กงเชารีบยกมือขึ้นปิดปากเด็กหญิงในทันทีก่อนจะกัดฟันกระซิบ
“เ้าจะพูดทำไม?ประเดี๋ยวผู้อื่นก็ได้ยิน”
“อือๆๆอ้อๆๆ” เสี่ยวหยี่ส่งเสียงอึกอัก
ชายหนุ่มจึงปล่อยมือเด็กหญิงจึงพยักหน้ารับคำเบาๆ
“ข้ารู้แล้วศิษย์พี่รอง”
“รู้ก็ดีแล้วยืนนิ่งๆ แล้วดูไป”
เ้าของที่นาพร้อมด้วยคนในครอบครัวและบ่าวรับใช้ยืนออกันอยู่ด้านหลังพลันท้องฟ้าที่สว่างเจิดจ้าเหนือที่ดินก็ปรากฏกลุ่มเมฆสีเทาแล้วเริ่มคล้ำขึ้นๆจนกลายเป็สีดำ สายลมพัดกรูเกรียวจนชายเสื้อของบุรุษทั้งหลายพัดพริ้วไปตามลม
“นายท่านเมฆฝนตั้งเค้าแล้วขอรับ!”บ่าวผู้หนึ่งร้องขึ้นด้วยความตื่นเต้นพลางชี้ไปยังเมฆสีดำทะมึนที่เริ่มลอยต่ำ
“นักพรตเทพเก่งกาจสมคำร่ำลือ”เสียงพึมพำของคนทั้งหลายดังขึ้น
วู่….! วู่.....!
เสียงลมกรรโชกแรงมาพร้อมกับสายฝนที่โปรยปรายฉ่ำชื่นใจคนต่างหลายต่างโห่ร้องแสดงความยินชาวบ้านละแวกนั้นที่มาคอยดูว่านักพรตผู้นี้จะทำสำเร็จหรือไม่?เมื่อเห็นเหตุการณ์มหัศจรรย์ตรงหน้าล้วนกล่าวสรรเสริญ นักพรตเทพกันเสียงดัง
นักพรตจูเิดันแผ่นคาถาเข้าไปในแขนเสื้อแล้วเดินมาหากลุ่มคนที่ยืนอยู่ในศาลาเล็กๆริมที่นา คนที่ยืนดูอยู่นอกศาลาบางคนก็มีร่มบางคนก็ไม่มี
“ดีจริงที่ข้าพกร่มมาด้วยนักพรตเทพเรียกฝนได้เช่นนี้ พวกเขาคงไม่ลำบากแล้ว”
จูเิรักษาความสุขุมยิ้มน้อยให้ทุกคนที่อยู่ในศาลา ซูเยว่ที่กางร่มคันใหญ่เข้าไปรับได้โอกาส
“ก็อย่างที่ทุกท่านเห็นอาจารย์ของข้าสำเร็จตามมรรคาเซียนจึงสามารถเรียกลมเรียกฝนได้หากพวกท่านอยากจะให้ที่นาของตนเองมีน้ำสำหรับใช้เพาะปลูกก็ต้องเชิญท่านอาจารย์ข้าไปทำพิธี”
คนทั้งศาลาพากันประสานมือค้อมศีรษะคำนับเ้าของที่นาผืนใหญ่รีบควักเอาตั๋วแลกเงินออกมายื่นให้กับซูเยว่ตามข้อตกลงทันที
“ข้าขอบพระคุณท่านนักพรตที่กรุณามาเยือนบ้านของข้า”
ชาวบ้านที่มุงอยู่เห็นเช่นนั้นก็พากันเข้ามาขอให้นักพรตเทพช่วยเหลือ ซูเยว่จึงจัดลำดับการไปที่นาให้พวกเขาแต่ละคนเนื่องจากค่าจ้างค่อนข้างสูงจึงมีเพียงเ้าของที่นาที่ร่ำรวยเท่านั้นที่สามารถว่าจ้างพวกเขาไปทำงานได้
นักพรตหนุ่มสีหน้าสงบขณะโอภาปราศรัยกับเ้าของที่นาทั้งหลาย
“ความจริงแล้วข้าเองก็ไม่อยากจะเรียกร้องเงินทองใดๆแต่ก็อย่างที่พวกท่านเห็นข้ามีลูกศิษย์หลายคนต้องดูแลและอารามของพวกเราก็ต้องใช้เงินในการดูแลรักษาดังนั้นจำต้องรบกวนพวกท่านตามสมควร”
“มิได้ๆนักพรตเทพ ในเมื่อท่านมาช่วยเหลือพวกเรา พวกเราตอบแทนท่านก็สมควรแล้ว”
ชาวบ้านรีบเดินนำทางขบวนของผู้วิเศษเดินทางไปยังที่นาอีกผืนหนึ่ง จูเิเลื่อนกระดาษคาถาที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อออกดูเมื่อเห็นสภาพกระดาษที่ยับย่นตัวหนังสือปลายแถวด้านล่างเลอะเปรอะก็ใรีบเรียกให้ซูเยว่เข้าไปใกล้แล้วกระซิบสองสามประโยคซูเยว่จึงรีบหันไปหาพวกเ้าของที่นา
“ท่านอาจารย์เห็นว่าบ่ายนี้ไม่อาจจะทำพิธีได้หลายครั้งเพราะท่านเทพบน์ได้บอกกล่าวลงมาว่าอนุญาตให้เรียกฝนได้อีกเพียงหนึ่งครั้งเช่นนั้นข้าขออภัยท่านอื่นๆ ที่เราอาจจะต้องทำพิธีในที่นาอีกแค่หนึ่งผืนเท่านั้นเอาไว้วันต่อไปค่อยทำพิธีอีกก็แล้วกัน”
