“ตระกูลโรเซตต้าเหรอครับ?”
เออร์วินทวนคำ เรเวนพยักหน้าเธอยังคงจำได้ดีถึงตราสัญลักษณ์กุหลาบสีทองนั้น ที่พระราชาอันเฟรดใช้เลยในคืนที่เออร์วินปะทะกับคนของกลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้น และเธอยังจำได้ว่ามันเป็นตราของตระกูลโรเซตต้า
เออร์วินมองเธอยังแปลกใจก่อนจะถามว่า
“พี่สาวรู้จักตระกูลของท่านแม่ด้วยเหรอครับ”
เรเวนมีสีหน้าแปลกใจก่อนจะถามว่า
“แม่เธอเป็นคนตระกูลตระกูลโรเซตต้า?”
เออร์วินพยักหน้าก่อนจะตอบว่า
“ใช่ครับชื่อเดิมของท่านแม่คือเอลิเซีย โรเซตต้า ก่อนจะเปลี่ยนมาใช้นามสกุลไพร์ล็อกของท่านพ่อ”
เรเวนที่ได้ฟังคำตอบของเออร์วินก็นิ่งไปทันที เธอนึกถึงในคืนที่เธอทำการสังหารฆ่าล้างคฤหาสน์ของดอน โกเบอร์ ในคืนนั้นหลังจากที่เธอกลับมาที่ห้องอยู่ๆ ราชินีเอลิเซียก็เข้ามาในห้องของเธอพร้อมประชิดข้างหลังโดยที่เธอไม่ทันตั้งตัว และเมื่อได้คุยกันทั้งที่เธอคนนั้นยังแสดงสีหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตรแต่ความรู้สึกที่เธอปล่อยออกมากลับชวนให้รู้สึกอึดอัดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ตอนแรกเธอก็รู้สึกสงสัยในตัวราชินีคนนี้ ตอนนี้พอได้รู้ชื่อเดิมของราชินีเอลิเซียก็ทำให้เธอได้เข้าใจทันทีว่าคืนนั้นเธอโชคดีขนาดไหนที่มีชีวิตรอดมาได้
ทันใดนั้นเธอก็นึกถึงเรื่องหนึ่งจึงถามเออร์วินว่า
“เธอบอกว่าสาวใช้คนนั้นน่ะหมายถึงเกรซที่เป็นสาวใช้ส่วนตัวของพี่สาวของเธอ เธอมาจากที่อื่นสินะ”
เออร์วินพยักหน้าก่อนจะตอบว่า
“ใช่ครับคือตอนที่ท่านพี่อายุได้ 10 ขวบอยู่ๆ คุณเกรซก็มาที่เมืองนี้แล้วมาที่ปราสาทบอกว่าเธอมาเพื่อเป็นสาวใช้ส่วนตัวของท่านพี่ ซึ่งตอนแรกผมก็แปลกใจอยู่ครับเพราะว่าท่านพี่นั้นมีแค่สาวใช้ที่ดูแลธรรมดาแต่กลับไม่มีสาวใช้ส่วนตัวเลย จนมามีเกรซได้เป็นสาวใช้ส่วนตัวคนแรกและคนเดียวของท่านพี่” แล้วเออร์วินก็เหมือนจะนึกขึ้นได้อีกว่า “อ๊ะ! เหมือนเธอจะรู้จักกับคุณลาน่าอยู่นะครับ เพราะเท่าที่ผมดูเหมือนเธอจะเคารพคุณลาน่าอยู่มากทีเดียว”
เรเวนมองเออร์วินด้วยสายตาประมาณว่าอย่างเธอนั้นไม่ต้องไปว่าคนอื่นเลยพร้อมกับพูดว่า
“เธอเองก็ไม่เคยมีสาวใช้ส่วนตัวมาก่อนจนมีฉันเป็นคนแรกไม่ใช่หรอ”
เออร์วินรีบพูดว่า
“ของผมนั้นมันคนละกรณีกันครับเพราะว่าผมเลือกที่จะไม่มีสาวใช้ส่วนตัวเอง ก็อย่างที่พี่สาวได้เห็นแหละครับเพราะผมมีความลับอยู่เยอะไม่มีสาวใช้ส่วนตัวจะดีกว่า”
