บทที่ 15 หอเมฆาเบ่งบาน
"นี่มัน!" ผู้บัญชาการกองพันอุทานออกมา
"นี่คือป้ายประจำตัวผู้าุโสูงสุดของสำนักวิหาร์!"
ผู้ตรวจการกงจี้กล่าวออกมา...นี่ช่างคล้ายคลึงกับนิทานนักแม้วิหาร์จะมิอาจเทียบได้กับวิหารเทวะสุริยันต์แต่ตัวตนของสำนักวิหาร์นั่นเพียงพอแล้วที่จะข่มขู่ผู้คนในจักวรรดิแห่งนี้ต้องรู้ว่า 4 สำนักใหญ่นั้นมีอำนาจเทียบเคียงได้กับราชวงศ์ฉะนั้นแล้วประมุขของ4สำนักใหญ่นั้นเรียกได้ว่ามีอำนาจพอกับจักรพรรดิก็มินับว่าเกินเลย!
บางทีด้วยจำนวนของผู้ฝึกตนระดับาุโของ 4 สำนักใหญ่นั้นทางราชวงศ์ต้องเป็ฝ่ายที่จะให้ความเกรงใจเสียด้วยซ้ำการแสดงป้ายของหยางอี้นั้นแทบจะทำให้ทั้งสองต้องเข่าอ่อนแต่ด้วยประสบการณ์ที่ต้องพบเจอกับตัวตนระดับสูงที่เดินทางผ่านเส้นทางมาหลายสิบปีทำให้กงจี้ควบคุมตัวเองได้และรีบถามนามของเด็กหนุ่มเบื้องหน้าทันที
"สหายน้อย มิทราบว่าสหายน้อยมีนามว่าอะไร? "
"เรียนผู้าุโ ข้านั้นนามว่าหยางอี้ ที่มาเมืองหลวงในครั้งนี้เพื่อ้าเข้าร่วมการทดสอบของวิหาร์ตามคำเชิญของผู้าุโเหล่ยโหลว"
หยางอี้กล่าวตอบอย่างสุภาพแต่ก็มิได้กล่าวเกินเลยจากกฎของการเข้าเมืองแม้แต่น้อยหลังจากได้ยินชื่อของผู้าุโเหล่ยโหลวชายชราและชายวัยกลางคนเบื้องหน้าหยางอี้กลายเป็นิ่งเงียบ
เหล่ยโหลวนั้นเป็หนึ่งในสามาุโสูงสุดของวิหาร์และยังมิค่อยออกมาพบเจอผู้ใดมีข่าวว่าตาเฒ่านี่จะอ่อนโยนต่อคนรู้จักและคุ้นเคยเท่านั้นแถมคนรู้จักที่เหล่ยโหลวนับเป็สหายยังมีน้อยยิ่งนักสำหรับคนอื่นด้วยความที่เป็ผู้คุมกฎสูงสุดของสำนักทำให้มีนิสัยแข็งกร้าวและรุนแรง
กงจี้มองสำรวจหยางอี้อย่างละเอียดจนคนข้างๆต้องกระแอมออกมา แม้ว่าหยางอี้จะเป็เพียงเด็กหนุ่มแต่จากสิ่งที่มันทั้งสองได้เห็นมาทั้งป้ายหยกและการเดินทางฝ่าป่าดับดารามาล้วนไม่ควรเสียมารยาทแก่เด็กหนุ่มคนนี้แม้เื้ัจะยังไม่ชัดเจนแต่นั้นควรจะสืบหาเอาทีหลัง
จี้กงนั้นพลันได้สติก็ยิ้มอย่างเขียมอายเดิมทีนั้นมัน้าจะสอบถามถึงภูมิหลังของหยางอี้แต่ตอนนี้มันคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วล้วนเป็การเสียมารยาทและที่สำคัญมีเื่ที่ต้องทำก่อนหน้านั้น!
" สหายน้อยหยางอี้ ตอนนี้ท่านทำตามกฎเรียบร้อยแล้วข้าจะลงบันทึกการมาถึงของท่านหากข้าจำไม่ผิดการทดสอบนั้นจะเริ่มขึ้นพรุ่งนี้ตอนเที่ยงตรง "กงจี้กล่าวกับหยางอี้อย่างสุภาพ
"ผู้เยาว์ขอขอบคุณผู้าุโทั้งสองที่ช่วยเหลือ "
"จริงสิ สหายน้อยหากท่าน้าข้าสามารถจัดหาที่พักให้ได้ "
"ขอบคุณท่านผู้ตรวจการ แต่ข้านั้น้าเดินเล่นชมเมืองหลวงเสียหน่อยจากนั้นจะหาโรงเตี๊ยมพักเอง"
"เช่นนั้นขอให้สหายน้อยสนุกกับการเดินชมเมือง เชิญ "
กงจี้พูดจบก็ผายมือให้หยางอี้ไปทางซุ้มประตูเมืองหยางอี้กล่าวลาทั้งสองอีกครั้งก่อนจะเดินหายลับเข้าไปในประตูเมือง
เมื่อหยางอี้จากไปแล้วกงจี้ไม่รอช้ารีบไปยังโต๊ะและนั่งเขียนข้อความบนกระดาษแผ่นหนึ่งก่อนจะพับใส่ซองจดหมายและเรียกทหารนายหนึ่งให้นำไปส่งยังพระราชวังอย่างเร่งด่วนทั้งสองยืนมองทหารที่เร่งนำสารไปส่งด้วยสายตาเป็กังวล
"ข้าหวังว่าจะไม่มีเื่วุ่นวายเกิดขึ้น "จี้กงกล่าวออกมาอย่างแ่เบา
"ท่านกังวลเกินไปแล้วเ้าหนูนั่นยังมิได้เข้าร่วมสำนักวิหาร์เสียหน่อยอีกอย่างดูจากนิสัยแล้วมันมิใช่คนที่จะชอบก่อปัญหาสักเท่าไหร่ "ผู้บัญชาการกองพันกล่าวออกมาตามที่คิด
"ข้าคงจะไม่กังวลเช่นนี้หากป้ายนั่นมาจากาุโอีกสองคนมิใช่เหล่ยโหลว..."หลังกล่าวออกมาทั้งสองหันมามองหน้ากันก่อนจะถอนหายใจออกมา
ภายในเมืองหลวงเต็มไปด้วยความคึกคัก ผู้คนเดินเบียดเสียดกันเต็มถนนสายหลักสองข้างทางเต็มไปด้วยแผงร้านค้าของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าสิ่งของที่นำมาวางขายนั้นมีั้แ่ราคา 10 เหรียญทองไปจนถึง100000 เหรียญทอง
หยางอี้เดินตามถนนสายหลักอันทอดยาวมองไม่เห็นจุดสิ้นสุดเพราะถูกบดบังด้วยคลื่นฝูงชนอันล้นเหลือจากกำหนดการเปิดการทดสอบรับศิษย์ใหม่ของ 4 ใน 4 สำหนักใหญ่ของจักรวรรดิสำนักวิหาร์ ทำให้เหล่ารุ่นเยาว์จากทั่วสารทิศต้องเดินทางมายังเมืองหลวงเพื่อรับการทดสอบและหวังว่าจะได้เป็หนึ่งในผู้ที่ได้เข้าร่วมกับวิหาร์เพื่อสร้างเกียรติยศให้แก่วงศ์ตระกูล
สิ่งตอบแทนต่างๆจากการเข้าร่วมวิหาร์นั้นมากมายเหนือคณาทั้งทรัพยากรที่หามิได้ ทั้งทักษะยุทธ์อันสุดแสนจะล้ำค่าและการปกป้องจากสำนักล้วนเป็เพียงสิ่งเล็กน้อยที่จะได้รับ ยังมีประโยชน์อีกมากมายให้เหล่ารุ่นเยาว์ได้ไขว่คว้าแต่ทุกสิ่งนั้นการจะได้มาล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถ!
