เสียงคำรามโหยหวนของผู้ฝึกตนก้องกังวานทั่วเก้าชั้นฟ้าสะท้านไปทั่วแคว้นทางเหนือ
ราวกับปลุกจิตสำนึกอันเลือนรางในดวงตาไร้แววของจิตมารเทพแห่งกายาศักดิ์สิทธิ์ให้กลับคืนมา
ในชั่วขณะหนึ่งภาพความทรงจำในการต่อสู้กับหายนะเพื่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ผุดขึ้นเป็นฉากๆเมื่อกวาดสายตามองผืนดินสีเลือดเบื้องล่างที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพังและซากศพ
เสียงคำรามกึกก้องด้วยความคั่งแค้นพลันระเบิดออกจากปากร่างกายของมันสั่นเทิ้มด้วยเส้นเลือดปูดโปน ใบหน้าบิดเบี้ยวจนน่ากลัว
“อ๊าก!!!”
เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวบดบี้สรรพชีวิตจนแทบขาดใจ
ครืน!
จิตมารเทพแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงที่พร่าเลือนในพริบตาพุ่งทะยานสู่เหมืองบรรพกาล ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่แตกสลายใต้ฝ่าเท้าพลังทั้งมวลหมุนวนเวียน ทำให้หินศิลาและศิลาต้นกำเนิดนับไม่ถ้วนแปรสภาพเป็นผุยผง
กลิ่นอายชั่วร้ายนั้นแผ่ซ่านจนเหล่าสัตว์บรรพกาลในเขตแดนต้องห้ามยังหวาดผวา
ในขณะนั้นเสียงเย็นยะเยือกก็ดังมาจากส่วนลึกของเขตแดนต้องห้าม
“หึผู้ฝึกกายาศักดิ์สิทธิ์ผู้ร่วมสมัยเดียวกับจักรพรรดิอู๋สื่อ!”
“อะไรกัน? เจ้าคิดจะเปิดศึกหรือ?”
จิตมารเทพถูกห้อมล้อมด้วยหมอกดำพลังสังหารพลุ่งพล่าน แต่ไร้การตอบสนองและทำเพียงดำดิ่งเข้าไปยังเขตแดนต้องห้าม
“ไม่ต้องใส่ใจเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน” สัตว์โบราณอีกตนเอ่ยขึ้นเสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความดูแคลน “เขาก็แค่ผู้แพ้ที่เกิดมาในยุคเดียวกับอู๋สื่อแม้จะมีกายาศักดิ์สิทธิ์อันเกรียงไกร แต่กลับไม่กล้าแย่งชิงความเป็นหนึ่ง”
“ครั้นสิ้นชีพแล้วจึงกล้าออกมาปั่นป่วนโลก”
“แต่ก็ยังถูกเหล่าผู้ฝึกตนขับไล่กลับมาช่างน่าขันสิ้นดี!”
“กายาศักดิ์สิทธิ์โบราณกายาศักดิ์สิทธิ์แห่งมนุษย์!”
“พวกมนุษย์จอมปลอมนั่นเมื่อถึงยามคับขันเท่านั้น ถึงจะเติมคำว่ามนุษย์ลงในกายาศักดิ์สิทธิ์”
“สายเลือดของเจ้ามิอาจสืบทอดคุณงามความดีของเจ้ามิอาจเป็นที่ประจักษ์”
“เหตุใดจึงไม่สังหารพวกมันให้สิ้นซาก?”
“จงหลอมรวมเข้ากับเขตแดนต้องห้ามแล้วอยู่เป็นอมตะกับพวกเราเถิด!”
เสียงของสัตว์อสูรโบราณราวกับมีเวทมนตร์ที่โน้มน้าวไม่ลดละกระทบไปยังจิตใจของจิตมารเทพ
ประกายแห่งสติที่เพิ่งคืนกลับมาพลันมัวหมองอีกครั้ง
“อ๊าก!”
“หุบปาก!!!”
