“ง่าพี่ แรงไปมั้งฮะ”
ครี้ด ผู้นำกลุ่มเจรจาต่อรอง มองผู้ที่เดินผ่านไปมาด้วยความอาย
เขตอาคมเล็ก ๆ ที่รวมเหล่าชายฉกรรจ์วัยหนุ่มกว่าสิบคนไว้ด้วยกัน ยังไม่น่าอับอายเท่ากับเสื้อผ้าที่พวกเขากำลังสวมใส่อยู่ในตอนนี้ เสื้อเอวลอยกับกระโปรงผ่าข้างน่าหวาดเสียวที่นางระบำร่างอรชอนอ้อนแอ้นใส่แล้วดูสบายตา ต่างกับพวกเขาโดยสิ้นเชิง
เหล่าห้าสาวมองเหล่าทโมนทั้งหลายที่ดูอนาถตายิ่งนัก แต่ถึงอยากจะช่วยก็คงไม่ได้ เพราะเจ้าพวกตัวดีกำลังโดนบทลงโทธของเสนาธิการฝ่ายซ้าย เจ้าชายผู้ขึ้นชื่อเรื่องบทลงโทธ แสนพิสดาร
“พวกนายอาย?”
โรเวนแย้มรอยยิ้มใจดีเช่นเคย ให้กับรุ่นน้องทั้งหลายได้พอสบายใจได้บ้าง
“โถ่พี่ อายสิครับ ถ้าสาว ๆ ใส่มันก็น่ารักอยู่หรอก แต่พวกผมใส่ บอกตรง ๆ สยอง” ทิวดอร์เอ่ยขึ้นท่ามกลางใบหน้ากึก ๆ ของเพื่อนฝูง
“พวกนายมันจะคึกคะนองตลอดเวลา ฉันไม่ได้ทำโทธพวกนายเพราะความอยากรู้อยากเห็น” เหล่าทโมนทำท่าจะเถียงอีกรอบ โรเวนกวาดสายตามองพวกรุ่นน้องของตนนิ่ง ๆ สบมองผู้นำกลุ่มตัวต้นเรื่องเป็นคนสุดท้าย “หากพวกนายจะสนุก ก็ควรรู้จักมีขอบเขตบ้าง การที่พวกนายพา เฟรินออกมาข้างนอกโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วเกิดเป็นเฟรินเป็นอะไรขึ้นมา ไม่ถึงกับต้องร้ายแรง แค่เกิดป่วยขึ้นมา พวกนายจะทำอย่างไง”
คำถามนิ่ง ๆ ของโรเวนทำให้คนผิดทั้งหลายสะอึก
“ในเมื่อพวกนายชอบความสนุกนัก ฉันจะให้พวกนายเรียนรู้ที่จะมอบความสนุกให้แก่ผู้อื่นเช่นเดียวกัน”
สิ้นเสียงผู้นำการเดินทาง ดนตรีก็ดังขึ้นเร่งเราจังหวะจนคึกครื้น เหล่านางระบำจำเป็นทั้งหลายค่อย ๆ พากันโยกย้ายส่ายสะโพกไปตามจังหวะดูน่าขำและน่ากลัวในคราวเดียวกัน
บทลงโทธของเจ้าชายโรเวน แห่งเจมิไนล์ ที่จะจดจำเข้าไปในความทรงจำของเหล่าทโมนและพ่อค้า แม่ขาย นักเดินทาง ณ ชายแดน อเมซอนไปอีกนาน
“พวกนายจะให้ใครถอนอาคมให้ก็ได้ ฉันอนุญาต”
คำพูดทิ้งความหวังให้ลุกโชนแก่เหล่าทโมน ส่งสายตาปริบ ๆ อ้อนวอนดูน่าเห็นใจ จนเพื่อนที่เหลือลอบถอนหายใจ
“พวกนายนี้น่ะ อยู่เฉย ๆ บ้างไม่เป็นรึไงย่ะ” แองจี้เหวใส่เป็นคนแรก แต่น้ำเสียงไม่ได้จริงจังเท่าไรนัก เพราะชินแล้วกับนิสัยของพวกเพื่อน ๆ ผู้ชาย
“โถ... เกิดเป็นลูกผู้ชายมันต้องเปิดหูเปิดตากันหน่อยสิ มีตาแต่ไม่มองสาวสวย ๆ งาม ๆ เสียดายแย่” ครี้ดยักคิ้วส่งให้
