เรย์เดินไปยังห้องพักส่วนตัวที่ถูกระบุไว้ว่าให้ใช้ได้ภายในอาคารซึ่งเป็นฐานที่มั่นหลักมีชั้นบนเป็นโรงแรมหรูซึ่งเป็นสิทธิ์พิเศษมอบให้สำหรับผู้ที่ต้องออกไปทำงานเสี่ยงตาย
สำหรับห้องพักนั้นออกแบบในลักษณะเรียวกังผสมผสานความโมเดิร์นตกแต่งพื้นด้วยเสื่อทาทามิ มีฉากประตูบานเลื่อน มีเตียงนอนตั้งอยู่กลางห้องในส่วนของห้องน้ำก็มีอ่างแช่น้ำร้อน พร้อมสวนหินติดริมระเบียง
เขาเดินออกไปยืนรับลมที่ระเบียงทอดสายตามองไปยังสุดลูกหูลูกตาของภาพทิวทัศน์เบื้องหน้าซึ่งสนธยาสยายตัวเหนือเมือง ย้อมเส้นขอบฟ้าหยัก ๆ ด้วยสีม่วงของยามพลบ
เขาอาจมีอารมณ์สุนทรีย์ไปกับทัศนียภาพรอบตัวมากกว่านี้หากทุกอย่างยังคงเป็นปกติสุขพยายามเลิกหมกมุ่นกับความรู้สึกไม่สบายใจที่ยังคงครอบงำเขานึกย้อนไปถึงตอนที่ได้ถามมัตสึบาระในสิ่งที่ตนสงสัยมาตลอดว่าแทนที่จะปักหลักอยู่ที่นี่ ทำไมไม่พยายามอพยพทุกคนออกไปนอกเขตโตเกียวกัน
มัตสึบาระเลยไขข้อข้องใจให้เขาฟังว่าโทชิโร่เคยลองส่งคนไปสำรวจดูแล้วทางทิศตะวันตกซึ่งไปได้ไกลสุดแค่เกือบช่วงเข้าเขตมุซะชิโนะ
มัตสึบาระวาดแผนที่หยาบ ๆบนกระดานไวท์บอร์ดให้เขาดู
‘ไกลสุด...หมายความว่ายังไงครับ’
‘เกินกว่านั้นเหมือนมีบางสิ่งที่มองไม่เห็นกั้นไม่ให้พวกเราผ่านไปได้น่ะให้นึกภาพว่าเห็นทางอยู่ข้างหน้า ทุกอย่างดูปกติ แต่ไม่สามารถทะลุไปได้ออกไหมคนที่ไปสำรวจบอกว่าพอพวกเขาเดินออกไปก็เหมือนตกอยู่ในภาพลวงตาจนย้อนกลับมาที่เดิมเสมอ ไม่สามารถไปไกลเกินกว่านั้นได้’
‘เส้นทางอื่น ๆก็เหมือนกันหมดงั้นเหรอครับ’
‘อืมจากนั้นพวกเราลองแล่นไปทางทิศใต้ จนไปสุดที่แถว ๆ เซตากายะเหมือนกันจึงได้ข้อสรุปกันว่าทิศอื่น ๆ คงมีจุดสิ้นสุดของเขตแดนเช่นเดียวกัน’
เรย์ขมวดคิ้วมองเส้นหยาบ ๆที่มัตสึบาระจุดเอาไว้ เขาจึงลองลากเส้นต่อไปตีเป็นวงโดยมีฐานที่มั่นของพวกเขาอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางเกือบที่สุด
‘แปลก...พอลองดูเส้นเขตแดนระหว่างทิศใต้กับทิศตะวันตก เส้นเขตทางเหนือน่าจะอยู่แถว ๆทางตะวันออกเฉียงเหนือของเนริมะ ส่วนเขตแดนของทางตะวันออกก็เป็นที่ชินจุกุ’
‘ราวกับว่าพวกเราถูกตัดขาดจากโลกภายนอกคล้ายถูกกักขังอยู่ในโดมขนาดยักษ์เลยนะ’
โยซึรุเอ่ยขึ้นหลังมองดูภาพรวมทั้งหมดที่เรย์ตีเส้นไว้