จิตมารเทพตบฝ่ามือทำลายภูเขาอสูรนับไม่ถ้วนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น ก้อนหินระเบิดแตกกระจาย
ในลมหายใจต่อมามือของเขาก็เริ่มร่ายวิชาลับสลับซับซ้อนมากมาย โลหิตดำข้นไหลรินจากดวงตาปลดพันธนาการแห่งความชั่วร้าย
หมอกดำกลุ่มนั้นลุกโชนด้วยเปลวเพลิงสีทองส่องสว่างไปทั่วหล้าเผยให้เห็นร่างสง่างามร่างหนึ่งที่กระซิบเสียงแผ่วด้วยความไม่เต็มใจ
“อู๋สื่อ นี่… มิใช่เจตจำนงของข้า”
กายาศักดิ์สิทธิ์นั้นยืนตระหง่านบนห้วงเวหาผมดำปลิวไสว ดวงตาฉายแววแห่งความโศกเศร้าและสิ้นหวัง
ในเวลานี้โลหิตศักดิ์สิทธิ์และกฎเกณฑ์ของเขากำลังลุกไหม้วิญญาณสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ในโลกก็กำลังดับสูญ
เขาเลือก… ที่จะสลายไปตามวิถีแห่งสวรรค์
“หึๆ ช่างเป็นการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว”
“แต่ถึงอย่างไรเศษสวะนี้ก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้าง ทำให้วิถีของข้ากระจายออกไปได้มาก!”
“ตราประทับสวรรค์กำลังจะปรากฏเส้นทางสู่จักรพรรดิจะเปิดแล้ว!”
และแล้วเหมืองบรรพกาลก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
……
ณ เมืองโบราณเหยาฉือ
ภายในเรือนเล็กเหลือเพียงเศษซากปรักหักพังและรอยโลหิตสีแดงคล้ายดอกเหมยบนเตียง
เหยาซีเม้มปากแน่น ดวงตางามหมองเศร้า
เมื่อร่างของนางสัมผัสกับมู่เสินฉวนพลังด้านลบที่จิตมารเทพทิ้งไว้ก็พุ่งตรงเข้าสู่ตำหนักวิญญาณสีม่วงของนางจุดประกายไฟแห่งความปรารถนาที่นางไม่เคยมีมาก่อน
เมื่อหวนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ความอับอายก็ท่วมท้นจนหญิงสาวแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี
“ข้า…”
สีหน้ามู่เสินฉวนดูซับซ้อนไม่รู้จะเอื้อนเอ่ยสิ่งใด
พลังด้านลบที่จิตมารเทพทิ้งไว้นั้นยากจะต้านทาน
เขาเคยใช้พลังปฐมกาลแห่งความโกลาหลต่อต้านใช้โลหิตศักดิ์สิทธิ์ขจัดปัดเป่าความชั่วร้าย และใช้โพธิ์แห่งปัญญาชำระล้างจิตใจ
แต่ก็ล้มเหลว…
“ข้ารู้ เจ้ามิต้องกล่าวสิ่งใด”
เหยาซียื่นมือไปหยิบผ้าคลุมหน้ามาสวมอีกครั้งเพื่อปิดบังใบหน้างามของตัวเอง“ข้าไม่ต้องการให้เรื่องในวันนี้แพร่งพรายออกไป มิเช่นนั้นจะไม่เป็นผลดีต่อเจ้าและตัวข้า”
“ตกลง” มู่เสินฉวนพยักหน้าจากนั้นก็ก้าวออกจากเรือนเล็กไป
“…”
“ท่านผู้นำตระกูล…”
“ท่าน… ท่านสบายดีหรือไม่?”
