เฟยเจินรับพู่หยกสีดำอย่างว่องไว เธอหยุดนิ่ง จ้องมองพู่หยกสักพักหนึ่ง ก่อนจะใช้จิตนำมันเข้าไปเก็บในลิ้นชักภายในมิติ
ขณะที่เฟยเจินไม่อยู่ ทางด้านหมิงซินเทียน ณ เมืองไฉเฟิง ร้านก็ยังเปิดทุกวันเช่นเคย แต่วันนี้กลับมีผู้ที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามา
“ไอหยา ดูสิ นี่มันครอบครัวลูกชายคนโตข้ามิใช่หรือ เหตุใดจึงไม่บอกแม่ล่ะว่าเจ้าเปิดกิจการซะใหญ่โต” หญิงชราพร้อมด้วยซูจวน ซูเล่อ หลานสาว หลานชายเดินเข้ามาหาซูเหลียงที่กำลังยืนตรวจสอบสินค้าอยู่มุมหนึ่ง
“ทะ… ท่านแม่” ชายผิวคล้ำหันมาด้วยความตกใจ เขาไม่นึกว่าท่านแม่จะกล้ามาหาเขาอีก นางทิ้งเขาไปแล้วจะเอาอันใดอีกกัน
“ลูกชาย ขาเจ้าหายดีแล้วหรือ แม่เป็นห่วงเจ้านัก แล้วนี่พวกเจ้าขายอันใดกันหรือ คงได้กำไรไม่น้อยเลยใช่หรือไม่” หญิงชราเดินเข้ามากุมมือลูกชายคนโต แกล้งทำน้ำเสียงห่วงใย ก่อนจะปล่อยมือ เดินไปหยิบกระปุกหนึ่งบนชั้นวางขึ้นมาดู นางหันไปมองลูกค้ามากมายด้วยสายตาละโมบ
“ท่านแม่ไปเถิดขอรับ ร้านนี้มิใช่ร้านของข้า ข้าเป็นเพียงลูกจ้างเท่านั้น” ซูเหลียงพยายามจับตัวนางเฉียวดันออกไปทางประตูด้วยความเจ็บปวดใจ ความทรงจำตอนที่ได้รับรู้ว่าแม่ตนเองทอดทิ้งตนตอนกำลังป่วยนั้น ช่างเจ็บปวดเหลือเกิน
“สวรรค์! เจ้ากล้าหลอกลวงแม่ผู้ให้กำเนิดอย่างนั้นหรือ” หญิงชราทิ้งตัวลงกับพื้น นางทำท่าร้องห่มร้องไห้ แต่ไม่มีน้ำตาสักหยดบนหน้า นางโวยวายต่อหลังจากเห็นผู้คนในร้านเริ่มสนใจ มองมาทางนาง “ชีวิตเจ้าก็ร่ำรวยเพียงนี้ เจ้ายอมทอดทิ้งแม่กับหลานๆ อยู่อย่างลำบาก อดมื้อ กินมื้อได้อย่างไรกัน ข้าตั้งท้องเจ้ามาตั้งหลายเดือน เจ็บปวดเจียนตาย เจ้าเคยรู้หรือไม่ สวรรค์ หากท่านมีตา โปรดมอบความเป็นธรรมให้ข้าด้วยเถิด”
นางเอามือเหี่ยวๆ ทุบลงไปที่พื้นเสียงดัง ตัดพ้อมากมายจนคนรอบข้างรู้สึกเห็นใจ เริ่มด่าทอชายวัยกลางคนว่า ได้ดีแล้วลืมกำพืด
“ใช่แล้ว ท่านลุงใหญ่ ท่านลืมพวกข้าได้อย่างไร!” ซูเล่อ เด็กชายวัย 6 ปี พูดขึ้นเสียงดัง หลังจากโดนพี่สาวสะกิด
“ละ… หลานชาย” ซูเหลียงพูดอันใดต่อมิออก เขาไม่กล้าต่อว่าลูกของน้องชายรอง
“ท่านแม่สามี ลุกขึ้นเถิดเจ้าค่ะ” ซูเพ่ยคิดว่าสถานการณ์ตอนนี้เริ่มแย่แล้ว นางรีบเดินไปช่วยพยุงหญิงชราขึ้นจากพื้น แต่กลับโดนนางผลักออกไปจนล้มไปอีกทาง
“หากเจ้ามีใจจะช่วยข้าจริง ก็นำเงินรายได้มาแบ่งให้ข้าบ้าง” หญิงชราแกล้งทำเป็นร้องห่ม ร้องไห้ต่อ
