นับจากการประลองกับกองทัพแห่งความตาย นั่นคือครั้งสุดท้ายที่กวีเห็นแสงเดือนแสงตะวัน
วันเวลาได้ล่วงผ่านไปไร้ที่สิ้นสุด การทรมานยังคงดำเนินต่อ อาหารสามมื้อที่ได้รับคือของเหลือทิ้งจากสุนัขเฝ้ายาม รสชาติและััตรงปลายลิ้นช่างน่าขยะแขยง
หากแต่ความทุกข์ทรมานกลับยังมิได้จบลง ชายหนุ่มผู้น่าสงสารถูกข่มขืนโดยพลทหารโครงกระดูกแต่ละวันไม่ซ้ำหน้า
สามครั้งหลังอาหาร ยี่สิบเอ็ดครั้งต่อสัปดาห์ แปดสิบสี่ครั้งต่อหนึ่งเดือน ทำให้เส้นที่ถูกขีดเขียนเอาไว้บนกำแพงจึงเพิ่มพูนทวีมากยิ่งขึ้น จนในยามนี้ได้มีมากถึง..
‘69ขีด’
ในวันหนึ่ง หลังจากมื้ออาหารยามบ่าย
ประตูเรือนจำได้เปิดออกอีกครั้ง กระนั้นผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นกลับมิใช่เ้าโครงกระดูก หากแต่เป็ใบหน้าที่กวีคุ้นเคยและชิงชัง มันก็คือฮูโม่ ชายเฒ่าปรากฏตัวในชุดพ่อพระสีขาวบริสุทธิ์ พร้อมข้างกายของมันมีเหล่าทหารยืนเคียงข้างอีกราวสามนาย
ฮูโม่จดจ้องมองมาที่กวี เรือนร่างของเขาในยามนี้ซูบผอมจนเนื้อหนังติดกระดูก
สิ่งที่ปรากฏอยู่ ณ แววตาของกวีมีเพียงความว่างเปล่า ไร้ซึ่งอารมณ์ที่ััสัมพันธ์กับผู้อื่น ไร้ซึ่งจิตใจของมนุษย์ เปรียบได้ดังตุ๊กตาตัวหนึ่งที่ปราศจากดวงิญญาอยู่ภายใน
“ครั้งนี้จะเป็การทดสอบครั้งที่สิบ ซึ่งในความเป็จริงแล้วยังมีการทดสอบอื่นอยู่อีก แต่เพราะแกสร้างความบันเทิงให้พวกชั้นมามากแล้ว เพราะฉะนั้น หากแกสามารถผ่านการทดสอบครั้งนี้ไปได้ ชั้นก็จะปล่อยแกไป คิดว่าไงล่ะ เป็ข้อเสนอที่ไม่เลวเลยใช่ไหมล่ะ”
ริมฝีปากของฮูโม่พลันยกขึ้นขยับขยายแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้ม ถ้อยคำที่ถูกเปล่งออกมาจากปากอันโสมมของมันมิอาจเชื่อถือสิ่งใดได้ เสียงหัวเราะของเหล่าทหารที่ยืนอยู่ด้านหลังคือเครื่องยืนยัน อย่างไรก็ตาม เกรงว่ายามนี้มันคงไม่สำคัญอีกต่อไป
.
“แกอยากจะทำอะไร..”
.
“ก็ทำไปเถอะ”
.