เสียงโวยวายของเหล่าชาวบ้านที่จองลำดับเอาไว้ก็ดังขรมจนซูเยว่ต้องยกมือขึ้นปราม
“พวกท่านไม่ต้องใท่านอาจารย์ของข้ามีเมตตาต่อสรรพสัตว์ รับรองว่าพวกท่านต้องมีน้ำเข้าที่นาแน่”
ครั้นทำพิธีครั้งที่สองเมฆฝนไม่ดำหนาเหมือนคราวแรก ซ้ำฝนยังตกไม่แรงนักกระนั้นเ้าของที่นาก็มีความพอใจอย่างยิ่ง
“ที่นาของข้าแห้งแล้งมาเป็ปีครั้งนี้หากไม่ได้นักพรตเทพคงไม่อาจจะเก็บกักน้ำและเพาะปลูกสิ่งใดได้แล้ว”
แม้จะตกไม่หนักทว่ายังดีที่ตกนานจนทำให้น้ำเต็มตามร่องที่ขุดไว้รอบๆใบหน้าของนักพรตหนุ่มดูไม่ค่อยสบายใจนัก เขารู้ว่าตนเองท่องคาถาขาดไป
“ศิษย์พี่รองข้าว่าสีหน้าท่านอาจารย์ดูกังวลนะเ้าคะ”
“งั้นหรือ?”กงเชารีบมองตามตอนที่นักพรตจูเิเดินกลับมาสีหน้าไมสู้ดีอย่างที่เสี่ยวหยี่ว่าจริงๆ เสียด้วย
ซูเยว่ทำหน้าที่รับเงินแล้วทั้งหมดขอตัวไปยังที่พักในตัวตำบลใกล้ๆ มีขนาดใหญ่กว่าหมู่บ้านนี้มาก มีโรงเตี๊ยมเก่าๆอยู่แห่งหนึ่งพอได้ค้างอ้างแรมนักพรตจูเิเห็นว่าคาถาเรียกฝนของตนทำเงินได้ดีจึงได้ให้ทุกคนเก็บข้าวของเพื่อลงมาพักข้างล่างจะได้ไม่ต้องเดินทางขึ้นเขาให้เสียเวลาเขาคิดจะตระเวนทำพิธีเรียกฝนหาเงินไปเรื่อยๆ ให้ได้มากพอค่อยกลับขึ้นเขา
นักพรตนอกรีตฝันหวานว่าตนเองจะมีรายได้มากพอที่จะจ้างคนไปสร้างอารามและเรือนพักใหม่ให้ใหญ่โตโอ่อ่าสมฐานะ
เมื่อเข้าไปถึงโรงเตี๊ยมเสี่ยวหยี่เห็นว่าท่านอาจารย์พักห้องเดียวกันกับ ซูเยว่จึงแอบไปลอบฟัง
“ข้าเกือบแย่แน่ะเ้าดู คาถาที่ข้าซ่อนเอาไว้ถูกน้ำฝนทำเลอะ ดีนะสวดขาดไปตั้งหลายประโยคยังเกิดฝนไม่เช่นนั้นพวกเราคงถูกคนไล่ทุบตีเป็แน่”
“ดีนะขอรับที่เรารับงานแค่นั้นการเรียกฝนไม่ง่ายเหมือนการปราบผีและสื่อิญญาเลยนะขอรับ คราวหน้าเราเปลี่ยนไปทำแบบเดิมดีหรือไม่?”
“ไม่ได้ๆงานดีเงินดีกว่าเยอะ ทำไปก่อนก็แล้วกัน วันไหนเรียกฝนไม่มาเราค่อยหยุดรับงาน”
“ท่านอาจารย์ขอรับข้าสังเกตว่าพอท่านท่องคาถาไปเกินสองครั้งฝนก็จะไม่ค่อยมาแล้วเช่นนั้นเรารับทำพิธีนี้แค่วันละสองครั้งดีหรือไม่?”
“นั่นน่ะสิคาถานี้ไม่แน่ไม่นอน เห็นทีเราต้องรับเฉพาะที่คิดว่าพอจะทำได้”จูเิเดินไปหยิบคัมภีร์ในห่อสัมภาระออกมาดู“คัมภีร์เล่มนี้เขียนโดยนักพรตสามานย์ข้าว่าคาถาพวกนี้ดีก็จริงแต่ได้ผลบ้างไมได้ผลบ้าง หากข้ารู้ตัวผู้เขียนก็คงดีดูจากชื่อที่เขาใช้เห็นว่าคงเป็คนนอกคอกอย่างข้า น่าเสียดายที่ไม่รู้คนผู้นี้อยู่ที่ใด?”
เสี่ยวหยี่ได้ยินสิ่งที่คนทั้งสองสนทนากันแล้วก็พลันนึกได้ว่านางเคยอ่านพบในตำราว่ามีในแคว้นิมีสำนักนักพรตใหญ่สองสำนักในแคว้นิหากว่าผู้เขียนคัมภีร์ที่จูเิเก็บไว้กับตัวทำให้สัมฤทธิ์ผลได้จริงนักพรตสามานย์ผู้นี้อาจจะมีวิชาเวทย์แข็งกล้า และวิชาเวทย์แข็งกล้าก็มักจะมาจากสำนักใหญ่ที่ สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน
“เ้าไปไหนมา?ข้าว่าจะพาเ้าลงไปเดินตลาดสักหน่อย”
ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของเด็กหญิงก็เจิดจ้า“ไปเ้าค่ะ ข้าอยากไปเดินเล่น”
*************************
