ในป่าทึบยามค่ำคืน ไอแซคทรุดตัวลงกับพื้น หอบหายใจหนัก ร่างกายเต็มไปด้วยรอยบาดแผลจากการต่อสู้ เลือดไหลซึมออกจากแขนเสื้อที่ขาดวิ่น ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่เขายังพยายามประคองสติ ไม่ให้หมดสติไปเสียก่อน
ผู้บัญชาการสูงสุดของหน่วยพิเศษยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเขา เผชิญหน้ากับชายปริศนาในชุดคลุมดำที่ยืนอยู่ตรงข้าม ใต้เงาหมวกคลุมของชายปริศนา มีเพียงรอยยิ้มเร้นลับที่ปรากฏให้เห็น ข้างกายผู้บัญชาการ มาดามเอสเทอร์ยืนอย่างสงบนิ่ง แววตาเยือกเย็นจับจ้องไปที่ชายตรงหน้า
สายลมในป่ากระพือแรง ใบไม้ไหวสะท้านไปทั่วบริเวณ บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด ต่างฝ่ายต่างยืนนิ่ง คล้ายกำลังรอให้ใครสักคนทำลายความเงียบงันนี้
ทันใดนั้น ผู้บัญชาการรู้สึกถึงบางอย่าง บางสิ่งกำลังเกิดขึ้นที่เมืองหลวง
"จะไม่กลับไปจริงหรือ? ถ้าไม่ทำตอนนี้ สิ่งที่แกพยายามสร้างมาทั้งหมดคงสูญเปล่า"
น้ำเสียงของชายปริศนาไม่เร่งร้อน ไม่มีการบังคับ มีเพียงการทบทวนให้ผู้บัญชาการพิจารณา ซึ่งทำให้ผู้บัญชาการลังเลไปชั่วขณะ
"หืม..." ชายปริศนาแค่นเสียงเมื่อเห็นท่าทีลังเลของอีกฝ่าย "ดูเหมือนแกยังไม่แน่ใจสินะ ถ้าอย่างนั้น ฉันคงต้องช่วยให้แกตัดสินใจได้ง่ายขึ้น"
ชายปริศนาแสยะยิ้มก่อนพูดต่อ "ถ้าแกยังยืนยันจะเล่นงานพวกเรา... ฉันก็สามารถถ่วงเวลาแกให้นานพอ นานพอให้ทุกอย่างที่แกสร้างมา พังพินาศไปต่อหน้าต่อตา"
ได้ยินเช่นนั้น แววตาของผู้บัญชาการเปลี่ยนไป ความลังเลถูกกลืนหายไปกับตัดสินใจที่แน่วแน่ เขาตัดสินใจเร่งกลับไปที่เมืองหลวงพร้อมกับเอสเทอร์
ชายปริศนาเห็นดังนั้นจึงยิ้มบางๆ ก่อนเดินไปหาไอแซคที่ยังคงทรุดอยู่กับพื้น เขาก้มลง ใช้มือกระชากแขนให้ยืนขึ้น ใบหน้าของไอแซคบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
ก่อนจะหยิบแผ่นจานตะกั่วออกมา และกระซิบบางสิ่งลงไป
ในชั่วพริบตา ร่างของทั้งคู่พลันเลือนหายไป เหมือนภาพวาดที่ถูกลบออกจากผืนผ้าใบ
……
บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวอันหนักอึ้งแผ่ซ่านออกมาอย่างไร้ที่มา ไร้เหตุผล และไร้ขอบเขต พื้นที่ที่เคยถูกตัดขาดจากโลกภายนอกบัดนี้ทะลวงทลาย เสียงจากภายนอกแว่วเข้ามาอีกครั้ง
นักฆ่าชะงักกึก ร่างสั่นสะท้าน สัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวที่ลึกล้ำยิ่งกว่าสัญชาตญาณใดๆ ความกลัวที่แทรกซึมเข้าไปถึงแก่นวิญญาณ
ชาร์ลส์กระตุกนิ้วเพียงครั้งเดียว
