“ของที่ฉันให้ไปแล้ว จะไม่มีวันรับคืน ถ้าไม่อยากได้ก็ลบแล้วโยนทิ้งไปซะ” อันจิ้งขับรถพลางพูดโดยที่ไม่หันหน้ามามอง
โจวเหวินได้ยินแล้วจึงเก็บแฟลชไดรฟ์กลับเข้ากระเป๋า แฟลชไดรฟ์อันเดียวไม่ได้มีค่าอะไรนัก ไม่ต้องเป็นต้องดึงดันคืนให้อันจิ้ง ถึงแม้ไม่รู้ว่าวิชาพิฆาตตะวันที่อยู่ข้างในเป็นของจริงหรือปลอม แต่ตามที่อันจิ้งพูด ถ้าไม่อยากได้ก็แค่ลบทิ้ง
ระหว่างทางไม่ได้คุยอะไรกัน อันจิ้งขับรถพาโจวเหวินไปถึงสถานที่หนึ่งอย่างรวดเร็ว
เดิมทีโจวเหวินคิดว่าคฤหาสน์ของหลี่เสวียนถือว่าหรูหรามากแล้ว แต่เมื่อเห็นที่นี่ โจวเหวินถึงได้รู้ว่าความหรูหราที่แท้จริงเป็นอย่างไร ที่นี่กว้างใหญ่ราวกับเป็นสวนสาธารณะ
อันจิ้งขับรถเข้าไป ภายในสวนที่ออกแบบอย่างวิจิตรบรรจง มีอาคารหลายหลังที่มีกลิ่นอายความทันสมัย แต่ก็กลมกลืนไปกับบรรยากาศของสวนโดยรอบอย่างสมบูรณ์ โครงสร้างถูกจัดวางอย่างลงตัว เห็นชัดว่าผ่านการออกแบบอย่างตั้งใจโดยผู้เชี่ยวชาญ
เมื่อไปถึงหน้าอาคารสามชั้นหลังหนึ่ง อันจิ้งก็จอดรถแล้วพาโจวเหวินเดินเข้าไปข้างในผ่านประตูหลัก
เมื่อเข้าไปถึงห้องรับแขก ก็เห็นผู้หญิงที่ดูสง่างามมีความเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง นั่งอยู่บนโซฟาด้วยกันกับโจวหลิงเฟิง
โจวเหวินมองผู้หญิงคนนั้น เห็นว่าเธอหน้าตาคล้ายรูปที่โจวหลิงเฟิงเคยส่งมา แสดงว่าน่าจะเป็นโอวหยางหลาน แต่ตัวจริงดูสวยและบุคลิกดียิ่งกว่าในรูป ดูเหมือนแค่อายุสามสิบกว่าปีเท่านั้น
“สวัสดีครับ คุณน้า” โจวเหวินเป็นฝ่ายทักทายก่อน หนึ่งเพื่อไม่ให้โจวหลิงเฟิงลำบากใจ สองเพื่อเป็นการประกาศว่าเขาไม่คิดจะยอมรับโอวหยางหลานเป็นแม่
“เสี่ยวเหวินมาแล้ว ตัวจริงดูหล่อกว่าในรูปซะอีก แต่สีหน้าดูไม่ค่อยดีเลย นี่ต้มซุปโสมไว้พอดีเลย เดี๋ยวดื่มบำรุงให้มาก ๆ นะ” โอวหยางหลานลุกขึ้นจับมือโจวเหวิน และจูงเขานั่งลงบนโซฟา
“ขอบคุณครับ คุณน้า” ถึงแม้ความฉลาดทางอารมณ์ของโจวเหวินจะไม่สูงนัก แต่ก็ไม่โง่ถึงขั้นปฏิเสธความหวังดีของโอวหยางหลาน แค่รักษามารยาทให้เหมาะสมก็พอ เขาแค่หวังให้มื้อนี้ผ่านไปอย่างราบรื่น จากนั้นรีบกลับไปเล่นเกม ดูว่าจะสังหารมดบินปีกเงินตัวนั้นได้ไหม
เห็นชัดว่าโอวหยางหลานเป็นคนที่มีความฉลาดทางอารมณ์สูงมาก ทั้งที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก กลับไม่ทำให้โจวเหวินรู้สึกห่างเหิน ราวกับเป็นคนสนิทที่รู้จักกันมานาน
เดิมทีโจวเหวินคิดว่าโจวหลิงเฟิงเป็นคนที่มีวาทศิลป์ดีมากแล้ว แต่เมื่ออยู่กับโอวหยางหลาน โจวหลิงเฟิงกลับดูเงียบขรึมไปเลย ซึ่งทำให้โจวเหวินแปลกใจเล็กน้อย
“นี่เป็นลูกพลับที่เพิ่งส่งมาสด ๆ เสี่ยวจิ้งชอบกินลูกพลับที่สุด ลองชิมดูสิ หวานมากเลย” โอวหยางหลานรู้สึกเหมือนตัวเองละเลยอันจิ้งไป จึงหยิบลูกพลับที่แดงฉ่ำน่ากินยื่นให้อันจิ้งด้วยตัวเอง
อันจิ้งรับลูกพลับไว้ ปอกเปลือกแล้วกัดไปหนึ่งคำ หวานมากจริงด้วย
“มา ๆ ๆ กินอีกลูกสิ” โอวหยางหลานเห็นอันจิ้งกินหมดแล้ว เลยหยิบอีกลูกให้อันจิ้ง
