อันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก

    บทที่ 96 ปะทะฝ่ายทำลาย

    บทที่ 96 ปะทะฝ่ายทำลาย

     

    ซูหยวนทำงานให้จ่าสิบโทรุ่ยช่วงเช้าของวัน ใช้เวลาเกือบ 1 สัปดาห์จึงสามารถจัดการเอกสารได้หมดทุกชั้น ซึ่งตอนนี้จะเห็นได้ว่าห้องทำงานของจ่าสิบโทรุ่ยนั้นมีคนเข้าออกมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่แค่พวกทหารระดับต่ำที่อยากจะมาขอทำงานกับจ่าสิบโทรุ่ย แม้แต่พวกทหารระดับหัวหน้าหน่วยวิจัยก็ยังทำทีมาที่ห้องทำงานของจ่าสิบโทรุ่ยเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่ใครก็ดูรู้ว่าพวกเขา แท้จริงแล้วมาที่นี่ทำไม

                

    หลังกลับไปที่ห้องทำงาน ก็ระดมให้ทหารผู้ช่วยของตนมาจัดเอกสารตามที่แอบไปศึกษามาก่อนแล้ว เรียกว่าการมาถึงของซูหยวนได้เปลี่ยนระบบจัดการเอกสารของกองทัพไปอย่างสิ้นเชิง ชื่อเสียงของจ่าสิบโทรุ่ยและสิบเอกอันกลายเป็นที่รู้จักเกือบจะทั้งฝ่ายสนับสนุนนี้

                

    ซูหยวนไม่ได้สนใจความดีความชอบนี้มากนัก เธอยังมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบของตนเองอยู่ ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาครึ่งวันหลังเพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการวิจัยหุ่นรบอินทรีย์ เนื่องจากได้รับคำสั่งพิเศษเพิ่มเติมมา ซูหยวนไม่สามารถศึกษาข้อมูลแบบส่งๆได้ เธอจำเป็นต้องคิดถึงโอกาสในการพัฒนาต่อยอดงานวิจัยนี้ให้สำเร็จให้ได้ โดยเฉพาะ....แนวทางในการ “ทำลาย” หุ่นรบอินทรีย์พวกนี้

                

    จ่าสิบโทรุ่ยไม่ได้รู้ความคิดของซูหยวน ถ้าเขารู้ว่าซูหยวนไม่ได้ทำแค่การสรุปงานศึกษาของเขา แต่กำลังวางแผนที่จะทำลาย “หุ่นรบอินทรีย์” ที่เขาภาคภูมิใจ ก็ไม่รู้ว่าจะเต็มใจมอบข้อมูลให้เด็กสาวขนาดนี้หรือไม่

                

    แน่นอนว่าซูหยวนไม่มีทางบอกเจตนารมณ์ที่แท้จริงของตนออกไป อีกอย่าง...การศึกษาวิธีการทำลายหุ่นรบอินทรีย์ก็ยังไม่ได้เป็นรูปเป็นร่าง หรือต่อให้มันมีแนวทางที่จะให้ศึกษาต่อจริงๆ สุดท้ายแล้วตระกูลจางก็ต้องการทำมันอย่างลับๆอยู่ดี ไหนเลยจะพูดออกไปได้

                

    การทำงานที่ราบรื่นตลอดทั้ง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นโชคดีของซูหยวนและจ่าสิบโทรุ่ยแล้ว เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ผลงานที่ถูกพูดถึงเป็นวงกว้างนี้ก็ได้ดึงดูดผู้คนและปัญหาให้มาที่นี่

     

    “จ่าสิบโทรุ่ยและผู้ช่วย ท่านผู้นำหน่วยเรียกพบที่ห้องประชุม ขอให้ไปพบด่วนครับ” ผู้ที่มาแจ้งข่าวนั้นเหลือบมองซูหยวนเล็กน้อย ท่าทางของเขาไม่ได้มีเจตนาที่ดีเท่าไร แม้แต่ออร่าของความไม่ชอบใจก็ยังไม่คิดปิดบัง