ในแววตาของชายหนุ่มมิได้ปรากฏความสิ้นหวัง เพราะความรู้สึกของเขาใน่เวลา ณ ปัจจุบัน มันได้ด้านชาจนมิอาจรับรู้ถึงความเ็ปอื่นใดได้อีกแล้ว
ใน่เวลาต่อมา ณ ลานกว้างด้านนอกปราสาท
แสงตะวันยามบ่ายสาดส่องลงมาสู่พื้นดินเฉกเช่นทุกวัน ชาวบ้านหลายร้อยคนเรียงรายอยู่ทั่วบริเวณ เบื้องหน้าของพวกเขาปรากฏไม้กางเขนใหญ่ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้า ทุกสายตาต่างก็จดจ้องมองขึ้นไป ณ จุดยอดสุดของกางเขนั์
ตรงจุดนั้นปรากฏรูปลักษณ์ของชายผู้หนึ่ง เรือนร่างของเขาในยามนี้ถูกตรึงอยู่กับไม้กางเขน ประหนึ่งพระเยซูเ้าผู้สละพระชนม์ชีพเพื่อไถ่มนุษย์ให้รอดจากโลกแห่งบาป
ท่อนบนของเด็กชายผู้น่าสงสารไร้ซึ่งเครื่องนุ่งห่มใด ๆ ปกคลุมอยู่ ร่างกายซูบผอมประหนึ่งพระป่าผู้งดอาหารมานานแรมปี แววตาเฉกเช่นคนตาย แขนขาไร้ซึ่งเรี่ยวแรง หากจะกล่าวว่าชายผู้นี้คือตุ๊กตาก็คงมิใช่เื่แปลกแต่อย่างใด
บาทหลวงเฒ่าได้ปรากฏกาย พร้อมเหล่าผู้กล้าและข้าบริวารทั้งหลายต่อหน้าปุถุชน
เสียงะโสรรเสริญได้เริ่มต้นดังก้องกังวาน นามของบาทหลวงเฒ่าเป็ที่นับถือต่อเหล่าผู้คนประหนึ่งว่าเขาคือผู้ได้รับเลือกจาก์
“เหล่าราษฎรเอ๋ย ได้โปรดเงียบเสียงและฟังในสิ่งที่กระผมกำลังจะกล่าวออกไปด้วยขอรับ !!”
เสียงของฮูโม่ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ เพียงไม่นาน เสียงของบรรดาชาวบ้านที่ดังก้องจนถึงเมื่อครู่ก็ได้หยุดลง
“ก็อย่างที่พวกท่านได้เห็น” บาทหลวงเฒ่าได้เริ่มเปล่งวาจาว่ากล่าว “นี่คงจะเป็สิ่งที่น่าสังเวชและเวทนาสำหรับพวกท่าน กระนั้นแล้ว แม้จะเป็เื่ที่น่าสงสาร ทว่าชายผู้นี้ได้ถูกความโสมมเข้าครอบงำจนหยั่งรากลึกล้ำเกินกว่าที่ผู้ใดจะล่วงรู้”
แววตาของทุกคนต่างเต็มไปด้วยความสงสาร ซึ่งในความเป็จริงแล้ว ชาวอินดูเอลเคร่งครัดเื่การปฏิบัติตามหลักศาสนาเป็ที่หนึ่งในโลก
เพราะเหตุนั้น เมื่อศาสดาเช่นฮูโม่ตรัสเพียงหนึ่งวาจา ชาวอินดูเอลก็ล้วนพร้อมใจเชื่อมั่นในถ้อยคำของมันโดยไม่จำเป็ต้องคิดไตร่ตรองว่าเื่ดังกล่าวถูกจริงหรือไม่
พลันได้ยินเื่ราวอันน่าอดสูจากปากของบาทหลวงเฒ่า แววตาของทุกคนจึงเจือแววแสดงออกถึงความสงสารในทันตาเห็น
“ช่างน่าเวทนายิ่งนัก ใครกันจะต้องทนทุกข์ทรมานถึงเพียงนี้ โลกช่างโหดร้ายยิ่งนัก”
ชาวบ้านสองสามคนต่างเอื้อนเอ่ยด้วยเสียงเบาประหนึ่งการกระซิบ สภาพของกวีในยามนี้ช่างน่าสังเวชจนมิอาจชายตามอง ดวงหน้าที่ปราศจากลำเนาแห่งชีวิต จะต้องทนทุกข์ทรมานสักเพียงใดจึงมีสภาพราวกับตายทั้งเป็เช่นนั้น
“เพียงแต่ว่า..”
เสียงของฮูโม่ได้ถูกเปล่งขึ้นอีกครั้ง ทำให้ทุกคนจึงเร่งมอบความสนใจให้แก่บาทหลวงเฒ่ากันอย่างพร้อมเพรียง
“พวกท่านไม่จำเป็ต้องเป็ห่วงขอรับ ด้วยนามของศาสดาแห่งนิกายกางเขนกลับหัว บัดนี้จะขอใช้ชื่อเสียงทั้งหมดเป็เดิมพัน และขอสัญญาว่าจะชำระล้างความโสมมของเด็กชายผู้น่าสงสารผู้นี้ให้จงได้ !!”