“ท่านแม่เป็นอันใดมากหรือไม่ขอรับ” ซูเจี๋ย ลูกชายคนโตของซูเพ่ย รีบวิ่งเข้ามาพยุงแม่ตนเองขึ้นจากพื้น ก่อนจะหันไปถามท่านย่าของตน “ท่านย่าต้องการเท่าใดขอรับ”
“อืม… สัก 50 ตำลึงเงิน… ไม่ 100 ตำลึงเงิน” หญิงชราหยุดทำท่าร้องไห้ พูดขึ้นเสียงเบา
“ท่านย่าว่าอันใดนะขอรับ ข้าได้ยินมิชัด 1 ตำลึงเงินหรือขอรับ” ซูเจี๋ยแกล้งทำเป็นมิได้ยิน เขาถามหญิงชราอีกครั้ง เวลานี้เขาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มาจากอาเจินแล้ว
“ข้าบอกว่า 100 ตำลึงเงิน มิใช่ 1 ตำลึงเงิน!!” นางเฉียวเผลอตะโกนเสียงดังทั่วร้าน ทำให้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน จากนั้นก็รีบปิดปากตนเองอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ
สายตาจากผู้คนที่กำลังสงสารหญิงชราเริ่มเปลี่ยนไป ทำให้พวกนางเฉียว ซูจวน ซูเล่อ เริ่มวิตกกังวล
ซูจวน เด็กหญิงวัย 13 ปีมองซ้ายขวา เมื่อเห็นว่าทุกคนกำลังสนใจทางด้านท่านย่า นางก็แอบเดินไปหยิบกระปุกสีชมพูใส่ในอกเสื้อ คิดจะขโมยกลับบ้าน
“ทางนี้เลยเจ้าค่ะ คนพวกนี้มาอาละวาดที่ร้านของเจ้านายข้า” ซูเจียววิ่งเข้ามาทางประตูด้วยความรีบร้อน ด้านหลังนางมีชายหนุ่มห้าหกคนใส่ชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่เดินตามมา ในมือพวกเขาถือไม้ยาวมาด้วย
เนื่องจากในขณะที่ซูเจียวกำลังจะเข้ามาในร้านนั้น นางเห็นพวกท่านย่าเสียก่อน นางจึงรีบวิ่งไปหาเจ้าหน้าที่ที่อาเจินเคยบอกนางไว้ ว่าหากเกิดเรื่องอันใดให้ไปพบเจ้าหน้าที่ผู้นี้ ซึ่งก่อนหน้าที่เฟยเจินจะออกเดินทาง เธอได้ให้เงินพิเศษและฝากฝังกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในเมืองไฉเฟิงโดยเฉพาะ
“ลูกชาย เจ้าจะให้คนพวกนี้จับแม่เข้าคุกงั้นหรือ!” หญิงชราพยายามดิ้นรนออกจากการจับกุมตัวของเจ้าหน้าที่
“ขะ… ข้าไม่ได้ทำอันใดผิด อย่ามาจับข้า!” ซูจวนกรีดร้องเสียงดัง นางวิ่งหนีไปทางประตู แต่สะดุดอะไรบางอย่างเข้าจึงล้ม กระปุกชมพูในเสื้อจึงกลิ้งออกมา
ซูต้าต่าน เสี่ยวเอ้อร์ที่เฟยเจินรับเข้ามาจากหมู่บ้าน แอบหัวเราะอย่างสะใจในใจ เพราะเมื่อกี้เขายื่นขาไปสกัดการหนีของซูจวนได้อย่างประสบความสำเร็จ
“มะ… ไม่ ข้าไม่ได้ขโมย!” ซูจวนพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากเห็นสายตาของทุกคนมองไปที่กระปุกชมพูที่กลิ้งออกไปไกล