หยางอี้เดินสำรวจชมเมืองอยู่หลายชั่วยามแม้จะแวะดูสิ่งของหลายร้านแต่ก็มิได้เจอของที่ถูกใจ อีกทั้งกลับได้พบเจอกับปัญหาแทนใน่ที่เดินเล่นนั้นหยางอี้แวะทุกที่ที่เจอโรงเตี๊ยม แต่แล้วทุกที่กลับถูกจองเต็มไปหมดเสียแล้วด้วยการหลั่งไหลเข้ามาของรุ่นเยาว์ภายในเมืองหลวงทำให้ที่พักมีไม่เพียงพอต่อการรองรับเพราะแน่นอนบางตระกูลย่อมมีผู้ติดตามมาอีกหลายคนจนใน่หลังการเดินเล่นชมเมืองของหยางอี้กลับกล ายเป็การหาที่พักไปแทนแต่ก็ต้องผิดหวังเพราะทุกที่ล้วนเต็มแน่นไปด้วยผู้คน
“ข้าดันลืมนึกถึงปัญหานี้ไปเสียได้ถ้ารู้เช่นนี้ข้าคงจะรับข้อเสนอของผู้ตรวจการไปแล้ว ”
หยางอี้เดินบ่นพึมพำไปเรื่อยๆ ในใจกลับคิดว่าคืนนี้คงต้องหาต้นไม้หรือเก๋งในส่วนหย่อมของเมืองสักที่เป็ที่พักเสียแล้วสายตาของชายหนุ่มสอดส่องไปเรื่อยๆเพื่อหาจุดที่เหมาะแก่การค้างแรม
จริงอยู่ระดับพลังปราณของหยางอี้ไม่จำเป็ต้องพักผ่อนก็ได้แต่สิ่งที่ชายหนุ่มมิอยากเสียไปนั้นคือการบ่มเพาะพลังปราณภายในมิติพิเศษ ซึ่ง 1คืนภายนอกนั้นเท่ากับ 5 วันในมิติพิเศษ
แม้จะเป็ข้อดีอันมหาศาลของสมบัติชิ้นนี้ก็จริงเพียงแต่ข้อจำกัดที่น่าหงุดหงิดของมันคือการที่เมื่อเข้าสู่มิติพิเศษแล้วกายหยาบภายนอกจะไร้การป้องกันไปชั่วขณะแม้จะสามารถััถึงภายนอกได้แต่ด้วยช่องว่างระหว่างมิติและเวลาทำให้ััของหยางอี้ถูกลดทอนไปกว่า9 ส่วน ซึ่งหากมิมีสิ่งใดเข้ามาในระยะ 2 เมตรหยางอี้จะไม่สามารถััถึงมันได้เลย
นั่นเป็เหตุผลว่าทำ่เวลาที่ผ่านมาหยางอี้จึงเลือกถ้ำที่สามารถปิดสนิทหรือที่พักอันปลอดภัยเท่านั้นจึงเข้าสู่มิติพิเศษระยะเวลาภายในป่าดับดารา 6 เดือน หยางอี้มีเวลาฝึกเพียง่หลังจากเจอกับกู่เทียนชางอย่างเต็มที่เพราะก่อนหน้านั้นต้องคอยหลบหลีกสัตว์อสูรทำให้ไม่สามารถปลดการระวังตัวลงได้
ความ้าของหยางอี้ในการฝึกนั้นมีมากล้นแม้จะเตรียมใจที่จะต้องค้างแรมกลางแจ้งไว้แล้วแต่สายตาก็ยังคงสาดส่องมองหาที่พักอยู่ตลอดท้องฟ้ายามเย็นเริ่มกลายเป็สีแดงเข้มจากแสงดวงตะวันที่เริ่มลาลับขอบฟ้าผลักดันความมืดเข้าปกคลุมท้องนภา่เวลาสุดท้ายก่อนจะถอดใจสายตาของชายหนุ่มพลันเหลือบไปเห็นป้ายอันใหญ่โตที่เริ่มเรืองแสงขึ้นมาท่ามกลางความมืดของค่ำคืน
หยางอี้มองไปยังป้ายที่ทำจากคริสตัลเรืองแสงด้วยความสนใจก่อนจะค่อยเดินตรงไปยังที่แห่งนั้น สถานที่แห่งนี้อยู่ไกลจากตัวชายหนุ่มพอสมควรที่สังเกตพบเจอนั้นย่อมมาจากการเรืองแสงของป้ายหินคริสตัลด้านหน้า
“หอเมฆาเบ่งบาน!“
นั่นคือตัวอักษรที่สลักบนป้ายส่องแสงนั่นหยางอี้เดินมาถึงสักพักแล้วแต่ชายหนุ่มยังคงจ้องมองเข้าไปยังหอแห่งนี้อยู่ด้านนอกตัวหอเป็ทรงกลมสูง3 ชั้น ความกว้างนับว่ามีไม่น้อย หยางอี้ลองสังเกตรอบๆพบว่าตึกต่างๆบริเวณนี้เป็ของหอเมฆาเบ่งบานทั้งหมด
