[จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    เล่ม 2 ตอนที่ 173 ดินแดนเปื้อนเลือด ตอนที่ 2

    นี่คือโลกที่มีสีแดง สีเหลือง และสีน้ำตาล การก่อตัวของหินขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วเกิดเป็นป่าของหินผุกร่อน ถ้ำและหุบเขาไม่มีที่สิ้นสุดทำให้เกิดภูมิประเทศที่ซับซ้อนซึ่งมีจุดที่สามารถใช้เป็นที่หลบซ่อนอยู่หลายแห่ง พร้อมทั้งมีความอันตรายที่ไม่ทราบจำนวนซุกซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเหล่านั้น


    ที่แห่งนี้เป็นดินแดนแห้งแล้งซึ่งแทบไม่มีอะไรที่มองเห็นได้นอกจากหินและทราย มีพุ่มไม้เล็ก ๆ ปรากฏอยู่ตามเชิงหินเป็นครั้งคราวทว่าในดินแดนอันกว้างใหญ่นี้ไม่มีแม่น้ำสายใดสามารถไหลผ่านได้ตลอดทั้งปี ลำธารเล็ก ๆ หลายสายไหลผ่านในช่วงฤดูฝนแต่ก็แห้งขอดลงแทบจะในทันทีเมื่อถึงฤดูร้อน อย่างไรก็ตาม ที่นี่มีแท่งโอเอซิสที่มีประโยชน์ประดับดินแดนอยู่ซึ่งมองดูราวกับไข่มุกที่กลายเป็นศูนย์กลางของพลัง


    มีพื้นที่บางส่วนของดินแดนเปื้อนเลือดที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ทว่าทั้งหมดนั้นอยู่ในบริเวณใกล้กับดินแดนแห่งจิตวิญญาณของบรรพบุรุษบาร์บาเรียนทางตะวันตก ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่นี่เกิดการต่อสู้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนทำให้ดินแดนที่เคยอุดมสมบูรณ์กลับกลายเป็นแห้งแล้งและเต็มไปด้วยสีเลือด


    ริชาร์ดสูดหายใจเข้าลึก ๆ ขณะที่ลมแรงพัดผ่านแก้มของเขา เขารู้สึกถึงความร้อนแห้งปะทะเข้าจมูกพร้อมด้วยเม็ดทรายหยาบ ๆ ทันที ดวงอาทิตย์ที่แผดเผา 2 ดวงลอยอยู่บนท้องฟ้าโดยแสงแดดที่กำลังเดือดของพวกมันส่องลงบนพื้นดินแห้งผาก หากมองจากระยะไกล เสาหินสีแดงนั้นดูราวกับเป็นคบไฟที่กำลังลุกไหม้


    เมื่อวานนี้พวกเขาดิ้นรนเดินทางผ่านความมืดและชื้นของผืนป่า แต่ในตอนนี้เมื่อพวกเขาออกจากภูเขาก็เข้าสู่โลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง


    ผู้ร้าย กลุ่มคนอันธพาล และโจรนับไม่ถ้วนอาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้ มือของเหล่าผู้ค้าทาสต่างก็เปื้อนเลือดของชนเผ่าต่าง ๆ พื้นที่ส่วนใหญ่ในดินแดนเปื้อนเลือดเป็นที่แห้งแล้งทว่ากลับเต็มไปด้วยโอกาสมากมาย ผลผลิตพิเศษจากดินแดนของบาร์บาเรียนส่วนใหญ่จากที่นี่สามารถนำออกไปขายได้ราคาสูงมากในสังคมที่มีความเจริญรุ่งเรือง และนอกจากนี้ที่นี่ยังสามารถค้นพบขุมทรัพย์เล่นแร่แปรธาตุที่น่าสนใจและสินค้าเวทมนตร์ได้ด้วย


    มีข่าวลือกันว่ามีเขตพื้นที่แห่งความตายที่ยังคงเป็นปริศนามากมายอยู่ลึกเข้าไปในดินแดนเปื้อนเลือด สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่โครงสร้างของกาลเวลามีความบิดเบี้ยว สิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดมากมายจึงกระจายอยู่ทั่วดินแดนทว่าก็มีซากปรักหักพังที่มีสมบัติล้ำค่าฝังอยู่ภายในเช่นกัน แม้ว่ากาลเวลาที่บิดเบี้ยวนั้นถือเป็นศัตรูที่ทรงพลังมาก แต่นักผจญภัยจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนต่างก็ยังคงให้ความสนใจกับโอกาสที่จะค้นพบสมบัติเหล่านั้น