เรเวนกลับพูดว่า
“ความลับที่เธอพูดถึงนี่ใช่ที่เขารู้กันหมดแล้วหรือเปล่า”
เออร์วินรู้สึกจุกจนพูดไม่ออกเพราะเรื่องที่ความลับของเขาถูกพ่อของตนรู้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วก็เป็นเรื่องจริง เรเวนรู้สึกดีที่ได้้แหย่เด็กชาย
“แล้วเธอรู้อะไรเกี่ยวกับตระกูลของแม่เธอบ้าง “
เออร์วินนิ่งคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า
“เท่าที่รู้ก็มีแค่ว่าท่านแม่กับท่านพ่อเจอกันตอนที่เรียนอยู่ที่อาณาจักรลูมิเนียแล้วก็รักกันที่นั่นแค่นั้นล่ะครับ”
อาณาจักรลูมิเนียเป็นหนึ่งในเจ็ดอาณาจักรใหญ่ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปกครองทวีป อาร์เคนัสมาช้านานที่มันเป็น ความยิ่งใหญ่ของมันนั้นย่อมเป็นที่ทราบได้ เรเวนถามเขาอีกว่า
“แล้วเธอได้คุยเรื่องที่เธอแอบทำอยู่นี้กับแม่เธอบ้างไหม หมายถึงหลังจากที่รู้ว่าความลับแตก”
เออร์วินนิ่งไปทันทีก่อนจะตอบว่า
“ไม่ได้บอกหรอกครับ”
คำตอบของเขาอดทำให้เรเวนรู้สึกแปลกใจไม่ได้ เพราะเท่าที่เธอรู้จักเด็กคนนี้มาแม้ว่าเขาจะมักเป็นคนทำอะไรไม่สมวัย บ่อยครั้งที่มักจะแสดงพฤติกรรมเหมือนวายร้ายในละครเวทีหรือในนิทาน แต่มีสิ่งที่รู้เธอรู้เกี่ยวกับเขานั่นก็คือเขาเป็นคนที่มักให้ความใส่ใจในครอบครัวเป็นอย่างมาก สังเกตได้จากกิจวัตรประจําวันที่เขามักจะไปเล่านิทานก่อนนอนให้เรเชลน้องสาวอยู่เสมอ หรือตอนที่ซื้อของกับวานเชสโก้เขาก็ตัดสินใจซื้อกำไรที่เป็นอาร์ติแฟกต์ตุ้มหูที่เป็นอาร์ติแฟกต์โดยที่ไม่มีการต่อราคา หรือตอนที่รู้ว่าพี่สาวงอนอยู่ก็ทำเค้กไปง้อด้วยตัวเองทั้งที่ตนเองสามารถใช้ให้คนใช้หรือสาวใช้ทำให้ก็ได้ หรือแม้แต่การสอนแม่ของตนทำอาหาร และที่สำคัญเลยก็คือไม่ว่าจะโดนพี่สาวหรือน้องสาวโกรธอย่างไร้เหตุผลจนถึงขั้นเล่นไงเขาจนยับเขาก็ไม่เคยบ่นหรือตอบโต้ สิ่งเหล่านี้บ่งบอกว่าแม้คนๆ นี้จะสามารถฆ่าคนได้อย่างหน้าตาเฉยแล้วไม่รู้สึกแต่เขาแคร์ครอบครัวของเขาเป็นอย่างมาก
เออร์วินมองตรงออกไปในขณะที่สายตาของเขาคล้ายกับกำลังมองเห็นบางอย่างที่อยู่ไกลออกไปซึ่งรอยยิ้มที่ควรจะเป็นยี่ห้อของเขากับไม่ปรากฏบนใบหน้าก่อนจะพูดต่อว่า
