ไม่นานกลิ่นอาหารก็ลอยฟุ้งไปทั่ว
“ ให้ตายเถอะเ้าหมอนี้จะทำอาหารเก่งไปไหม? แม้แต่หอดาราฟ้าก็ยังไม่สามารถเทียบได้เลย ” ฮุ่ยหวางไคกล่าวด้วยความประหลาดใจเพราะกลิ่นอาหารที่หยวนิเย่ทำนั้นหอมมากๆ
“ ใช่ๆหอดาราฟ้าไม่สามารถเทียบกับสหายหยวนได้เลย ” ไป๋เหรินซีเห็นด้วย
“ หอดาราฟ้าคือที่ใด? ” หยวนิเย่สงสัย
“ หอดาราฟ้าคือภัตตาคารที่โดดเด่นและดีที่สุดในเมืองหลวงกุ่น ซึ่งที่นั้นมีแต่พ่อครัวระดับสูงที่จวนอ๋องเซี่ยอิงโหรวเป็คนเชิญมาด้วยตัวเอง ” ไป๋เหรินซีตอบ
“ ที่แท้ก็เป็แบบนี้เอง ” หยวนิเย่พยักหน้ารับ
ทันใดนั้นร่างเงาสองสายก็ปรากฏตัวขึ้นที่พวกเขาอยู่
หยวนิเย่และคนอื่นๆพากันมองไปยังร่างเงาสองสายที่มาใหม่
เป็อู๋จวินหยางและหวู่เหม่ยนั่นเอง นอกจากนี้ชุดของทั้งคู่ก็เต็มไปด้วยรอยฉีกขาดนับไม่ถ้วน
ทุกๆคนพากันให้ความสนใจขึ้นมา เพราะพวกเขาอยากรู้ว่าผลของการปะมือกันใครเป็ฝ่ายชนะ
เพียงแต่ทั้งสองคนกลับไม่กล่าวอะไร
“ ลุงจวินหยางไปล้างมือก่อนแล้วค่อยมากินอาหาร ” หยวนิเย่กล่าวขึ้น
“ ได้ ” อู๋จวินหยางพยักหน้าและเดินไปล้างมือทันที
“ ท่านยายท่านเป็ฝ่ายชนะใช่ไหม? ” ไป๋เหรินซีถามหวู่เหม่ยทันทีที่นางเดินมาถึง
หวู่เหม่ยยิ้มอย่างข่มขื่นและส่ายหน้าก่อนที่จะตอบว่า “ พวกเราแลกเปลื่ยนกันสามกระบวนท่า และก็เป็ข้าที่ไม่สามารถรับมือกระบวนท่าของสหายผู้นี้ได้เลยแม้แต่กระบวนท่าเดียว แต่ทางฝั่งของสหายท่านนั้นสามารถรับกระบวนท่าของข้าได้ทั้งหมด ”
“ เป็ไปไม่ได้ ท่านยายแข็งแกร่งขนาดนั้นทำไมถึงยังไม่รับการโจมตีของชายคนนั้นไม่ได้เลย? ” ไป๋เหรินซีใ แม้แต่คนอื่นๆเองก็ใเช่นเดียวกัน
“ เห็นไหมล่ะข้าบอกแล้วว่าคนของข้ายังไงก็เป็ฝ่ายชนะ ” หยวนิเย่หัวเราะออกมาพร้อมกับนำอาหารมาวางไว้บนโต๊ะ
ทุกๆคนต่างก็มองไปยังหยวนิเย่ด้วยความประหลาดใจ
“ อย่าคิดมากเลย พวกเรามากินอาหารกันเถอะ ” หยวนิเย่กล่าว
ไม่นานทุกๆคนก็นั่งล้อมวงกินอาหารเที่ยงด้วยกัน
“ อร่อย อร่อยเกินไปไหม!! ” ฮุ่ยหวางไคใและกินอย่างเอร็ดอร่อย