แขนของนักฆ่าบิดเบี้ยวในทันที ราวกับมีเชือกที่มองไม่เห็นกระชากและบิดกระดูกให้หักผิดรูป เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังก้องไปทั่ว
ด้วยความตระหนก นักฆ่ารีบปลดล็อกกุญแจออก ทำลายมนตร์ที่กั้นห้องไว้จากโลกภายนอก มือสั่นระริกล้วงเข้าไปในอกเสื้อ ดึงสร้อยคอที่มีจี้รูปนิ้วโป้งขึ้นมา อมมันไว้ในปาก ก่อนจะพุ่งตัวทะลุผ่านกำแพงหายไปราวกับเป็นเพียงควัน
ไม่นานหลังจากนั้น เสียงฝีเท้าวิ่งดังมาตามระเบียง ทหารยามหลายนายวิ่งเข้ามาในห้อง พบโจเซฟนอนบาดเจ็บสาหัส และชาร์ลส์ที่นั่งนิ่ง ดวงตาเหม่อลอย
"มันยังไม่ตาย..." เสียงกระซิบแผ่วเบาของทหารนายหนึ่งลอยแว่วมา คำพูดที่เหมือนจะจางหาย แต่กลับทิ้งความหนาวเหน็บไว้ในอากาศ
ทหารยามสองนายชักมีดออกมา แล้วพุ่งตรงไปที่ร่างของโจเซฟที่นอนบาดเจ็บ แววตาเต็มไปด้วยเจตนาร้าย
แม้ดวงตาของชาร์ลส์จะเหม่อลอย แต่เขากลับเห็นทุกอย่างชัดเจน รับรู้ถึงเจตนาชั่วร้ายที่แผ่ซ่านออกมาจากทหารทั้งสอง นิ้วมือของเขากระตุกเบาๆ
"อะไรนะ?" ทหารยามคนหนึ่งอุทานออกมา
ทันใดนั้น ร่างของทหารทั้งสองลอยขึ้นกลางอากาศ ราวกับถูกเชือกที่มองไม่เห็นกระชากขึ้น
บิดร่างกายจนเสียงกระดูกหักดังลั่นออกมา เลือดไหลออกทางจมูก ชีวิตดับสิ้นในความทรมาน
โจเซฟมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความหวาดกลัวปนเศร้า อยากจะช่วยปลุกสติชาร์ลส์ แต่ร่างกายอ่อนแรงเกินกว่าจะขยับ ได้แต่มองดูสหายที่กำลังถูกครอบงำ
เสียงฝีเท้าวิ่งดังมาตามระเบียง เอ็ดเวิร์ดและมิแรนดาวิ่งเข้ามาในห้อง ชะงักกึกเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ศพทหารที่ถูกบิดจนผิดรูป โจเซฟที่นอนจมกองเลือด และชาร์ลส์ที่นั่งนิ่งด้วยดวงตาสีดำสนิท
"ช่วย...ชาร์ลส์..." เสียงแผ่วของโจเซฟดังขึ้น แม้จะเป็นคำขอร้องแต่สภาพของเขาเองก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน
เอ็ดเวิร์ดกับมิแรนดาสบตากัน ตัดสินใจแยกกันจัดการ เอ็ดเวิร์ดส่งขวดยารักษาให้มิแรนดา มือของเขาสั่นเล็กน้อยขณะยื่นขวดไป ความกังวลฉายชัดบนใบหน้า
มิแรนดารีบคุกเข่าลงข้างร่างของน้องชาย มือสั่นเล็กน้อยขณะเปิดจุกขวดยา หยดของเหลวสีทองอมแดงเทลงบนบาดแผล
ขณะเดียวกัน เอ็ดเวิร์ดพุ่งตัวไปหาชาร์ลส์ที่นั่งนิ่งอยู่ในห้องขัง ดวงตาสีดำสนิทของชายหนุ่มจ้องเหม่อไปในความว่างเปล่า ริมฝีปากขยับพึมพำบางสิ่งที่ไม่มีใครได้ยิน บรรยากาศรอบกายแผ่ซ่านความหวาดกลัวอันไร้ที่มา
"ชาร์ลส์!" เอ็ดเวิร์ดตะโกนเรียก แผ่พลังของเขาไปกระตุ้นชายหนุ่ม "ตื่นขึ้นมา! อย่าปล่อยให้มันครอบงำ!"
