บทที่ 39 ฟันต่อฟัน
“องค์หญิง ทรงเป็นอย่างไรบ้างเพคะ?”
“องค์หญิง ทรงล้มเจ็บหรือไม่? เร็วเข้า ค่อย ๆ ลุกขึ้นนะเพคะ”
หลานเยว่และหงรื่อรีบประคองอวิ๋นอินอินขึ้นมาด้วยสีหน้าปวดใจ อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวที่มองอยู่ด้านข้าง ส่งเสียงหัวเราะหยันออกมา เพียงแค่ตัวโง่งมที่หยาบกระด้างผู้หนึ่ง ยังประคองไว้ราวกับเป็นของวิเศษ
“อวิ๋นเหนี่นวเหนี่ยว ทางเดินกว้างถึงเพียงนี้ เหตุใดท่านต้องมาชนข้าด้วย? ท่านก็รู้ว่าบาดแผลของข้ายังไม่หายดี ท่านจงใจหรือ?” อวิ๋นอินอินถลึงตาใส่อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวอย่างเย็นชา เค้นถามด้วยน้ำเสียงมีโทสะ
“อวิ๋นอินอิน เจ้าอย่ามาใส่ร้ายผู้อื่น ข้าไม่ได้แตะต้องเจ้าแม้แต่ครั้งเดียว!”
เมื่อถูกเค้นถาม อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวก็เกิดความโมโหขึ้นอย่างไร้ที่มา ชี้ไปที่อวิ๋นอินอินแล้วร้องตะโกนขึ้น
อวิ๋นอินอินยกริมฝีปากเป็นรอยยิ้ม
“ท่านไม่ได้จงใจชนข้า เช่นนั้นเป็นข้าตั้งใจล้มเพื่อใส่ความเจ้าหรืออย่างไร?”
“เรื่องนั้นผู้ใดจะไปรู้ บางทีโรคปัญญาอ่อนเมื่อก่อนของเจ้าอาจกำเริบขึ้นมาอีกก็ได้?” อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวส่งเสียงเย็นชาขึ้นจมูก “เจ้าเสียสติอยู่ที่นี่คนเดียวไปเถิด ข้าไม่มีเวลามาอยู่เป็นเพื่อนเจ้า”
เห็นอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวกลอกตาคิดจะจากไป อวิ๋นอินอินก็ยื่นมือออกไปคว้าแขนนางไว้
“เจ้าจับข้าทำไม?” อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวสะบัดอยู่สองสามครั้งแต่ก็สะบัดไม่ออก จากนั้นก็เห็นอวิ๋นอินอินยิ้มให้ตนอย่างชั่วร้าย ในใจพลันตื่นตระหนก ตะโกนกับนางกำนัลที่อยู่ข้างกายว่า “ยืนโง่อะไรอยู่? ยังไม่รีบแกะมือของนางออกอีก”
บรรดาสาวใช้กำลังจะก้าวเข้าไป ทว่าหลานเยว่และหงรื่อกลับก้าวขึ้นมาปกป้องอวิ๋นอินอินไว้ก่อน ทั้งสองยืดเอว ชักสีหน้าเย็นชา คอยกันอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวกับเหล่านางกำนัลพวกนั้น
พอเห็นนางกำนัลของตนถูกนางกำนัลของอวิ๋นอินอินทำให้หวาดกลัวจนไม่กล้าก้าวเข้าใกล้ อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวก็โมโหจนก่นด่าออกมา
“อวิ๋นอินอิน เจ้าจับข้าไว้ทำไม?
“ข้าไม่ได้ทำอะไร แต่เพราะเจ้าผลักข้า ยามนี้ข้าเจ็บปวดอย่างยิ่ง เจ้าก็ควรมอบคำอธิบายให้ข้าไม่ใช่หรือ?”
อวิ๋นอินอินกล่าวอย่างเย้ยหยัน
“ข้าบอกแล้ว ข้าไม่ได้ผลักเจ้า! หูเจ้าหนวกแล้วหรือ?” อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวตะโกนคำราม จากนั้นก็ไปแกะมือของอวิ๋นอินอิน เพียงแต่เมื่อนางจะแกะมือนั้นออก อวิ๋นอินอินก็จิกเล็บลงไปในแขนของนาง อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวหมดปัญญาได้แต่ยอมแพ้
อวิ๋นอินอินที่ได้โอกาสก็ยิ่งจิกเล็บลงไปอีก จนอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวสูดปากเบา ๆ
ก่อนที่อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวจะได้อ้าปากบันดาลโทสะ เด็กสาวก็แย่งกล่าวก่อนว่า “แม้ท่านจะบอกไม่ได้ทำ แต่ข้ากับรู้สึกชัดเจนว่าเป็นท่านชนข้า คนข้างกายของข้าก็เห็นด้วยตาตนเองว่าเป็นท่านจงใจชน หลานเยว่ พวกเจ้าเห็นหรือไม่?”