‘พอลองคำนวณดูคร่าวๆพื้นที่ที่เราสามารถไปได้ไม่เกินเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณเกือบยี่สิบกิโลเมตรตามผังเมืองสินะคะ’
มัตสึบาระพยักหน้าอืมชื่นชมให้กับความเฉียบแหลมนั่น
‘ใช้ได้เลยนี่พูดแค่นี้ก็มองออกหมดแล้ว... เฮ้อ มันก็เป็นอย่างที่เธอพูดนั่นแหละคุณโทชิโร่เขาสันนิษฐานว่าการจะออกไปจากที่นี่ได้อาจต้องใช้กุญแจตามที่เสียงนั่นเคยว่าไว้... เรื่องกุญแจทานากะคุงเล่าให้ฟังว่ากลุ่มของพวกเธอเคยสู้กับผู้เฝ้ากุญแจแล้วนี่ใช่ไหม ซึ่งเมื่อรวมกับของที่พวกฉันมีตอนนี้นับว่ารวบรวมได้ทั้งหมดสามดอกแล้ว’
คำตอบของมัตสีบาระดูใกล้เคียงกับข้อสันนิษฐานของเขาก่อนหน้านี้ทำให้เริ่มมั่นใจในข้อมูลที่ว่าหลังจากรวบรวมกุญแจทั้งเก้าดอกได้จะมีบางอย่างปรากฏ และหลังจากนั้นทุกคนจะได้รับอิสระ
‘งั้นกลุ่มคนที่มาโจมตีนั่นก็รู้เรื่องกุญแจเหมือนกันใช่ไหมครับ’
‘ฉันไม่สามารถยืนยันได้หรอกนะแต่ถ้าลองปะติดปะต่อทุกอย่างดู ฉันคิดว่าเธอก็น่าจะคิดแบบเดียวกันแต่ที่ฉันไม่เข้าใจยิ่งกว่าก็คือ ทำไมพวกมันต้องโจมตีเราทำไมพวกเราต้องมาเข่นฆ่ากันเองแทนที่จะร่วมมือกันดี ๆ นี่แหละ’
‘ผมคิดว่าคนพวกนั้นรู้เรื่องกุญแจไม่ต่างกันและคงมีมันไว้ในครอบครองไม่น้อยไปกว่าเรา’
‘...เธอจะบอกว่าเจตนาของเจ้าพวกนั้นคือต้องการรวบรวมกุญแจทั้งหมดไว้เองงั้นสินะ?’
เขาหลับตาคิดทบทวนก่อนตอบมัตสึบาระ
‘ตอนนี้เปอร์เซ็นต์ที่จะไปออกคำตอบอื่นมีน้อยมากครับ’
‘อืม เข้าใจล่ะฉันจะไปเตือนคุณโทชิโร่เอาไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้’
“ทำหน้าคิดมากอะไรของนาย”
เสียงเอ่ยทักทำให้เขาหลุดจากภวังค์ความคิดหันไปพบว่าเป็นเคนจิซึ่งกำลังยืนพิงกรอบประตูก่อนจะก้าวเข้ามายืนพิงระเบียงมองวิวเบื้องหน้าข้าง ๆ เขา
“นิดหน่อยน่ะ…กำลังคิดว่าหลังรวมกุญแจได้ครบ พวกเราจะออกไปจากที่นี่กันได้จริงงั้นเหรอเราเดินมาถูกทางแล้วหรือเปล่า คนอื่นข้างนอกนั่นเป็นยังไงกันบ้างมีชีวิตอยู่ไหมพ่อ แม่ แล้วก็น้องของฉัน... พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่นะ ฉันน่ะ—”
สุดท้ายไม่รู้ควรพูดอะไรต่อดีใจเขามีแต่ความรู้สึกแปลกประหลาด
แม้ภายนอกยังดูสงบนิ่งอย่างที่พยายามแสดงออกแต่ใช่ว่าจิตใจของเขาจะเข้มแข็งได้ตลอดเวลาเหมือนอย่างเคนจิ
“อะไรกันไม่สมกับเป็นนายเลยนะ”