    มันเป็นเวลาใกล้เที่ยงแล้ว ริชาร์ดเหงื่อชุ่มไปทั้งตัวภายในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงหลังจากเดินทางเข้ามาในทะเลทราย คนอื่น ๆ ต่างก็ดูเหนื่อยล้าเช่นกัน พวกเขาจึงมองหาจุดที่ร่มรื่นใต้หน้าผาเพื่อพักผ่อนขณะรอให้ความร้อนนั้นคลายลง


    ม้ากลายเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในดินแดนเปื้อนเลือดแห่งนี้ ม้าทุกตัวที่พวกเขายึดมาจากบารอนฟอร์ซ่าถูกส่งมากับกองทัพแนวหน้าของริชาร์ด มันทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการข้ามผ่านอาณาจักรเซควายาเพื่อไปยังดินแดนเปื้อนเลือดได้เป็นอย่างดี กองทัพแนวหน้านั้นมีแร็พเตอร์ 2 ตัวอยู่ด้วยทำให้ริชาร์ดสามารถติดตามตำแหน่งของกลุ่มที่อยู่แนวหน้าได้


    เมื่อเข้าสู่ใต้ร่มเงาของหน้าผาสูง ทั้งกลุ่มก็ล้มตัวลงทันทีเพื่อดื่มน้ำและพักผ่อน ริชาร์ดเดินออกจากที่ร่มก่อนหรี่ตามองดวงอาทิตย์ทั้งสองข้างบนท้องฟ้าที่ไม่ยอมเคลื่อนไหวไปทางอื่น เขาส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ก่อนหันหลังกลับและตะโกนขึ้น “ร้อนจริง ! พวกเรา พักกันเถอะ ! ดูเหมือนว่าจะต้องรอให้ถึงตอนเย็นก่อนถึงจะออกเดินทางต่อได้ !”


    หลังจากได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็ลุกขึ้นและช่วยกันทำความสะอาดพื้นเพื่อเตรียมไว้พักผ่อน มีเดียมแรร์จัดการพื้นที่วางถ้วยชามขึ้นมาอย่างเรียบง่ายก่อนเริ่มปรุงอาหารให้พวกเขาทั้งหมด ริชาร์ดปาดเหงื่อออกจากหน้าผากของเขาก่อนกลับเข้าที่ร่มและเปิดแผนที่ออกเพื่อศึกษา


    แผนที่นี้เรียบง่ายและไม่ครบถ้วน มันไม่มีแม้แต่แบบร่างที่สมบูรณ์ของดินแดนเปื้อนเลือดเพราะมันถูกวาดขึ้นด้วยมือของเหล่าอันธพาล ดังนั้นถึงแม้ว่ามันจะระบุที่ตั้งของโอเอซิสและค่ายที่มีชื่อเสียงหลายแห่งแต่ก็ไม่สามารถพิจารณาข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างแม่นยำ หากพวกเขาใช้มันเป็นหลักในการเดินทาง พวกเขาอาจจบลงด้วยการเบี่ยงเบนจากจุดหมายปลายทางที่ตั้งไว้เป็นระยะทางไกลทีเดียว


    อย่างไรก็ตาม แผนที่เรียบง่ายนี้เป็นของกำนัลที่ได้มาจากการทำลายวิหารแห่งความกล้าหาญ ซึ่งนั่นหมายความว่ามันเป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้บนเพลนนี้ 


    ดินแดนเปื้อนเลือดเต็มไปด้วยความอันตรายที่ไม่อาจคาดเดาได้ นอกเหนือจากโอเอซิสและค่ายกลางที่ถาวรไม่กี่แห่ง พื้นที่ส่วนใหญ่ที่เหลือก็ล้วนเป็นที่ว่างเปล่า บนแผนที่มีเพียงคำนิยามง่าย ๆ ไม่กี่คำซึ่งบางคำชี้ไปยังสถานที่ที่รู้จักกันดี ในขณะที่บางคำเป็นชื่อท้องถิ่น แผนที่ที่แท้จริงอยู่ในมือของเหล่าผู้ค้าทาสซึ่งเดินทางอยู่ในสถานที่นี้มาเป็นเวลานานหลายปี


    ริชาร์ดทำเครื่องหมายเส้นทางไว้ตรงมุมของแผนที่โดยเติมรายละเอียดของภูมิประเทศแต่ละส่วนที่พวกเขาเดินทางข้ามผ่านมา พรีซิชั่นช่วยให้เขาวาดวงเวทย์ที่ซับซ้อนออกมาได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นการวาดแผนที่จึงไม่เป็นปัญหาอะไรสำหรับเขาเลย


    ทันใดนั้น จู่ ๆ โอล่าก็วิ่งมาข้าง ๆ เขาก่อนเอ่ยถามขึ้น “มาสเตอร์ เราจะทำอะไรต่อไปรึ ?”