พลันสิ้นเสียงว่ากล่าว เหล่าชาวบ้านต่างร่วมใจส่งเสียงะโโห่ร้องขึ้นมาอย่างกู่ก้อง ก่อนจะถูกหยุดชะงักให้เงียบลงเป็ครั้งที่สองเพียงแค่ฮูโม่ได้ยกมือขึ้นเพื่อห้ามปรามพวกเขา
“เพื่อการนั้น กระผมจึง้าความช่วยเหลือจากชาวอินดูเอลทั้งหมดที่ได้ยืนอยู่ ณ ที่นี้ จงร่วมมาเป็ส่วนหนึ่งในการชำระล้างบาปของเด็กชายผู้น่าสงสารไปด้วยกันกับพวกเรา”
เหล่าชาวบ้านต่างเฝ้ารอสดับรับฟัง ว่าสิ่งใดกันที่ศาสดาที่พวกเขาต่างศรัทธากำลังจะกล่าวออกมา
“เพียงแค่ท่านหยิบก้อนหินขึ้นมาคนละก้อน จากนั้นจงขว้างปาใส่ด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีอยู่ ไม่เพียงแค่ท่านจะได้ช่วยชำระล้างความโสมมของชายผู้นี้ให้หมดสิ้นไป ทว่าหากท่านใดที่ผู้เป็ที่รักกำลังประสบพบเจอกับความทุกข์ เื่ร้าย ๆ เ่าั้ก็จะถูกขจัดออกไปด้วยเช่นกันขอรับ !!”
ทุกคนต่างคล้อยตามในคำกล่าวว่ากล่าวของฮูโม่ แววตาของพวกเขาลุกวาว เพราะทุกคนล้วนต่างเป็เพียงชาวบ้านตาดำๆ แต่ละคนย่อมมีเื่ราวให้ทุกข์ใจอยู่กันบ้างไม่หนึ่งก็สองเื่
หญิงสาวคนหนึ่งได้ก้าวเดินออกมาจากบรรดาฝูงชน ร่างกายของเธอแลดูซูบผอมจนเนื้อหนังติดกระดูก ขอบตาดำคล้ำประหนึ่งว่ามีเื่มากมายให้ต้องครุ่นคิดจนมิอาจแม้แต่จะข่มตานอน
เธอสวมใส่เสื้อผ้าแลดูไร้ราคา รอยเย็บประตามเสื้อผ้าบ่งบอกถึงฐานะว่าปัจจุบันจำต้องประสบพบเจอกับสภาพการณ์เช่นใด
“ใน่หลายปีที่ผ่านมานี้ บ้านของดิชั้นมีเพียงสามีที่เป็เสาหลักของบ้าน แต่แล้วเมื่อราวครึ่งปีก่อน สามีก็ได้ล้มป่วยเพราะโรคร้ายที่ไม่มีวันรักษาให้หายขาดได้ ทำให้บ้านของพวกเราจึงเริ่มมีความเป็อยู่ที่ขัดสน..”
หญิงสาวได้เริ่มต้นบอกเล่าถึงชีวิตอันน่าหดหู่ที่ผ่านมา
“พวกเรามีลูกสาวฝาแฝด เพื่อให้บ้านเรามีเงินเอาไว้ใช้จ่ายในแต่ละวัน ตัวชั้นจึงต้องออกไปทำงานในฐานะคนล้างจาน ทว่าเงินที่ได้รับก็ไม่เพียงพอจะต่อการดำรงชีวิตของพวกเราทั้งสี่คน..”
เื่ราวของเธอได้เริ่มต้นดำดิ่งลงสู่ความมืดมิดไปทีละเล็กทีละน้อย
“เพื่อการนั้น ดิชั้นจึงต้องรับงานกลางคืนลับหลังทุกคนภายในบ้าน แม้จะรู้สึกผิดต่อสามี ที่ชายอื่นนอกจากตัวเขาจำต้องมาเห็นเรือนร่างอันเปลือยเปล่าของภรรยาสุดที่รัก หากแต่ว่ามันเป็ทางเลือกสุดท้ายที่ชั้นหลงเหลืออยู่จริงๆ”
น้ำตาของเธอเริ่มต้นไหลริน เสียงของเธอสั่นเทาทุกครั้งที่ถ้อยคำได้ถูกเปล่งออกมา
“เพียงแต่ว่า โชคชะตาก็ไม่วายยังคงเล่นตลกกับพวกเรา เมื่อราวสามวันก่อน อาการของสามีชั้นได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจนถึงขั้นวิกฤติ จนในยามนี้ พวกเราไม่หลงเหลือเงินทองมากพอจะรักษาตัวเขาให้หายขาดได้อีกแล้วค่ะ”
หยาดน้ำตารินไหลอาบแก้มอันนวลผ่องของหญิงสาว ความเป็จริงล้วนโหดร้าย โลกใบนี้ย่อมไม่เคยปราณีใคร ทว่าสิ่งที่โชคชะตาได้มอบให้แก่เธอผู้นี้กลับหนักหนาสาหัสยิ่งนักสำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง
“ไม่ว่าท่านจะเป็ใครก็ตาม ชั้นก็ต้องขอโทษจริง ๆ ค่ะ !!”