เรย์หลบสายตาลงต่ำให้กับเคนจิที่เอียงคอสงสัยกับท่าทีของเขา
“ขอโทษนะเห็นแบบนี้ฉันก็ขี้ขลาดเป็นเหมือนกันน่ะ”
เคนจิทำหน้าแปลกใจเป็นอย่างมากปกติเพื่อนที่เขารู้จักไม่ใช่คนที่ชอบแสดงความรู้สึกออกมาทว่าตอนนี้กลับแสดงความอ่อนแอให้เห็นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เหตุการณ์หายนะเกิดขึ้น
“เคยได้ยินมาว่าความกล้าหาญไม่ได้เกิดเพราะความไม่รู้จักกลัวแต่เกิดจากการยอมรับความกลัวนั้น... คนอย่างฉันน่ะไม่ได้หัวดีเหมือนนายเป็นแต่ใช้กำลังแก้ปัญหา ถ้าวันไหนต้องเจอปากทางอันซับซ้อนสับสนฉันจะใช้หมัดนี้เลือกเส้นทางเพื่อเดินไปข้างหน้า— ‘ไม่มีเรื่องใดยากเกินความสามารถตราบใดที่พยายาม' ความเชื่อที่ทรงพลังที่สุดในโลกคือสิ่งที่เราเคยเรียนแล้วในบทเรียนตอนประถมนายจำไม่ได้หรือไง”
เขาขยับยิ้มให้กับพูดของเคนจิความคิดค่อย ๆ ตกตะกอนทีล่ะนิดจนสงบใจลงได้บ้างผ่านคำพูดปลอบใจที่โคตรแข็งทื่อนั่น
“ทางของนายนายเป็นคนเลือกเอาเองเถอะ ...แต่เห็นอย่างนี้ฉันเองก็เป็นเพื่อนร่วมทางนะถ้ามันเหนื่อยนักฉันจะช่วยประคองให้ถ้ามันทรมานก็พักผ่อนเสียบ้างอย่าแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว”
“’…งั้นเหรอขอบใจนะ”
สายตาที่มีแววหวั่นไหวอย่างกังวลของเขาสงบลง
“เฮ้อ...ตอนนั้น เราก็แค่มาเรียนหนังสือ ไปเกมเซนเตอร์ แล้วก็หาเรื่องสนุกทำกันแต่ละวันผ่านไปโดยที่ไม่ต้องคิดอะไรมากมายไม่นึกไม่ฝันเลยนะว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ได้—"
ปุ๊ก!
“โอ๊ย! อะไรวะ”
หมอนหนึ่งใบถูกเขวี้ยงใส่หัวเคนจิโดยที่หมอนั่นยังไม่ทันได้พูดจบ
“ไอ้พวกบ้าเอ๊ยมาแอบยืนคุยอะไรกันตรงนี้ ทำไมไม่มาช่วยกันบ้างปล่อยให้ชิโฮะใช้แรงงานฉันคนเดียวอยู่ได้!”
ฮารุโตะโผล่มาจากด้านหลังด้วยใบหน้าบูดบึ้ง
“ฉันอุตส่าห์เปิดโอกาสให้นายได้อยู่กับยัยนั่นไม่ดีใจรึไงทำไมยังมาโทษฉันอีก ฮ่าฮ่า”
เคนจิหัวเราะหยอกเย้าอีกฝ่ายฮารุโตะใบหน้าแดงเข้มขึ้นมาทันใด ไม่แน่ใจว่าด้วยความโกรธหรือเขินอายกันแน่
“น...หนวกหูน่า! ฉันไม่อยากได้ความช่วยเหลือจากนายซะหน่อย!และอีกอย่างฉันก็ไม่ได้ชอบเธอนะ”
“แต่พูดก็พูดเถอะนายกับยัยนั่นดูไม่เข้ากันเลยว่ะบอกตามตรงว่านายเหมาะกับผู้หญิงที่อ่อนนุ่มกว่านี้”
“ชิโฮะไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นสักหน่อย!”