อันจิ้งรับลูกพลับแล้วตั้งใจเหลือบมองโจวเหวินผาดหนึ่ง ถึงแม้เธอไม่ได้พูดอะไร แต่โจวเหวินกลับเข้าใจความหมายของเธอดี
“แม่แท้ ๆ ก็คือแม่แท้ ๆ” เหมือนว่าอันจิ้งกำลังพูดแบบนี้ เนื่องจากโอวหยางหลานไม่ได้หยิบลูกพลับให้โจวเหวินที่อยู่ข้าง ๆ
โจวเหวินก็ไม่ได้สนใจ โอวหยางหลานเป็นแม่แท้ ๆ ของอันจิ้งอยู่แล้ว รักอันจิ้งก็เป็นเรื่องปกติมาก เขาไม่จำเป็นต้องอิจฉา อีกทั้งเขาก็ไม่ได้ยากเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ จึงไม่มีเหตุผลให้ต้องสนใจ
“คุณผู้หญิงครับ อาหารเตรียมพร้อมแล้วครับ” ขณะที่โอวหยางหลานกับโจวเหวินกำลังคุยกัน ก็มีคนที่ลักษณะคล้ายพ่อบ้านเดินเข้ามาพูด
“รอมานานขนาดนี้ เธอคงหิวแล้วสินะ เดี๋ยวกินให้เยอะ ๆ ล่ะ” โอวหยางหลานพาโจวเหวินไปห้องอาหาร ก่อนจะให้โจวเหวินนั่งข้างเธอ ส่วนอันจิ้งทำได้แค่นั่งในตำแหน่งที่ค่อนข้างห่าง
โจวเหวินเห็นว่าอาหารบนโต๊ะครบครันทั้งรูปรสกลิ่นสี มีหลายอย่างเป็นเมนูที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แต่มีอยู่หนึ่งอย่างที่โจวเหวินเห็นแล้วรู้จักทันที นั่นก็คือกุ้งมังกรตัวใหญ่
หลังจากเกิดพายุมิติต่างมิติ พื้นที่ทะเลส่วนใหญ่ก็กลายเป็นมิติต่างโลก สิ่งมีชีวิตในนั้นล้วนเกิดการกลายพันธุ์ ทำให้ตอนนี้หากินอาหารทะเลได้ยากกว่าเมื่อก่อนอย่างมาก
โจวเหวินแค่เคยเห็นกุ้งมังกรตัวใหญ่จากในหนังสือประวัติศาสตร์ หนังสือชีววิทยา และตามอินเทอร์เน็ต แต่ไม่เคยเห็นตัวจริงมาก่อน ยิ่งไม่ต้องถามว่าเคยกินหรือไม่ โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลทะเลอย่างจังหวัดกุยเต๋อ ก็แทบไม่มีโอกาสได้กินอาหารทะเล นับประสาอะไรกับกุ้งมังกรตัวใหญ่ขนาดนี้
“กุ้งมังกรตัวนี้เพิ่งถูกส่งมาทางอากาศเมื่อเช้านี้ ฉันเป็นคนเลือกเองกับมือด้วย เสี่ยวจิ้งชอบกินกุ้งมังกรพันธุ์นี้ที่สุดเลย” โอวหยางหลานกล่าว
เนื่องจากมีกุ้งมังกรแค่ตัวเดียว การที่โอวหยางหลานพูดแบบนี้ โจวเหวินคิดว่าเธอกำลังพูดเป็นนัยแฝงว่า อย่าแย่งอันจิ้งกินกุ้งมังกร
อันจิ้งได้ยินแล้วซึ้งใจเล็กน้อย ในที่สุดใบหน้าที่เย็นเยือกก็เผยรอยยิ้มเบา ๆ จากนั้นมองโจวดหวินด้วยสายตาท้าทาย
แต่ต่อมาโอวหยางหลานกลับพูดด้วยสีหน้าเสียดาย “แต่อาหารทะเลอย่างกุ้งมังกรกินคู่กับลูกพลับไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะท้องเสีย ถ้าอาการหนักอาจถึงขั้นอาหารเป็นพิษ อันจิ้งเพิ่งกินลูกพลับมา กุ้งมังกรตัวนี้ยกให้เสี่ยวเหวินละกัน ลองชิมฝีมือของฉันดูนะ”
เมื่อโอวหยางหลานพูดจบก็คีบกุ้งมังกรวางลงในจานของโจวเหวิน
ทันใดนั้น อันจิ้งที่กำลังเตรียมคีบกุ้งมังกรก็ถึงกับตัวค้าง ส่วนโจวเหวินก็ตกตะลึงเหมือนกัน
“จงใจ นี่มันจงใจแน่นอน...” โจวเหวินมองออกชัดเจนว่าเมื่อครู่นี้โอวหยางหลานตั้งใจให้อันจิ้งกินลูกพลับก่อน ทั้งหมดนี้เป็นแผนการที่วางเอาไว้แล้ว