สิ่งที่ทำให้หยางอี้ยังคงยืนอยู่ด้านหน้านั้นมิใช่สิ่งใดเลยนอกเสียจากความเริศหรูอลังการของหอเมฆาเบ่งบานทุกส่วนล้วนถูกประดับประดาด้วยอัญมณีอย่างหรูหราสวยงามหลังจากสังเกตมาครู่หนึ่งหยางอี้พบว่าผู้คนที่เข้าออกนั้นล้วนเป็คนที่มีเงินเหลือใช้จากการแต่งตัวรวมถึงผู้ติดตาม บางคนถึงกับมีรถม้าหรูหรามาจอดรอรับ
สิ่งที่หยางอี้กังวลมิใช่การใช้จ่ายเงินที่มีอยู่แต่กลับเป็ว่าเงินที่มีอยู่จะพอให้ใช้จ่ายหรือไม่ต่างหากหลังจากตรวจนับเหรียญทองภายในแหวนมิติอีกครั้งแล้วจึงพบว่ามีเหลืออยู่ประมาณ12,000 เหรียญทองหยางอี้จึงตัดสินใจเดินเข้าไปภายในหอด้วยความคิดที่ว่าที่พักจะหรูหราสักเพียงใดคงมิเกิน10,000 เหรียญทองเป็แน่ เพราะหลังจากวันนี้ตัวเขาก็คงมิจำเป็ต้องใช้จ่ายไปอีกพักใหญ่จนกว่าจะถึงตอนนั้นค่อยหาเพิ่มยังมิสาย
หยางอี้ค่อยๆก้าวเท้าเข้ามาภายในหออย่างช้าๆ พร้อมสังเกตโดยรอบไปด้วยชายหนุ่มคิดในใจว่าที่นี่เมื่อเข้ามาภายในความหรูหราคงจะเทียบได้กับพระราชวังเลยกระมังเดินเข้ามาไม่นานก็มีหญิงสาวหน้าตาสายงามทรวดทรงเย้ายวนออกมาต้อนรับด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวาน
“ยินดีต้อนรับสู่หอเมฆาเบ่งบานเ้าค่ะ ”หยางอี้เพียงพยักหน้าเล็กน้อยวางมาดเคร่งขรึมยังมิทันเอ่ยปากถามราคาค่างวดหญิงสาวเบื้องหน้ากลับเอ่ยปากออกมาอีกครั้ง
“ไม่ทราบว่าคุณชาย้าพักที่หอเมฆาเบ่งบานของเรากี่วันเ้าค่ะ ”
หญิงสาวผู้นี้มิกล่าววาจาอ้อมค้อมกลับตรงเข้าประเด็นทันทีทำให้หยางอี้ตั้งตัวมิทันได้แต่ยิ้มเจื่อนๆก่อนจะกล่าวถามออกมาอย่างสุภาพ
“พี่สาวมิทราบว่าราคาที่พักของหอเมฆาเบ่งบานนั้นคืนละเท่าไหร่?”เมื่อได้ยินนางหลุดขำออกมาเล็กน้อยทำให้หยางอี้ถึงกับหน้าขึ้นสีจางๆ
“ขออภัยเ้าค่ะ ราคาที่พักของหอเมฆาเบ่งบาน สำหรับห้องชั้น 3 คืนละ 40,000เหรียญทองชั้นสอง 25,000 เหรียญทอง และชั้น 1 คือ 15,000 เหรียญทองเ้าค่ะ ”เมื่อฟังจบหยางอี้ถึงกับเหงื่อแตกพลางคิดในใจ
‘บัดซบนี่มันแพงเกินไปแล้ว ’
เมื่อเห็นอาการของหยางอี้หญิงสาวเข้าใจทันทีหนุ่มน้อยผู้นี้คงจะมีเงินมิเพียงพอเป็แน่นางยิ้มหวานก่อนจะเอ่ยออกมา
“ที่อื่นภายในเมืองนี้เห็นทีคงจะเต็มหมดแล้วข้าคิดว่าตอนนี้คงจะมีเพียงหอเมฆาเบ่งบานของเราที่สามารถต้อนรับคุณชายได้ ”
หยางอี้ไม่แปลกใจเื่นี้เพราะตัวเขาเองเดินหามาทั้งวันแล้วยังมิได้ที่พักแต่จะทำอย่างไรเล่าในเมื่อเขามีเงินมิเพียงพอต่อห้องชั้น 1 และด้วยซ้ำสุดท้ายชายหนุ่มก็จนใจคิดว่าคงจะต้องหาต้นไม้สักต้นเป็ที่พักพิงในคืนนี้จึงกล่าวออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“กล่าวตามตรงพี่สาว ข้านั้นก็้าพักที่นี่เพียงแต่เงินของข้ามิเพียงพอขอบคุณพี่สาวที่ช่วยบอกราคาแก่ข้า”หยางอี้พูดจบก็เตรียมจะหันกายเดินออกจากหอเมฆาเบ่งบานแต่หญิสาวเบื้องหน้ากลับเอ่ยออกมาเสียก่อน
“ ฮิๆ คุณชายที่หอของเรามีบริการรับซื้อหรือจำนำสิ่งของมีค่าต่างๆด้วยไม่ทราบว่าคุณชายสนใจหรือไม่เ้าค่ะ ”
หยางอี้มองไปยังหญิงสายอีกครั้งด้วยความงุนงงที่พักแบบใดกันถึงมีการกระทำเช่นนี้ หรือแท้จริงแล้วที่นี่คือโรงจำนำ?
