หลี่ฟางซิ่นคิดว่าข้ารับใช้ผู้นี้เพียง้ากล่าวยกยอนายน้อยของตน จึงได้กล้าเอ่ยอะไรเยี่ยงนี้ออกมานางได้แต่คิดอยู่ภายในด้วยความโมโห
“หากเ้า้ายกหางนายน้อยของเ้าเพื่อให้ดูดีอย่างน้อยก็ควรเป็เื่ที่น่าเชื่อถือมากกว่านี้เ้าเห็นข้าเป็หญิงสาวลูกคุณหนูที่ไร้สมอง รึอย่างไรกัน?!”
เมื่อเห็นทั้งสองยังคงโต้เถียงจูเยว่ไม่้าที่จะเสียเวลาไปมากกว่านี้จึงกล่าวออกมาเพื่อที่ตนจะได้เริ่มออกเดินทาง
“พวกเ้าทั้งสอง...ไปรอข้าอยู่ภายในถ้ำข้างหน้าเสียก่อน เมื่อธุระของข้าแล้วเสร็จข้าจะกลับมาให้เร็วที่สุด”
ตัวนางนั้นไม่อยากสนใจนายน้อยผู้โง่เขลาเบื้องหน้าอีกต่อไป
“ตามใจเ้า!หากเ้าตายไป อย่าได้มากล่าวโทษข้าก็แล้วกัน!” น้ำเสียงจือไปด้วยอารมณ์โมโห พร้อมย่ำเท้าเข้าไปในถ้ำด้านหน้า
“นายน้อยโปรดดูแลตัวเองด้วย...”
จูเยว่พยักหน้ารับเล็กน้อยแล้วจึงรีบจากไปเพราะด้วยระดับพลังของเขาตอนนี้ แม้ไม่ได้นอนหนึ่งถึงสองวัน ก็ไม่น่ามีปัญหาอันใด ส่วนเสบียงอาหารก็ได้ตระเตรียมเอาไว้มากมาย ภายในแหวนมิติก่อนออกเดินทาง
เมื่อหลี่ฟางซิ่นและเฟยซิ่วไม่ได้ร่วมเดินทางด้วยจูเยว่จึงสามารถเดินทางด้วยความเร็วที่มากขึ้นกว่าเดิมได้ในตอนนี้พลังลมปราณเวทย์หมุนเวียนไปทั่วร่างพร้อมจ่ายออกเพื่อใช้ทักษะเคลื่อนที่มายาชั่วพริบตาด้วยความเร็วที่ตัวเขาใช้ออกในยามนี้ แม้แต่สัตว์อสูรระดับิญญาขั้นที่ 3 ถ้าไม่ใช่พวกที่มีความเร็วเหนือกว่าระดับขั้นของมัน ดั่งเช่นพยัคฆ์เมฆา ก็มิอาจติดตามตัวเขาได้ทัน
และด้วยความเร็วระดับนี้จูเยว่ไม่จำเป็ต้องหลบหลีกเป็ระยะทางที่ไกลอีกต่อไปเพียงแค่เลี่ยงห่างจากสัตว์อสูรเพียงไม่กี่สิบจั้ง เพื่อไม่ให้พวกมันเห็นตนเองก็เพียงพอ
...ผ่านไปเพียง 1ชั่วยาม จูเยว่ได้เดินทางลึกเข้าไปภายในป่าลมหวนถึง 400ลี้ จากจุดที่เขาได้แยกทาง จากพวกเฟยซิ่วและหลี่ฟางซิ่น
ตอนนี้เวทย์ค้นหาััได้ถึงสัตว์อสูรระดับิญญาขั้นที่ 4! ซึ่งมันอยู่ด้านหน้าภายในถ้ำห่างออกไปเพียง 4-5 ลี้เมื่อคิดว่าจะเดินทางอ้อมสัตว์อสูรตนนี้ออกไปเขากลับััได้ถึงพลังงานที่แข็งแกร่ง จากบางสิ่งที่อยู่ภายในถ้ำซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสัตว์อสูรตนนั้นมากนัก เมื่อลองตรวจสอบอย่างละเอียด จึงพบว่ามันเป็สมุนไพรชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ 5 ต้นแผ่พลังงานฟ้าดินอันเข้มข้นออกมาบริเวณรอบๆจูเยว่จึงนึกถึงเื่ราวที่ผู้คนได้กล่าวสนทนาที่โรงเตี๊ยม
“หรือว่ามันคือ...หญ้าิญญาขจี ที่คนพวกนั้นกล่าวถึง?”