“ ใช่ๆ เ้าไม่คิดที่จะมาเป็พ่อครัวของตระกูลไป๋งั้นหรือ? ” ไป๋เหรินซีถามด้วยความคาดหวังพร้อมกับมองไปยังหยวนิเย่ โดยที่มือของนางยังคงกินอาหารอย่างต่อเนื่อง
“ ขอปฏิเสธ ” หยวนิเย่ตอบอย่างไม่คิด
“ น่าเสียดาย ” ไป๋เหรินซีถอนหายใจจากนั้นนางก็หยิบป้ายหยกแผ่นหนึ่งออกมา
ฮุ่ยหวางไคมองไปที่ป้ายหยกด้วยความประหลาดใจ เพราะเขารู้ว่าป้ายหยกนี้คืออะไร
หยวนิเย่มองดูป้ายหยกสีขาวพร้อมกับสลักรูปของดอกเหมยเอาไว้
“ นี้คือสิ่งใด? ” หยวนิเย่ถามขึ้น
“ นี้คือป้ายหยกของตระกูลข้า ถ้าหากเ้าไปที่เมืองหลวงกุ่นแล้วเกิดปัญหา เ้าสามารถไปที่ตระกูลไป๋พร้อมกับป้ายหยกชิ้นนี้ แล้วปัญหาทุกอย่างจะถูกแก้ไขให้เอง ” ไป๋เหรินซีกล่าว
“ ไม่ใช่ว่าถ้าหากข้านำป้ายหยกนี้ไปที่ตระกูลไป๋ของเ้าแล้วเ้าจะมากินอาหารที่ข้าทำงั้นหรอ? ” หยวนิเย่เงยหน้ามองดูไป๋เหรินซี
ไป๋เหรินซีกรอกตา ‘ สมองของเ้าบ้านี้คิดเื่ไร้สาระจริงๆ ’
“ แล้วเ้าจะเอาหรือไม่เอา ถ้าไม่ข้าจะได้เก็บ ” ไป๋เหรินซีกล่าวด้วยความหงุดหงิด
“ แน่นอนว่าต้องเอาสิ ของดีๆแบบนี้ใครเขาไม่เอากันล่ะ? ” หยวนิเย่เก็บป้ายหยกทันที
ทุกๆคนมองดูการกระทำที่ไร้ยางอายนี้แล้วก็ได้แต่มองหน้ากันด้วยความอึ้ง
“ มองอะไรหรือไม่อยากกินอาหารกันแล้ว? ” หยวนิเย่กรอกตาพร้อมกับทำท่าเก็บจานอาหาร
“ กินๆๆๆ ” ทุกๆคนรีบพากันอ้อนวอนทันที
หลังจากที่ทุกคนกินกันเสร็จเรียบร้อยแล้วพวกเขาก็นั่งพูดคุยกัน
“ สหายหยวน เ้าจะเดินทางไปไหนต่อ? ” ไป๋เหรินซีถามขึ้นด้วยความอยากรู้
“ ข้ากำลังจะเดินทางไปยังเมืองหลวงกุ่น ” หยวนิเย่ตอบ
“ เ้ากำลังจะไปเมืองหลวงกุ่น? ” ไป๋เหรินซีตื่นเต้นขึ้นมา
“ อะไร? ข้าบอกไว้ก่อนเลยว่าข้าจะไม่ทำอาหารให้เ้ากินอีกอย่างแน่นอน ” หยวนิเย่กล่าวดักขึ้นมา
“ ทำไมเ้าถึงรู้เื่นี้ไปได้? ” ไป๋เหรินซีใก่อนที่จะรีบปิดปากทันที
“ เหอะมองหน้าเ้าก็รู้ได้ทันทีแล้วว่าเ้าคิดอะไรอยู่ ” หยวนิเย่ส่ายหน้า
“ แล้วพวกเ้าล่ะกำลังจะไปไหนกันต่อ? ” หยวนิเย่ถาม
“ ข้าก็กลับตระกูลไป๋ของข้า ” ไป๋เหรินซีตอบ
“ ส่วนข้าก็กำลังจะกลับวิหารเฟิงเทียนพร้อมกับผู้าุโลิ่วเทียน ” ฮุ่ยหวางไคตอบ