เมื่อเห็นอาการของหยางอี้หญิงสาวมิได้แปลกใจเธอกลับบอกถึงกิจการต่างๆของหอเมฆาเบ่งบานให้กับหยางอี้ฟังเมื่อได้ยินหยางอี้ถึงกับตกตะลึง นี่มันเป็แหล่งสูบเงินชัดๆ
ที่หอเมฆาเบ่งบานแห่งนี้มิได้เป็เพียงที่พักเท่านั้นจะพูดให้ถูกที่พักเป็เพียงเื่รองรับและอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าเสียมากกว่าเพราะหอเมฆาเบ่งบานนั้นมีธุรกิจมากมายที่ล้วนทำเงินได้มหาศาล ไม่ว่าจะเป็การพนันต่างๆ ร้านอาหาร สุราเริศรส โรงประมูล แม้กระทั่งหอนางโลมก็ยังมีให้บริการหยางอี้เข้าใจแล้วว่าเหตุใดจึงมีโรงรับซื้อและจำนำของมีค่านักพนันเมื่อเสียแล้วล้วนอยากได้คืนทำให้ของมีค่าต่างๆล้วนถูกนำมาจำนำหรือขายให้กับทางหอและสุดท้ายก็จากไปด้วยตัวเปล่า
ส่วนของมีค่าเ่าั้จะไปไหนเสียนอกจากเข้าสู่โรงประมูลเมื่อคิดๆดูแล้วทุกกิจการของหอล้วนเกื้อหนุนกันเป็วัฎจักรหากคนผู้หนึ่งเข้ามาภายในหอเมฆาเบ่งบานแห่งนี้ด้วยเงินกองเท่าูเา หยางอี้มั่นใจว่าคนผู้นั้นสามารถกลับออกไปตัวเปล่าได้ด้วยเช่นกันแม้ดูเหมือนที่นี่จะเป็สถานที่มั่วสุมของพวกคนรวยแต่หยางอี้ก็อดชมเชยเ้าของหอเมฆาเบ่งบานมิได้ที่คิดเครื่องมือสูญเงินชั้นยอดเหล่านี้มารวมกันได้อย่างลงตัว
แต่สิ่งที่หยางอี้สนใจมากเป็พิเศษคือหอเดิมพันในส่วนของสนามประลองซึ่งเป็การเดิมพันกันด้วยการต่อสู้ หอแห่งนี้ดึงดูดหยางอี้เป็อย่างมากจากที่ฟังมาจากหญิงสาวต้อนรับสนามต่อสู้ของหอเมฆาเบ่งบานนั้นเต็มไปด้วยยอดฝีมือและผู้มีอำนาจมากมายในเมืองหลวงซึ่งเป็สถานที่สำหรับชายหนุ่มผู้ทะเยอทะยานเช่นตัวเขาอย่างแท้จริง
หยางอี้ตัดสินใจติดตามหญิงสาวต้อนรับไปยังโรงจำนำได้มิยากนักยังไงเสียเขาก็้าที่พักและแวะไปยังสนามประลองเสียหน่อยอีกทั้งดวงจิตอสูรของหยางอี้ที่เก็บมาจากป่าดับดารานั้นมีเยอะจนแทบจะเต็มแหวนเก็บของเสียแล้ว
หยางอี้เดินตามมาไม่นานก็ถึงตึกโรงจำนำ ภายในเป็เพียงห้องโถงห้องใหญ่แต่ในห้องโถงนั้นกลับเต็มไปด้วยสิ่งของมีค่ามากมายวางเรียงอยู่ตามชั้นบ้างตู้กระจกบ้างส่วนลึกสุดเป็เพียงโต๊ะสี่เหลี่ยมหักมุมที่ตั้งอยู่ติดกับผนัง ด้านในโต๊ะมีชายชราในชุดขาวคนหนึ่งกำลังนั่งหลับตาอยู่
“ ฮิฮิ คุณชายนี่โชคดีจริงๆหากมาช้ากว่านี้เพียงครึ่งชั่วยามท่านจะต้องรอต่อแถวอีกยาวเป็แน่ ” หญิงสาวเบื้องหน้ากล่าวออกมาพลางหัวเราะ
“ ทำไมหรือพี่สาว ” หยางอี้ถามออกมาด้วยความสงสัย
“ นั่นเพราะตอนนี้เป็เวลาที่ใกล้จะจบการประลองรอบแรกแล้วผู้ที่เสียจนหมดตัวล้วนมีมากมายที่้าได้คืน… ”
เมื่อเดินมาถึงโต๊ะรับแลกเปลี่ยน ชายชราก็ถอนหายใจก่อนจะลืมตาขึ้นอย่างเบื่อหน่ายแต่เมื่อเห็นมีเพียงหญิงสาวที่ทำหน้าที่ต้อนรับหน้าหอและเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเดินตามมาทำให้ประหลาดใจเล็กน้อย
“หืม อ่อใช่สินี่ยังมิถึงเวลาที่เ้าพวกน่ารำคาญจะมากัน ”
‘’ผู้าุโ คุณชายท่านนี้้านำของมาขายเ้าค่ะ “หญิงสาวต้อนรับพูดออกมาอย่างสุภาพก่อนจะผายมือให้กับหยางอี้เมื่อส่งหยางอี้ถึงมือผู้าุโประจำโรงจำนำซื้อขายแล้วนางก็ขอตัวกลับไปทำหน้าที่ต่อทันที
ชายชรามองดูหยางอี้อย่างเฉื่อยชา ตนนั้นทำงานนี้มาหลายปี่เวลาที่เหล่านักพนันจะมานั้นคือเวลาจบการเดิมพันของแต่ละรอบซึ่งนับเป็เื่น่าวุ่นวายอย่างมาก ด้วยจำนวนคนและความร้อนใจกลัวจะกลับหอเดิมพันไม่ทันทำให้เื่วุ่นวายมักเกิดขึ้นส่วนเวลาอื่นนั้นล้วนเป็เวลาพักผ่อนของชายชราแต่ชายชราก็มิได้ใส่ใจมากนักเพียงคิดว่าหยางอี้เป็เด็กเหลือขอบุตรหลานคนร่ำรวยที่หนีออกมาเล่นพนันเท่านั้น
“ เอาล่ะเ้าหนุ่มอย่ามัวชักช้า มีอะไรจะขายก็นำออกมา แต่ขอเตือนไว้ก่อนหากของที่เ้านำออกมานั้นไร้สาระข้าจะโยนเ้าออกจากหอเมฆาเบ่งบานทันที”ชายชรากล่าวออกมาอย่างรำคาญใจส่วนหยางอี้ทำเพียงยิ้มจางๆก่อนจะเดินมายังโต๊ะเบื้องหน้าชายชรา
แกร่กๆ แกร่กๆ
เสียงวัตถุบางอย่างกลิ้งกระทบกับโต๊ะที่ใช้ในการประเมินราคาสิ่งของที่หยางอี้เพียงสะบัดมือหนึ่งทีดวงจิตสัตว์อสูรทั้งหมดก็พลันออกจากแหวนมิติมาปรากฏบนโต๊ะเบื้องหน้าด้วยจำนวนของมันทำให้เกิดเป็ูเาจำลองขนาดย่อมชายชราที่ทำตัวเฉื่อยชาเหมือนจะหลับแหล่มิหลับแหล่อยู่ตลอดเวลาจนบัดนี้การกระทำของหยางอี้ช่วยถ่างตามันขึ้นโดยสมบูรณ์มิหนำซ้ำตาของมันยังโตเสียยิ่งกว่าไข่ห่านปากอ้าจนทารกมุดเข้าไปได้
“ อ้า น นี่!”