เมื่อสิ้นเสียงของเธอ ก้อนหินในมือขวาจึงถูกขว้างปาออกไป ด้วยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่ร่างกายอันซูบผอมนี้ยังพอจะมีอยู่
ก้อนหินพุ่งทะยานพลันเข้าประทับแก้มขวาของกวี ถึงเพียงนั้น ชายหนุ่มกลับไม่มีท่าทีว่าเขาจะส่งเสียงร้องออกมา
ไม่มีแม้กระทั่งแววตาที่อาฆาต เขาราวกับมนุษย์ไร้ิญญาที่มีชีวิตแต่ก็ไม่มีชีวิต
คนต่อไปคือชายร่างใหญ่อายุราวสี่สิบปี เขาสวมใส่เสื้อกล้ามสีขาว กางเกงยีนขายาวขนาดเท่าสรีระ สีหน้าแลดูอมทุกข์มิได้แตกต่างไปจากหญิงสาวคนก่อนหน้านั้น
“ผมไม่ได้มีเื่ราวอันน่าหนักใจเหมือนกับเธอ แต่ในอีกไม่นานหลังจากนี้ ลูกชายของผมจะต้องสอบเข้าโรงเรียนของเหล่าชนชั้นสูง แม้จะเป็เพียงแค่เื่เล็กน้อย แต่ผมก็อยากจะช่วยเหลือลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของผมไม่ว่าจะด้วยวิธีใดการก็ตาม”
สิ้นเสียงของเขา ก้อนหินในมือขวาพลันพุ่งทะยานไปข้างหน้า โดยเป้าหมายก็คือเด็กชายผู้น่าสงสารที่ยามนี้ยังคงถูกตรึงอยู่ ณ จุดยอดสุดของไม้กางเขน
ร้อยชีวิตพันหมื่นปัญหา เมื่อหนึ่งเริ่มต้นขว้างปา สองและสามจึงตามมาติดๆ
่เวลายังคงล่วงผ่านไป กี่ครั้งแล้วกันหนอที่ตัวเขาจำต้องฝืนทนรับฟังเื่ราวอันน่าหดหู่ของเหล่าชาวบ้าน
บนเรือนร่างของกวีเต็มไปด้วยาแน้อยใหญ่ เืสีแดงฉานหลั่งไหลออกมาจากาแประหนึ่งสายนที
พลันสติของเขาใกล้ดับลง แสงสว่างจาก์จะเปล่งประกายออกมารอบตัวในชั่วครู่ขณะ พร้อมฟื้นฟูรักษาและฟื้นคืนสติของเขาให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง
ใบหน้าของบาทหลวงเฒ่าปรากฏอยู่เพียงความพึงพอใจ กระนั้นกลับช่างน่าเสียดาย หากมีเสียงร้องโหยหวนดังก้องกังวานขึ้นมาอีกสักหน่อย ความปลื้มปีติยินดี ณ ก้นบึ้งของจิตใจคงเพิ่มพูนทวีจนถึงขีดสุด
“เหตุใดพวกท่านผู้กล้าจึงไม่ลองขว้างปาดูบ้างล่ะขอรับ ?”