มู่อวี่เซิงเห็นมู่เสินฉวนก้าวออกมาก็แสดงสีหน้ากังวลและลองถามด้วยความไม่แน่ใจ
“ไม่เป็นไร”
“เรื่องในวันนี้ จงเก็บเป็นความลับ”
“ไปกันเถอะ”
มู่เสินฉวนเคลื่อนร่างพาเด็กหนุ่มทะยานขึ้นไปในอากาศคว้าเอาหินที่ใช้ผนึกจิตมารเทพไปด้วย จากนั้นก็หายลับไปจากเมืองโบราณในชั่วพริบตา
…
เรื่องราวของจิตมารเทพแห่งกายาศักดิ์สิทธิ์แพร่สะพัดอย่างรวดเร็วจนกระเทือนไปทั่วทั้งสี่แคว้น
ขุมอำนาจระดับสูงนับไม่ถ้วนส่งคนใหญ่คนโตข้ามผ่านประตูมิติมา
ครานี้แคว้นเป่ยหยวนต้องสูญเสียไปอย่างมหาศาลมีผู้ฝึกตนสิบกว่าคนต้องจบชีวิตลง
ปุถุชนนั้นไม่ต้องพูดถึงสูญเสียไปจนไม่อาจประเมินค่าได้
ผืนดินทั้งผืนเปื้อนด้วยโลหิตแผ่ซ่านด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย
แต่ก็ยังดีที่ในท้ายที่สุดจิตมารเทพได้เรียกคืนสติหยั่งรู้กลับสู่เหมืองบรรพกาลและเลือกที่จะสลายไปตามวิถีแห่งสวรรค์
มิเช่นนั้นแล้วจะต้องมีผู้แข็งแกร่งล้มตายลงอีกมากมาย
วิถีของจักรพรรดิในยุคก่อนยังคงอยู่
กฎเกณฑ์อันแข็งแกร่งสะกดให้สรรพสิ่งแม้แต่ผู้ที่แข็งแกร่งกึ่งเซียนก็ยังยากที่จะปรากฏกายผู้คนมากมายล้วนปิดด่านอยู่ในโลกใบเล็กที่ตนสร้างขึ้นยากที่จะมีผู้ใดมาหยุดยั้งสิ่งนั้นได้
ขุมอำนาจที่สูญเสียมากที่สุดในครั้งนี้คือเหยาฉือ
เมืองโบราณถูกทำลายไปหลายเมืองกองศิลาที่สะสมไว้ก็กลายเป็นเศษผง
ผู้ที่รับเคราะห์ไปเต็มๆคือเหล่าผู้อาวุโสสูงสุดในระดับไฟศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาการณ์อยู่
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ เหยาซีธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งเหยาฉือกลับรอดชีวิตมาได้จากหายนะในครั้งนั้น!
เหตุผลที่แท้จริงนั้นไม่อาจทราบได้แต่ก็มีผู้รู้หลายคนคาดเดาว่า อาจเกี่ยวข้องกับกายวิถีแต่กำเนิด
เมื่อแสนกว่าปีก่อนจักรพรรดิอู๋สื่อได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับกายาศักดิ์สิทธิ์ เป็นทั้งศัตรูและมิตรทั้งต่อสู้และร่วมมือกันต้านทานหายนะ
และกายวิถีต้นกำเนิดของจักรพรรดิอู๋สื่อก็คือจุดเริ่มต้นของกายาศักดิ์สิทธิ์โบราณ นั่นเอง!
อาจเป็นเพราะจิตมารเทพได้เห็นเงาของจักรพรรดิอู๋สื่อในตัวนางจึงมิได้ลงมือสังหาร
และในขณะนี้แคว้นเป่ยหยวนได้กลายเป็นจุดรวมตัวของขุมอำนาจนับไม่ถ้วนจากทั่วหล้าไปโดยปริยาย
สถานที่ที่ครึกครื้นมากที่สุดคือบริเวณรอบนอกของเหมืองบรรพกาล
เหล่ากองกำลังที่เคยประจำการอยู่ที่นี่ล้วนถูกจิตมารเทพกายาศักดิ์สิทธิ์สังหารจนหมดสิ้นกลายเป็นดินแดนไร้เจ้าของ
การครอบครองแหล่งเหมืองจึงถูกจัดสรรใหม่
ราชวงศ์โบราณจากแคว้นจงอวี้พระพุทธจากเวิ้งทรายทางทิศตะวันตก สิบเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งจากแดนอสูรทิศใต้รวมถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์และตระกูลโบราณจากแคว้นตงฮวงต่างพากันมาปรากฏตัวและหวังที่จะได้ส่วนแบ่งจากผลประโยชน์อันมหาศาลนี้
หลังจากการเจรจาเป็นเวลาหลายวันการพูดคุยก็จบลงด้วยการแตกหัก
โลหิตของหลายชีวิตนับล้านที่หลั่งรินในวันก่อนยังไม่ทันแห้งเหือดการต่อสู้ที่นองเลือดก็กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง
นภาคร่ำครวญ ปฐพีหลั่งโลหิต
เพราะพวกเขาทุกคนรู้ดีว่าวิถีของจักรพรรดิในยุคก่อนกำลังจะจางหายไป!
ผู้ใดที่ผงาดขึ้นมาจากเส้นทางแห่งจักรพรรดิได้ผู้นั้นจักครองพิภพและเป็นอมตะชั่วนิรันดร์!