แกร่ก แกร่ก แร่กเสียงบางอย่างค่อยๆกลิ้งออกมาจากกองดวงจิตสัตว์อสูรและต้นตอของเสียงนั้นเองทำให้ชายชราแทบจะเข่าทรุดลงกลับพื้นหลังจากนิ่งอึ้งมานานมันจึงค่อยๆเงยหน้ามองหยางอี้อย่างช้าๆใบหน้าของมันเริ่มผุดเหงื่อเม็ดโตขึ้นมา
ด้านหยางอี้เพียงยิ้มบางเมื่อเห็นสิ่งที่กลิ้งออกมาจากกองนั่นคือสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังมองหา ก้อนหินที่ส่องแสงรองๆสีแสดขนาดเท่ากำปั้นนั่นคือดวงจิตสัตว์อสูรระดับ์นั่นเอง!
“ อ่า หาตั้งนาน...อันนี้ผู้เยาว์มิได้ขาย ที่จริงมีอีกอันหนึ่งที่ข้ามิขายต้องขออภัยผู้าุโด้วยโปรดรอผู้เยาว์สักครู่”
ชายชรากลืนน้ำลายอึกใหญ่เด็กหนุ่มผู้นี้เป็ใครเมื่อนึกถึงคำพูดตนเองก่อนหน้านี้ชายชราอยากจะย้อนเวลากลับไปตบปากตนเองเสียจริงๆชายชราพลันคิดว่าเนื่องจากคำพูดของตนก่อนหน้านี้ทำให้หยางอี้นึกอยากจะเอาคืนจึงหยอกล้อตนเช่นนี้
ความจริงหยางอี้มิได้ตั้งใจจะแกล้งให้ชายชราใแต่อย่างใด แต่เนื่องจากชายหนุ่มมิได้สนใจในดวงจิตอสูรมากนักเพราะจำนวนที่เขามีอยู่นั้นนับว่าเหลือเฟือแล้วในการใช้บ่มเพาะยามจะใช้เพียงแค่หยิบๆออกมา เมื่อได้ชิ้นใหม่ก็โยนๆเข้าแหวนไปทำให้มันปะปนกันมั่วไปหมด
ในตอนนี้เขาจึงนำมันออกมาทั้งหมดและมองหาเพียงดวงจิตสัตว์อสูรระดับ์เท่านั้นซึ่งจะมีประโยชน์ต่อเขาในอนาคตส่วนระดับปฐีนั้นตอนนี้เป็ระดับที่เหมาะสมในการบ่มเพาะของหยางอี้ที่สุดเพราะมีความหนาแน่นของพลังปราณอยู่มากและเป็ระดับที่หยางอี้สามารถฝืนทนรับได้
แต่่เวลานี้หยางอี้้าสำรองเงินไว้ใช้จ่ายในอนาคตอีกทั้งหลังจากนี้หนึ่งเดือนต้องกลับเข้าป่าดับดาราที่ชุกชุมไปด้วยสัตว์อสูรระดับสูงหยางอี้จึงตัดสินใจกลับไปเก็บเกี่ยวเอาภายหลังหรือบางที่อาจารย์ของเขาอาจจะมีเหลือเยอะจนโยนทิ้งโยนขว้างได้เสียด้วยซ้ำ
ชายชรามองดูการกระทำของหยางอี้ด้วยความใจจดใจจ่อหน้าผากของมันนั้นเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อผุดขึ้นมาเต็มใบหน้านี่มิใช่สถาณการณ์ที่มันจะทนรับไหว ดวงจิตสัตว์อสูร...วัตถุที่เป็แหล่งจ่ายพลังปราณให้แก่สัตว์อสูรซึ่งอยู่ในตัวสัตว์อสูรแม้ว่าสัตว์อสูรจะมีจำนวนมากมายล้นเหลือในโลกแห่งนี้ แต่จำนวนผู้ล่าล่ะ?มิได้มีผู้มากความสามารถมากมายเช่นนั้น
ระดับต่ำสุดของดวงจิตอสูรคือระดับก่อกำเนิดซึ่งอยู่ภายในตัวสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดเช่นกันซึ่งแม้จะเป็ระดับต่ำสุดมันก็มีค่าอยู่ไม่น้อยเพราะการจะล่าสัตว์ระดับนี้ย่อมต้องเป็ผู้ฝึกยุทธ์ในระดับเดียวกันหรือสูงกว่าแต่อาชีพของนักล่านั้นถือว่ามีน้อยมากเนื่องจากผู้ฝึกยุธย์ที่ไม่ประสบความสำเร็จในวัยเยาว์ส่วนมากนั้นก็ก้าวไปถึงเพียงระดับก่อกำเนิดขั้นสูงหรือดีหน่อยก็ระดับก่อตั้งจิตขั้นต่ำ ั้แ่ขั้นกลางขึ้นไปนั้นมีความสามารถพอจะเป็ผู้ฝึกสอนในสำนักเล็กๆแล้ว!ดังนั้นผู้ที่จะมาเสี่ยงอันตรายออกล่าสัตว์อสูรนั้นถือว่ามีน้อยมากทำให้ดวงจิตสัตว์อสูรนับเป็ของราคาสูงพอสมควร
ส่วนพวกรุ่นเยาว์หรือพวกที่ประสบความสำเร็จในการฝึกพลังปราณนั้นลืมเื่การออกล่าไปได้เลยเพราะคนพวกนี้หากมิเป็บุตรหลานคนมีฐานะก็เข้าร่วมกับสำนักมีชื่อทำให้มีทรัพยากรอยู่เพียงพอและไม่จำเป็ต้องออกมาโลกภายนอก
สูงขึ้นไปอีกระดับคือเหล่าบุคคลระดับสูง เช่นกันย่อมมิเปลืองแรงมาออกล่าสัตว์ระดับต่ำสำหรับบุคคลเหล่านี้ดวงจิตระดับต่ำล้วนมิมีความหมายนั่นทำให้ชายชราตาลุกวาวเมื่อเห็นกองดวงจิตสัตว์อสูรจำนวนมากที่กองอยู่เบื้องหน้านับดูคร่าวๆมากกว่า200 ก้อน! แต่มันก็เริ่มแปลกใจและหัวใจเต้นระรัวเมื่อสังเกตเห็นดวงจิตระดับก่อตั้งจิต...จิตใจของมันนั้นล้วนเบิกบานเป็อย่างมาก หากนำเอาดวงจิตพวกนี้มาขายแน่นอนว่าราคาย่อมดีแต่ก็ยังมิดีเท่าการประมูล!แม้แกนธาตุระดับก่อกำเนิดจะเป็ระดับต่ำแต่นั่นก็เพียงพอจนเหลือล้นแล้วสำหรับให้ผู้มั่งคั่งทุ่มเงินเพื่อนำไปประคบประหงมบุตรหลานั้แ่เยาว์วัยแต่ใบหน้าของมันก็เริ่มซีดเซียวเมื่อเห็นในกองนี้ยังมีกระทั่งดวงจิตอสูรระดับปฐี!นี่มันเกินไปแล้ว! เด็กหนุ่มผู้นี้เป็ใครกันแน่?