ฮูโม่เหลียวมองไปยังผู้กล้าทั้งสามพลางเปล่งวาจาเพื่อเอ่ยถาม
กระนั้นแล้ว แววตาของเหล่าผู้กล้ากลับมิได้แตกต่างไปจากกวี ว่างเปล่าประหนึ่งว่าพวกเขาไร้ซึ่งชีวิต
“ขอโทษที แต่พวกเราไม่สนใจเกมไร้สาระของคุณหรอกนะ”
อิลไคปฏิเสธเสียงแข็ง พลันได้ยินคำตอบของผู้กล้าหนุ่ม ฮูโม่จึงส่ายหัวอยู่ครู่ใหญ่พร้อมกับกล่าวว่า “ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก พวกท่านช่างไม่มีอารมณ์สุนทรีย์เอาเสียเลย”
่เวลายังคงล่วงผ่านไปต่อ จำนวนผู้คนที่ขว้างปาก้อนหินเข้าใส่กวีเริ่มต้นเข้าสู่เลขสามหลัก ในยามนี้คือหญิงสาวผู้หนึ่ง อันตัวเธอสวมใส่เสื้อผ้าที่ฉีกขาดหลุดลุ่ยซึ่งสามารถบ่งบอกได้ถึงสถานะอันน่าอดสู
“ครอบครัวของดิชั้นกำลังจะสูญสิ้นทุกสิ่ง เป็เพราะสังคมในยามนี้ได้เข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้ธุรกิจของสามีดิชั้นที่ไม่สามารถปรับตัวได้จึงกำลังเข้าสู่สภาวะล้มละลาย เพราะฉะนั้น แม้จะเพียงแค่น้อยนิด แต่ดิชั้นก็ต้องทำจริงๆ”
เสียงของหญิงสาวดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ ทว่าใน่เวลาเดียวกัน สติของกวีกลับเลือนรางเกินไปจนมิอาจรับฟังถ้อยคำของเธอได้อย่างชัดเจน
.
< ขว้างมาสิครับ >
.
ถ้อยคำที่มิจำเป็ต้องเอื้อนเอ่ยผ่านริมฝีปากได้เรียบเรียงขับกล่อมอยู่ภายในหัวของเขา ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นหรือได้ยิน ภายใต้แสงแดดที่ร้อนระอุในยามที่ฤดูกาลกำลังผันเปลี่ยน ถ้อยคำของเขากลับยังคงก้องกังวานอยู่ต่อไปแม้จะไร้ซึ่งเสียงก็ตาม
.
< ขว้างมาสิครับ.. >
.
< ผมจะรับมันเอาไว้เอง.. >
.
< ทุกความเ็ปของพวกคุณ.. >
.
< ดั่งที่พระเยซูเ้าเคยสอนเอาไว้.. >
.
< ว่าหากเมื่อใดที่ถูกชกมาที่แก้มขวา.. >
.
< ก็จงยื่นแก้มซ้ายกลับไปเสีย.. >
.
< เพราะฉะนั้น.. >
.
< ผมจะรับทุกความเ็ปของพวกคุณเอาไว้เองครับ >
.
ใน่เวลาอันเล็กน้อยยิ่งกว่าการกะพริบตาหนึ่งครั้ง หญิงสาวได้หยุดยั้งมือตนมิให้ขว้างหินออกไป ดวงตาของเธอเบิกกว้าง ราวกับว่าเธอนั้นกำลังจดจ้องมองภูตผีหรือปีศาจร้าย
ช่างน่าแปลกประหลาดยิ่งนัก สิ่งใดกันที่ทำให้หญิงสาวผู้นี้หยุดชะงักลงในฉับพลัน?
ฮูโม่และเหล่าชาวบ้านต่างขบคิดพลางฉงนสงสัย หากแต่ว่า กลับมีเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่จะล่วงรู้ถึงเหตุผล
หนึ่งคือกวี และสองคือก็ตัวของเธอเอง
“ทำไมดวงตาของมันถึงมีสีแดง ?”
เสียงของเธอถูกเปล่งขึ้นด้วยริมฝีปากที่สั่นเทา พลันแววตาจดจ้องมองขึ้นไป ณ จุดยอดสุด สิ่งที่หญิงสาวได้เห็นจากร่างที่ใกล้ตายของชายผู้ไร้กำลังกลับเป็ความน่าสะพรึงอันยากเกินที่ผู้ใดจะหยั่งถึง
ดวงตาของกวีส่องประกายแสงสีแดงฉาน ทุกวาจาและถ้อยคำ ทุกความรู้สึกทุกสิ่งทุกอย่างได้เปิดเผยออกมาให้เห็นผ่านแววตาที่กำลังเปล่งแสง
.
< รับความเ็ปทุกอย่าง ? >
.
< ตลกตายล่ะ !! >
.