ฮารุโตะชะงักราวกับไม่ได้ตั้งใจจะส่งเสียงดังเช่นนั้น
“แล้วแบบนี้นายยังจะบอกว่าไม่ได้ชอบอีกรึไง? ...ยัยนั่นน่ะหัวแข็งจะตาย แต่ที่นายไม่สังเกตก็เพราะนายหลงเธอซะจนโงหัวไม่ขึ้นมากกว่า”
“ใครว่าล่ะนายน่ะไม่สังเกตเองต่างหาก! ชิโฮะก็มีส่วนที่น่ารักเหมือนกันนะถ้าให้เปรียบเทียบก็เหมือนกับแมวนั่นแหละ”
พอพูดจบฮารุโตะค่อยมาสำนึกเสียใจว่าเริ่มแสดงอาการออกมากเกินไปเสียแล้วท่าทีแบบนั้นยิ่งทำให้เคนจิผุดรอยยิ้มร้าย ๆ
“อย่าบ้าน่า!อย่างชิโฮะน่ะมันเสือชัด ๆ แมวนี่มันเกินไปจริง ๆ ว่ะ...แล้วอย่างงี้ยังจะบอกว่าไม่หลงได้ไง”
เคนจิหัวเราะร่าใส่อีกฝ่ายที่กำลังหัวปั่นจนพูดไม่ออกแล้วหันมาพูดกับเรย์อีกครั้ง
“ถ้านายเชื่อใจตัวเองไม่ได้ให้เชื่อฉันที่เชื่อมั่นในตัวนายสิ... และจนกว่าจะถึงวันที่ได้ชีวิตเดิมกลับคืนมาพวกเราจะฝ่าฟันไปด้วยกันจริงไหม”
เคนจิหันมาพูดกับเรย์อีกครั้งก่อนจะเดินหยิบหมอนเอาไปฟาดใส่ฮารุโตะที่กำลังโวยวาย
เรย์หัวเราะโดยไม่ปฏิเสธแต่อย่างน้อยท่าทางของเขาก็ดูผ่อนคลายต่างจากอาการตึงเครียดก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด
รู้สึกโชคดีที่ยังมีเพื่อนอยู่ด้วยกันตรงนี้
“นี่พวกนายกระซิบอะไรกันแอบนินทาฉันอยู่สินะ ล้อเลียนฉันอยู่ใช่ไหม!”