หนึ่งต้องรู้ว่าสัตว์อสูรนั้นมิเหมือนมนุษย์หากเทียบกันแล้วในระดับเดียวกันสัตว์อสูรย่อมแข็งแกร่งกว่าเพราะพวกมันมีสัญชาตญาณอันหน้าสะพรึง แม้มนุษย์จะมีความคิดและปัญญาที่สูงกว่าแต่อย่าลืมว่าสัตว์อสูรยิ่งระดับสูงยิ่งมีสติปัญญามากยิ่งขึ้นสำหรับสัตว์อสูรระดับปฐีมิใช่เื่ง่ายแล้วที่จะล่ามันแม้ผู้ฝึกปราณระดับปฐีมาเองยังมิกล้าดวลเดี่ยวกับพวกมันเลย
ความจริงเมื่อเห็นดวงจิตระดับปฐีที่มีมูลค่ามหาศาลแล้วกระทั่งสำนักใหญ่ยังใช้เป็รางวัลใหญ่ในการประลองหรือภารกิจระดับสูงมิใช่ทรัพยากรที่สามารถหามาได้โดยง่าย แต่เบื้องหน้าของมันนี่เล่า !จากที่นับดูคร่าวๆ มีอยู่เกือบ 10 ก้อน! แล้วจะมิให้มันตื่นตระหนกได้อย่างไรและแล้วเมื่อมันเห็นก้อนวัตถุสีแสดกลิ้งหลุนๆมาเบื้องหน้ามันก่อนที่เด็กหนุ่มผู้นี้จะเอามือมาคว้าจับกลับไปนั่นทำให้หัวใจมันแทบจะวาย ไอปราณที่แผ่ออกมาความเข้มข้นนี้...ระดับที่ความเข้มข้นเหนือกว่าระดับปฐีจะเป็อะไรไปได้? มันคือดวงจิตสัตว์อสูรระดับ์!
สัตว์อสูรระดับ์คืออะไร? มันคือาาที่ปกครองพื้นที่ต่างๆของป่ามันมิใช้สัตว์อสูรสามัญ แต่คำเรียกของมันคือ าา!
“ เจอแล้ว ” หยางอี้กล่าวออกมาหลังจากสังเกตไอปราณที่ตีกันมั่วไปหมดภายในกองสัตว์อสูรแม้จะเป็พลังปราณที่เข้มข้นแต่เมื่ออยู่ท่ามกลางพลังปรานจำนวนมากทำให้มันสับสนปนเปกันไปหมดหยางอี้เอื้อมมือออกไปเขี่ยดวงจิตก้อนอื่นออกก่อนจะหยิบออกมาก้อนหนึ่งมันเป็สีฟ้าครามสดใสและแน่นอนมันคือระดับ์เช่นกัน!ชายชราเมื่อเห็นมันก็แทบจะเป็ลมหมดสติ น นี่ ยังมีอีกหนึ่งก้อน...มิใช่มีเพียงก้อนเดียว!
แน่นอนว่าก้อนแรกคือของาาเสือดำที่หยางอี้สังหารลงได้และอีกหนึ่งคือที่กู่เทียนชางมอบให้มาเมื่อได้แล้วหยางอี้เก็บทั้งสองกลับเข้าแหวนมิติทันทีก่อนจะเอ่ยกลับชายชราเบื้องหน้า
“ เรียบร้อย ทั้งหมดนี้ขอให้ผู้าุโตีราคาให้ข้าด้วย ”
ชายชราพลันได้สติจากเสียงเรียกของหยางอี้หลังจากใจนแทบหมดสติมันก้มลงมองกองดวงจิตสัตว์อสูรที่กองพะเนินอยู่เบื้องหน้าสลับกับชายหนุ่มมันเองก็แปลกใจมิใช่น้อยเพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนมีค่าสำหรับรุ่นเยาว์ที่ฝึกฝนพลังปราณมันลอบสำรวจแต่กลับไม่พบพลังปราณจากตัวหยางอี้แม้แต่น้อยหลังจากครุ่นคิดมันก็ตระหนักได้ถึงบางสิ่งที่ทำให้มันหน้าซีดเผือด
‘ หรือว่าเ้าหนุ่มนี้ระดับสูงเกินกว่าจะใช้ดวงจิตพวกนี้? ’
หากเป็เวลาอื่นมีใครมาพูดว่าพบเจอรุ่นเยาว์ที่ระดับสูงจนมิจำเป็ต้องใช้ดวงจิตสัตว์อสูรแม้กระทั่งระดับปฐียังมิมีค่าพอมันคงจะหัวเราะเยาะและบอกว่ามันผู้นั้นบ้าอย่างแน่นอนแต่บัดนี้เมื่อมองไปยังกองเบื้องหน้าทำให้มันมิกล้าคิดเช่นนั้นแล้ว
‘ อ่า นี่มิใช่เื่เล็กน้อยแล้ว! ’
“ เรียนคุณชาย ราคาของพวกนี้ชายแก่เช่นข้ามิสามารถตัดสินได้ขอคุณชายโปรดรอสักครู่ ข้าจะรีบไปตามผู้ดูแลหอมาพบท่าน! ”
ชายชรากล่าวออกมาอย่างสุภาพผิดกับตอนแรกอย่างเห็นได้ชัด มันทำให้หยางอี้ประหลาดใจอีกครั้งตัวเขาเปรียบเสมือนเด็กบ้านนอกอีกทั้งของพวกนี้มันก็ได้มาโดยมิได้ยากเย็นมากนักส่วนใหญ่ก็เป็กู่เทียนชางโยนๆมาให้เก็บไว้ทำให้มันมิได้รู้เลยว่าราคาของพวกมันสูงส่งเพียงใด