“ สหายน้อยหยวน ท่านไม่ลองคิดที่จะเข้าร่วมกับวิหารเฟิงเทียนหรือ? ” ลิ่วเทียนถามขึ้น ถึงอย่างไรผู้าุโสองคนก็แข็งแกร่งในระดับราชันยุทธ์และจักรพรรดิยุทธ์ ถ้าหากได้กลุ่มคนเหล่านี้เข้าร่วมกับพวกเขา ทำให้ความแข็งแกร่งของวิหารเฟิงเทียนเพิ่มมากขึ้น
“ ข้าขอปฏิเสธ ข้ายังไม่คิดที่จะเข้าร่วมกับกองกำลังไหนในตอนนี้ ” หยวนิเย่ปฏิเสธ
“ งั้นหรือ น่าเสียดายจริงๆ ” ลิ่วเทียนกล่าวพร้อมกับยื่นแผ่นหยกให้กับหยวนเฉิง
“ สหายหยวน ถ้าหากท่านไปที่เมืองหลวงกุ่นแล้วถ้าหากเกิดปัญหาอะไรขึ้นแผ่นหยกนี้ก็น่าจะช่วยแก้ปัญหาให้กับท่านได้ไม่มากก็น้อย ” ลิ่วเทียนกล่าวขึ้น
แผ่นหยกนี้เป็แผ่นหยกสีเขียว ด้านหน้ามีสลักคำว่าลิ่วเทียน ด้านหลังสลักคำว่าวิหารเฟิงเทียนเอาไว้ นี้คือแผ่นหยกของลิ่วเทียน
“ ขอบคุณมากสหายลิ่ว ” หยวนเฉิงกล่าวพร้อมกับเก็บแผ่นหยกไว้
“ ในเมื่อพวกเราจะเดินทางไปยังเมืองหลวงกุ่นเหมือนกัน เช่นนั้นพวกเราก็ไปพร้อมกันเลยเป็อย่างไร? ” ไป๋เหรินซีกล่าวขึ้น
“ ใช่ๆข้าเองก็เห็นด้วยกับน้องสาว ” ฮุ่ยหวางไคหัวเราะออกมาทันที
“ เหอะ ไม่ใช่ว่าพวกเ้าอยากกินอาหารที่ข้าทำอย่างนั้นหรือ? ” หยวนิเย่กรอกตาอีกครั้ง
ทุกๆคนก็พากันหัวเราะออกมา
“ โอ้ ข้าลืมไปว่าอาหารของข้าพวกเ้าจะต้องจ่ายเงินด้วย แน่นอนว่าข้าจะคิดราคาสูง ” หยวนิเย่กล่าว
“ น่าเสียดายที่เ้าคิดพลาด สิ่งเดียวที่ข้าขาดก็คือเงิน ” ไป๋เหรินซีหัวเราะออกมาเสียงดัง
“ โอ้ในเมื่อเ้าบอกว่าเ้าไม่เคยขาดเงินเช่นนั้นข้าก็คิดเงินสามพันตำลึงต่อจานเป็อย่างไร ” หยวนิเย่กล่าว
“ เชี่ย!! นี้เ้าคิดที่จะปล้นพวกเราจนหมดตัวเลยงั้นหรอ ” ฮุ่ยหวางไคเบิกตากว้างพร้อมกับมองไปที่หยวนิเย่ เพราะแม้แต่อาหารที่ภัตตาคารดาราฟ้ารวมทั้งโต๊ะก็ยังมีราคาไม่ถึงสองพันตำลึงทองเลย
แม้แต่ไป๋เหรินซีที่กำลังดื่มน้ำชาอยู่ก็ยังต้องพ่นน้ำออกมาพร้อมกับมองไปยังหยวนิเย่ด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ อ่าวเ้าจะใไปทำไมก็ในเมื่อเ้าบอกว่าเ้าไม่เคยขาดเงินไม่ใช่หรือ? ” หยวนิเย่กล่าวพร้อมกับมองไปที่ฮุ่ยหวางไค
