เสียงฝีเท้ากุกกักของคนในห้องทำให้ไป๋ฉิงเหวินที่เฝ้าอยู่หน้าห้องใจเต้นระทึกเพราะเป็นห่วงเหลียงญาติผู้น้องที่น้องนอนเฝ้าข้างในเพียงลำพังสะดุ้งลุกขึ้นในทันทีเขาเงี่ยหูรอฟังว่าคนข้างในจะเอ่ยสิ่งใด?
“มือปราบไป๋เจ้าไปเอากล่องปฐมพยาบาลมาที”
พระสุรเสียงแหบห้าวทุ้มต่ำนั้นชัดเจนว่าเป็นเสียงผู้ใด?ไป๋ฉิงเหวินเหงื่อแตกซิกเมื่อได้ยินคำสั่งนั้นแสดงว่าต้องมีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือว่า.....
“พะยะค่ะ”เขารีบลุกว่องไวไปยกเอากล่องไม้ใส่อุปกรณ์ทำแผลและยาพื้นฐานมาจากห้องอีกฟากหนึ่ง“มาแล้วพะยะค่ะ”
แกร๊ก! ประตูเปิดดูใบหน้าซีดเซียวของเหลียงเจินซินโผล่ออกมารับ
“ผู้ใดบาดเจ็บหรือ?”มือปราบไป๋กระซิบถามแต่เมื่อเห็นสีหน้าของญาติผู้น้องก็พอจะเดาได้ว่าเกิดเหตุใหญ่ขึ้นแล้ว “เจ้าหรือ?”
นางส่ายหน้าเบาๆสายตาเลิ่กลั่กนั้นมองไปข้างหลังเขา สายตาขององครักษ์เสี่ยนกับองครักษ์ตงมองมาอย่างใคร่รู้นางจึงไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด? แม้อยากจะบอกญาติ ผู้พี่ใจแทบขาด
“เร็วเข้า!”น้ำเสียงดุดันจากภายในทำเอานางสะดุ้งน้อยๆ
“เจ้าปิดประตูให้ข้าด้วย”นางรีบบอกกับญาติผู้พี่ก่อนจะรับกล่องยาด้วยอาการมือสั่นเล็กน้อยแล้วผลุบเข้าไป
ท่านอ๋องใหญ่จุดเทียนขึ้นเต็มเชิงเทียนสามชั้นบนโต๊ะกลมกลางห้องแล้วทรงประทับรอนางอยู่เหลียงเจินซินวางกล่องยาไว้แล้วหันไปเทน้ำใส่อ่างทองเหลืองพร้อมหยิบผ้ามาทำความสะอาดมือที่มีรอยฟันของนางพอสังเกตได้แต่มีจุดหนึ่งที่ลึกลงไปจนมีเลือดซึมออกมาหน่อยๆ
“ข้าเป็นแผลขนาดนี้เจ้ามีสิทธิ์ถูกประหาร”ใบหน้าของเขาราบเรียบแต่น้ำเสียงดูข่มขู่จนนางสะท้าน
“หม่อมฉันสำนึกผิดแล้วพะยะค่ะ”เหลียงเจินซินไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตาเขาได้แต่บรรจงเช็ดหลังมือที่มีน้ำลายนางติดอยู่บางส่วนออกให้สะอาดนำผ้าสะอาดอีกผืนออกมาเช็ดจนพระหัตถ์ของท่านอ๋องสะอาดแล้วโรยผงยาสมานแผลลงไป
“โอ๊ะ!”
“ขออภัยพะยะค่ะ”
นางรีบยกนิ้วที่แตะผงยาออกด้วยความตกใจเพราเผลอกดลงตรงที่มีเลือดซึมออกแรงเกินไปเพราะไม่อยากให้เลือดซึมออกมาอีกรอยฟันเป็นแนวโค้งบนหลังมือนั้นเหลียงเจินซินหมายมาดว่าต้องพันผ้ารอบมือเขาให้มิดชิด
“พันผ้าบนมือข้าปิดรอยฟันเจ้าให้หมดด้วยหากมีผู้เห็นเข้าอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่”เหมือนเขาจะรู้ว่านางคิดสิ่งใดจึงรีบเอ่ย
เหลียงเจินซินรีบผงกศีรษะรับโดยเร็วหากมีผู้ถามถึงประเด็นนี้ก็อาจจะทำให้ท่านอ๋องไม่อาจช่วยปกปิดความผิดของนางได้แม้ท่านอ๋องใหญ่ไม่เอาความแต่หากฮ่องเต้หรือฮองเฮาทรงกริ้วขึ้นมาเห็นทีชีวิตนางคงอยู่ได้ยาก
“เสร็จแล้วพะยะค่ะ”นางรีบกราบทูลด้วยน้ำเสียงที่บังคับไว้มิให้สั่น
“ดี...ต่อไปเป็นข้อตกลงระหว่างเจ้ากับข้า”
เหลียงเจินซินเงยหน้าขึ้นมองเขาในทันที
“หรือว่าเจ้าจะรับโทษแทนการตกลงเล่า?”