บรรยากาศในบาร์ของโรงแรมนากาโนะซันพลาซ่าเงียบสงบและเรียบหรูแสงไฟอ่อนนวลจากโคมไฟที่ตั้งอยู่บนเคาน์เตอร์บาร์ส่องแสงอบอุ่นมีบรรยากาศที่ให้ความรู้สึกเหมือนห้องนั่งเล่นส่วนตัวมากกว่าบาร์เครื่องดื่มทั่วไปผนังไม้สีน้ำตาลเข้มให้ความรู้สึกคลาสสิกผสมผสานกับเก้าอี้บาร์ที่บุด้วยหนังอย่างดี โต๊ะทรงยาวจัดเรียงด้วยขวดเครื่องดื่มที่หรูหราดูเหมือนว่าจะได้รับการดูแลและจัดวางอย่างพิถีพิถันบริเวณด้านหลังเคาน์เตอร์บาร์เป็นชั้นวางที่เต็มไปด้วยขวดวิสกี้และเครื่องดื่มต่างๆ เรียงรายอยู่เต็มชั้น เสียงเพลงแจ๊สเบา ๆที่เปิดคลอในบาร์ยิ่งเพิ่มบรรยากาศให้ดูอบอุ่นและผ่อนคลายมากขึ้น
"เตือนว่าให้ลดแอลกอฮอล์ไปแล้วไม่ใช่เหรอคะคุณอยากอาการกำเริบอีกรึไง"
เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งเรียกความสนใจของโทชิโร่ให้เงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน
"โอ๊ะ! คุณหมอคัตสึรางิ ไม่นึกว่าจะมาตรวจถึงในที่แบบนี้สนใจดื่มด้วยกันสักแก้วไหมครับ"
คัตสึรางิได้แต่หน้ามุ่ยส่ายหัวใส่อีกฝ่ายเธอก้าวเข้ามานั่งลงบนที่ว่างข้าง ๆ บริเวณหน้าเคาน์เตอร์บาร์แล้วสั่งน้ำผลไม้ให้ตัวเองหนึ่งแก้ว เธอมีอายุประมาณสามสิบต้นๆ สวมเสื้อเชิ้ตสีแดงเข้มทับด้วยเสื้อคลุมแล็บสีขาวผมยาวสีน้ำตาลที่ถูกรวบเก็บบางส่วนให้ดูเรียบร้อยแต่ยังปล่อยปอยผมด้านหน้าลงมาเพื่อสร้างเสน่ห์ ใบหน้าของเธอเข้ารูปมีดวงตาที่คมและแฝงความเฉลียวฉลาดไว้หลังกรอบแว่นทรงสี่เหลี่ยมบาง ๆ ร่างกายของเธอสมส่วนและมั่นคงสะท้อนถึงความเป็นผู้เชี่ยวชาญและการดูแลสุขภาพของตนเองอย่างดี
"ต้องขอบคุณคนไข้ในความรับผิดชอบที่ชอบสร้างปัญหาให้น่ะค่ะ"
คนไข้ผู้สร้างปัญหายักไหล่ปลงๆ เล็กน้อยพร้อมขยับยิ้ม
"ไม่ดื่มไม่ได้หรอกนะครับวันนี้ก็ลงมือพรากชีวิตคนอื่น ๆ ไปอีกแล้ว ไหนจะต้องฝึกเด็ก ๆให้ยิงลูกกระสุนเหมือนกับของเด็กเล่นนั่นอีก"
หญิงสาวส่ายหัวอย่างไม่เห็นด้วยกับวิธีคิดเช่นนั้นของโทชิโร่
"แต่มันต่างกันนะคะ คุณสอนทักษะในการอยู่รอดไว้ให้พวกเขาปกป้องตัวเองไม่ใช่ไว้พรากชีวิตคนอื่น... สังคมจะดีหรือแย่ลงขึ้นกับทุกคนทุกคนจึงควรต้องอยู่บนพื้นฐานของการมีคุณธรรมและการจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องเริ่มต้นที่ตัวเราเสียก่อนซึ่งคุณกำลังเป็นแบบอย่างที่ดีให้พวกเขาอยู่ไม่ใช่เหรอคะ”