ความรู้สึกสั่นไหวเกิดขึ้นมาภายในจิตใจเพราะด้วยพลังงานฟ้าดิน ที่สะสมอยู่ภายในสมุนไพรดังกล่าวน่าจะเพียงพอที่ทำให้เขาเลื่อนขั้นลมปราณได้ถึง 2 ระดับ!
“หากข้าได้มันมามิใช่ว่า... ข้าสามารถ ทะลวงไปถึงระดับรวมลมปราณขั้นที่ 9 ได้ในคราเดียว?!”
ระหว่างทางที่ผ่านมาจูเยว่พบเจอกับสมุนไพรจำนวนไม่น้อย แต่มันมีระดับที่ต่ำเกินไปแทบไม่มีประโยชน์อันใดเมื่อใช้มัน นี่เป็ครั้งแรกที่เขาพบกับสมุนไพรที่มีสรรพคุณสูงถึงระดับนี้ ั้แ่เดินทางเข้ามาภายในป่าลมหวน
จูเยว่ตัดสินใจที่จะนำหญ้าิญญาขจีเ่าั้ มาเป็ของตนให้ได้จึงคิดทำตามแผนที่มีความปลอดภัยมากที่สุดก่อน
“ถ้าเช่นนั้น...ข้าจะเฝ้ารออยู่ภายนอกสัก 1 วันก่อนยามใดที่สัตว์อสูรตนนั้นออกไปล่าอาหาร ค่อยลอบเข้าไปเก็บมันมา ด้วยวิธีการเช่นนี้ย่อมเป็วิธีหลีกเลี่ยงอันตรายได้ดีที่สุด” เพราะจูเยว่ยังไม่ได้พบกับสิ่งที่มารดาทิ้งเอาไว้ให้จึงไม่อยากที่จะเสี่ยงกับอันตรายโดยไม่จำเป็
เพราะการสู้กับสัตว์อสูรที่มีระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 4 สำหรับตัวเขาตอนนี้การที่จะสังหารมันออกจะลำบากเกินไปอยู่บ้าง แต่ถ้าเพียงแค่หลบหนีตัวเขาคิดว่ายังพอมีหนทาง
เมื่อตัดสินใจได้แล้วจึงเคลื่อนที่ตรงไปยังถ้ำดังกล่าว เมื่อถึงระยะสองลี้ก่อนถึงปากถ้ำก็ได้ทำการหลบซ่อนตัวปกปิดร่องรอยทั้งหมด พร้อมกับนั่งลงในบริเวณที่สามารถมองเห็นทางเข้าของถ้ำใต้หน้าผาแห่งนั้น ได้ชัดถนัดตา
ตอนนี้เริ่มที่จะเข้าสู่่เวลาพลบค่ำจูเยว่ได้แต่คาดหวังให้สัตว์อสูรตนดังกล่าวเป็ประเภทที่ออกล่าเหยื่อใน่เวลากลางคืน เพราะหากเป็เช่นนั้นเขาจะได้ไม่เสียเวลาอย่างเปล่าประโยชน์ในที่แห่งนี้มากเกินไป
ซึ่งในระหว่างรอเขาก็ได้หยิบอาหารที่เตรียมไว้ภายในแหวนมิติออกมาเพื่อบรรเทาความหิว...