< ใครมันจะอยากฟังละครน้ำเน่าของพวกแกกันวะ !! >
.
< ทำเป็เสแสร้งทำตัวเป็คนดีไปวันๆ !! >
.
< ชั้นน่ะรู้ดี !! >
.
< ว่าภายใต้หน้ากากปลอม ๆ ที่พวกแกกำลังสวมใส่.. >
.
< เนื้อในมันก็เน่าเฟะไม่ต่างไปจากไอ้สวะฮูโม่หรอกว่ะ !! >
.
หินในมือขวาของหญิงสาวร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน เรือนร่างของเธอสั่นเทาประหนึ่งต้นไม้ที่สั่นไหวเมื่อยามลมพายุเข้าโบกพัด ขนรอบกายลุกซู่ตั้งชัน ฟันกรามกระทบกันดังกึก ๆ จนสติสตางค์ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
เธอเร่งหันหลังพร้อมสองเท้าเร่งก้าวเดินกลับเข้าสู่กลุ่มฝูงชน ความคิดที่จะขว้างปาก้อนหินใส่ร่างกวีได้เลือนหายไป แต่กลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเหตุใดเธอจึงหยุดชะงักลงและหวาดกลัวถึงเพียงนั้น
“เธอเป็อะไรรึเปล่า ?” เหล่าชาวบ้านเริ่มตั้งสงสัยจึงเอื้อนเอ่ยถาม
หากแต่ว่าหญิงสาวกลับเร่งเอ่ยตอบกลับไปด้วยเสียงตะคอก
“พวกนายไม่เห็นรึไง ดวงตาสีแดงของเ้าหนุ่มนั่นมันไม่ใช่ดวงตาของมนุษย์ มันน่าสยดสยอง น่าสะพรึงกลัว พวกนายไม่เห็นกันจริง ๆ รึ !!”
ใครเห็นก็ว่าหญิงสาวผู้นี้เป็บ้า พลันสิ้นสุดถ้อยคำ เธอจึงเร่งผละตัวออกจากฝูงชนโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามองอีกครั้ง
“เธอเป็อะไรของเธอกันนะ ?”
“ไม่รู้สิ บางทีเธออาจจะเหนื่อยจนหลอนไปเองก็ได้”
จนกระทั่งเรือนร่างของเธอหายลับไปจากฝูงชน ผู้ใดก็มิอาจคาดเดาได้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ในหัว
หรือแม้กระทั่งตัวฮูโม่เอง แม้ตนนั้นจะมีหน้ามีตา มีผู้คนมากมายหลายล้านชีวิตต่างนับถือ หากแต่เขากลับมิอาจคาดเดาได้ว่าหญิงสาวเมื่อครู่เป็บ้าไปแล้วหรือเยี่ยงไร
“เกิดอะไรขึ้น.. กับข้างบนนั้นกันแน่ ?”
แววตาของฮูโม่จดจ้องมองขึ้นไป ณ ยอดสุดของกางเขน กระนั้นเขากลับมองไม่เห็นว่ามีสิ่งใดผิดปกติ เรือนร่างของกวียังคงแน่นิ่งประหนึ่งซากศพดั่งเช่นเคย
“รีบ ๆ ฆ่าชั้นให้ตายสักทีสิวะ ไอ้พวกพระเ้าเฮงซวย”
แววตาของกวีจดจ้องมองขึ้นไปบนท้องนภา หากแต่ว่ามันช่างเลือนรางยิ่งนัก
มีบางสิ่งบดบังดวงตะวัน สร้างเกราะกำบังมิให้แสงแดดส่องสว่างมาที่กวี
“นก.. พิราบ..”
ภาพที่เห็นช่างเลือนรางจนมิอาจล่วงรู้ว่าตนกำลังเฝ้ามองสิ่งใด แต่แล้ว เสียงปืนกลับดังกู่ก้องไปทั่วทุกบริเวณจากที่ใดสักแห่งที่อยู่ห่างไกลออกไป
“ปั้ง !!”
เมื่อเสียงลั่นไกได้สิ้นสุดลง ทุกสายตาต่างตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า
สติสัมปชัญญะของกวีค่อย ๆ เลือนหายไป พร้อมสายโลหิตและมันสมองได้เริ่มต้นหลั่งไหลเกลื่อนนองออกมาจากกลางหน้าผากของเขา
“รีบ ๆ รักษามันซะ มันยังตายตอนนี้ไม่ได้ !!”