แต่เสียงของเขากลับถูกกลืนหายไปในความเงียบ ตัวตนร้ายที่กำลังครอบครองร่างของชาร์ลส์ต่อต้านการแทรกแซง เส้นด้ายที่มองไม่เห็นโยงใยพันรัดทุกสิ่งในห้องราวใยแมงมุมยักษ์
มิแรนดาลุกขึ้นยืน ใช้พลังความน่าจะเป็นขับเคลื่อนโชคที่บังเกิดรอบตัว ทำให้เส้นเอ็นที่มองไม่เห็นเหล่านั้นพลาดเป้า ไม่โดนเธอและน้องชายที่นอนอยู่เลย
อากาศในห้องหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ความกดดันบีบรัดจนแทบหายใจไม่ออก เส้นใยเริ่มรัดรอบข้อมือข้อเท้าของเอ็ดเวิร์ด การเคลื่อนไหวทุกอย่างเริ่มติดขัด ราวกับต้องฝ่าผ่านน้ำข้น แม้แต่การยกแขนยกขาก็กลายเป็นเรื่องยากลำบาก
ส่วนทางมิแรนดาแม้จะดีกว่า แต่ก็ไม่สามารถขยับตัวได้กว้างนัก มิเช่นนั้นก็อาจจะถูกด้ายพันนั้นตรึงร่างไปด้วย
เอ็ดเวิร์ดไม่ยอมแพ้ เขายังคงกระตุ้นชาร์ลส์ผ่านคำพูดที่แทรกพลังเขาไปเรื่อยๆ แต่สิ่งที่ได้มากลับเป็นเสียงหัวเราะเยาะหยัน เอ็ดเวิร์ดจำเสียงหัวเราะนั้นได้ มาจากมหาชีวิตในบ้านหลังนั้น
"ชาร์ลส์!" เอ็ดเวิร์ดตะโกน "นึกถึงสภาพของหญิงสาวผู้นั้นไว้ เธอต้องต่อต้านมัน ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นเหมือนหญิงสาวคนนั้น!"
เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังก้องในห้อง เย้ยหยันความพยายามของพวกเขา เส้นเอ็นพุ่งออกมาจากความว่างเปล่ามากขึ้นเรื่อยๆ ไปพร้อมกับเวลาชีวิตที่หดสั้นลง
'มิแรนดา ช่วยใช้ความน่าจะเป็นเปิดโอกาสให้ที' เอ็ดเวิร์ดส่งความคิด 'อาจะเข้าไปประชิดชาร์ลส์ เมื่ออากระซิบใส่เขา ให้หลานใช้อาณาเขตชะตาช่วยเขาต่อต้านอิทธิพลของมหาชีวิตตัวนั้นซะ'
ม่านตาของมิแรนดาขยายขึ้น พร้อมกับหัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน 'ไม่ได้ ถ้าเป็นตัวตนมหาชีวิตจริง มันก็สายเกินไปแล้ว เราต้องฆ่าเขาที่กำลังจะกลายเป็นร่างจุติเดี๋ยวนี้เลย'
'ช่วยที! ให้โอกาสสุดท้ายกับเขา' สายตาเอ็ดเวิร์ดยังคงจับจ้องชาร์ลส์ 'แต่ถ้าไม่ได้ผล... อาจะเป็นคนลงมือฆ่าเขาด้วยตนเอง'
มิแรนดามองเอ็ดเวิร์ด สลับไปมากับชาร์ลส์ เม็ดเหงื่อบนหน้าผากไหลรินออกมา เธอกัดฟันแน่น 'ก็ได้'
สิ้นเสียงตอบรับในหัว เอ็ดเวิร์ดสะบัดร่างออกจากเส้นด้ายในทันที ด้วยความช่วยเหลือจากพลังความน่าจะเป็นของหลานสาวตนเอง วิ่งเข้าไปหาชาร์ลส์ หลบหลีกพลังล่องหนที่ยึดตึงห้องนี้ด้วยสัญชาตญาณที่เพิ่มขึ้น