“ที่ผ่านมาที่ผมเลือกจะปิดบังคนอื่นเพราะผมไม่ต้องการให้แผนการของผมถูกขัดขวาง อย่างที่พี่สาวรู้ว่าหนึ่งในแผนการการปฏิรูปเหมือนของผมนั่นคือการสร้างโอกาสให้ทุกคนสามารถพัฒนาศักยภาพและความสามารถตนเองแล้วใช้ความสามารถนั้นผลักดันตัวเองให้ชีวิตของตนดีขึ้น ซึ่งหนึ่งในสิ่งที่จำเป็นต้องทำก็คือการยึดอำนาจของพวกขุนนางมาไว้ที่ส่วนกลาง แต่ที่ผมไม่บอกเรื่องนี้กับคนในครอบครัว ก็เพราะว่าผมไม่อยากให้พวกท่านเป็นห่วงน่ะครับ และไม่อยากให้พวกท่านมองว่าเพ้อเจ้อและทำลายแผนการเพราะเป็นห่วงผมด้วย พี่สาวก็รู้นี่ว่าด้วยพลังเวทย์ของผมนั้นต่อให้ไม่ใช่ตระกูลพระราชา แค่เกิดในตระกูลของพ่อค้าธรรมดาทั่วไปก็ถูกเขี่ยออกจากบ้านแล้ว แต่ทั้งที่ผมเป็นแบบนี้ทั้งท่านพ่อและท่านแม่ก็ยังรักและเอาใจใส่ผมอยู่เสมอ ดังนั้นผมจึงได้คิดที่จะตอบแทนอะไรพวกท่านทั้งสองบ้างและผมก็ไม่สามารถบอกพวกเขาได้เพราะว่านั่นอาจจะทำให้พวกเขาเป็นห่วงผมมากกว่าเดิม”
เรเวนมองอีกฝ่ายพบว่าตั้งแต่รู้จักกันมานี่แทบจะเป็นครั้งแรกที่เขาเปิดเผยความรู้สึกของเขากับเธอ
“แต่ตอนนี้แม่ของเธอก็รู้แล้วนี่ไม่สิต้องพูดว่าแม่ของเธอรู้ตั้งนานแล้วว่าเธอแอบทำอะไรลับหลังท่าน”
เออร์วินกลับไปยิ้มอีกครั้งพร้อมกับพูดว่า
“นั่นแหละครับผมถึงไม่จำเป็นต้องบอก”
เรเวนแปลกใจในคำพูดของเขาจนต้องอุทานออกมา
“เอ๊ะ?”
เออร์วินหันมายิ้มให้กับเรเวน
“เพราะมันแปลว่าท่านแม่รู้ทั้งรู้ทั้งที่ผมทำอยู่แต่ท่านก็ไม่คิดจะห้ามงั้นก็หมายความว่าผมสามารถทำมันต่อไปได้โดยที่ไม่ต้องกังวลไงครับ”
เรเวนนิ่งไปทันทีเธอรู้สึกวันนี้เหมือนเหตุผลอะไรกัน แต่ถ้าคิดไปคิดมามันก็เป็นจริงอย่างที่เด็กคนนี้บอก ว่าในเมื่อว่าแม่ของเขารู้เรื่องนี้อยู่แล้วแต่กลับไม่มีท่าทีห้ามปรามก็แสดงว่าเธอจงใจปล่อยให้เขาทำได้เต็มที่ ไม่รู้ทำไมเรเวนถึงรู้สึกว่าบางทีราชินีเอลิเซียคนนี้อาจจะเป็นแม่ที่สปอยลูกเกินเหตุก็ได้
ภายในปราสาทที่ห้องของเจ้าหญิงเรเชลซึ่งตอนนี้กำลังยืนกอดอกตรงหน้าฉากกั้น หลายวันมานี้เธอไม่ได้พูดคุยกับเดซี่เลยเพราะถูกพี่ชายเธอลากเดซี่ไปทำธุระข้างนอก แม้เธอจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้างเพราะเริ่มสนิทกับเดซี่ขึ้นมาไม่น้อยแล้ว แต่ถ้าคิดอีกทีเธอก็รู้สึกวันนี้ก็เป็นเรื่องดี การที่เดซี่ได้อยู่กับพี่ชายเธอนั่นแปลว่าเธอสามารถถามเรื่องพี่ชายเธอกับเดซี่ได้ ว่าเขาไปทำอะไรเลยมีผู้หญิงคนไหนมาข้องแวะ
เรเชลยืนรอพักหนึ่งก็มีเสียงแม็กกี้ดังขึ้นพร้อมกับร่างของแม็กกี้ที่เดินออกมาจากหลังฉากกั้น เรเชลมองแม็กกี้ที่ตอนนี้อยู่ในชุดสาวใช้ถามเธอว่า
“เป็นยังไงบ้าง”