“ ก็ใช่ว่าข้าไม่ได้ขาดเงินแต่ข้าก็ไม่ได้คิดที่จะใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแบบนี้ ” ฮุ่ยหวางไคกล่าว
“ ก็ได้ๆ ข้าลดให้ก็ได้จานละหนึ่งร้อยตำลึงทอง อีกอย่างพวกเ้าก็รู้ว่าภายในเมืองหลวงกุ่นต้องใช้เงินมากแค่ไหน ” หยวนิเย่กล่าว
“ มันก็จริงอย่างที่สหายหยวนกล่าว การอาศัยอยู่ในเมืองหลวงกุ่นต้องใช้เงินมหาศาล ” ไป๋เหรินซีเห็นด้วย แต่ทันใดนั้นนางก็มองไปที่หยวนิเย่และกล่าวต่อว่า “ แต่ไอการที่จะให้ข้าจ่ายค่าอาหารจานละหนึ่งร้อยตำลึงทองมันก็ไม่ใช่เื่!! ”
“ เช่นนั้นก็แล้วแต่พวกเ้าเลย ” หยวนิเย่ไม่สนใจเพราะถึงอย่างไรเขาก็มีเงินมากพอที่จะอาศัยอยู่ในเมืองหลวงกุ่นอยู่ดี
หลังจากที่เก็บล้างทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมดก็เตรียมตัวออกเดินทางต่อ
แต่เมื่อพวกเขาเห็นว่าอู๋จวินหยางเป็เพียงคนขับรถม้าก็แสดงสีหน้าใ พวกเขาไม่คิดว่าตัวตนระดับนี้จะรับหน้าที่เพียงแค่คนขับรถม้า
“ บ้าเอ้ยท่านจวินหยางเป็คนขับรถม้าเช่นนั้นหรือ! ” ฮุ่ยหวางไคใ ตัวตนระดับนี้ถ้าหากอยู่ในกองกำลังชั้นยอด พวกเขาก็เป็ถึงตัวตนที่ยิ่งใหญ่
“ ไม่ใช่เื่ที่พวกเราจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว ” ไป๋เหรินซีกล่าวพร้อมกับก้าวขึ้นรถม้าของตนไป
ฮุ่ยหวางไคเองก็ส่ายหน้าและก้าวขึ้นรถม้าของตนเหมือนกัน
ไม่นานรถม้าทั้งสามก็ค่อยๆเคลื่อนตัว
ภายในรถม้า
หยวนิเย่กำลังนั่งมองดูท้องฟ้าพร้อมกับครุ่นคิดแผนการบางอย่าง
‘ ดูเหมือนว่าข้าไม่จำเป็ที่จะต้องเข้าร่วมกับตำหนักอ๋องกุ่นแล้ว แม้ว่าตำหนักอ๋องกุ่นจะแข็งแกร่งและทรงพลังและมีทรัพยากรมากมายแต่มันก็ไม่เท่ากับที่ข้ารวบรวมทรัพยากรเอง ถ้าหากข้าใช้ลุงจวินหยางสร้างกองกำลังกลุ่มหนึ่งซ่อนตัวอยู่ภายในทวีปหมอก์ ข้าก็จะทราบข่าวสารทั้งหมดภายในทวีปหมอก์หรือแม้แต่ทวีปข้างเคียง ’ หยวนิเย่ครุ่นคิด
‘ สำหรับคนเ่าั้ คนเก่งข้าไม่้า คนฉลาดข้าไม่้า ข้า้าคนที่ซื่อสัตย์เท่านั้น เพียงแต่จิตใจมนุษย์ยากที่จะหยั่งถึงแม้แต่พี่น้องก็สามารถสังหารกันได้ถ้าหากมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ’ หยวนิเย่ถอนหายใจ