“งั้นพวกนายก็อยู่ชมของสวย ๆ งาม ๆ ไปแล้วกัน” ว่าจบสาวเจ้าก็สะบัดหน้าหนีไปอีกทาง ทำให้เหล่าทโมนเริ่มคอตก
“พวกนาย... นี่ชอบจริง ๆ น่ะเรื่องแบบนี้” โรกล่าวนิ่ง ๆ มองเหล่าเพื่อนด้วยความเวทนาแกมสงสาร
“ใครจะไปเหมือนแกล่ะว่ะ ถ้าจีบสาวไม่เป็นก็บอกสิเว้ยเฮ้ย เดี๋ยวจะสอนให้” ครี้ดตะครุบปากตัวเองแทบไม่ทัน โรเลิกคิ้ว
“พูดอะไรว่ะ ไอโร ออกจะไก่อ่อน เฮ้ย! นี่มันอะไรกันเนี่ย” ซอร์โรสบถคำหยาบยาวเหยียด ทุกคนเริ่มเห็นความผิดปกติของพวกเหล่าทโมนทันที
“เฟลิโอน่า”
คาโลดุเสียงเคร่งใส่หญิงสาวข้างตัวที่แอบนั่งอมยิ้ม ทำให้เหล่าผู้คุมทั้งหลายหันมามองหญิงสาวที่ทำหน้าใสซื่อ
“ก็แค่เวทย์มนต์สำหรับพวกปลิ้นปล้อนน่ะ คาโล”
คำตอบของเจ้าหญิงแดนเดมอส ทำให้ทุกคนรู้สึกสงสารเหล่าทโมนตงิด ๆ ดีที่เพื่อนสาวอีกคนต้องคอยดูแล เฟรินน้อยอยู่ ถ้าอยู่ที่นี่ด้วยไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง
“เวทย์สำหรับคนปลิ้นปล้อนหรือค่ะ” เรนอนเอ่ยถามด้วยความสนใจ
“เป็นเวทย์ที่ท่านอาลูน่าไว้ใช้สำหรับลงโทธเฟรินน่ะ ถึงแม้พักหลัง ๆ จะไม่มีประโยชน์กับ เฟรินแล้วก็ตามเถอะ” หญิงสาวไม่วายแขวะพี่ชายฝาแฝดที่ตอนนี้ไม่อยู่ “เป็นเวทย์ขั้นสูงบทหนึ่งที่ทำให้ผู้ตกในอาคม พูดแต่สิ่งที่คิด ยิ่งคิดดังคำพูดก็จะดัง คิดเบาคำพูดก็จะเบา วิธีแก้ง่าย ๆ ก็คือการมีสติก่อนคิด ก่อนพูด ถ้าเอาแต่พูดโดยไม่คิดก็อย่างที่เห็น พวกนี้ควรรู้จักคิดก่อน พูดก่อนทำซะบ้าง”
คำตอบของเจ้าหญิงแดนเดมอสทำให้พวกเขารู้สึกกลัวหญิงสาวลึก ๆ แต่ก็พอรู้แล้วว่าทำไมเจ้าหัวขโมยตัวดีของป้อมถึงได้โกหกเนียนขนาดนั้นจนได้เอส วิชาหน้ากากฟาโรว์ได้ง่าย ๆ
เสียงพูดจ้อกแจ้กงอแงทำให้พวกเขาปวดหัวไม่น้อย แต่ถ้าจะต้องแก้เวทย์ทั้งของเพื่อนสาว และรุ่นพี่คนสำคัญก็เห็นจะยากเกินไปอยู่สักหน่อย ทุกคนจึงตัดสินใจทิ้งเหล่าทโมนผู้น่าสงสารไว้ข้างหลังแทน
“การเดินทางครั้งนี้คงไม่ค่อยสมใจนัก เจ้าชายโวเวน”
กษัตริย์หญิงผู้เป็นใหญ่แห่ง อเมซอนประทับบนพระที่นั่ง รายล้อมด้วยเสนาอำมาตย์หญิงทั้งซ้ายขวา ทรงอำนาจน่าเกรงขามและมีความเข้มแข็งเฉกเช่นนักรบ ดวงตาสีมรกรดังลูกสาวกวาดมองเหล่าคณะเดินทางที่กว่าครึ่งดูอิดโรยอ่อนแรง
โรเวนก้าวมายืนนำเหล่าผู้ร่วมเดินทางด้วยความเคารพนอบน้อม
“หามิได้กระหม่อม การเดินทางมีอุปสรรคบ้าง แต่หาได้ต้องทรงใส่พระทัย”