ใบหน้าของแม็กกี้แดงเล็กน้อยก่อนจะตอบว่า
“ตอนใส่ในนั้นก็รู้สึกอายๆ อยู่บ้างเพคะแต่พอได้ลองใช้แล้วกลับรู้สึกมั่นคงและก็คล่องตัวมากขึ้นเพคะ ถึงจะรู้สึกแปลกๆ อยู่หน่อยๆ แต่หม่อมฉันมั่นใจว่าถ้าเป็นแบบนี้หม่อมฉันจะทำงานได้ถนัดขึ้นเพคะ”
เรเชลที่ได้ฟังคำตอบของแม็กกี้ก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ เธอมองแม็กกี้ตาโตถามอย่างไม่เชื่อว่า
“มัน…ดีขนาดนั้นเลยหรอ”
แม็กกี้ก้มมองหน้าอกตนเองแก้มทั้งสองข้างที่เป็นกระของเธอก็แดงระเรื่อ แม้ว่าคนที่ถามจะเป็นเด็กในการพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าคนอื่นก็ยังอดรู้สึกอายไม่ได้อยู่ดี เธอจึงได้แต่ตอบไปว่า
“ดียิ่งเพคะ หม่อมฉันเริ่มรู้สึกว่าคงจะกลับไปใส่ชุดชั้นในแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว”
เรเชลนิ่งค้างไปเพราะเธอแทบไม่อยากจะเชื่อว่าไปขอที่น่าอายแบบนี้ มันจะดีได้ขนาดนี้จริงๆ
‘หรือว่าเราจะทำรุนแรงเกินไป’
เรเชลนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าพร้อมกับรู้สึกกลัวว่าท่านพี่อาจจะเกลียดเธอแล้วก็ได้จึงรู้สึกกลุ้มอยู่ในใจ แม็กกี้ที่เห็นเจ้าหญิงเงียบไปก็ถามด้วยความสงสัยว่า
“เจ้าหญิงมีอะไรหรือเพคะ”
เรเชลนิ่งอยู่อย่างนั้นก่อนจะพูดว่า
“แม็กกี้ฉันจะขอโทษท่านพี่ยังไงดี”
“เอ๊ะ?”
“เธอบอกว่าพ่อของเธอให้เธอทำตามแผนการของเธอต่อไปได้สินะ เธอไม่แปลกใจเลยหรอที่เขาไม่ขัดขวางหรือห้ามปรามเธอเลย”
เรเวนถามเออร์วิน
“ก็แปลกใจอยู่หรอกครับแต่ผมพอรู้สาเหตุอยู่”
“สาเหตุ?”
เออร์วินพยักหน้าก่อนจะตอบว่า
“ในเช้าวันนั้นที่ผมคุยกับท่านพ่อท่านได้บอกแค่ว่าพายุกำลังจะมา และกำลังจะเกิดเรื่องขึ้นกับทวีปอาร์เคนัส ผมไม่รู้สึกว่ามันเป็นแค่การพูดเล่น ผมไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นแล้วท่านพ่อเป็นรู้เรื่องนี้ไม่ได้ยังไง แต่ผมก็ได้รู้ว่าท่านพ่อคงเล็งเห็นอะไรบางอย่างว่าถ้าเมืองไพร์ล็อกไม่มีการเปลี่ยนแปลงก็อาจยากที่จะอยู่รอดได้ในพายุนั้น”
เรเวนเงียบไปเธอเองก็ยังรู้สึกสงสัยว่าพายุที่พระราชาอัลเฟรดพูดถึงคืออะไร แต่เธอคิดว่ามันคงไม่ใช่เรื่องเล็กแน่นอน ไม่อย่างนั้นคนเป็นพระราชาคงไม่บอกให้เด็ก 10 ขวบอย่างเขาทำการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้หรอก สิ่งเหล่านี้บ่งบอกได้ว่าพระราชาผู้นี้เชื่อใจลูกชายที่แม้จะมีอายุเพียงแค่ 10 ขวบขนาดไหน เรเวนเงียบไปพักหนึ่งก็ได้ยินเออร์วินถามเธอว่า