กระทั่งเขาไปถึงตัวชายหนุ่ม กระซิบผ่านลูกกรงเหล็กเสียงสูงข้างหู
"ฟื้นสติ..." เสียงกระซิบแผ่วเบาดังออกมา ดังคำเชิญชวนหอมหวานของปีศาจ
ด้วยเสียงกระซิบแฝงพลังของเอ็ดเวิร์ด และอาณาเขตชะตาของมิแรนดา ดวงตาที่ดำสนิทของชาร์ลส์ ตอนนี้มีม่านตาของมนุษย์ปรากฏออกมา
เอ็ดเวิร์ดถูกตัวตนร้ายที่ควบคุมร่างของชาร์ลส์ผลักกระเด็นออกไป จากนั้นใบหน้าเส้นเอ็นสีโลหิตปรากฏออกมาจากความว่างเปล่า มันยกร่างของเอ็ดเวิร์ดที่เพิ่งกระเด็นออกขึ้นมา ส่วนมิแรนดาก็ไม่รอด เท้าของเธอลอยขึ้นจากพื้นเหมือนคนถูกแขวนคอ
จากสถานการณ์ที่เลวร้าย ก็ได้เลวร้ายลงไปอีก คอของทั้งสองกำลังถูกบิดไปด้านหลัง พวกเขาพยายามต่อต้าน แต่ก็ไร้ผล
ชาร์ลส์ที่มีสติมองดูเหตุการณ์ พยายามช่วยพวกเขา แต่ร่างกายของเขาตอนนี้กลับไม่ใช่ของเขาอีกแล้ว เขาควบคุมมันไม่ได้ ถึงอย่างนั้นสติของเขายังคงอยู่
เขาได้ใช้พลังของตนเองทำให้ตัวตนนั้นหันมาสนใจเขา แต่ก็ยังไม่ได้ผล มหาชีวิตตนนั้นยังคงหัวเราะเยาะ ด้วยเสียงที่น่ารังเกียจปนกับความหวาดกลัวที่แผ่ออกมา
ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง ชายหนุ่มตัดสินใจลองสิ่งที่เขาไม่เคยลองมาก่อน
"คำ.. ทำ.. นา.." หนึ่งประโยค แต่หาใช่ภาษาปกติ แต่เป็นภาษาของอาณาจักรมหาบาป
"ปล่อยพวกเขาซะ" เขายังคงพูดต่อไป พูดในภาษาที่เขาไม่เคยเรียนรู้มาก่อน
เสียงหัวเราะหยุดลง มันเริ่มหันสายตามาทางเขา
ชาร์ลส์เพิ่มความสนใจของตนเองขึ้นอีก โดยการกลืนกินสติสัมปชัญญะของมหาชีวิตตรงนี้ ทว่าแทนที่จะเป็นความอิ่มเอมและความพึงพอใจที่ตอบสนองต่อพลังได้ สิ่งที่ปนมากลับเป็นความบ้าคลั่ง สิ้นหวังและหวาดระแวง
ห้วงอารมณ์เหล่านี้ถาโถมเข้าสู่สมองของชายหนุ่ม ดวงตาห้อเลือดและไหลออกมาเป็นน้ำตาเลือด ตามด้วยจมูก ปาก และใบหูก็เช่นเดียวกัน
ความทุกข์ทรมานกัดกินเขา จนชาร์ลส์แทบอยากจะเอาหัวของตนเองไปโขกกับกำแพงให้ตายทันที
ตัวตนร้ายละความสนใจจากเอ็ดเวิร์ดและมิแรนดา หันหน้ามามองเขาให้เต็มสองตาโลหิตของมัน
"น่าสนใจ" มันพูดออกมา "ภาษาจากมหายุค... น่าสนใจ"
