บทที่ 2 ถูกปล้น
ลู่หลีรู้สึกใเมื่อพบว่า ตัวเองมาอยู่ในพื้นที่ที่ไม่รู้จัก
พื้นที่นั้นไม่ใหญ่ มีเพียงแค่รอบ ๆ ตัวเขาห่างไปหนึ่งจั้ง*[1] ส่วนที่เหลือปกคลุมไปด้วยหมอกขาวหนา มองไม่เห็นทิวทัศน์ภายนอก เหนือศีรษะมีแสงแดดและท้องฟ้าสีครามพร้อมเมฆสีขาว
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าค่อนข้างนุ่ม ดินก็ไม่ใช่ดินร่วนสีเหลืองธรรมดา แต่เป็สีดำที่มีแสงระยิบระยับจาง ๆ ตรงกลางพื้นที่รัศมีหนึ่งจั้ง มีต้นอ่อนสูงสี่ถึงห้านิ้ว ต้นอ่อนนั้นก็มีแสงระยิบระยับเช่นกัน ไม่รู้ว่าเป็พืชชนิดใด
ทันใดนั้น ความรู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำก็แล่นเข้ามา
ลู่หลีพลันรู้สึกตื่นตระหนก ด้วยความรีบร้อน เขาจึงพุ่งตรงไปที่ 'หมอกขาว'
โครม!
หมอกขาวที่ดูเหมือนนุ่มราวกับสำลีกลับแข็งกว่าเหล็กเสียอีก เขาชนมันจนล้มก้นจ้ำเบ้า
"ที่นี่ที่ใด ปล่อยข้าออกไป..." ลู่หลีหน้าแดงก่ำ ร้องะโอย่างยากลำบาก
วูม!
จู่ ๆ พื้นที่ก็สั่นะเื
ชั่วพริบตานั้น ลู่หลีรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองจมลงไปในน้ำลึกแล้ว เขาเผลอกลืนน้ำในแม่น้ำเข้าไปหลายอึก ก่อนจะตะเกียกตะกายว่ายน้ำไปที่ฝั่ง
เมื่อกลับขึ้นฝั่ง ลู่หลีก็สำลักออกมาอย่างหนัก หายใจหอบแรง รู้สึกเหมือนรอดตายอย่างหวุดหวิด
"ลิงโคลน เ้าจมน้ำได้อย่างไรกัน" เฉินจงเห็นท่าไม่ดี จึงรีบว่ายน้ำตามกลับมา
"อย่า อย่าไป รีบไปตามฉินโซ่วกลับมา ข้างล่างนั้นมีผี" ลู่หลีพูดอย่างเหนื่อยหอบ
“ผีหรือ” เ้าอ้วนเฉินมองลู่หลีอย่างไม่แน่ใจ “แดดเปรี้ยงขนาดนี้จะมีผีที่ไหน”
“อย่าพูดมาก!” ลู่หลีพูดอย่างเด็ดขาด ไม่ยอมให้โต้แย้ง “รีบเรียกเขากลับขึ้นมา เร็วเข้า! แล้วก็เซี่ยงอวิ๋น ไม่ต้องล้างตัวแล้ว รีบกลับไปกับข้าเดี๋ยวนี้!” สิ่งนั้นมันแปลกเกินไป เขากลัวว่าทุกคนจะเป็อันตราย
“ก็ได้” เฉินจงไม่เคยเห็นลู่หลีทำสีหน้าจริงจังแบบนี้มาก่อน จึงรีบเรียกฉินโซ่วเหรินกับหลี่เซี่ยงอวิ๋นขึ้นมาจากน้ำทันที
ฉินโซ่วเหรินเองก็ยังคงสงสัย แต่เห็นสีหน้าของลู่หลีไม่ดีจึงไม่พูดอะไรต่อ ทั้งสี่คนเดินกลับหมู่บ้านต้าสือไปด้วยกัน
เฉินจงกับฉินโซ่วเหรินเป็คนี้เี ทั้งยังเช้าอยู่ กลัวว่าถ้ากลับไปแล้วจะถูกจับไปต้อนวัว จึงแกล้งเดินอืดอาดกันอยู่ตลอดทาง
ส่วนลู่หลีนั้นเอาแต่ครุ่นคิดจึงเดินช้าเช่นกัน ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกแสบร้อนที่มือซ้าย เมื่อครู่ใจนลืมดูแผล
แต่เมื่อมองไปที่ฝ่ามือซ้าย ดวงตากลับเบิกกว้างด้วยความใ “นี่มันอะไรกัน! ของบ้า ๆ นี่โผล่มาบนมือข้าั้แ่เมื่อใดกัน!”
ลู่หลีเพิ่งเห็นว่า บนฝ่ามือของเขามีรูปหอคอยสามชั้นสีเขียวปรากฏขึ้น
ลู่หลีลองเอามือถูดู แต่ก็พบว่ามันลอกไม่ออก เหมือนกับเป็รอยสักมากกว่า ทำเอาเขาใจหายวาบ “หรือว่าจะโดนผีสิงจริง ๆ!”
เื่นี้ทำให้เขาอดนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใต้น้ำไม่ได้ ในใจได้แต่ร้องว่างานนี้คงโดนผีพรายเล่นงานเข้าให้แล้ว คงต้องหาโอกาสไปหานักพรตในเมืองให้ช่วยดูเสียแล้ว
“เ้าลิงโคลน เ้ากำลังทำอะไรอยู่น่ะ” ฉินโซ่วเหรินเห็นลู่หลียืนนิ่งอยู่กับที่ จึงเดินกลับมาหา
“ปะ เปล่า...” ลู่หลีฝืนยิ้มออกมา
“เ้า เ้าคงไม่ได้โดนผีหลอกจริง ๆ ใช่หรือไม่”
“ไม่...” ลู่หลีกำลังจะอธิบาย ทันใดนั้นเขาก็เห็นตาแก่คนหนึ่งเดินออกมาจากทางเดินเล็ก ๆ ในป่า นักพรตคนนั้นดูท่าทางน่าจะอายุประมาณเจ็ดสิบแปดสิบปีได้ แก่กว่านักพรตของสำนักชิงหยางที่เจอในเมืองหลงสิงเมื่อครู่เสียอีก
ร่างกายของอีกฝ่ายผอมและหลังค่อม สวมชุดคลุมยาวสีฟ้าอ่อน ผมหงอกสีขาวรุงรัง บนใบหน้ามีจุดด่างดำอยู่ประปราย ดูราวกับใกล้จะลงโลงเต็มที ถ้าไม่ติดว่าด้านหลัง...
เขาถือกระบี่มือขวา มือซ้ายถือแส่หางม้า ลู่หลีคงคิดว่าอีกฝ่ายเป็ผีแน่ ๆ
ถึงอย่างนั้นลู่หลีก็ยังรู้สึกขนลุก
ด้านหน้าฉินโซ่วเหรินกับหลี่เซี่ยงอวิ๋นที่กำลังเดินอยู่ก็หยุดลง เฉินจงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ เอ่ยเสียงเบาเหมือนยุงบินขึ้นมาว่า "นี่เซียนหรือผีกันแน่"
สิ้นเสียง นักพรตชราก็หรี่ตามองเฉินจงทันที ทำเอาเฉินจงใจนเกือบปล่อยปัสสาวะราด รีบหลบไปด้านหลังลู่หลีทันที
ลู่หลีคิดว่าแม้คนผู้นี้จะดูน่ากลัว แต่การแต่งกายดูเป็คนดี เขาจึงรวบรวมความกล้าเดินเข้าไป ค้อมศีรษะให้นักพรตชรา "คะ…คาราวะ ท่านผู้าุโ"
นักพรตชราก้มมองลงมา แม้จะอายุมากแล้วดวงตาก็ยังไม่ขุ่นมัว เขาจ้องมองลู่หลี "หนุ่มน้อย พวกเ้า... กำลังไปที่ใดกัน" คำเอ่ยนั้นแหบแห้ง
ลู่หลีไม่กล้าสบตา ก้มหน้าตอบ "พวกเรามาจากหมู่บ้านต้าสือ เพิ่งเข้าร่วมพิธีปลุกรากิญญาของสำนักชิงหยาง ตอนนี้กำลังจะกลับหมู่บ้านขอรับ"
"กลับหมู่บ้าน?" ดวงตาของนักพรตชราเป็ประกาย "พวกเ้าไม่มีใครปลุกรากิญญาสำเร็จเลยหรือ"
"ใช่ขอรับ ท่านผู้าุโ"
"เช่นนั้น... ให้ข้ามอบโอกาสแก่พวกเ้าเป็อย่างไร"
"โอกาส?" ลู่หลีไม่เข้าใจ
"สำนักชิงหยางก็แค่ชื่อเสียงภายนอก ไปกับข้า ข้าจะพาพวกเ้าไปฝึกตนเป็เซียนดีหรือไม่?"