                

    จ่าสิบโทรุ่ยมองดูทหารผู้นั้นแล้วก็ถอนหายใจออกมา เขาตบบ่าซูหยวนเบาๆ ทำท่าทางราวกับรู้ว่าตนเองต้องเผชิญหน้ากับอะไร

                

    ซูหยวนสบตากับเขา เดิมทีแล้วจ่าสิบโทรุ่ยไม่อยากพูดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตัวเขาแต่เดิมแล้วเป็นพวกชอบศึกษา ชอบปฏิบัติ แต่ไม่ชอบพูดอธิบาย ด้วยบุคลิกแบบนี้ของเขา...ซูหยวนก็ยังแปลกใจเลยที่จู่ๆเขาก็ตัดสินใจจะพูดมันออกมา

     

    “สัญลักษณ์นั้น เป็นสัญลักษณ์ห้องวิจัยประเภททำลาย ซึ่งส่วนมากแล้วจะไม่ชอบฝั่งห้องวิจัยประเภทการสร้างอย่างฉัน” จ่าสิบโทรุ่ยพูดสั้นๆ ถ้าไม่ใช่เพราะซูหยวนอยู่ที่นี่มาหนึ่งสัปดาห์แล้ว เธอก็อาจจะไม่เข้าใจว่าห้องวิจัยประเภททำลาย กับห้องวิจัยประเภทการสร้างนั้นคืออะไรไปแล้ว

                

    ดีที่ก่อนหน้านี้เธอได้สังเกตเห็นสัญลักษณ์ที่เสื้อของทหารฝ่ายสนับสนุนพวกนี้ ไม่ใช่แค่ห้องวิจัยทั้งสองชนิดเท่านั้น เธอยังเห็นมีห้องวิจัยประเภทอื่นๆอีกมาก สัญลักษณ์ห้องวิจัยประเภททำลายกับสัญลักษณ์ประเภทการสร้างก็แค่ส่วนหนึ่งของห้องวิจัยประเภทต่างๆ

                

    ทว่า เรื่องที่ห้องวิจัยแต่ละห้องไม่ถูกกันนั้น ซูหยวนก็เพิ่งได้รู้วันนี้นี่แหละ

     

    “ถ้าอย่างนั้น ท่านจ่าสิบโทรุ่ยพอจะคาดเดาเหตุผลที่ทำให้ตัวแทนของฝ่ายห้องวิจัยประเภททำลายส่งคนมาตามไปประชุมหรือเปล่าคะ” ซูหยวนลองถามออกไป ซึ่งชายวัยกลางคนที่กำลังจะเตรียมออกจากห้องก็ชะงักเล็กน้อย เขาคิดทบทวนก่อนจะให้คำตอบ

     

    “คาดว่าคงเป็นเรื่องตุ่นกลายพันธุ์รุ่น 14 ที่ฉันปรับปรุงพันธุ์กรรมของมันให้สามารถแจ้งเตือนก่อนที่ลาวาในเขต Hจะปะทุน่ะ” 

     

    จ่าสิบโทรุ่ยก็ไม่รู้ประเด็นที่แน่ชัดเหมือนกัน บางครั้งก็ถูกเรียกไปพบเพราะมีนักวิจัยคนอื่นไม่เห็นด้วยกับการสรุปผลการศึกษา บางคนมีแนวทางที่อยากจะต่อยอดหรือต้องการร่วมมือพัฒนางานวิจัยนี้ต่อไป หรือบางทีก็อาจจะเป็นประเด็นอื่นๆไปเลยก็มี อย่างไรก็ตาม....หากให้คาดเดา ช่วงนี้ห้องวิจัยประเภททำลายล้างกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการปรับปรุงพันธุ์กรรมและสัญชาติญาณของสัตว์กลายพันธุ์อยู่ จ่าสิบโทรุ่ยจึงคาดเดาว่าน่าจะเป็นประเด็นนี้ที่ทำให้เขาถูกเรียกไปพบ