เจ้าหน้าที่รีบจับกุมตัวทั้งสามไปที่คุกทันที ทั้งเสียงโวยวาย เสียงกรีดร้อง เสียงร้องไห้ต่างๆ ดังไปตลอดทางที่พวกเขาเดิน
“วันนี้ปิดร้านเร็วหน่อยเถิด” ซูเหลียงพูดกับเสี่ยวเอ้อร์ทั้งสี่ เขาเดินไปพยุงภรรยาให้ขึ้นไปนั่งพักบนชั้นสอง ในห้องส่วนตัวด้วยความเศร้า
กลับมาทางด้านเฟยเจิน ณ เมืองลู่เจ๋อ เมืองติดทะเลอันดับหนึ่งของแคว้นจินแห่งนี้
วันถัดมาหลังจากลี่ลู่เสียนได้จากไป เฟยเจินก็ชวนทุกคนเข้าเมืองไปเดินเล่นซื้อของ วันนี้เด็กหญิงใส่ชุดกระโปรงผ้าฝ้ายสีเหลืองอ่อน ปักลายดอกไม้กับผึ้งน้อยโบยบินและมัดเปียสองข้างน่ารักสดใส สมวัย
“พวกเจ้าอยากจะซื้ออันใดก็ไปเดินดูเถิด ข้าจะเข้าไปพักที่โรงน้ำชาสักแห่ง” เดินดูและซื้อของมาสักพัก เฟยเจินก็รู้สึกคอแห้ง แต่เธอเห็นพวกฮุ่ยอิงและฝาแฝดกำลังสนุกสนาน เธอจึงอนุญาตให้เดินแยกกัน
“ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ/ขอรับคุณหนู” ทั้งสามค้อมหัวให้เด็กหญิง เดินไปดูสิ่งที่ตนเองจะซื้อ พวกเขาจะซื้อของไปฝากให้คนที่บ้านมากมาย จึงจำเป็นต้องใช้เวลาเลือกนาน
เฟยเจินกับเย่วซินเดินไปทางโรงน้ำชาแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลนัก แต่ก่อนที่จะเข้าไปในนั้น เด็กหญิงก็สัมผัสได้ถึงอันตรายที่กำลังจะเข้ามา เธอรีบหันไปก็เห็นชายชุดดำปิดหน้า เห็นเพียงดวงตากำลังแบกเด็กชายตัวเล็กพุ่งมาทางเธอ
ไม่ทันได้คิด เฟยเจินก็ใช้เท้าถีบเข้าที่ท้องน้อยของชายชุดดำ ก่อนจะกระโดดม้วนตัวไปรับเด็กชายตัวเล็กที่ลอยออกไป
“แงงงงง แงงงงง!!” เด็กชายวัย 2 ปี ผิวขาว ตากลมโตกอดคอเฟยเจินแน่น ร้องไห้เสียงดังด้วยความหวาดกลัว
“คุณชายน้อย!” กลุ่มองครักษ์กลุ่มหนึ่งวิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าเด็กหญิง อีกส่วนหนึ่งก็รีบไปจับตัวชายชุดดำไว้ไม่ให้หนีไป
“ต้องขอขอบพระคุณคุณหนูท่านนี้ด้วยขอรับ ได้โปรดส่งคุณชายน้อยมาให้ข้าด้วยเถิด” หนึ่งในนั้นพยายามจะอุ้มเด็กชายตัวเล็กออกจากเฟยเจิน
“แงงงงงง!!” เด็กชายตัวเล็กใช้แขนกับมือป้อมกอดคอเฟยเจินแน่น ไม่ยอมปล่อย
“พาข้ากลับไปด้วยเถิดเจ้าค่ะ” เฟยเจินไม่กล้าออกแรงกับเด็กคนนี้มากนัก เพราะเด็กน้อยดูร่างกายบอบบางยิ่งนัก แขนป้อมของเขารัดคอเธอแน่นจนเธอต้องรีบบอกให้องครักษ์ทั้งห้ารีบนำเธอไปหาพ่อแม่เด็ก
ส่วนเย่วซินก็รีบเดินตามหลังเฟยเจินไป เขาไม่กล้านำเด็กออกจากเธอ เพราะเห็นเฟยเจินยกมือห้ามไว้