ไม่แปลกใจที่ก่อนหน้านี้โจวเหวินรู้สึกแปลก ๆ คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์สูงอย่างโอวหยางหลาน ในถาดมีลูกพลับตั้งหลายลูก อันจิ้งกินคนเดียวไม่หมดอยู่แล้ว แต่ทำไมเธอถึงไม่แบ่งให้โจวเหวินบ้าง
“เธอเป็นแม่แท้ ๆ ของอันจิ้งจริงเหรอ” โจวเหวินมองโอวหยางหลานที่ดวงตากลมโตแวววาว และท่าทางใจกว้างสง่างาม ในหัวของเขาเต็มไปด้วยคำถาม
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ดูเหมือนว่าโอวหยางหลานทำดีกับโจวเหวินจริง ๆ ถ้าเป็นคนที่ไม่รู้จักพวกเขา คงคิดว่าโอวหยางหลานเป็นแม่แท้ ๆ ของโจวเหวิน ส่วนอันจิ้งต่างหากที่เป็นลูกติด
สีหน้าของอันจิ้งดูไม่ค่อยดี แต่มองออกว่าเธอถูกอบรมมาอย่างดีเยี่ยม ต่อให้รู้สึกน้อยใจ ก็ไม่ได้แสดงความโกรธออกมา ยังคงทนจนถึงกินข้าวเสร็จ
เพียงแต่เธออารมณ์ไม่ดีมาก จึงกินอาหารไปแค่นิดเดียว
ต้อนรับอบอุ่นดุจบ้านตัวเองเอย อบอุ่นดุจสายลมวสันต์เอย ความรู้สึกของการกลับบ้านเอย วันนี้โจวเหวินก็ได้รับรู้ถึงสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริง
แม้แต่โจวเหวินที่นิสัยเฉยชาและระยะห่างทางอารมณ์ ยังต้องยอมรับว่าโอวหยางหลานเป็นคนที่รู้สึกเกลียดได้ยากจริง ๆ กระทั่งเป็นคนที่เขายินดีเข้าใกล้อย่างมาก
“เสี่ยวเหวิน ได้ยินมาว่าเธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยซีหยางแล้ว คงลำบากมามากเลยสินะ การที่นักเรียนต่างถิ่นอยากสอบติดมหาวิทยาลัยซีหยางนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ฉันไม่มีอะไรจะให้เธอ สิ่งนี้ถือเป็นของขวัญแรกพบละกัน” หลังจากกินข้าวเสร็จ ตอนที่โจวเหวินเตรียมขอตัวลา โอวหยางหลานก็มอบบัตรใบหนึ่งให้โจวเหวิน
เดิมทีโจวเหวินคิดว่ามันเป็นของจำพวกบัตรธนาคาร จึงเตรียมปฏิเสธ แต่กลับได้ยินโอวหยางหลานพูดว่า “นี่เป็นบัตรหอพักของมหาวิทยาลัยซีหยาง เป็นแบบห้องเดี่ยวน่ะ ฉันรู้จากหลิงเฟิงว่าเธอชอบความเงียบสงบ เลยขอให้ผู้อำนวยการเตรียมไว้หนึ่งงใบ หลังจากเธอเข้าเรียนแล้ว ก็เข้าพักตามหมายเลขบัตรใบนี้ได้เลย เธอต้องรับของขวัญชิ้นนี้เอาไว้นะ อย่าทำให้ฉันรู้สึกเหมือนเตรียมของขวัญมาแบบขอไปทีเลย”
“ขอบคุณครับ คุณน้า ผมชอบของขวัญชิ้นนี้มากครับ” โจวเหวินครุ่นคิดแล้วตัดสินใจรับของขวัญชิ้นนี้ไว้ ในเมื่อโอวหยางหลานแสดงเจตนาดี เขาก็ไม่อยากทำตัวเป็นคนร้าย รับบัตรหอพักใบหนึ่งไว้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร อีกทั้งห้องเดี่ยวก็มีประโยชน์ต่อโจวเหวินมากจริง ๆ
ของขวัญที่โอวหยางหลานมอบให้นั้น ทำให้โจวเหวินรู้สึกดีต่อเธอมากยิ่งขึ้น แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ อย่างการให้ของขวัญยังทำให้คนรู้สึกสบายใจ โอวหยางหลานเป็นคนที่เอาใจใส่จริง ๆ
“จริงสิ ต่อจากนี้ห้ามเรียกฉันว่าคุณน้านะ ฉันดูแก่ขนาดนั้นเลยเหรอ เรียกพี่หลานก็พอแล้ว” โอวหยางหลานพูดอย่างอมยิ้ม
โจวเหวินรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่า ตอนที่เธอพูดคำว่าคุณน้าได้เน้นน้ำเสียงหนักขึ้นมาก เห็นชัดว่าเธอถือสาเรื่องนี้มาก