     

    “ตุ่นกลายพันธุ์รุ่น 14...” ซูหยวนพยายามคิดถึงงานวิจัยทั้งหมดของจ่าสิบโทรุ่ย เพราะตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา เธอเป็นผู้จัดเอกสารของจ่าสิบโทรุ่ยเอง ดังนั้นงานวิจัยเกี่ยวกับตุ่นกลายพันธุ์รุ่น 14 นี้ เธอจึงเคยเห็นผ่านตามาบ้าง

                

    อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการปรับปรุงพันธุ์ของตุ่นกลายพันธุ์นี้มีการพัฒนามาเป็นเวลานานแล้ว ข้อมูลของรุ่นที่ 1 – 5 แทบจะไม่เหลืออยู่อีก ส่วนรุ่นที่ 6 เป็นต้นมา ก็ล้วนแต่ใช้ข้อมูลความผิดพลาดของรุ่นก่อนหน้านี้มาเป็นพื้นฐานการศึกษา จนถึงรุ่นที่ 14 ดังนั้นซูหยวนจึงไม่สามารถรับรู้ได้ถึงประเด็นหลักในการพัฒนาตุ่นกลายพันธุ์เหล่านี้

                

    เมื่อข้อมูลจุดเริ่มต้นไม่ครบถ้วน ความเข้าใจของเธอจึงทับซ้อนกันอยู่ ถึงซูหยวนจะพยายามสรุปทำความเข้าใจด้วยตนเอง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะถูกต้องหรือไม่

                

    อีกอย่าง นี่ต้องโทษที่เธอไม่ได้สนใจตุ่นกลายพันธุ์พวกนี้มากนัก เธอรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเฉพาะเกินไป ต่อให้ศึกษาข้อมูลของตุ่นกลายพันธุ์จนละเอียด เจตนาที่จ่าสิบโทรุ่ยต้องการศึกษาก็แค่อยากจะปรับปรุงพันธุ์ตุ่นกลายพันธุ์เพื่อให้มาเป็นสัญญาณเตือนภัยแก่มนุษย์ยามที่พวกเขาไปเขต H ซึ่งมีบ่อลาวาร้อนๆเกือบ 30 บ่อในพื้นที่ 

                

    ทุกครั้งที่ลาวาปะทุขึ้นมา มันก็จะคร่ากุมชีวิตนักล่าและทหารไปมากมาย ความสูญเสียพวกนี้นับว่าเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่เกินไป อีกทั้งยังไม่มีวิธีรับมืออีกด้วย ทำให้มันกลายเป็นหลุมภัยพิบัติครั้งใหญ่ของเหล่านักล่าระดับสูงเลย

                

    อย่าลืมว่าคนที่จะผ่านไปถึงเขต H ได้ พวกเขาย่อมเป็นผู้มากฝีมือแล้ว การเสียพวกเขาไป 1 คน เทียบเท่ากับเสียผู้เก็บขยะเป็นร้อยๆคน เพื่อลดความสูญเสียนั้น....ทางกองทัพจึงพยายามผลักดันให้เหล่าผู้วิจัยหาทางออกที่ดีให้ แต่น่าเสียดายที่จ่าสิบโทรุ่ยพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จอยู่ดี

                

    เขาเสียทั้งเวลาและเงินสนับสนุนไปเป็นจำนวนมาก ทุกครั้งที่พัฒนาตุ่นกลายพันธุ์เพื่อรับมือกับเรื่องนี้ สุดท้ายจะจบลงที่มีปัญหาใหม่ๆเกิดขึ้นเสมอ ดังนั้นแทนที่จ่าสิบโทรุ่ยจะจมอยู่กับงานวิจัยที่แทบจะไร้โอกาสสำเร็จ เขาจึงเอาเวลาไปศึกษาเรื่องอื่นๆดีกว่า หลังจากนั้นก็ปล่อยให้ห้องวิจัยประเภททำลายทักท้วงขึ้นมา เขาจึงจะหาแนวทางพัฒนาเพื่อปิดจุดอ่อนอื่นๆต่อไป