“ เป็อะไรไปหรือเย่เอ๋อร์ ปู่เห็นเ้าถอนหายใจเสียงดังเชียว ” หยวนเฉิงที่กำลังอ่านตำราอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมามอง
“ ข้ากำลังคิดการณ์บางอย่างแต่ดูเหมือนมันจะมีปัญหาเล็กน้อย ” หยวนิเย่กล่าวจบเขาก็เล่าเื่ที่เขาอยากจะสร้างกองกำลังหนึ่งเพื่อที่สืบข่าวต่างๆ แต่เขา้าคนที่ซื่อสัตย์ เพียงแต่คนซื่อสัตย์นั้นหาได้ยาก
หยวนเฉิงครุ่นคิดก่อนที่จะกล่าวขึ้นว่า “ ทำไมเ้าไม่รับเลี้ยงเด็กกำพร้า? ”
“ เด็กกำพร้า? ” ดวงตาของหยวนิเย่เปร่งประกาย
“ ใช่ เด็กกำพร้า ” หยวนเฉิงพยักหน้าและกล่าวต่อว่า “ เด็กกำพร้าทั่วอาณาจักรมีมากมายนับไม่ถ้วน ถ้าหากเรารับเลี้ยงพวกเขา พวกเราก็สามารถดูแลพวกเขาั้แ่เด็กๆ ข้าคิดว่าพวกเขาก็คงจะซาบซึ้งและซื่อสัตย์กับพวกเรา ”
“ เป็ความคิดที่ดียิ่งท่านปู่ ” หยวนิเย่พยักหน้าเห็นด้วย นอกจากนี้ระยะเวลาที่เขาจะอยู่ในทวีปหมอก์ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปี ก่อนที่จะเดินทางไปยังทวีปอื่น
ตามความคิดของเขา เนื่องจากเขามีค่ายกลกลั่น์ทำให้พวกเขาไม่จำเป็ต้องเดินทางไปยังทวีปที่ใหญ่โตกว่าทวีปหมอก์
“ จริงสิถ้าหากข้าจำไม่ผิดหยกชิ้นนั้นก็เป็ไป๋เหรินซีที่แลกเปลื่ยนมา ข้าควรขอนางดูดีหรือไม่นะ? ” หยวนิเย่พึมพำออกมา เขาเพิ่งนึกถึงหยกที่ไป๋เหรินซีแลกเปลื่ยนมาจากลู่จิงที่ตลาดดอกท้อ
“ ช่างเถอะ ไว้ค่อยคิดแล้วกัน ” หยวนิเย่ส่ายหน้า
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสามวัน
ระหว่างทางหยวนิเย่คอยชี้แนะเคล็ดวิชาที่พวกเขากำลังฝึกฝนกันอยู่
ทั้งสองคนนึกไม่ถึงเลยว่าหยวนิเย่จะเป็อัจฉริยะ ไม่ว่าพวกเขาถามเกี่ยวกับจุดที่พวกเขาไม่เข้าใจ หยวนิเย่ก็ตอบอย่างละเอียดและทำให้ทั้งสองเข้าใจได้อย่างถ่องแท้
ทำให้ทั้งสองคนต่างก็เรียกขานหยวนิเย่ว่าศิษย์พี่หยวน แน่นอนว่านี้เป็การหยอกล้อระหว่างสหาย แต่ทั้งสองคนกลับไม่คิดว่าหยวนิเย่จะสวมบทบาทเป็ศิษย์พี่จริงๆ
ส่วนความแข็งแกร่งของหยวนิเย่ที่แสดงออกมาก็คือระดับบรรพจารย์ยุทธ์
ทั้งสองคนถึงกับแน่นิ่งไปเลยทีเดียว
