรือหดตัวได้อย่างอิสระร่างกายจะอ่อนราวกับไร้กระดูกหรือขยายร่างก็ทำได้ เคลื่อนย้ายอวัยวะภายใน แม้แต่เปลี่ยนสภาพร่างกายให้ต่างไปจากเดิมก็ไม่เป็ปัญหาเหมาะสำหรับการเป็สายลับแปลงกายอย่างยิ่ง พลังประเภทนี้พบได้น้อยมากในหมู่ผู้วิเศษและการฝึกก็ค่อนข้างโหด เพราะมันหมายถึงการทรมานร่างกายอย่างสาหัสถึงขั้นต้องทุบกระดูกในร่างให้แหลกละเอียดเพื่อเข้าสู่ขั้นที่สูงขึ้นลูซีฟไม่คิดจะฝึกสายพลังนี้...
แต่โชคร้ายเขาก็มีพลังสายนี้อีกต่อให้อยากหนีก็ดูจะเป็ไปได้ยากแล้วเพราะแซมบอกว่าสายพลังนี้จำเป็กับเขาในอนาคต
น้ำตาจะไหลจากตาถึงตาตุ่มแล้ว
ประเภทพลังกายภาพฝึกโดยอาศัยความขยันและเวลาเป็หลัก แต่โอกาสตายก่อนก็สูงมากปกติแล้วเขาจะทีละสาย ลูซีฟที่มีทั้งสี่สายจะเลื่อนขั้นช้ากว่าปกติอย่างมาก
เขาต้องจดจำรูปแบบการฝึกพลังประเภทกายภาพไว้เพื่อจะได้ออกไปปฏิบัติในยามเช้าเพื่อพัฒนาเป็ผู้วิเศษระดับหนึ่งอย่างแท้จริงเหมือนที่แซมคาดหวังไว้ภายในหนึ่งสัปดาห์เขาจะต้องกลายเป็ผู้วิเศษระดับสอง
ทว่าในสองวันเต็มเขายังฝึกไม่ครบเลยร่างกายนี้ช่างอ่อนแอ...
หรือการฝึกของแซมมันโหดเกินไปวะ ชักไม่แน่ใจแล้วสิ
ในระหว่างนี้เขาก็ไม่พบตำรวจเลยแต่ก็ยังรู้สึกได้ว่ายังถูกจับต่อดูอยู่เขาก็ไม่ได้สนใจนัก และวันนี้เองก็มีนัดกับอีวานเพื่อไปรวมกลุ่มกันแปลหนังสือโบราณเล่มนั้น
เขาได้บอกกับอลันและมาร์ชแล้วว่าจะไม่กลับบ้านในคืนนี้และเดินทางไปที่คฤหาสน์ของบารอนลอเรนในความทรงจำของลูซีฟเขาเคยมาที่คฤหาสน์นี้อยู่สองสามครั้งด้วยเื่การตีความอักษรโบราณ
คฤหาสน์หลังไม่ใหญ่นักราวกับบ้านของเศรษฐีทั่วไป และตระกูลลอเลนก็ไม่ทำตัวหรูหราอะไรพวกเขาทำตัวสงบเสงี่ยมเสมออย่างน้อยก็ยังไม่โด่งดังเท่ากับตระกูลฮามิลตันที่แม้จะไม่ได้เป็ขุนนางแล้วนั่น
ใน่เวลาที่ผ่านมาเขาก็พยายามหาข่าวของตระกูลฮามิลตันแล้วซึ่งเป็ไปตามที่ลินดาเคยพูดไว้เป็ตระกูลที่มีชื่อเสียงที่ดีมาก แต่ก็ไม่เข้าใจว่าตระกูลดีๆอย่างนี้ทำไมถึงกลายเป็เป้าหมายของฆาตกรไปได้
หรือยังมีความลับดำมืดอะไรอยู่เื้ัตระกูลนี้กันนะ
แต่ไม่ว่าจะมีหรือไม่ตระกูลฮามิลตันกับลูซีฟ ฮิลเกรมก็เป็ตัวตนที่ห่างไกลกันเกินไปเขาจึงไม่ให้ความสนใจกับตระกูลนี้อีก
หันกลับมาสนใจกับบันทึกโบราณ ‘บันทึกการแปรธาตุ3 โดย ดาเรียน อากัส’ กันดีกว่า
ในหน้าแรกของบันทึกจะเขียนด้วยอารัมภบทของผู้เขียนเป็ภาษาโซรูซเนื่องจากอ่านหน้าปกได้ว่าเป็เล่มที่สาม หน้าแรกจึงค่อนข้างมีความหมายเพื่อจะได้รู้ข้อมูลของเล่มก่อนหน้า
หนังสือถูกส่งให้แคลร์ เบอริงได้อ่านก่อนรอบหนึ่งและคนอื่นๆ ก็จะได้ฉบับคัดลอก ลูซีฟไม่รีบร้อนอ่าน เขาเตรียมเครื่องเขียนออกมาแล้วนั่งรอแคลร์อ่านอย่างใจเย็น
การได้อ่านต้นฉบับนั้นดีกว่าอ่านฉบับคัดลอกอยู่แล้ว ยิ่งไม่มีเทคโนโลยีถ่ายเอกสารโอกาสผิดพลาดในการคัดลอกด้วยมือยังมีอยู่
แคลร์รู้ว่ามีคนรออ่านอยู่เธอจึงไม่ได้พลิกหน้าอื่นเพื่ออ่านต่อแต่ส่งมันให้กับลูซีฟได้อ่านในหน้าแรกด้วยเช่นกัน เขารับมาอ่านด้วยท่าทางผ่อนคลายแต่พอกวาดตาเพียงเพียงครั้งเดียวร่างกายเขาก็แข็งเกร็ง หัวใจเต้นไม่เป็ส่ำ
มีอักษรภาษาไทยแทรกอยู่ในอักษรภาษาโซรูซ!
เป็อักษรภาษาไทยที่ไม่ได้เขียนสวยนัก ทว่าบรรจงเขียนด้วยความตั้งใจมันขัดกับภาษาโซรูซอยู่บ้าง ถ้าคนไม่เข้าใจจะมองเป็สัญลักษณ์พิเศษไปแทน
แต่นั่นไม่น่าใเท่ากับข้อความภาษาไทยที่เขาถอดออกมาได้ใบหน้าของลูซีฟแทบจะไร้สีเืในทันที
‘อธิช-รีบ-หา-ที่-หลบ-ก่อน-ฟ้ามืด-เร็ว’