                

    ซูหยวนเห็นจ่าสิบโทรุ่ยไม่ค่อยใส่ใจเรื่องที่ถูกเรียกตัวไปมากนัก เธอจึงเลิกคิดเกี่ยวกับปัญหานี้ไปด้วย เนื่องจากซูหยวนเพิ่งมาทำงานที่นี่ เธอย่อมต้องการเวลาในการปรับตัว

                

    ภายในห้องประชุมใหญ่ของกองทัพ จ่าสิบโทรุ่ยเข้ามาถึงก็พบว่าข้างในมีผู้คนรออยู่ก่อนแล้ว เป็นทหารของห้องวิจัยประเภททำลายกันเสียส่วนใหญ่ นอกจากนั้นก็มีพวกหัวหน้าฝ่ายต่างๆเข้าร่วมฟังด้วย

                

    เมื่อเห็นภาพนี้ จ่าสิบโทรุ่ยก็หันมามองซูหยวนราวกับต้องการจะยืนยันว่า “ใช่แล้ว นี่ก็คือการเรียกมาเพื่อฟังปัญหาที่พบจากงานวิจัยของฉันอย่างไรล่ะ”

     

    “จ่าสิบโทรุ่ย เชิญทางนี้เถอะ ต้องขออภัยที่เรียกมากะทันหัน แต่เพราะนี่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยของคุณก่อนหน้านี้...”

     

    “ครับ” 

     

    จ่าสิบโทรุ่ยไม่ใช่คนพูดมาก ดังนั้นเขาจึงพยักหน้ารับคำอย่างขอไปที เขารู้ว่าเรื่องวันนี้จะจบลงอย่างไร สุดท้ายแล้วเขาก็จะได้รับเอกสารสรุปปัญหาที่ทางนั้นกล่าวในวันนี้อยู่ดี จากนั้นค่อยเอาเวลาไปศึกษาแล้วคิดหาแนวทางการพัฒนาเพิ่มก็ได้

     

    ถ้าเป็นก่อนหน้านี้...จ่าสิบโทรุ่ยก็อาจจะทักท้วงสักสามสี่ประโยคเพื่ออธิบายเนื้อหาในงานวิจัยของเขา แต่ก็นั่นแหละ...นี่มันผ่านการทดลองตุ่นกลายพันธุ์ถึงรุ่นที่ 14 แล้ว อีกทั้งไม่ใช่มีแค่งานวิจัยเกี่ยวกับตุ่นกลายพันธุ์เท่านั้น งานวิจัยของเขาอื่นๆก็ถูกจับผิดเช่นนี้ มันกลายเป็นความเคยชินกันไปเสียแล้ว

                

    หากคิดในแง่ดี การที่งานวิจัยของตนถูกศึกษาและตรวจทานความถูกต้องทั้งหมดเช่นนี้ นับว่าเป็นการไม่เปลืองแรงของตน ครั้งหลังๆเขาแทบจะไม่ทำงานวิจัยโดยปิดส่วนที่มีความผิดพลาดด้วยซ้ำ เพียงปล่อยให้ข้อผิดพลาดนั้นหลุดออกมา จนกลายเป็นประเด็นให้ฝ่ายตรงข้ามพูดถึง พร้อมๆกับมีจุดอ่อนอื่นๆที่ควรจะต้องแก้ไข เขาก็จะได้แก้ไขพร้อมกันเลยทีเดียวไปเลย

                

    ถือว่าเป็นการประหยัดแรงงาน และก็ประหยัดเวลาไปด้วย

     