...เมื่อเวลาผ่านพ้นไปถึง 6ชั่วยาม แสงตะวันเริ่มสาดแสงกระจายไปทั่วทั้งผืนป่าแม้จูเยว่จะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง ที่สัตว์อสูรตนนั้นไม่ได้ออกมาใน่เวลากลางคืนแต่ก็หาได้มีท่าทีร้อนใจแต่อย่างใดเขายังคงนั่งอยู่ที่เดิมราวกับเป็ส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ พร้อมกับยังคงส่งััเวทย์ค้นหาออกไปอยู่ตลอดเวลา
หลังจากเวลาได้ล่วงเลยไปอีก 2 ชั่วยามตอนนี้ดวงตะวันเริ่มอยู่ใกล้บริเวณกลางศีรษะ จูเยว่จึงค่อยๆลืมตาขึ้น
“เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว?”เพราะเขาััได้ ถึงการเคลื่อนไหวของสัตว์อสูรที่อยู่ภายในว่ามันกำลังเริ่มเคลื่อนตัวมายังบริเวณปากถ้ำ
ไม่กี่อึดใจต่อมาร่างสีดำทมิฬได้ก้าวเท้าออกมาอย่างไม่เร่งรีบหยุดยืนอยู่บริเวณหน้าปากถ้ำใต้หนาผา
หลังจากที่จูเยว่ได้เห็นร่างของมันอย่างเต็มตาก็สามารถบอกได้ว่า ลักษณะของมันช่างแลดูคล้ายกับม้าตัวหนึ่งแต่มีขนาดใหญ่กว่าม้าทั่วไปถึง 3เท่า! อีกทั้งยังมีหนามแหลมสีดำทมิฬ ขึ้นตามบางส่วนของร่างกายคล้ายอาชาที่หุ้มเกราะศึกในสนามรบ
จูเยว่จึงทราบได้ทันทีว่ามันคือสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดในป่าลมหวน นามว่าอาชาเกราะทมิฬตามที่หลี่ฟางซิ่นได้เล่าให้ตนฟังระหว่างเดินทาง ว่าาาของป่าแห่งนี้ในอดีตเป็สัตว์อสูรระดับิญญาขั้นที่ 2แต่ดูเหมือนว่าด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปทำให้ขั้นพลังของมันสูงขึ้นมาอีกถึง 2 ระดับ
เมื่อมันออกจากภายในถ้ำ ก็ได้หยุดยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเริ่มแผ่กลิ่นอายสัตว์อสูรที่ทรงพลังออกมาและเคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว
“สมเป็สัตว์อสูรประเภทอาชาช่างรวดเร็วจริงๆ!” เพราะความเร็วของมันยามเมื่อพุ่งตัวออกไปรวดเร็วกว่าเขาซึ่งใช้ออกด้วยทักษะมายาชั่วพริบตา อยู่ระดับหนึ่งเลยทีเดียว!
เมื่ออาชาเกราะทมิฬได้จากไปจูเยว่ก็ยังไม่คิดที่จะเข้าไปภายในถ้ำแห่งนั้นทันที จนเวลาผ่านไปได้ 1 ก้านธูปั์ตาเขาจึงเป็ประกายขึ้นมา
“ในที่สุด...ก็ถึงเวลาลงมือ!”
จูเยว่เร่งหมุนเวียนพลังลมปราณเวทย์พร้อมเคลื่อนที่ไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่อึดใจถ้ำที่อยู่ไกลออกไปเป็ระยะทางถึง 2 ลี้ก็ได้มาอยู่เบื้องหน้าตน เขายังคงเคลื่อนที่ต่อไปโดยไม่หยุดพร้อมพุ่งทะยานเข้าไปภายในถ้ำ โดยหาได้เกรงกลัวว่าจะพบเจอสิ่งใดอยู่ภายในเพราะได้ตรวจสอบแล้ว ว่าภายในที่แห่งนี้ ปราศจากสิ่งมีชีวิตอื่นใดอาศัยอยู่นอกจากสัตว์อสูรตนนั้นเพียงตัวเดียว
เขารีบพุ่งตรงลึกเข้าไปภายในถ้ำไปยังพื้นที่ที่ััได้ถึงหญ้าิญญาขจีขึ้นอยู่ เมื่อเห็นพวกมันทั้ง 5 ต้นในระยะสายตาจึงเร่งเข้าไปเก็บมันมาและนำไปไว้ในแหวนมิติทันที
“ช่างง่ายดายยิ่งนัก!”พร้อมกับปรากฏรอยยิ้มกว้างขึ้นที่ใบหน้า