“หามิได้พะยะค่ะ”
“ข้อแรกต่อไปยามที่เจ้าไม่ต้องรับใช้องค์ชายน้อย เจ้าต้องไปรับใช้ข้าที่ตำหนัก”
“หา!” นางผงะแค่ข้อแรกก็ชวนให้ขวัญผวาแล้ว
“หรือเจ้าอยากจะถูกโบยร้อยครั้ง?”ใบหน้าราบเรียบเริ่มดูดุดันจนนางใจหาย
“มะ ไม่พะยะค่ะ”
“ข้อสอง หากข้าต้องออกไปทำงานข้างนอกเจ้าต้องติดตามไปด้วย”
“แต่ว่าหม่อมฉันเป็นผู้ช่วยของมือปราบไป๋นะพะยะค่ะ”
สีหน้าของเขาดูฉุนเฉียว“ต่อไปเจ้าเป็นผู้ช่วยของข้าแล้ว ข้าจะบอกกับ มือปราบไป๋เอง เขาคงไม่กล้ามีปัญหา”
“พะยะค่ะ”เหลียงเจินซินอ้าปากค้างเล็กน้อยแล้วค่อยหุบลงอย่างหวาดหวั่นโทษฐานที่นางทำให้องค์รัชทายาทบาดเจ็บนั้นร้ายแรงจริงๆหากว่าเขาไม่พอใจจะสั่งประหารนางเสียก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำไม่ได้
“และข้อสุดท้าย....”
ดวงตากลมโตของนางดูลุ้นระทึก
“ข้อสุดท้ายข้ายังนึกไม่ออกแล้วจะบอกเจ้าภายหลังก็แล้วกัน”
เหลียงเจินซินนั่งคอตกแทบจะหน้าคว่ำลงกับพื้นโต๊ะ
“กลับไปนอนได้แล้ว”
ชายหนุ่มเดินนำหน้าไปยังเตียงนอนก่อนจะหันมาสั่งให้นางขึ้นไปนอนที่เดิม
“ห่มผ้าให้ข้าด้วย”
‘จบกัน...นี่กลายเป็นว่าข้าต้องมาเป็นพี่เลี้ยงทั้งลุงทั้งหลานเลยหรือนี่?’
นางได้แต่พึมพำงึมงำในลำคอขณะคลี่ผ้าห่มคลุมร่างใหญ่ไปจนถึงหน้าอก
“เอาแขนข้าไปทับผ้าห่มไว้ด้วย”เขาเหลือบตามองไปยังตำแหน่งแขนที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าห่มทำให้นางต้องสอดมือเข้าไปประคองแขนเขาออกมาวางทับไว้ด้านบนแต่ตำแหน่งของอีกแขนอยู่ฝั่งที่องค์ชายน้อยบรรทมหลับสนิทนางไม่อาจข้ามไปฝั่งนั้นได้ต้องคร่อมร่างเหนือตัวของเขาแล้วเปิดผ้าห่มประคองแขนของเขาออกมา
ท่านอ๋องแสร้งออกแรงสะบัดแขนไปด้านข้างทำเอาร่างนางล้มทับอยู่บนอกของเขาเข้าเต็มเปา
“อ๊ะ!ขอประทานอภัยพะยะค่ะ” นางหน้าเจื่อนเมื่อตนเองล้มลงนอนทับอยู่บนอกของท่านอ๋อง
ชายหนุ่มกลั้นยิ้มเต็มกำลัง“เจ้ามีเจตนาอันใดกันแน่?”