    ริชาร์ดชี้ไปที่สัญลักษณ์ค่ายบนแผนที่ “เราจะเริ่มต้นด้วยการพบกับกองทัพแนวหน้า เมื่อเรามีม้าแล้ว เราจะไปลองเสี่ยงโชคกันต่อที่ค่ายบลัดสโตน เราต้องหาผู้นำทางที่คุ้นเคยกับพื้นที่นี้และมาดูกันว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง”


    โอล่าถึงกับงุนงง “เสี่ยงโชคอย่างนั้นรึ ?”


    ริชาร์ดยิ้ม “เราจะตั้งหลักกันที่นี่ เจ้ารู้ไหมว่าสำหรับที่นี่ไม่ว่าเผ่าพันธุ์ไหนก็ถือเป็นคนแปลกหน้าสำหรับพวกเขาทั้งนั้น พวกเขาล้วนเป็นคนชั้นต่ำและคนไร้ค่าจากทุกที่ซึ่งถูกทิ้งไว้ที่นี่ พวกเขาสามารถเป็นมิตรสำหรับพวกเราได้ไม่ยาก ขอแค่พวกเราแข็งแกร่งพอ พวกคนชั้นต่ำเหล่านี้ก็จะไม่สนว่าพวกเราเป็นใคร”


    “รวมถึงบาร์บาเรียนด้วยหรือ ?” โอล่าถามอย่างระมัดระวังแม้ว่าท่าทางที่เขาแสดงออกมานั้นค่อนข้างจะผิดธรรมชาติก็ตามที


    ริชาร์ดมองเขาอย่างประหลาด “แน่นอน !”


    สีหน้าที่ไม่สบายใจนั้นตามมาด้วยอาการหน้าซีดเผือด ริชาร์ดจึงเกิดสงสัยว่าโอล่าเคยประสบกับอะไรมาก่อนเขาจึงมีความทรงจำที่สาหัสเช่นนี้ต่อบาร์บาเรียน


    เมื่อส่งโอล่าออกไป ริชาร์ดก็เดินไปยังทีรามิสุและตบเบา ๆ ที่หลังของมัน “ข้าต้องการให้เจ้าคัดลอกม้วนกระดาษเวทมนตร์พวกนี้อีกไม่กี่แผ่น ข้าได้ยินมาว่ามีสิ่งของมากมายมหาศาลในเพลนนี้ พวกเราจะโชคดีมากแน่ถ้าได้ครอบครอง แน่นอนว่าต้องมีอะไรที่ช่วยเพิ่มมานาของเจ้าได้ด้วยเช่นกัน”


    “ว่าแต่ว่า เจ้าคิดว่าจะเพิ่มระดับขึ้นเมื่่อใดรึ ?”


    ทีรามิสุเกาหัวแกรก “ข้าจะขึ้นเป็นระดับ 10 ภายในอีกประมาณ 1 เดือน” 


    โอเกอร์แตกต่างจากมนุษย์ตรงที่เวทมนตร์ที่พวกมันมีนั้นอ่อนแอกว่าหากอยู่ในระดับเดียวกัน นั่นก็คือโอเกอร์เมจระดับ 10 จะเทียบเท่ากับมนุษย์เมจระดับ 8 


    ริชาร์ดพยักหน้า “ไม่เลว ! ข้าจะตั้งตารอวันที่เจ้าขึ้นถึงระดับ 12 ก็แล้วกัน !”


    โอเกอร์มีแนวโน้มที่จะกลายพันธุ์เมื่อมันขึ้นถึงระดับ 12 โดยที่อาจจะมีหัวงอกเพิ่มขึ้นอีก 1 หัวหรือพัฒนาอบิลิตี้ทางสายเลือดที่หายาก โดยทั่วไปแล้วการเพิ่มอีก 1 หัวก็นับเป็นเรื่องยอดเยี่ยมเพราะเมจจะสามารถร่ายคาถาได้เร็วกว่ามาก


    หลังจากวนเวียนไปรอบ ๆ เพื่อคุยกับทุกคนเรียบร้อยแล้วริชาร์ดก็นั่งลง เขาหยิบชิ้นส่วนหนังออกมาเพื่อร่างรูนที่ยังวาดไม่เสร็จ จากการฝึกฝนทำให้เขาสามารถวาดรูนได้ในสภาพแวดล้อมทุกแบบไม่ว่าจะเป็นบนโต๊ะเล่นแร่แปรธาตุชนิดพิเศษของคนแคระในดีพบลูหรือโต๊ะขนาดเล็กบนเกาะลอยของตระกูลอาเครอน แน่นอนว่าแม้กระทั่งบนหินแบนที่อยู่ตรงหน้าเขาในเวลานี้เขาก็วาดได้ มันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความแม่นยำของวงเวทย์ที่เขาวาดเลยแม้แต่น้อย


    รูนที่เฉพาะเจาะจงนี้คือ[รูนสเตร็งค์ขั้นพื้นฐาน]ที่เขาร่างขึ้นสำหรับให้แกงดอร์ เขาสามารถเพิ่มอัตราเสริมพลังได้ 30% จากวัตถุดิบที่เขามีในปัจจุบัน มันจะทำให้ความแข็งแกร่งของแกงดอร์เทียบเท่าได้กับของเมนต้าซึ่งจะเพิ่มความสามารถในการต่อสู้ให้แก่เขาได้อย่างมาก


    โฟลว์แซนด์เดินมาและนั่งลงข้าง ๆ เขาก่อนจะนั่งมองเขาร่างแบบรูน “การเป็นผู้นำมันไม่ง่ายเลยใช่ไหม ?” นางถาม


    แม้ว่าจะมีโฟลว์แซนด์มาชวนคุยแต่ปากกาของเขาไม่ได้หยุดลงและลายเส้นของเขายังคงราบเรียบและเป็นระเบียบดังเดิม “ใช่ ข้าต้องพิจารณาทุกคนและทุกอย่าง นอกจากต้องทำความเข้าใจความคิดของเจ้าแล้ว ข้ายังต้องการพลังของทุก ๆ คนในอนาคต ข้าต้องได้รับความไว้วางใจจากพวกเขาแทนที่จะเอาแต่พึ่งสัญญาที่ผูกมัดพวกเขาไว้ อีกอย่าง ต่อให้ข้าต้องการสัญญาทาสเพิ่ม ตอนนี้ข้าก็ไม่มีเหลือแล้ว”


    เขายังคงวาดเส้นโค้งจนสมบูรณ์ก่อนเก็บปากกาไว้พลางพูดอย่างใช้ความคิด “แต่ความไว้วางใจนั้นยากที่จะได้รับ”


    โฟลว์แซนด์เผยรอยยิ้มเล็กน้อย “ไม่ต้องห่วง ข้าเชื่อว่าเจ้าทำได้ และที่แน่ ๆ เจ้าได้ความไว้วางใจจากข้าไปแล้ว”


    ริชาร์ดตอบกลับอย่างรวดเร็ว “แต่ยังมีคนอื่น ๆ อีกมาก”


    โฟลว์แซนด์สางผมยาวสลวยของนาง “ง่ายนิดเดียว เจ้าก็แค่นำพวกเขาไปเจอกับชัยชนะในการต่อสู้ครั้งต่อ ๆ ไป”


    ริชาร์ดพยักหน้า “จริงของเจ้า”


    “แต่เหมือนว่าเจ้าจะหลงลืมใครบางคนไป” นางเตือนเขา


    “ใครรึ ?”


    “วอเตอร์ฟลาวเวอร์”


    “วอเตอร์ฟลาวเวอร์ ?” ริชาร์ดแปลกใจในตอนแรก แต่แล้วเขาก็เข้าใจ จิตวิญญาณของพวกเขาเชื่อมต่อกันทำให้เขารู้ตำแหน่งของหญิงสาวและเรียกนางมาได้ทุกเมื่อที่เขาต้องการ ทว่ามันไม่ได้หมายความว่าเขาจะรู้ว่านางกำลังคิดอะไร ไม่ว่านางจะมีความสุขหรือหดหู่ก็ตาม แต่ตอนนี้เขาก็ละเลยนางมาเป็นเวลานานแล้ว


    “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบใจเจ้ามาก !”


    โฟลว์แซนด์ยิ้ม “ไม่จำเป็นต้องขอบใจข้าหรอก เอาเป็นว่าข้าเฝ้ารอวันที่เจ้าพร้อมพาพวกเราทุกคนกลับไปนัวแลนด์ก็แล้วกัน”


    เขาตอบนางกลับไปอย่างลึกซึ้ง “ส่วนข้า ข้าตั้งตารอวันก่อนหน้านั้นต่างหาก”


    โฟลว์แซนด์อึ้งไปครู่หนึ่งและจากนั้นนางก็ทำหน้าบูดก่อนพ่นลมออกมาทางจมูก ท่าทางอึ้ง ๆ และดูประหลาดใจของนางนั้นทำให้ริชาร์ดรู้สึกประสบความสำเร็จเล็ก ๆ

    คล้ายกับเรื่อง[จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin ที่คุณอ่าน