โทชิโร่ยิ้มออกทันทีเมื่อนึกถึงคำที่เคยได้ยินมาตอนออกปฏิบัติการครั้งแรกมันเป็นการปักหลักสู้กับกลุ่มที่มีความเชื่อสุดโต่งในพระเจ้าของตนตอนนั้นเขากลัวจนบอกไม่ถูก และพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่แสดงออกกัปตันของภารกิจนั้นคือผู้หญิงตัวเตี้ยม่อต้อ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กไหลเธอดึงเขาออกไปคุยด้วยก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติการ เจ้าหล่อนมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าและให้คำแนะนำที่ดีที่สุดเท่าที่เขาเคยได้รับมาในชีวิต
‘ไอ้หนูไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นพอเริ่มยิงกันปุ๊บ อย่าฉี่รดกางเกงก็แล้วกัน เดี๋ยวจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้กับคนอื่นๆ ในอนาคต’
มันทำให้เขาประหลาดใจเสียจนเลิกกลัวประโยคนั้นมันพิลึกกึกกือเสียจนเขาต้องปัดความกังวลทิ้งไปเพื่อเข้าใจมัน
“ยิ้มอะไรคะ”
โทชิโร่ส่ายหัวใบหน้ายังคงรอยยิ้มอยู่จาง ๆ ในตอนนั้นเขาไม่เคยคิดเลยว่าตนจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนอื่นได้
“ฟังดูย้อนแย้งจนรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยยังไงไม่รู้นะครับฮะฮ้า~ ว่าแต่คุณหมอมีอะไรหรือเปล่าคงไม่ได้ตั้งใจจะมาปลอบอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ”
“เรื่องที่คุณสั่งไว้นั่นแหละค่ะจะอะไรเสียอีก”
หมอคัตสึรางิปรับสีหน้าเป็นจริงจังมากขึ้น
“ตัวอย่างนั่นเป็นยังไงบ้างผมหาเท่าที่สมบูรณ์สุดตามที่คุณหมอต้องการได้เท่านี้แหละนะครับ บอกไว้ก่อน”
หญิงสาวถอนหายใจ นึกถึงการทดลองที่ตัวเองกำลังทำอยู่
“ฉันลองดูทั้งหมดแล้ว...ไม่ว่าจะเป็นปืนหรือว่าของมีคมก็ล้วนแต่สร้างบาดแผลที่ถึงแก่ชีวิตให้มันได้อย่างที่ทราบแต่น่าจะเป็นเพราะโครงสร้างทางสรีรวิทยาที่ไม่เหมือนกันจึงทำให้อาการบาดเจ็บจากการใช้พิษมีผลค่อนข้างน้อยถึงน้อยมาก”
คัตสึรางิเว้นช่วงยกเครื่องดื่มจิบเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อไป
“ยกตัวอย่างเช่นคลอรีนไนตริคออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ล้วนแต่ไม่มีผลอะไรกับพวกซามูไรนั่นเลยเพราะงั้นฉันเลยคิดว่าแผนการเรื่องใช้แก๊สพิษกับพวกมันคงต้องยกเลิก… ส่วนผีดิบพวกนั้นฉันลองวัดค่าหลาย ๆ อย่างดูแล้ว—”
เธอกล่าวพร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งจากแฟ้มเอกสารให้
“บนกระดาษนั่นเป็นรายชื่อสารสื่อประสาทกับตัวชี้วัดระดับง่าย ๆ คือสารเคมีในสมองน่ะค่ะ ซึ่งค่าพวกนี้มันผิดปกติหมดเลยทั้งโซโลโทนินที่ใช้ในการควบคุมอารมณ์ และนอร์เอพิเนฟรินที่ทำให้ร่างกายตื่นตัวพวกนี้มีค่าต่ำเกินไป แต่ดูนี่สิค่ะ... ระดับโดปามีนสูงทะลุปรอทเลยนี่เรากำลังพูดถึงความผิดปกติในระบบประสาท—"
หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นสีหน้าอีกฝ่ายราวกับกลืนของขมแล้วก็ต้องอมยิ้ม