“เห็นเพคะ อีกทั้งยังจริงแท้แน่ชัดอย่างยิ่งเพคะ” หลานเยว่ผู้ชาญฉลาด ย่อมเข้าใจสัญญาณลับของอวิ๋นอินอินโดยปริยาย นางจึงชักสีหน้าเย็นชา กล่าวกับอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวอย่างไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย “องค์หญิงรอง ในยามที่พวกเราออกมานั้น ท่านอ๋องทรงกำชับเป็นพิเศษแล้วว่าอย่าให้เกิดอุบัติเหตุ ทว่าพระองค์กลับจงใจชนเข้ามา ทำให้องค์หญิงเก้าทรงหกล้ม ไม่มีทางอื่น พวกข้าได้แต่ทูลรายงานท่านอ๋องตามตรงเพคะ”
เมื่อได้ยินชื่อเซวียนเหยียนฟู่ สีหน้าของอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวก็เปลี่ยนไปในทันที นางมือสั่นโดยไม่รู้ตัว ทว่ายังคงยืนกรานคำพูดก่อนหน้า
“ข้าไม่ได้ชนเจ้าก็คือไม่ได้ชน ต่อให้เสด็จอาทรงอยู่ที่นี่ พระองค์ก็ทรงไม่อาจพลิกขาวเป็นดำให้เจ้าได้”
อวิ๋นอินอินหัวเราะเย้ยหยัน มองอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยพร้อมถามกับทีละคำว่า “ไม่จริงอย่างนั้นหรือ?”
สีหน้าของอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวลนลานอยู่บ้าง ในใจนางเข้าใจดี เพียงอวิ๋นอินอินกัดไม่ปล่อย เซ่อเจิ้งหวางก็สามารถช่วยกลับขาวเป็นดำได้
มองดูขนตาที่สั่นสะท้านเบา ๆ ของอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยว อวิ๋นอินอินก็แอบหัวเราะในใจ ชื่อของเสด็จอาใช้ได้ดีอย่างที่คิดจริง ๆ
“อวิ๋นอินอิน เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกันแน่?” น้ำเสียงของอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวไม่มีความยโสเช่นก่อนหน้าแล้ว แต่ที่เพิ่มมาคือความหวาดหวั่นและประหม่า
“ข้าบอกแล้ว ข้าต้องการเพียงคำอธิบายเท่านั้น หากท่านยังไม่ยอมรับ ข้าก็ได้แต่ไปเชิญเสด็จอามาช่วยข้าทวงความยุติธรรม”
“ก็ได้” อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวยิ้มอย่างยอมแพ้ “เจ้าพูดมา วันนั้นเจ้าต้องการคำอธิบายอย่างไร?”
“ข้าต้องการ…” อวิ๋นอินอินพลันโค้งริมฝีปาก ยิ้มอย่างชั่วร้าย “ข้าต้องการใช้ฟันต่อฟัน!”
กล่าวจบ ในอากาศพลันมีเสียงตบดังกังวานขึ้น อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวกุมแก้มที่เจ็บแปลบและชาของนาง มองอวิ๋นอินอินอย่างไม่อยากเชื่อ ยังไม่ทันที่นางจะได้สติกลับมา อวิ๋นอินอินก็ยกมือขึ้นอีกครั้ง
แล้วตบลงมาอย่างแรง เพียะ! เสียงดังราวกับประทัด เทียบกับฝ่ามือก่อนหน้าแล้วดังกังวานยิ่งกว่า
“ใช้ตาต่อตา!”
อวิ๋นอินอินสะบัดมือที่ตบจนเจ็บ กล่าวประโยคหลังอย่างแข็งกร้าว สะบัดแขนที่จับอยู่ในมือออกไปอย่างรังเกียจ
อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวซวนเซ เกือบจะล้มลง ยามนี้ ใบหน้าของนางบวมแดงเป็นแถบไปทั้งสองข้าง
อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวยกมือทั้งสองขึ้นมาป้องใบหน้าทั้งสองข้างซ้ายขวา มองอวิ๋นอินอินอย่างทั้งโกรธเกรี้ยว ทั้งหวาดกลัว ส่วนอวิ๋นอินอินในยามนี้ เลียนแบบบุคลิกที่เย็นชาและร้ายกาจของเซวียนเหยียนฟู่จนเหมือนถึงห้าส่วน
อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวเห็นเช่นนั้น ก็ถอยหลังไปหลายก้าวอย่างไม่รู้ตัว
“อวิ๋นอินอิน… จ้ำจือจอข้า…”
อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวกุมใบหน้า โยนคำพูดร้ายกาจที่ไม่ชัดทิ้งไว้ พาคนจ้ำเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว เพราะเกรงว่าอวิ๋นอินอินจะนำคนไล่ตามมาตบนางอีกสองที
มองอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวที่หนีไปอย่างลนลาน อวิ๋นอินอินพลันสดชื่นแจ่มใส ยิ้มแย้มอย่างเบิกบาน
เด็กสาวตะโกนหัวเราะเสียงดังใส่เงาหลังของอีกฝ่ายว่า “ท่านวางใจได้ ข้าจะต้องรอท่านอยู่ตรงนี้แน่!”