“เมื่อคืนพี่สาวบอกใช่ไหมครับว่าจะคงไม่มีผู้หญิงคนไหนมาซื้อชุดชั้นในแบบนั้น”
พอเธอหันไปก็พบกับสายตาของเขาจ้องมาที่หน้าอกของเธอซึ่งเธอก็ตอบด้วยการสับสันมือลงที่กระบาลของเขา จนเขาต้องยกมือขึ้นกุมหัวด้วยความรู้สึกเจ็บ
“พี่สาวผมเจ็บนะ”
เรเวนมองเขาด้วยสายตาเย็นชาพร้อมกับพูดว่า
“ก็ซัดให้เจ็บน่ะสิเด็กแก่แดดอย่างเธอจะได้จำ” เรเวนมองเขาอยู่อย่างนั้นก่อนจะตอบคำถามเขา “ก็จริงน่ะสิเธอลองนึกภาพที่มีร้านขายเขาแบบนี้จะมีผู้หญิงสักกี่คนที่กล้าจะเข้าไปซื้อมัน”
เออร์วินที่มือยังกุมศีรษะอยู่เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้เธอก่อนจะถามเธอว่า
“แล้วถ้าเป็นร้านที่ถูกออกแบบมาเพื่อผู้หญิงล่ะครับ”
เรเวนรู้สึกแปลกใจในสิ่งที่เขาพูด
“ร้านที่ถูกออกแบบมาเพื่อผู้หญิง?”
เออร์วินเอามือออกจากศีรษะก่อนจะตอบว่า
“ใช่ครับพี่สาวเรานึกภาพว่าถ้ามีร้านสักร้านที่มีพนักงานเป็นผู้หญิงสินค้าในร้านก็มีแต่ของผู้หญิงจะซื้อกัน ทั้งเสื้อผ้าน้ำหอมเครื่องสำอางและเครื่องประดับรวมถึงชุดชั้นในแบบที่พี่สาวใส่อยู่นี้”
พูดถึงตรงนี้เออร์วินก็มองไปยังหน้าอกของเรเวนจนโดนเธอสับสันมือใส่กลางกระบาลจนเขาต้องกุมศีรษะเพราะรู้สึกเจ็บอีกรอบ
เรเวนเริ่มคิดตามที่เขาพูดเธอลองจินตนาการถึงร้านค้าที่มีองค์ประกอบแบบที่เขาบอก เข้าไปในร้านที่มีพนักงานเป็นผู้หญิงด้วยกัน แล้วสินค้าในร้านก็มีแต่สินค้าของผู้หญิง ทันใดนั้นเธอก็เริ่มรู้สึกถึงความแปลกใหม่และพบว่าหากมันมีร้านแบบนี้อยู่จริงมันก็จะเป็นร้านค้าที่เป็นเสมือนโลกของผู้หญิงด้วยกันเท่านั้น เธอหันไปมองเด็กชายที่ยังคงเอามือกุมศีรษะ
“เธอตั้งใจจะสร้างร้านแบบนั้นขึ้นมาจริงๆ เหรอ”
เออร์วินที่ยังคงน้ำตาลเล็ดอยู่ถามกลับว่า
“พี่สาวคิดว่าดีไหมครับถ้าจะมีร้านแบบนี้”
เรเวนกอดอกมองไปทางอื่นพร้อมกับตอบว่า
“ถ้ามันเป็นร้านแบบที่เธอว่าก็คงจะดีนั่นแหละเพราะถ้าเด็กโรคจิตเธอเข้าไปในร้านก็คงถูกไล่ตะเพิดออกมา”
เออร์วินไม่รู้จะพูดอะไรออกมาดีเพราะจนแล้วจะรอดก็ยังคงถูกเรียกว่าโรคจิต
พอตกเย็นวันนั้นลิลิธก็กลับมาที่ปราสาทหลังจากที่ฝึกซ้อมเสร็จ เมื่อกลับมาถึงเธอก็รีบมุ่งตรงไปที่ห้องโดยไม่สนใจใครเหมือนทุกที ว่ากลับมาถึงห้องเธอก็พบกับเกรซที่เตรียมน้ำให้เธออาบรออยู่ก่อนแล้ว แทนที่ลิลิธจะเริ่มอาบน้ำเธอกลับยืนอยู่เฉยๆ แล้วสายตาของเธอจ้องมองไปยังหน้าอกของเกรซ เธอรู้สึกได้ว่าวันนี้หน้าอกของเกรซภายใต้ชุดสาวใช้มันดูเด่นกว่าทุกที ก็พอเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะชุดชั้นในที่เธอให้เกรซตัดเย็บแล้วก็ลองใส่ดู แต่เธอไม่นึกว่าเกรซจะยังใส่ถึงตอนนี้