    “เอ่อ เรื่องงานวิจัยตุ่นกลายพันธุ์รุ่น 14 อันที่จริงฉันเห็นแล้วว่าพวกเรากำลังเข้าใกล้ความสำเร็จไปอีกขั้น อย่างไรก็ตาม...จ่าสิบโทเฟยต้องการแลกเปลี่ยนความคิดกับคุณเกี่ยวกับตุ่นกลายพันธุ์รุ่น 14 นี้ ลองดูเอกสารเหล่านี้ก่อนเถอะ” หัวหน้าวิจัยย่อยกล่าวขึ้นมา พร้อมทั้งส่งเอกสารที่จ่าสิบโทเฟยนำมากับจ่าสิบโทรุ่ย

                

    คนรับเอกสารนั้นมาอ่าน ท่าทางและสีหน้าไม่แสดงความผิดปกติใดๆเลย เขายังพยักหน้ารับราวกับต้องการบอกว่าจ่าสิบโทเฟยเขียนติติงจุดนั้นจุดนี้ออกมา แท้จริงถูกต้องทั้งหมดแล้วอย่างไรอย่างนั้น

     

    “ตอนนี้มีทั้งหมด 26 ประเด็นที่แสดงให้เห็นว่าตุ่นกลายพันธุ์รุ่น 14 นั้นใช้การไม่ได้ในสถานการณ์จริง ต่อให้พวกเราพัฒนาต่อไป สร้างตุ่นกลายพันธุ์รุ่น 14 ขึ้นมา ก็ไม่สามารถช่วยเหลือเรื่องการปะทุของลาวาได้ทุกครั้งไป” บุรุษที่อายุมากกว่าจ่าสิบโทรุ่ยกล่าวขึ้น

                

    ซูหยวนลอบตรวจสอบอีกฝ่าย เธอมองตั้งแต่ท่าทางจริงจังของเขา ไปยังสายตาไม่พอใจยามมองไปยังจ่าสิบโทรุ่ย ถึงแม้ว่าจ่าสิบโทรุ่ยจะบอกว่าห้องวิจัยของพวกเขา พื้นฐานแล้วไม่ค่อยลงรอยกันก็เถอะ แต่ซูหยวนกลับรู้สึกว่าจ่าสิบโทเฟยไม่ได้เป็นปรปักษ์กับจ่าสิบโทรุ่ยเพียงเพราะเรื่องการทำการวิจัยเหล่านี้

     

    “อืม เข้าใจแล้ว เอกสารมีเพียงเท่านี้ใช่ไหม” จ่าสิบโทรุ่ยไม่ได้ปล่อยให้อีกฝ่ายพูดจนจบ เขาอ่านเอกสารรอบหนึ่งก็รู้ว่าจะต้องพัฒนาตรงจุดไหนบ้าง อีกทั้งยังแสดงท่าทางยอมรับข้อผิดพลาดเหล่านั้นโดยง่ายเสียด้วย สิ่งนี้ทำเอาคนที่กำลังปล่อยหมัดออกมา รู้สึกขายหน้าแทนที่จะดีใจ

     

    “จ่าสิบโทรุ่ย ดูเหมือนว่าคุณจะรู้อยู่แล้วว่างานวิจัยชิ้นนี้มีข้อผิดพลาดอย่างไร แต่คุณกลับ....เฮ้อ ฉันเคยพูดเอาไว้แล้วกับคุณ ถ้าเหนื่อยมากจนต้องการเวลาพักผ่อน อย่างนั้นก็น่าจะลาพักร้อนสักหนึ่งหรือสองเดือน ไม่สิ! ฉันคิดว่าคุณควรลางานไปเลย 1 ปีแทนเสียด้วยซ้ำ”

     

    “เพราะอะไรน่ะหรือ? นั่นก็เพราะ....ตอนนี้คุณกำลังทำงานแบบขอไปทีอยู่ยังไงล่ะ แทนที่งานของตนเองไม่สมบูรณ์แบบขนาดนี้ ก็น่าจะต้องปรับปรุงแก้ไขให้ดีก่อนนำเสนอไม่ใช่หรือ? ทว่างานของคุณทั้งหมดที่ส่งมา กลับต้องผ่านพวกเราเป็นสิบๆรอบ แล้วจึงจะเผยแพร่สู่สาธารณะได้”