"ฝึกตนเป็เซียน!" ลู่หลียังไม่ทันได้พูด ฉินโซ่วเหรินก็ร้องออกมาเสียก่อน
"อืม ข้ามีวิธีให้พวกเ้าได้ฝึกตนเป็เซียนได้ พวกเ้าอยากไปหรือไม่?"
"อยาก ข้าอยาก..." ฉินโซ่วเหรินพยักหน้ารัว
“ดี งั้นพวกเ้าตามข้ามาเถิด” นักพรตชราได้ยินดังนั้นก็เผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมาทันที พูดจบก็หันหลังเดินเข้าไปในเส้นทางเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าด้านหลัง
“ผู้าุโ ท่านพอจะให้เวลาพวกเรากลับไปบอกผู้ใหญ่ที่บ้านสักคำได้หรือไม่” ฉินโซ่วเหรินเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะไปก็รีบะโไล่หลังไป
ได้ยินดังนั้นนักพรตชราจึงหยุดฝีเท้า แล้วหันกลับมา “ข้าออกท่องยุทธภพ ย่อมทำทุกอย่างตามวาสนา พวกเ้าอยากจากไป นั่นก็หมายความว่าวาสนาขาดกัน เข้าสำนักเซียนของข้าไม่ได้”
ได้ยินดังนั้น นอกจากลู่หลีแล้ว ฉินโซ่วเหริน เฉินจง และหลี่เซี่ยงอวิ๋นต่างก็ทำสีหน้าลำบากใจ
ส่วนลู่หลีไม่ได้แสดงสีหน้าลำบากใจ ไม่ใช่ว่าอยากไปกับนักพรตชรา เพียงแต่รู้สึกว่านักพรตชราผู้นี้มีบางอย่างผิดปกติ แต่ผิดปกติตรงไหน เขาก็พูดไม่ได้
ลู่หลีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจไม่เสี่ยง ั้แ่เด็กเขาชอบอ่านจดหมายเหตุและเื่เล่าแปลกประหลาด บ่อยครั้งที่เห็นหนังสือบรรยายถึงภูตผีปีศาจที่จำแลงกายเป็มนุษย์ลงจากเขาเพื่อหลอกลวงเด็ก ๆ ไปกินเนื้อก็รู้สึกกลัว จึงโค้งคำนับแล้วกล่าวว่า
“ผู้าุโ พวกข้าแม้มีใจฝึกตนเป็เซียน แต่กลับไร้วาสนา ขออภัยที่รบกวนท่านแล้ว” พูดจบก็ส่งสายตาให้กับทั้งสาม “พวกเรากลับกันเถอะ”
ในบรรดาพวกเขา ลู่หลีเป็คนหัวดีที่สุด เวลาเจอเื่อะไรมักจะให้ลู่หลีเป็คนตัดสินใจ ครั้งนี้เห็นลู่หลีตัดสินใจเด็ดขาดเช่นนี้ แม้ในใจจะสงสัย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถาม ต่างก็โค้งคำนับให้กับนักพรตชรา กล่าวขออภัย จากนั้นจึงเดินตามลู่หลีไปอีกทาง
“ไม่รู้จักดีชั่ว!”
ลู่หลีและคนอื่น ๆ เพิ่งจะเดินไปได้ไม่กี่ก้าว จู่ ๆ นักพรตชราก็นำกระดาษสีเหลืองที่ม้วนอยู่ออกมาแล้วสะบัดไปทางพวกเขา กระดาษสีเหลืองนั้นก็พุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ลู่หลีและคนอื่น ๆ ยังไม่ทันได้ตอบสนองก็ถูกหมอกสีขาวหนาทึบปกคลุมไปทั่ว
เพียงแค่สามลมหายใจ พวกเขาก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะ ร่างกายล้มลงกับพื้น
นักพรตชราไม่แม้แต่จะมองก็หันหลังเดินเข้าไปในป่า ไม่นานนักรถม้าก็ออกมาจากป่า นักพรตชราก้มตัวลงเก็บลู่หลีและคนอื่น ๆ ขึ้นรถม้าทีละคนเหมือนกำลังเก็บขยะ
จากนั้นก็ขับรถม้าหายไปบนเส้นทางเล็ก ๆ ในป่า
[1] หนึ่งจั้ง = 3.33 เมตร