เสียงของฮูโม่พลันดังก้องกังวาน เมื่อนั้นหน่วยแพทย์จึงเร่งยื่นสองมือออกไปเพื่อร่ายมนตร์
สติของกวียังคงเลื่อนลอย ประหนึ่งว่าร่างกายที่อ่อนแรงคงมิอาจรับเอาความเ็ปใด ๆ ได้อีกแล้ว
ชายหนุ่มผู้น่าสงสารได้จดจ้องมองออกไป ณ ที่ห่างไกล ราวกับปาฏิหาริย์ แม้ว่าภาพที่เห็นจะแลดูเลือนราง หากแต่ว่าเขากลับได้มองเห็นถึงบางสิ่งที่ตนนั้นไม่สมควรจะได้เห็น
เหนือขึ้นไปบนยอดหอคอยห่างไกลราวสิบไมล์ ที่แห่งนั้นปรากฏรูปลักษณ์ของพลซุ่มยิงปริศนา มันเร่งหลบหนีไป พร้อมกับหูของกวีที่ค่อย ๆ อื้อลงจนมิอาจได้ยินเสียง
จนกระทั่งในท้ายที่สุด ทุกสิ่งก็พลันมืดดับพร้อมสติที่หลุดลอย สู่จุดจบและปลดปล่อยตัวเขาไปจากโลกอันแสนโหดร้ายใบนี้..
ก็ควรจะเป็เช่นนั้น
ภายใต้ความมืดมิดอันเป็อนันต์ กวีนั้นราวกับว่าตนกำลังดำดิ่งลงสู่ใต้มหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง
เสียงของชายแก่ผู้หนึ่งได้ขับขานเป็ท่วงทำนองให้ชวนหลับใหล ในเสียงนั้นยังมีเสียงของใครคนอื่นผสมปนเป คล้ายคลึงกับเสียงของเด็กสาว ช่างน่าคิดถึงประหนึ่งว่าเป็น้ำเสียงของคนที่ตนคุ้นเคย
“ยินดีด้วย.. กับการลืมตาตื่นขึ้นมา.. สู่โลกใบนี้.. ที่แสนโหดร้าย..”
ชายหนุ่มมิอาจล่วงรู้ได้เลยว่าถ้อยคำเ่าั้หมายถึงสิ่งใด และแล้วเมื่อเสียงสิ้นสุดลง สติสัมปชัญญะของเขาก็หลุดลอยไปอีกครั้ง
่เวลาล่วงผ่านเลยไปเท่าใดไม่มีใครล่วงรู้ ท่ามกลางแสงแดดอ่อน ๆ ที่ลอดผ่านเข้ามา ดวงตาที่น่าจะปิดมิดก็ค่อย ๆ เบิกกว้างขึ้นมาอย่างเชื่องช้า
ราวกับว่าร่างกายนี้มิได้ถูกใช้งานมานานแรมเดือนแรมปี ทิวทัศน์ตรงหน้าจึงได้เลือนรางจนมิอาจมองเห็นถึงสิ่งใดได้อย่างชัดเจน
เมื่อทัศนียภาพกลับคืนมาอีกครั้ง ชายหนุ่มจึงตระหนักว่าตนนั้นกำลังบรรทมอยู่ ณ ที่ใดสักแห่งหากแต่มิใช่ภายในห้องขังอันมืดมิด
ร่างกายท่อนบนเต็มไปด้วยผ้าพันแผลพันอยู่รอบตัว กระนั้นเนื้อผ้ากลับแลดูสะอาดสะอ้านราวกับว่ามันพึ่งถูกเปลี่ยนเมื่อไม่นานมานี้
“เราอยู่ที่ไหน แล้วทำไมเราถึงยังไม่ตาย ?” เขาเอื้อนเอ่ยถ้อยคำด้วยแววตาเจือแววสงสัย
กวีกวาดสายตามองรอบกาย สถานที่ ณ ปัจจุบันคล้ายกับที่พักแรมของเหล่านักเดินทางเร่ร่อน รอบ ๆ ห้องมีข้าวของเครื่องใช้อยู่เพียงไม่กี่อย่าง กระนั้นทุกสิ่งกลับมีประโยชน์ไม่เสียเปล่าแม้แต่อย่างเดียว
ทันใดนั้นเอง เรือนเงาของใครบางคนได้ปรากฏขึ้นอยู่ ณ อีกฟากหนึ่งของราวผ้าใบ
“ท่านผู้กล้า..”