     

    “เฮ้อ จ่าสิบโทรุ่ย...คุณไม่คิดบ้างหรือว่าพวกเขากำลังอับอายที่มีจ่าสิบโทอย่างคุณอยู่ในกองทัพน่ะ! รู้หรือไม่ว่ามันสิ้นเปลืองทรัพยากรไปมากขนาดไหนกับข้อผิดพลาดของคุณเช่นนี้”

     

    “ครั้งก่อน ตุ่นกลายพันธุ์รุ่นที่ 13 ก็มีรายงานว่าทำให้ยอดทหารที่ตกตายเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ถ้าไม่ใช่เพราะทหารพวกนั้นมั่นใจในตุ่นกลายพันธุ์รุ่น 13 ของคุณ พวกเขาก็คงจะวิ่งหนีลาวาได้ทัน และตอนนี้ก็ยังคงมีชีวิตรอดกลับมาอยู่เลย”

                

    จ่าสิบโทรุ่ยได้ยินคำของอีกฝ่าย คิ้วของเขาก็ขมวดชนกันแน่น ซูหยวนลอบสังเกตอาการของทั้งสองฝั่ง คนหนึ่งมีท่าทางสะใจ ส่วนอีกคนก็เหมือนจะโกรธจัด....แม้จะอยู่ด้วยกันแค่ 1 สัปดาห์เท่านั้น แต่ซูหยวนก็รู้ว่าจ่าสิบโทรุ่ยไม่ใช่คนเจ้าอารมณ์ การที่เขาโกรธจนหน้าแดง กำหมัดจนเกิดรอยลึกที่ฝ่ามือ แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาไม่พอใจคำพูดของจ่าสิบโทเฟยขนาดไหน

     

    “หากจะเทียบโครงการวิจัย ทำไมไม่เทียบระหว่าง “ก่อนมี” และ “หลังมี” ฉันไม่เข้าใจว่าจ่าสิบโทเฟยใช้อะไรมาเป็นตัวเปรียบเทียบกันแน่ ช่วยอธิบายให้กระจ่างก่อนที่จะสรุปว่างานของฉันกำลังทำให้ทหารตายเพิ่มขึ้นด้วยเถอะ”

     

    “ฮะ ฮะ จ่าสิบโทรุ่ย คุณไม่ยอมรับความจริงหรอว่า...งานวิจัยของคุณ โดยไอ้ตุ่นกลายพันธุ์รุ่น 13 นั้น แค่ปีที่แล้วก็พาให้ทหารมากกว่า 50 คนตกตายไปน่ะ ด้วยอัตราความสำเร็จที่คุณมี กลับรีบนำผลงานของตนเองมาเผยแพร่ เอาแค่ผลงานและได้หน้าไปเท่านั้นหรอ? ชีวิตทหารทั้ง 50 คนไม่มีความหมายเลย?” จ่าสิบโทเฟยยิ้มเยาะเมื่อเห็นว่าจ่าสิบโทรุ่ยโกรธขึ้นมาบ้างแล้ว

     

    “ก่อนที่ฉันจะพัฒนาตุ่นกลายพันธุ์รุ่น 13 สำเร็จ ทหารที่ใช้ตุ่นกลายพันธุ์รุ่น 12 ต้องตายเกือบ 100 คน ส่วนรุ่นที่ 11 ก็ต้องตายเกือบ 300 คน รุ่นที่....อ่า ฉันไม่พูดถึงรุ่นอื่นๆ แต่ถ้าเทียบกับการไม่มีการศึกษาตุ่นกลายพันธุ์พวกนี้ตั้งแต่แรก ยอดคนตายเพราะลาวาเขต H คือเท่าไร? เกือบ 80% จากนักล่าทั้งหมด!! เมื่อ 20 ปีที่แล้ว มีคนที่ไปยังเขต H แล้วก็ตายเกือบทั้งหมด!!”