ตึก ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าคนสองคนกำลังวิ่งขึ้นมาชั้นบนของหอเมฆาเบ่งบานอย่างเร่งร้อนก่อนจะมาหยุดอยู่หน้าห้องห้องหนึ่ง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“ เชิญ ”
หลังจากเสียงเคาะประตูจบลงเสียงตอบรับจากภายในห้องก็ดังออกมาส่วนสองคนที่เร่งร้อนมามิใช่ใครอื่นคือชายชราที่ทำหน้าที่ดูแลโรงจำนำและหญิงสาวที่ทำหน้าที่ต้อนรับอยู่ที่ห้องรับรองนั่นเองซึ่งก่อนจะมาชายชราได้ไปตามให้หญิงสาวนั้นขึ้นมาด้วยกัน
เมื่อเปิดประตูเข้ามาเบื้องหน้าทั้งสองเป็ห้องทำงานที่กองเต็มไปด้วยใบกระดาษมากมายและเื้ัโต๊ะนั้นเป็ชายวัยกลางคนหน้าตาคมคายคนหนึ่งกำลังนั่งตรวจใบกระดาษต่างๆที่กองอยู่บนโต๊ะ
เมื่อผู้มาใหม่ก้าวเข้าห้องมาชายวัยกลางคนก็ละงานในมือก่อนจะเอ่ยถามออกมาอย่างเรียบเฉย
“ มีอะไรหรือ จงเสียน ”
ชายชราจงเสียนผู้ถูกถามเร่งตอบคำถามทันที พร้อมทั้งเล่าเื่ราวต่างๆที่ตนเจอมาให้กับชายวัยกลางคนฟังด้านชายวัยกลางคนนั้นขณะฟังไปด้วยก็มีสีหน้าประหลาดใจไปด้วยเช่นกันส่วนหญิงสาวที่ทำหน้าที่ต้อนรับเองก็ใไม่น้อย จนสุดท้ายเมื่อถูกถามเข้าเพราะตนเป็ผู้พบกับหยางอี้เป็คนแรกนางจึงได้บอกถึงจุดหมายของหยางอี้ให้แก่ทั้งสองฟังซึ่งทั้งสองกลับประหลาดใจเข้าอีกครั้งเด็กหนุ่มผู้นี้เพียง้าหาที่พักและมีเงินไม่พอจึงไปยังโรงจำนำ...แต่สิ่งของที่นำออกมาเพื่อขายกลับเป็ดวงจิตอสูรจำนวนมาก
ทั้งสองต่างมีคำถามในใจ หากเพียง้าที่พักจำเป็ต้องนำออกมาเพียงนั้นเชียวหรือ?แต่เื่จำนวนมิใช่ประเด็นสำคัญเพราะที่สำคัญคือระดับของมันต่างหาก!หลังจากฟังเื่ราวจนจบแล้วชายวัยกลางคนสั่งให้หญิงสาวกลับไปทำหน้าที่ส่วนตัวเขาและชายชราจงเสียนก็เร่งไปพบหยางอี้ที่โรงจำนำทันที
ระหว่างทางจงเสียนกลับเอ่ยปากถามขึ้นมา
“ท่านผู้ดูแล ท่านคิดว่าจะเป็คนเดียวกลับที่ทางราชวงศ์ส่งสารมาหรือไม่ขอรับ? ”
“ข้ายังไม่มั่นใจแต่มีความเป็ไปได้ถึง 8 ส่วนอย่างไรเมื่อทราบนามของเขาเราก็จะรู้ได้ทันที! ”
แท้จริงแล้วหลังจากสารของกงจี้ถูกส่งไปยังราชวงศ์ได้ไม่นาน ทางราชวงศ์ก็ส่งสารลับถึงขุมกำลังต่างๆภายในเมืองหลวงให้คอยระวังหยางอี้เอาไว้ยิ่ง่นี้เป็การทดสอบของสำนักวิหาร์ทำให้มีรุ่นเยาว์จากต่างเมืองเข้ามากันอย่างคับคั่งมิต้องสงสัยเลยว่าพวกรุ่นเยาว์ที่มีความสามารถลูกหลานบุคคลระดับสูงย่อมอวดเบ่งยกตนข่มท่านอย่างแน่นอน
เื่ต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นมิใช่ทางราชวงศ์กลัวสำนักวิหาร์จนหดหัวเพียงแต่ป้ายนั้นเป็ของเหล่ยโหลวตาแก่ผีเข้าผีออกเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายและไม่เคยไว้หน้าใครอีกทั้งยังได้ความเคารพสูงจากสำนักวิหาร์แม้จะมิกลัวแต่มิเป็ศัตรูย่อมดีที่สุด! หากหลีกเลี่ยงได้ย่อมต้องหลีกเลี่ยงเพราะมันเป็เวลาเพียงมิกี่วันเท่านั้นไม่คุ้มค่าหากจะปล่อยให้มีเื่ผิดพลาดเกิดขึ้น!