ยามค่ำคืนในขณะที่พวกเขากำลังแวะพักระหว่างทาง
หยวนิเย่นอนดูดาวบนหลังคารถม้า จู่ๆก็มีคนะโขึ้นมาบนหลังคารถม้า
“ เ้าไม่ไปนอนหรือไงศิษย์น้องไป๋ ” หยวนิเย่ถามขึ้นแต่สายตาของเขายังคงมองดูดวงดาวอยู่เช่นเดิม
“ ศิษย์น้องบ้านเ้าสิ ” ไป๋เหรินซีะโออกมาด้วยความโกรธเคือง ก่อนที่จะนั่งลงด้านข้างหยวนิเย่
“ เ้าเป็คนเรียกข้าศิษย์พี่เองมิใช่หรือแล้วข้าเรียกเ้าศิษย์น้องไม่ได้หรือไง? ” หยวนิเย่ตอบ
ไป๋เหรินซีกรอกตา
“ เ้ากำลังคิดอะไรอยู่ ” ไป๋เหรินซีถามขึ้นด้วยความอยากรู้
แม้ว่านางจะอยู่กับหยวนิเย่มาหลายวันแต่นางก็ยังคงไม่เข้าใจเขาอยู่ดี เพียงแต่พอจะรู้นิสัยคร่าวๆได้บ้างว่าเขาเป็คนที่ไม่ค่อยชอบความวุ่นวายและเป็คนวางตัวดีและเหมาะสม
“ ข้ากำลังคิดว่า เมื่อไปถึงเมืองหลวงข้าจะทำอย่างไรต่อดี ” หยวนิเย่ตอบ
“ ทำไมเ้าไม่มาพักอยู่ที่ตระกูลไป๋ของข้าล่ะ? อีกอย่างเ้าก็เป็สหายของข้า ข้าสามารถบอกกับท่านพ่อของข้าให้ได้นะ ” ไป๋เหรินซีกล่าว
“ ไม่เป็ไร ข้าพอมีเงินอยู่บ้าง เ้าสามารถหาจวนให้ข้าได้หรือไม่ เอาแบบไม่ต้องใหญ่มากแต่มีความสงบก็พอ ” หยวนิเย่กล่าว
“ จวนงั้นหรือ เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะช่วยเ้าหาจวนให้ เพียงแต่เ้าก็ต้องมีค่านายหน้าเล็กน้อย ” ไป๋เหรินซีทำตาหยีพร้อมกับถูนิ้วไปมาเล็กน้อย
“ ได้สิ กินอาหารข้าฟรีหนึ่งเดือนเป็อย่างไร? ” หยวนิเย่กล่าว
“ หนึ่งเดือน? ” ดวงตาของไป๋เหรินซีเปร่งประกาย นางต้องยอมรับว่าอาหารของหยวนิเย่อร่อยมากจริงๆ ตอนนี้นางติดใจอาหารของหยวนิเย่ไปเรียบร้อยแล้ว ถ้าหากจะให้นางไปกินอาหารที่คนอื่นทำคงทำไม่ได้ อีกอย่างใครใช้ให้เ้าหมอนี้คิดเงินค่าอาหารจานละหนึ่งร้อยตำลึงทองจริงๆล่ะ?
ในตอนแรกนางละฮุ่ยหวางไคคิดว่าหยวนิเย่พูดเล่นๆที่ว่าจะเก็บเงินค่าอาหารจานละหนึ่งร้อยตำลึงทอง โชคดีที่นางต่อราคาจนเหลือเพียงแค่จานล่ะห้าสิบตำลึงทองเท่านั้น ทำให้ใน่หลายวันมานี้เ้าหมอนี้ร่ำรวยไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว
“ ตกลง!! ” ไป๋เหรินซีตอบตกลงอย่างรวดเร็วก่อนที่นางจะหัวเราะออกมา