“หม่อมฉันมิได้มีเจตนาเสียหน่อยท่านอ๋องต่างหากที่เหวี่ยงแขนไม่บอกไม่กล่าวพะยะค่ะ”องครักษ์หนุ่มน้อยเถียงเสียงแข็งแต่ไม่ยอมหันมาสบตา
“ตกลงจะนอนบนตัวข้าอีกนานไหม?”
นางรีบดันตัวออกจากร่างของเขาแล้วรีบล้มตัวลงนอนก่อนจะนอนตะแคงหน้าไปยังด้านที่ไม่มีเขาอยู่ชายหนุ่มลอบยิ้มก่อนจะสะบัดมือดับเทียนบนโต๊ะทั้งหมด
“นอนดีๆ ล่ะหากเจ้าเผลอมาแตะต้องข้าอีกล่ะก็ ข้าจะเพิ่มโทษให้เจ้าอีกหลายกระทงเลยทีเดียว”เขาทำน้ำเสียงดุดันราวจะข่มขู่มิให้นางเข้าใกล้
เหลียงเจินซินแอบใช้เท้าถูกันอย่างขัดใจเห็นอยู่ชัดๆ ว่าเมื่อกี้เป็นเขาที่แกล้งเหวี่ยงแขนออกเพื่อให้นางล้มบนอกช่างน่าโมโหนัก! คิดได้ไม่ทันไรนางก็ผล็อยหลับไปอีกคราเมื่อได้ยินเสียงลมหายใจของนางเริ่มสม่ำเสมอ ท่านอ๋องก็เอื้อมพระหัตถ์ไปพลิกร่างนางให้หันหน้ามาทางตน
“เจ้าขี้เซาขนาดนี้เห็นทีข้าจะทำอันใดก็คงไม่รู้เรื่อง?ต่อไปคงจะปล่อยให้เจ้าไปนอนกับผู้ใดไม่ได้อีกแล้วโดยเฉพาะบุรุษช่างเป็นอันตรายยิ่งนัก”
เสียงตีกลองบอกยามเหม่าที่คนส่วนใหญ่เริ่มตื่นนอนทำเอาเหลียงเจินซินงัวเงียผ้าห่มในวังหลวงทำด้วยสิ่งใดกันเหตุใดจึงอุ่นสบายจนไม่อยากจะลุกเช่นนี้?มิใช่อุ่นแค่ช่วงตัวแต่อุ่นสบายไปจนถึงแก้ม นางหลับตาเอาแก้มถูไปมาบนหมอน
‘เห็นทีคงต้องขอหมอนในวังหลวงกลับจวนด้วยสักใบเสียแล้ว’
ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง!
หูของนางได้ยินเสียงย้ำของกลองอีกคราก็จำใจก็เปิดเปลือกตาขึ้นแต่ด้านหน้ายังคงมืดมิดผ้าห่มนี้พันแน่นเกินไปแล้ว
“เอ๊ะ!”นางขยับตัวไปมาก่อนจะเงยหน้าขึ้นดูแสงสลัวรางจากโคมไฟมุมห้องทำให้ปลายคางบึกบึนของบุรุษอยู่จ่อตา “ตายแล้ว!”
เคราะห์ดีที่ท่านอ๋องยังคงนอนหลับอยู่นางค่อยๆ แกะแขนที่โอบกอดตนเองไว้ออกไปวางแนบลำตัวและลุกขึ้นนั่งอย่างงงงัน
‘นี่ข้าปีนขึ้นเตียงท่านอ๋องได้อย่างไรกัน?หากท่านอ๋องรู้เข้าข้าตายแน่ๆ’
เหลียงเจินซินมองท่อนแขนกำยำที่สอดรองคอตนเองอยู่ทั้งคืนด้วยความงุนงงปนหวาดกลัวนางรีบถดตัวลงไปยังเตียงเล็กอย่างว่องไว ใบหน้าคมคายยังคงระบายลมหายใจเบาสม่ำเสมอเขาหล่อเหลาองอาจถึงเพียงนี้ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงต้องปิดบังใบหน้าอยู่ตลอดเวลานางนิ่งมองอยู่ครู่ ครั้นได้สติก็รีบสะบัดหน้า
‘ไม่ใช่เรื่องของข้าเสียหน่อย...อย่าไปสนใจจะดีกว่า’
****************