่เวลาที่สารลับมาถึงหอเมฆาเบ่งบานบังเอิญจงเสียนนั้นอยู่กับผู้ดูแลพอดีจึงได้รับรู้เื่นี้หลังจากที่ชายชราจงเสียนจากไปหยางอี้ก็นั่งรออยู่ภายในห้องโถงโรงจำนำพร้อมกับไล่มองของที่ถูกวางไว้ตามชั้นไปด้วยซึ่งก็เป็เวลาเพียงไม่นานนักเพราะจงเสียนนั้นมิได้ชักช้าเมื่อออกไปก็ตรงไปพาตัวหญิงสาวต้อนรับขึ้นไปพบผู้ดูแลทันที
หลังจากหยางอี้ไล่มองสำรวจสิ่งของไปบางส่วนคนสองคนก็ก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องโถงจงเสียนเดินเข้ามาหาหยางอี้เพื่อแนะนำผู้ดูแลให้กับหยางอี้
“คุณชาย...ตาแก่ผู้นี้เรียกว่าจงเสียน ส่วนท่านนี้คือผู้ดูแลหอเมฆาเบ่งบานแห่งนี้นามว่าปู้หยุน ” จงเสียนนั้นมัวแต่ใและรีบวิ่งออกไปหาปู้หยุนจึงมิได้แนะนำตนเองและถามไถ่นามของหยางอี้ซึ่งปกติเขาก็มิเคยถามผู้ใดอยู่แล้วเพราะเมื่อลงมือซื้อขายกันจะต้องทำสัญญาเป็ลายลักษณ์อักษรทุกครั้ง
หยางอี้ยิ้มออกมาอย่างสุภาพให้แก่จงเสียนและค้อมตัวให้แก่ทั้งสองก่อนจะเอ่ยออกมา
“ผู้าุโสุภาพเกินไปแล้ว ผู้เยาว์นั้นนามว่า หยางอี้! ”
หลังจากจบคำของหยางอี้ทั้งสองกระจ่างทันทีถึงเื่ที่สงสัยระหว่างทางมาตอนนี้เป็ที่แน่ชัดแล้วว่าเด็กหนุ่มเบื้องหน้าคือคนเดียวกับที่ราชวงศ์บอกมาเมื่อเป็เช่นนั้นทั้งสองมิแปลกใจแล้วว่าหยางอี้นั้นมีดวงจิตสัตว์อสูรมากมายได้เช่นไร
“ หอเมฆาเบ่งบานของเรายินดีต้อนรับคุณชายหยาง เื่ราคาของดวงจิตอสูรนั้นข้าปู้หยุนจะจัดการอย่างเป็ธรรมแน่นอนขอคุณชายสบายใจได้ ”
ปู้หยุนเอ่ยวาจาอย่างสุภาพ ซึ่งจงเสียนก็มิได้แปลกใจปู้หยุนนั้นเป็ผู้ได้รับมอบหมายให้ดูแลสถานที่แห่งนี้ย่อมมิใช่ตัวตนอันต้อยต่ำ ที่ผ่านมาแม้กับผู้มีอิทธิพลจะกล่าววาจาอย่างสุภาพแต่ก็มิเคยอ่อนลงให้แก่ผู้ใดมิฉะนั้นแล้วหอเมฆาเบ่งบานคงล่มสลายไปนานแล้ว
ปู้หยุนนั้นบอกให้หยางอี้นั่งรอสักครู่ก่อนจะแยกตัวไปยังกองดวงจิตที่กองอยู่บนโต๊ะของจงเสียนเพื่อตรวจสอบ
หยางอี้นั้นนั่งรออยู่ครึ่งชั่วยามปู้หยุนก็เดินกลับมาพร้อมกับกระดาษหนึ่งใบซึ่งเป็รายการและราคาของดวงจิตที่หยางอี้นำมาขายและเมื่อมองดูรายการจนไล่ไปถึงราคาถึงกับทำให้หยางอี้ตาโต
ระดับก่อกำเนิด 87 ก้อน 174,000 เหรียญทอง(2,000)
ระดับก่อตั้งจิต 36 ก้อน 360,000 เหรียญทอง(10,000)
ระดับปฐี 7 ก้อน 1,400,000 เหรียญทอง(200,000)
รวม 1,934,000
“ล้านเก้าเหรียญทอง...รายได้แต่ละปีของจวนเ้าเมืองเพียงสองแสนเท่านั้น!”หยางอี้เมื่อรู้ตัวก็หยุดพูดเพียงยิ้มกระหย่อมเท่านั้นส่วนปู้หยุนนั้นเดินไปรับถาดเหรียญจากจงเสียนจึงมิได้ยินที่หยางอี้หลุดปากออกมาหยางอี้เมื่อเห็นรายการแล้วก็นึกย้อนกลับไปได้แต่ถอนหายใจเพราะครั้งแรกที่เขานำดวงจิตของหมาป่าทมิฬไปขายกลับได้เพียงก้อนละไม่กี่ร้อยเหรียญทองเท่านั้นมันทำให้รู้ว่าตนโดนหลอกเสียแล้ว
‘ ข้านี่ยังอ่อนต่อโลกเสียจริง’
ปู้หยุนกับจงเสียนเดินกลับมาพร้อมกับถาดใบใหญ่สองใบที่มีเหรียญทองจำนวนมากวางอย่างเป็ระเบียบอยู่้า
“นี่คือเหรียญทองจำนวน 1,934,000 เชิญคุณชายหยางตรวจนับ”ปู้หยุนกล่าวออกมาแต่หยางอี้เพียงยิ้มเล็กน้อยก่อนจะกวาดมือผ่านเก็บเหรียญทองทั้งหมดเข้าสู่แหวนมิติ
“ ข้าเชื่อใจพวกท่าน”ทั้งสองยิ้มออกมาเช่นกันก่อนที่ปู้หยุนจะกล่าวออกมา
“ คุณชายถือเป็แขกพิเศษ ทางหอเมฆาเบ่งบานขอต้อนรับคุณชายเพื่อเป็การขอบคุณ”ปู้หยุนพูดจบก็วางกุญแจห้องพักชั้น 3 ให้แก่หยางอี้โดยบอกว่าสามารถอยู่ได้จนพอใจหยางอี้แม้พยายามปฏิเสธหลายครั้งแต่สุดท้ายก็รับมา
หลังจากจบเื่แล้วปู้หยุนก็ขอตัวจากไปส่วนจงเสียนนั้นเรียกหญิงรับใช้มาเพื่อนำหยางอี้ไปยังหอเดิมพันตามคำขอของหยางอี้
ภายในห้องทำงานของผู้ดูแลปู้หยุนหลังจากกลับมาก็จัดการกับกองใบรายการต่างๆของธุรกิจของหอเมฆาเบ่งบานทว่ากลับบังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดจิตใจเกิดความกังวลผิดปกติทำให้สุดท้ายก็ต้องวางมือลง
“ เห็นทีหลังจัดการรายการชุดนี้แล้วข้าคงต้องไปหอเดิมพันเสียหน่อย ”