‘สำหรับคนที่ไม่เข้าใจคำศัพท์เฉพาะทางการข้ามการวิเคราะห์เชิงตรรกะและพูดถึงข้อสรุปโดยตรงน่าจะเป็นวิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากกว่าสินะ’
หมอคัตสึรางิปรับเปลี่ยนวิธีพูดก่อนจะเริ่มอธิบายใหม่
“อะแฮ่ม...เอาเป็นว่าโชคดีที่พวกมันไม่สามารถแพร่เชื้อได้ผ่านสารคัดหลั่งเหมือนในสื่อบันเทิงอย่างที่เราเคยเห็นกันในบทภาพยนตร์...แต่เรื่องที่มันทำให้ซากศพอื่น ๆ ลุกขึ้นมาเดินได้นั้นฉันเองก็ยังหาคำตอบไม่ได้เหมือนกัน”
หญิงสาวเสียดายที่ไม่ได้สนใจศึกษาค้นคว้าเรื่องผลกระทบทางด้านสรีรเคมีให้มากกว่านี้เพราะอย่างน้อยยังมีโอกาสตรวจสอบได้ว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเกิดจากไวรัสหรือสิ่งอื่นใดเธออยากรู้ว่ามันเปลี่ยนคนให้กลายเป็นสัตว์กินเนื้อไร้สติปัญญาไปได้อย่างไรแต่ตอนนี้ก็คงทำได้แค่คอยจับตามองแล้วคาดเดาเอาเองต่อไปเท่านั้น
"ถึงมีคนเคยบอกว่าความไม่รู้นั้นคือบาป...แต่ถ้าจะให้รู้ทุกเรื่องมันก็ไม่ไหวหรอกนะครับแค่นี้พวกเราก็โชคดีมากแล้วที่รอดมาได้จนถึงป่านนี้"
โทชิโร่ยิ้มอ่อนโยนปลอบอีกฝ่าย
“โชคดีงั้นเหรอคะ...”
คัตสึรางิเอ่ยพลางหลุบตาระลึกความหลังไปถึงช่วงเวลาก่อนเกิดเรื่อง
เวลานั้นเธอรู้สึกเหมือนกำลังมีโชคเข้ามาในชีวิตทั้งการงาน และเรื่องความรัก ในวันที่เธอมีโอกาสได้ใช้วันหยุดยาวจนถึงหลังสิ้นปีเธอเดินทางมาจากต่างจังหวัดและเช็คอินเข้าโรงแรมสุดหรูทว่าทันใดนั้นโชคของเธอก็เหมือนหันหลังกลับ
ระหว่างนั่งทานอาหารค่ำในเลาจน์ของโรงแรมกับชายหนุ่มซึ่งเป็นเดตแรกในรอบหลายปีเธอได้ยินเสียงกรีดร้องระลอกแรก และเสียงนั่นก็ไม่ใช่ระลอกสุดท้ายความโกลาหลในหลายชั่วโมงต่อจากนั้นได้ทำให้ชายหนุ่มคนนั้นทิ้งเธอหนีเอาตัวรอดไปอย่างไม่ไยดี หากไม่เผอิญได้กลุ่มของโทชิโร่ช่วยไว้ชะตากรรมของเธอคงไม่ต่างจากคนอื่นนัก
เมื่อมองในอีกแง่เหตุหายนะครั้งนี้นับว่าส่งผลดี ที่ช่วยให้เธอได้พ้นจากผู้ชายห่วย ๆซึ่งกำลังก้าวเข้ามาในชีวิต
“ยังไงดีล่ะชีวิตของฉันมันก็เหมือนเสี่ยงเซียมซีแล้วได้แต่ ‘มีโชคเล็กน้อย’ตลอดเวลานั่นแหละ... เฮ้อ— ขอเลม่อนทวิสต์ให้ฉันสองแก้วด้วยค่ะ”
คัตสึรางะพลันเลื่อนายตาขึ้นตามเดิมแล้วผลิยิ้มตัดสินใจสั่งเครื่องดื่มกับบาร์เทนเดอร์ ตอนนี้เริ่มรู้สึกอยากลืมเรื่องร้าย ๆที่เกิดขึ้นมาบ้างแล้ว แม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่แอลกอฮอล์ออกฤทธิ์ก็ตาม
“โชคเล็กน้อย!? ...ฮะฮ้า นั่นก็ถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง คุณจะปฏิเสธเสน่ห์ของตัวเองไม่ได้นะครับหมอ”
เธอมองค้อนอีกฝ่ายไม่ได้คิดโต้แย้งความจริงข้อนี้