เสียงนี้เป็เสียงของหญิงสาวในวัยแรกรุ่น น้ำเสียงของเธอช่างหวานหยดย้อยและน่าสดับรับฟังปานประหนึ่งน้ำผึ้ง
กวีเร่งเหลียวมองไปยังต้นเสียง แต่แล้ว ดวงตากลับเบิกกว้างพลันได้เห็นรูปโฉมของแม่หญิงผู้เป็เ้าของ
“เอมิลี่.. เบลเรม..”
ความแค้นได้เข้าบดบังั์ตาเพียงชั่วครู่ขณะ ชายหนุ่มยามนี้มิอาจคงเอาไว้ซึ่งความเยือกเย็นได้อีก
พลันได้ยินถ้อยคำของกวี หญิงสาวกลับมีความฉงนสงสัยปรากฏขึ้นอยู่บนดวงหน้า
“เอ่อ.. ชั้นไม่ใช่ลูกสาวของตระกูลเบลเรมหรอกนะคะ”
สติของกวีได้หวนกลับคืนมา และเมื่อลองเพ่งพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วนดูสักระยะหนึ่ง ภาพของหญิงสาวตรงหน้ากลับมิได้เป็ไปอย่างที่เขาคิดในทีแรก
เธอผู้นี้มิใช่เอมิลี่ เบลเรม เส้นผมของเธอรวบไปด้านหลังและมีสีแดงชาด ดวงตาของเธองดงามและมีสีสันประดุจดังมรกต แม้สีผมและดวงตาจะคล้ายกับบุตรีแห่งตระกูลเบลเรมก็จริงอยู่ กระนั้นเค้าโครงและใบหน้าของเธอกลับแลดูแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม เธอผู้นี้เองก็มีความงดงามมิได้น้อยหน้าไปกว่าเอมิลี่แห่งตระกูลเบลเรม ริมฝีปากอวบอิ่ม ผิวขาวผุดผ่องเป็ยองใย เนียนละเอียดสดใสไร้สิวผด ก้มงามสะโพกผายมีทรวดมีทรง เพียงได้ยลโฉมในแรกเห็น คงไม่มีชายใดรอดพ้นมนตร์สะกดที่เผยผ่านรูปโฉมของเธอได้แม้แต่เพียงคนเดียว
พลันได้สบตากันในคราแรก หญิงงามผู้นี้กลับเปล่งเสียงะโขึ้นมา
“ท่านผู้กล้า! ไม่ได้นะคะ ตัวท่านพึ่งจะลืมตาตื่นเป็ครั้งแรกในรอบหนึ่งปี ทางที่ดีท่านควรจะนอนต่อไปดีกว่านะคะ !!”
แม่หญิงงามกระวนกระวายแต่ในใจมีความเป็ห่วง เพียงแต่ว่า อีกฝ่ายหาได้เฝ้าสดับรับฟังถ้อยคำของเธอแต่อย่างใด
“ท่านผู้กล้า.. ทำไมท่านถึงได้ทำหน้าแบบนั้นกันคะ ?”
ในใจของเธอเต็มไปด้วยความสงสัย ใบหน้าของกวีในยามนี้ปรากฏอยู่เพียงความโกรธ เขี้ยวของเขากระทบกันดังกึ่กๆ
“ท่านผู้กล้า.. เป็อะไรไปคะ..” เสียงของหญิงสาวถูกเปล่งออกมาพร้อมแววตาแลดูหวาดสะพรึง ด้วยเหตุผลอันใดสักประการหนึ่ง ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้ากลับช่างคล้ายคลึงกับสัตว์อสูรผู้ร้ายกาจยิ่งนัก
กวีได้เริ่มเปิดปาก เสียงของเขาได้ถูกเอื้อนเอ่ย หากแต่ว่าน้ำเสียงกลับช่างเย็นะเืจับใจประหนึ่งว่าเป็ก้อนน้ำแข็ง
.
“เื่นั้นจะยังไงก็ช่าง..”
.
“บอกชั้นมาซะ..”
.
“ว่าไอ้คนที่กล้ามายิงหัวกบาลชั้น..”
.
“มันเป็ใคร !!!”