เกรซที่รับรู้ได้ถึงสายตาของลิลิธจึงยิ้มและรายงานความรู้สึกให้เธอฟังว่า
“เรียนเจ้าหญิงลิิลิธความรู้สึกที่ได้ลองใส่นั้นยอดเยี่ยมมันทำให้ความรู้สึกมั่นคงและคล่องตัวเป็นอย่างยิ่งเพคะ”
ลิลิธมองจ้องมองอกที่ตูมตั้งเธอด้วยความรู้สึกอิจฉา ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นแม้แต่ทุกครั้งที่เธอสังเกตเห็นหน้าอกของเรเวนเธอก็รู้สึกอิจฉาเช่นกัน และนี่คือหนึ่งในสาเหตุที่เธอไม่ค่อยชอบให้ผู้หญิงคนนี้อยู่ใกล้ชิดกับน้องชายเธอ
ลิลิธรู้ดีว่าเกรซนั้นเป็นคนที่จริงจังและเอาการเอางานไม่ใช่คนที่ประจบ แต่เธอก็ยังอดสงสัยไม่ได้จึงถามเกรซอีกว่า
“มันรู้สึกดีขนาดนั้นเลยเหรอ”
เกรซพยักหน้าพร้อมกับตอบว่า
“รู้สึกดีเป็นอย่างยิ่งเพคะจนหม่อมฉันไม่คิดจะกลับไปใส่ชุดชั้นในแบบเดิมอีก ทำให้วันนี้หม่อมฉันตัดชุดชั้นในเพิ่มอีกหลายชุดเลยเพคะ”
ลิลิธเงียบไปเมื่อได้ยินคำตอบส่วนเกรซที่เห็นเจ้าหญิงเงียบไปก็ไม่พูดอะไรแม้ว่าเธออยากจะถามว่าคนที่คิดชุดชั้นในแบบนี้ออกมาใช่เจ้าชายเออร์วินหรือไม่ก็ตาม ลิลิธจ้องมองหน้าอกที่นี่อิจฉาของเกรซก่อนจะถามเธอว่า
“คิดว่ามันจะขายได้ไหม”
ลิลิธเธอจำได้ว่านี่เป็นสิ่งที่เออร์วินพูดเมื่อเช้านี้แม้ว่าเธอจะรู้จากคำตอบของเกรซแล้วก็ตามว่าชุดชั้นในนี้ดีกว่าชุดชั้นในแบบดั้งเดิมที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ใช้อยู่ แต่เธอก็ยังรู้สึกว่าการที่น้องชายเธอสร้างมันขึ้นมาและตั้งใจจะขายก็ยังเป็นอะไรที่โรคจิตอยู่ดี คำถามของลิลิธทำเอาเกรซอึ้งเมื่อได้ยินคำถามก่อนจะตอบว่า
“ตอนแรกนั้นน่าจะยากนะเพคะอาจจะต้องใช้เวลาพักหนึ่งที่ผู้หญิงทั่วไปจะยอมรับ”
ลิลิธที่ได้ฟังคำตอบก็ไม่ได้พูดอะไรเธอเพียงนิ่งคิด เธอไม่รู้ว่าน้องชายของเธอนึกเพี้ยนอะไรถึงคิดจะขายของแบบนี้ แต่เรื่องเมื่อเช้านี้เธอคงต้องขอโทษเขาที่เข้าใจผิดทั้งที่เขาอธิบายเหตุผลให้เธอฟังแล้วแต่เธอเลือกที่จะไม่เชื่อ
ลิลิธหันไปมองเกรซก่อนจะถามว่า
“นี่เกรซพอดีเมื่อเช้าฉันเข้าใจผิดว่าเขาทำของแบบนี้มาเพราะความโรคจิต ก็เลยทำร้ายเขาไปฉันเลยอยากจะขอโทษเขาเธอพอมีความคิดอะไรบ้างไหม”