เสียงหนักแน่นนิ่งสงบ รอยสลวนจาง ๆ ปรากฏที่กษัตรี
“ข้าบังเอิญ ได้ยินว่าเจ้าจัดงานรื่นเริงที่ชายแดน นั้นใช่การแสดงถวายของเจ้าหรือไม่ ถ้าใช่ ข้าก็ไม่ขอชม”
คำตรัสนิ่ง ทำให้เหล่าทโมนผู้ต้องหาสะดุ้งเบา ๆ โรเวนมีสีหน้าเคร่งนิดนึงแต่หาได้ขาดรอยยิ้มแบบฉบับของเจ้าตัว
“การแสดงที่ชายแดนเป็นเพียงการผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจาการเดินทางกระหม่อม”
การสนทนาระหว่างเจ้าชายกับกษัตริย์ ที่เหล่าผู้ร่วมเดินทางต้องพากันยกย่องท่านเสนาธิการคนสำคัญไว้ในใจ
“พวกเจ้าคงเหนื่อยล้าจากการเดินทางมากนักแล้ว ฝากเฟรินไว้ที่นี่แล้วเชิญพักผ่อนเสียเถอะ มาทิลด้า ฝากลูกช่วยดูแลแขกด้วย”
สุรเสียงทรงอำนาจกล่าวกับพระธิดา หนึ่งเดียวของตนที่ร่วมเดินทางในครั้งนี้ด้วย
“เพค่ะ ท่านแม่”
เหล่าคณะเดินทางถวายความเคารพและออกเดินไปตามทางที่เจ้าหญิงของเมืองนำ เพื่อไปยังเรือนรับรอง เหลือไว้เพียงเด็กชายตัวน้อยผมสีน้ำตาลอมดำ ดวงตาสีเดียวกันที่ยืนจ้องเธอใสแจ๋ว แม้คนที่อยู่ในห้อง ตนจะไม่รู้จัก แต่เด็กน้อยก็ยังคงยิ้มแฉ่งไม่ร้องไห้โย้เย้เช่นเด็กอื่น ๆทั่ว ๆ ไป ดวงตาของผู้ทรงอำนาจมองเด็กน้อยด้วยความอ่อนโยนยิ่ง
“เฟริน มาหาป้า”
เด็กน้อยหัวเราะเอิ้กอ้ากเบา ๆ ยิ้มตาหยีวิ่งเข้าสู่อ้อมแขนของผู้เป็นใหญ่แห่ง อเมซอนที่อ้าแขนรอรับอยู่ก่อนแล้ว
เป็นภาพที่ทรงน่า ปิติยิ่งในความรู้สึกของเหล่าข้าราชบริพานที่เข้าเฝ้าถวายงานด้วย ใบหน้าทรงทรงอำนาจและแข็งแกร่งดังนักรบ เพียงเด็กชายตัวน้อยเข้าไปอยู่ในอ้อมแขน ความอ่อนโยนอบอุ่นก็แผ่กระจาย เสียงหัวเราะใสของเด็กน้อยดังเบา ๆ แต่ก้องมากในท้องพระโรงที่เงียบเช่นนี้ หลังจากที่ไม่ได้ยินมานานตั้งแต่องค์หญิงโตขึ้น
“การเตรียมการเรียบร้อยดีมั้ย”
สุรเสียงทรงอำนาจกล่าวเอ่ยถึงพิธีการที่กำลังจะจัดขึ้น ตามคำขอร้องของผู้ที่เปรียบเสมือนน้องสาวของตน ที่ตอนนี้ถึงแม้จะไปอยู่ต่างแดนและไม่ค่อยได้แวะเวียนมาหามากนักก็ตาม แต่สายสัมพันธ์สมัยยังร่ำเรียนอยู่ที่เอดินเบิร์ก หาได้ขาด
“ทุกอย่างเตรียมพร้อมเรียบร้อยเพค่ะ วันนี้เป็นวันดีที่จะทำพิธีเพค่ะ”
ดวงตาสีดำขลับครุ่นคิด มองเด็กน้อยในอ้อมแขน
“เตรียมการทุกอย่างให้เงียบที่สุด”
................................................................................