     

    “ทีนี้เข้าใจถึงความสำคัญของการพัฒนาตุ่นกลายพันธุ์ของฉันหรือยัง ฉันรู้ว่างานวิจัยมีข้อผิดพลาด และมันก็ยังปกป้องทหารทั้งหมดไม่ได้ ถึงอย่างนั้น...ฉันก็พยายามที่จะพัฒนาอยู่เสมอไม่ใช่หรือ?”

     

    “คนอื่นๆที่อยู่ฝ่ายวิจัยเหมือนกัน ถ้าคิดอะไรดีๆออกมาได้นอกจากตุ่นกลายพันธุ์รุ่น 14 ถ้าอย่างนั้นก็นำผลงานเข้าระบบเพื่อตรวจสอบได้เลย ฉันไม่คิดขวางทางใคร ไม่กลัวการทับเส้นในการศึกษาเรื่องราวต่างๆอันเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์อยู่แล้ว”

                

    จ่าสิบโทรุ่ยกล่าวอย่างมีเหตุผล แต่จ่าสิบโทเฟยกลับส่ายหน้าปฏิเสธ

     

    “ในฐานะผู้วิจัย การที่โอกาสรอดของผู้คนลดลง กับการศึกษาจนสามารถป้องกันได้เต็มร้อย แค่แนวคิดเหล่านี้ก็ต่างกันแล้ว! ถ้าเป็นพวกเรา งานวิจัยที่ไม่สมบูรณ์นี้จะไม่ถูกปล่อยออกมาอย่างแน่นอน เพราะพวกเรารู้ว่ามันจะทำให้สูญเสียผู้มากฝีมือไปกับความเชื่อผิดๆพวกนี้อย่างไรล่ะ”

     

    “ชีวิตของคนๆหนึ่ง ไม่ควรจะต้องฝากไว้กับโชคชะตา ถ้าพวกเขาเชื่อว่าเจ้าตุ่นกลายพันธุ์พวกนี้จะช่วยเหลือตนเองได้จนไม่จำเป็นต้องระวังภัย เช่นนั้น...ทุกการเคลื่อนไหวก็จะเต็มไปด้วยความประมาท ต่างกับก่อนหน้านี้...แม้ว่าโอกาสรอดชีวิตจะมีเพียง 20% เท่านั้น ทว่าอัตราส่วนที่จะทำให้เสียยอดฝีมือระดับสูงไปต่ำมาก”

     

    “นั่นก็เพราะผู้มีฝีมือสามารถเอาตัวรอดได้จากความระมัดระวังภัยอยู่ตลอด ส่วนพวกที่ไม่ประมาณตน...พวกเขาจะตกตายบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ต่างกับตอนนี้ที่แม้แต่พวกระดับสูงก็ยังตาย เวลาที่เกิดข้อผิดพลาดขึ้นกับพวกตุ่นกลายพันธุ์”

     

    “ซึ่งสุดท้ายผลคืออะไร? ผลก็คือพวกที่รอดจากเขต H ไปได้ กลับมีผู้อ่อนแอเพิ่มมากขึ้น และในเขต I กลับเพิ่มปริมาณการตายเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนั่นเอง!!”

     

    “แทนที่จะปล่อยให้ธรรมชาติคัดสรร และมอบบทเรียนให้ผู้ที่อ่อนแอ การเข้าไปแทรกแซงกระบวนการคิดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง! ดังนั้นที่ผ่านมา พวกเราจึงพยายามจะหยุดงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาตุ่นกลายพันธุ์รุ่นต่างๆมาโดยตลอด น่าเสียดายที่จ่าสิบโทรุ่ยไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่ยังพยายามปล่อยตุ่นกลายพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์ออกมาอยู่เสมอ”

     

    ………………………………

    คล้ายกับเรื่องอันซูหยวน : เกมฟาร์มในวันสิ้นโลก ที่คุณอ่าน