คำพูดเหล่านั้นชาร์ลส์ไม่ได้ยิน เขากำลังถูกความบ้าคลั่งเข้าครอบงำจากการกลืนกินสติของตัวตนมหาชีวิต ส่วนเอ็ดเวิร์ดและมิแรนดา แม้จะตกอยู่ในช่วงนาทีของชีวิต คำพูดพวกนั้นพวกเขาได้ยิน แต่กลับฟังไม่ออก
"เจ้าเป็นใครกัน" มันอ้าปากแลบลิ้นออกมา รูปร่างนั้นเหมือนกับเถาวัลย์เนื้อ ยื่นมาสัมผัสหน้าผากของร่างที่มันพยายามจะยึดครอง
ทันทีที่ลิ้นมันสัมผัสหน้าผากของชาร์ลส์ก็กระตุกออกโดยทันที พร้อมกับกรีดร้องดังลั่น ชาร์ลส์ที่คืนสติจึงต่อต้านและขับไล่มันออกไป
เสียงร้องของชาร์ลส์สั่นสะเทือนไปทั่วห้อง เลือดที่ไหลจากดวงตาและจมูกกลายเป็นไอระเหยกลางอากาศ ก่อตัวเป็นม่านหมอกสีแดงเข้ม ห้อมล้อมร่างของเขาไว้
ภายในจิตใจของชาร์ลส์ เขากำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงอารมณ์อันแสนบิดเบี้ยว ความทรมาน เสียงกรีดร้องนับพันถาโถมเข้าใส่จิตใจและฉีกกระชากวิญญาณของเขา
"ยอมแพ้เสียเถอะเจ้าสิ่งแปลกปลอม" เสียงของมันก้องอยู่ในหัว "ตัวตนอย่างเจ้าไม่ควรจะมีอยู่บนโลกนี้"
แต่เรื่องอะไรที่ชาร์ลส์จะยอมแพ้ เพราะถ้าแพ้คือตาย เขารวบรวมสติ เขาเริ่มต่อต้าน ผลักดันจิตสำนึกของตัวตนร้ายออกไปทีละน้อย
"ออกไปจากหัวข้า..." เขาพูดในภาษาของอาณาจักรมหาบาป "ไอ้หน้าอัปลักษณ์"
เสียงคำรามของมหาชีวิตดังสนั่น มันพยายามจะยึดครองร่างของเขา แต่ชาร์ลส์ก็ต่อต้านสุดกำลัง
เอ็ดเวิร์ดและมิแรนดาที่เพิ่งหลุดพ้นจากพันธนาการ รีบลุกขึ้นยืน มองภาพตรงหน้าด้วยความตกใจ ร่างของชาร์ลส์ลอยขึ้นกลางอากาศ รอบกายแผ่ขยายความน่าสะพรึงกลัวจากจิตวิญญาณออกมา
แต่แล้วการครอบงำจากตัวตนร้ายก็หยุดลงกะทันหัน ชาร์ลส์ไม่มีเวลาคิดและไม่รอช้า ฉวยโอกาสนี้ควบคุมร่างกายกลับมาทันที
"เจ้าสิ่งแปลกปลอม" เสียงของมหาชีวิตสั่นเครือลง "รู้ตัวไหมว่าเจ้านำพาอะไรมาด้วย"
"ไม่รู้" ชาร์ลส์ตอบกลับ เสียงของเขาผสานกับภาษาโบราณ "ไสหัวออกไป"
ทุกอย่างในห้องลอยขึ้น ราวกับอยู่ในพื้นที่ไร้น้ำหนัก เสียงกรีดร้องของมหาชีวิตดังก้องไปทั่ว ก่อนจะค่อยๆ จางหายไป พร้อมกับร่างของชาร์ลส์ และของที่ลอยขึ้นก่อนหน้านี้ร่วงลงสู่พื้น
ความเงียบเหงาเข้าปกคลุม ไร้ซึ่งเสียงหัวเราะเย้ยหยัน ไร้ซึ่งพวกอารมณ์แห่งความหวาดกลัว สรรพสิ่งที่เป็นดั่งฝันร้ายหายราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน