หลวนเป้ยเล่อเป็นชายผู้สง่างามรูปร่างสูงใหญ่เมื่อสูงวัยแล้วก็ยังดูภูมิฐานเดินเข้ามาพร้อมกับสตรีรูปร่างระหงงดงามมากผู้หนึ่ง
“เสด็จอาไม่ต้องมากพิธีเจิ้นเคยเห็นท่านเมื่ออายุยังน้อยจึงจดจำท่านมิใคร่ได้จึงขอเสียมารยาทตรวจสอบท่านเสียหน่อย”
อู๋กงกงนำเอารูปวาดของหลวนเป้ยเล่อในสมัยที่ยังอยู่วังชิงหลวนออกมาให้ขุนนางในท้องพระโรงได้เปรียบเทียบรูปลักษณ์และใบหน้าเมื่อฮ่องเต้ได้ทรงสอบสวนด้วยตนเองถึงความสัมพันธ์ของหลวนเป้ยเล่อกับคนในวังหลวงแล้วก็ยังทรงแสดงท่าทีคลางแคลงพระทัยขุนนางทั้งท้องพระโรงยังคงหันไปซุบซิบกัน
มหาเสนาบดีหลี่ยังคงไม่ต้องการยอมรับเพราะเกรงตำแหน่งฮองเฮาจะหลุดลอยไปจากฝ่ายตน“ขอเดชะฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าท่านหลวนเป้ยเล่อหายไปหลายสิบปีควรต้องมีผู้ที่น่าเชื่อถือยืนยันได้อย่างแท้จริงว่าทรงเป็นท่านหลวนตัวจริง”
“ใต้เท้าหลี่เจ้าไม่ต้องกังวลไป เจิ้นให้คนไปเชิญเสด็จฮองไทเฮามาแล้ว”
คนทั้งท้องพระโรงล้วนตกตะลึงในช่วงนั้นฮองไทเฮาที่ทรงดำรงตำแหน่งฮองเฮามีข่าวซุบซิบกันว่าทรงหวาดระแวงคนวังชิงหยวนยิ่งนักไม่แน่ว่าอาจจะทรงเป็นผู้เผาวังชิงหยวนและคิดฆ่าหลวนเป้ยเล่อผู้นี้ก็เป็นได้เหตุใดฮ่องเต้จึงยังทรงกล้านำพระนางให้มายืนยันตัวหลวนเป้ยเล่อ?
“ฮองไทเฮาเสด็จแล้ว!”สิ้นคำขานของขันทีพระนางก็ปรากฏที่ประตูด้านข้าง ฮ่องเต้ทรงลุกขึ้นถวายพระพรฮองเฮาตามด้วยการคุกเข่าถวายพระพรของคนทั้งท้องพระโรง
“พวกเจ้าลุกขึ้นได้”พระนางเสด็จไปนั่งยังตำแหน่งที่เยื้องไปข้างหลังฮ่องเต้เล็กน้อย“อ้ายเจียได้ยินว่าพวกเจ้าอยากให้มายืนยันตัวหลวนเป้ยเล่อคนผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่ดอกหรือ?”
“เชิญเสด็จอาเข้ามาใกล้ๆเสด็จแม่เถิด พะยะค่ะ”
หลวนเป้ยเล่อเดินตรงเข้ามาอย่างสง่าผ่าเผยเมื่อประทับต่อหน้าฮองไทเฮาแล้วทำเอาพระนางแทบผงะ “เป็นเจ้าจริงๆ ด้วยเจ้ารอดชีวิตมาได้ ช่างเหลือเชื่อนัก”
“เสด็จแม่นี่เป็นท่านหลวนเป้ยเล่อจริงหรือ พะยะค่ะ”
“จริง!นี่ล่ะคือคนผู้นั้น หลวนตัวหลัวเป้ยเล่อผู้ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของอดีตฮ่องเต้”ฮองไทเฮาพระพักตร์สลดลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงว่าครานั้นแม้พระนางจะชิงความสำคัญกับหลวนเป้ยเล่อผู้นี้เพียงใดกลับไม่อาจให้กำเนิดพระโอรสหรือพระธิดาได้เองสุดท้ายการแย่งชิงนี้จึงกลายเป็นเพียงสิ่งว่างเปล่าพระนางต้องไปชิงเอาพระโอรสจากเหล่าพระสนมมาเลี้ยงดูและผลักดันให้เป็นฮ่องเต้
“ขอบพระทัยฮองไทเฮาที่ยังทรงจดจำหม่อมฉันได้”หลวนเป้ยเล่อทรงยิ้มน้อยๆ สีหน้านั้นไม่คล้ายยินดีและไม่คล้ายเย้ยหยัน
“หลายปีแล้วเจ้าไปอยู่หนใดมาหรือ?”
“หม่อมฉันรอดตายจากไฟไหม้ครั้งนั้นก็หนีไปตั้งรกรากอยู่ที่ชายแดนบัดนี้มีบุตรสาวผู้หนึ่ง ท่านเสนาบดีฟ่านรับปากว่าจะพากลับมาอยู่ในวังคราแรกก็ไม่คิดว่าท่านเสนาบดีหวังจะให้หลวงชิงซือมาเป็นฮองเฮาหากแต่เมื่อมาถึงเมืองหลวงจึงได้รู้ว่าแผ่นดินยังขาดฮองเฮา”
“เจ้ายินยอมจะให้นางรับการคัดเลือกหรือไม่?”
“ความจริงกระหม่อมก็ไม่อยากจะกลับมาอยู่เมืองหลวงแล้ว ทุกอย่างก็แล้วแต่บุตรสาวของกระหม่อมจะตัดสินใจหากนางเต็มใจจะอภิเษกสมรสกระหม่อมก็ไม่ขัดข้อง”
ฮองไทเฮาถอนพระทัยหนักๆ“อันที่จริงการที่เจ้าต้องดิ้นรนหลีกหนีตกระกำลำบากหลายสิบปีหากอดีตฮ่องเต้ทรงล่วงรู้คงจะเสียพระทัยนักให้ถือเสียว่าเป็นการทดแทนความสูญเสียของเจ้าเถิด แม้นางจะมิได้รับตำแหน่งองค์หญิงอย่างเป็นทางการแต่นางคือสายเลือดของเจ้าตัวหลัวเป้ยเล่อย่อมมีศักดิ์เป็นองค์หญิงแห่งแคว้นหมิง ผู้หนึ่งการอภิเษกสมรสขึ้นเป็นฮองเฮาก็ถือว่ามีความเหมาะสมอย่างยิ่ง”
หลวนเป้ยเล่อค้อมศีรษะลง“ขอบพระทัยที่ทรงเมตตาบุตรีหม่อมฉัน พะยะค่ะนางมิได้เติบโตจากในรั้วในวังเกรงว่ากริยามารยาทอาจจะไม่เหมาะสมนัก”
“เจ้าอย่าได้คิดมากให้นางเข้าวังมาเถิดอ้ายเจียจะเป็นผู้อบรมมายาทให้แก่นางเอง” ฮองไทเฮาทรงหันไปหาองค์หญิงพระองค์ใหม่“ว่าอย่างไรเล่า? หลวนชิงซือเจ้ายินดีจะเป็นฮองเฮาให้บุตรชายข้าหรือไม่?”
องค์หญิงหลวนชิงซือยอบกายเอียงอายเล็กน้อย“เพคะ หม่อมฉันแล้วแต่ฮองไทเฮาจะมีพระกรุณา”
“อืม...ดี!เช่นนั้นก็เอาตามนี้ อ้ายเจียขอกลับไปพักผ่อนก่อนก็แล้วกัน ให้นางไปที่ตำหนักของอ้ายเจียเย็นนี้เลย”
“น้อมส่งเสด็จเสด็จแม่พะยะค่ะ”
มหาเสนาบดีหลี่และเหล่าขุนนางที่หวังจะให้บุตรสาวของตนได้ขึ้นเป็นฮองเฮาล้วนหน้าเสียไปตามๆ กันคราวแรกคิดว่าหากเสนาบดีฟ่านแค่กราบทูลเสนออาจจะพอทูลคัดค้านได้บัดนี้ฮองไทเฮาทรงออกตัวมารับดูแลนางเข้าวังเสียแล้ว โอกาสคงจะหมดสิ้น
“ฝ่าบาทหากแม่คิดว่าเหมาะสม แต่เจ้าเล่า? พอใจในตัวนางหรือไม่?”
“กระหม่อมแล้วแต่เสด็จแม่จะจัดการพะยะค่ะ” ฮ่องเต้แสดงบทบาทการเป็นลูกกตัญญูต่อหน้าบรรดาขุนนางในท้องพระโรงทันทีเมื่อพระนางเป็นผู้ออกมายืนยันเองก็เท่ากับว่าคนทั้งหมดต้องยอมรับหลวนเป้ยเล่อผู้นี้ไปโดยปริยายหากพระนางซึ่งเคยเป็นศัตรูของหลวนเป้ยเล่อยังกล้ารับรองว่าเป็นตัวจริงหนำซ้ำยังคิดจะรับองค์หญิงหลวนชิงซือผู้นี้เข้าวังเพื่อรอรับการอภิเษกสมรสเป็นฮองเฮาแผนที่เหล่าพระสนมและขุนนางทั้งหลายวาดหวังไว้ล้วนพังทะลาย
เมื่อจบการประชุมในท้องพระโรงเช้านั้นข่าวฮองเฮาพระองค์ใหม่ก็แพร่กระจายยิ่งกว่าไฟลามทุ่งที่ถูกลมโหมกระพือแรงไม่นานนักทุกตำหนักของเหล่าพระสนมล้วนได้รับข่าวนี้โดยทั่วหน้าพร้อมกับข่าวร้ายนั้นก็นำมาซึ่งความเสียใจแก่พระสนมทั้งสี่ล้วนผู้ที่ลงพนันขันต่อไว้ตามไป๋อ้ายฉิงล้วนโห่ฮากันอย่างยินดี
“พวกเจ้าคิดดูสิ! นางกำนัลตำหนักร้างผู้นั้นกล้าพนันไว้ตั้งมากคราวนี้นางคงได้เงินสร้างคฤหาสน์ให้ครอบครัวเป็นแน่ เงินพนันได้ตั้งยี่สิบเท่าเคราะห์ดีที่ข้าเชื่อนางข้าจะได้เงินส่งให้ที่บ้านเยอะเชียวเจ้าดูสิข้าเล่นห้าสิบตำลึงงอกเงยออกมาเป็นพันตำลึงจะไปหาที่ไหนได้”
“โอ๊ย!ข้าล่ะเสียดายลงไปแค่สิบตำลึงเอง”
แต่ละคนที่เชื่อไป๋อ้ายฉิงในวันนั้นล้วนแต่ตามหาตัวนางให้ควั่กเมื่อรู้ว่านางสนิทกับไป๋เพ่ยเจินก็รีบไปตามหา ไป๋เพ่ยเจินหน้าตาเหรอหรา“นางบอกว่าจะลากลับบ้านไปสักพักไม่รู้ว่าจะไปนานเพียงใด”
หม่าหลันฮวาได้ยินข่าวก็รีบร้อนมาตามหาไป๋เพ่ยเจินด้วยความเป็นห่วง“คราวนี้ฝ่าบาทจะทรงอภิเษก แล้วเจ้าล่ะ? จะได้เป็นพระสนมหรือไม่?ฝ่าบาทโปรดปรานเจ้าขนาดนั้นไม่ตรัสสิ่งใดบ้างหรือ?”
*****************