หลานเยว่กับหงรื่อเห็นอวิ๋นอินอินเป็นเช่นนี้ ก็ก้าวเข้าไปยกนิ้วโป้งให้นาง
“องค์หญิง สองฝ่ามือเมื่อครู่ของพระองค์เท่อย่างมากเพคะ!”
“อีกอย่างเมื่อกี้นี้ เจ๋งจนแทบทนไม่ไหวเลยเพคะ”
เพราะอยู่กับอวิ๋นอินอินทั้งวัน หลานเยว่กับหงรื่อจึงได้เรียนคำศัพท์ในยุคปัจจุบันไปไม่น้อย
อวิ๋นอินอินยักคิ้วอย่างกระหยิ่มใจ เชิดใบหน้าน้อย ๆ ขึ้น “แน่อยู่แล้ว เทควันโดที่ข้าฝึกมาสองปี นั่นไม่ได้ฝึกเปล่า ๆ นะ!”
หลานเยว่และหงรื่อฟังไม่เข้าใจว่าเทควันโดคือสิ่งใด แต่ก็ปล่อยผ่าน เพราะเห็นนางมีความสุข ทั้งสองก็หัวเราะร่วมด้วยเช่นกัน คนทั้งสองต่างก็รู้สึกนานแล้วว่าองค์หญิงของตนนั้นมีความพิเศษไม่เหมือนผู้ใด
บางครั้งนางพูดภาษาที่ผู้อื่นฟังไม่รู้ความ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
หลังจากระบายโทสะใส่อวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวแล้ว อวิ๋นอินอินก็พาหลานเยว่และหงรื่อไปที่ตำหนักเย็น พุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของพระมเหสีจิ่งอย่างคิดถึง ส่วนหลานเยว่และหงรื่อก็ถอยออกไปพร้อมรอยยิ้ม
พวกนางนำของที่นำมาไปจัดเรียงจนเรียบร้อย จากนั้นก็ทำความสะอาดทั้งภายนอกและภายในตำหนักเย็นไปรอบหนึ่ง
“อินอิน บาดแผลของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? หายดีแล้วหรือยัง?” พระมเหสีจิ่งเป็นกังวล กล่าวจบนางก็จะดึงอวิ๋นอินอินเข้าไปในห้อง “เร็ว ขึ้นไปนอนบนเตียงให้แม่ดูบาดแผลหน่อย”
ทันทีที่ได้ยินคำนี้ อวิ๋นอินอินก็รีบถอยหลัง
“ไอหยา เสด็จแม่เพคะ บาดแผลข้าหายดีแล้วจริง ๆ เพคะ ดูข้าวิ่งเล่นไปทั่วสิ หากแผลยังไม่หายดี จะวิ่งอย่างนี้ได้อย่างไรกัน?”
พระมเหสีจิ่งพยักหน้า แต่ยังคงไม่วางใจ
“ขอแม่ดูสักหน่อย แม่จึงจะวางใจ”
“เสด็จแม่!” อวิ๋นอินอินหน้าแดงกระซิบเสียงเบาว่า “แผลอยู่บนก้น กลางวันแสก ๆ เช่นนี้ อย่าดู… อย่าดูเลยเพคะ!”
“สาวน้อยที่โง่งม ข้าเป็นมารดาของเจ้า เจ้าจะอายไปทำไมกัน” พระมเหสีจิ่งหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่ก็มิได้ยืนกรานจะดูบาดแผลต่อแล้ว
หลานเยว่และหงรื่อจัดการเก็บกวาดตำหนักเย็นจนเรียบร้อยเกือบหมด ในตอนที่เตรียมจะไปที่ห้องโถงหลักนั่นเอง พวกนางก็พลันเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งถูกหนีบอยู่บริเวณช่องเปิดปิดของหีบใบหนึ่ง ทั้งสองคนเดินเข้าไปจะเก็บกระดาษให้เรียบร้อย แต่ในยามที่เห็นตัวอักษรด้านบน พวกนางก็ตกใจจนอุทานออกมาเบา ๆ
หงรื่อมีสีหน้าตื่นตระหนก “นี่… จะบอกองค์หญิงดีหรือไม่?”