"เจ้าหนุ่มนั่นเปี่ยมล้นด้วยลมปราณถือครองอาวุธจักรพรรดิ แล้วชี้อาวุธไปยังมหาเซียน!"
ภาพนั้นทำให้เหล่าผู้ฝึกตนที่อยู่ในเมืองต่างเหลียวมองเป็นตาเดียวประหนึ่งว่าได้เห็นเงาแห่งมหาจักรพรรดิในวัยเยาว์จากร่างของมู่เวิ่นเซียน
เขาแข็งแกร่งเกินไปบุกตะลุยไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ไร้ผู้ต่อต้านแม้แต่ทรราชสวรรค์ที่หยิ่งผยองยังต้องพ่ายแพ้
บนเส้นทางมหาจักรพรรดิที่เปรอะเปื้อนไปด้วยโลหิตนี้หาผู้ใดมาเทียบเคียงได้ยากยิ่ง
เขาคือสุดยอดแห่งปราชญ์รุ่นเยาว์
บัดนี้ยังมีอาวุธจักรพรรดิมาอีกพลังอำนาจช่างน่าประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งนัก
"กายวิถีศักดิ์สิทธิ์แห่งความโกลาหลแต่กำเนิด!"
"เขาจะท้าทายสวรรค์หรืออย่างไร?"
"ถือครองอาวุธจักรพรรดิท้าทายมหาเซียน!"
สิ่งมีชีวิตหนุ่มแน่นร่างสีทองที่สยายปีกยักษ์ราตรีกล่าวออกมา
อาวุธจักรพรรดิ!
ในห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้นหาพบได้ยากยิ่ง
นอกเหนือจากดาวจั้งตี้แล้วเผ่าพันธุ์อื่นที่ครอบครองดาราโบราณล้วนเคยมีจักรพรรดิอุบัติขึ้นอย่างน้อยครั้งหนึ่ง
พวกเขาจึงอาจไม่มีวันได้เห็นอาวุธจักรพรรดิตลอดชีวิต
ใครจะไปคิดว่าจะถูกหนุ่มน้อยเผ่าพันธุ์มนุษย์อัญเชิญออกมาเช่นนี้
นี่น่ากลัวเกินไปแล้วเขามีภูมิหลังเช่นไรกันแน่?
ณ ด่านที่สิบหกสีหน้าของผู้พิทักษ์เมืองเซี่ยชิงโหวฉายแววพรั่นพรึง
พลังอำนาจแห่งจักรพรรดิอันน่าสะพรึงที่แผ่ซ่านจากเสามารสีทองนั้นทำให้ใจเขาเต้นระรัว
ยิ่งไปกว่านั้นพลังต่อสู้ของหนุ่มน้อยเผ่าพันธุ์มนุษย์ผู้นี้ยังน่าอัศจรรย์ยิ่งมีกายเนื้อที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์เมื่อเกิดการปะทะแม้แต่มหาเซียนเช่นเขาก็อาจต้องเหนื่อยยาก
แม้จะไม่ถึงกับต้องดับดิ้น ณ ที่แห่งนี้แต่เรื่องราวคงบานปลาย
อาจแพร่กระจายไปทั่วทั้งเส้นทางจักรดาราโบราณก็เป็นได้
เมื่อนั้นเหล่าผู้พิทักษ์จากด่านอื่นทราบข่าวสถานการณ์คงยากจะจัดการ
สุดท้ายเขาก็เป็นฝ่ายผิดก่อนที่บุ่มบ่ามเข้าไปแทรกแซงการต่อสู้ของอัจฉริยะเหล่านี้
เมื่อคิดถึงตรงนี้สีหน้าของเซี่ยชิงโหวก็ดูไม่ดีเอาเสียเลย เปลี่ยนไปมาหลายครั้งขณะกำลังคาดการณ์ถึงอนาคตต่างๆ
ครั้นเมื่อผ่านไปหลายอึดใจ เขาก็กัดฟันยอมหลีกทางให้กับมู่เวิ่นเซียนและจำนนต่อความคิดในหัว
"หึ ท่านผู้พิทักษ์โปรดรักษาตัวให้ดีๆ"
มู่เวิ่นเซียนเห็นดังนั้น จึงแค่นเสียงเย็น
จากนั้นกวักมือเรียกกิเลนและผีเสื้อไหมเทพที่อยู่ไม่ไกลนักให้เข้ามาแล้วจึงก้าวเข้าไปในค่ายกลมิติมุ่งตรงไปยังดาวที่สิบเจ็ดเพื่อตามติดทรราชสวรรค์ต่อไป!
รอจนกระทั่งเขาจากไป
บรรยากาศรอบข้างก็เงียบสงัดแทบจะได้ยินเสียงเข็มร่วงหล่น
เซี่ยชิงโหวถูกหนุ่มน้อยคนหนึ่งแสดงท่าทีแข็งกร้าวจนเสียหน้าไปอย่างมาก
เขาไม่ต้องการจะรั้งอยู่นานจึงสะบัดแขนเสื้อด้วยความโกรธ รีบหายตัวไปจากสายตาของทุกคน
……
ณ ดาวที่สิบเจ็ด ดาวโบราณเทียนหลาง
แสงสีม่วงสายหนึ่งพาดผ่านท้องฟ้าฉาบท้องฟ้าสีเทาหม่นให้มีสีสัน
เกราะศึกของราชันย์ผู้พิชิตแตกกระจายร่างกายสะบักสะบอม พยายามเร่งความเร็วอย่างสุดกำลัง
เขากระตุ้นเคล็ดวิชาโบราณแห่งโลหิตทรราชสวรรค์อย่างต่อเนื่องพลังศักดิ์สิทธิ์ไหลเวียนอยู่ในร่างเพื่อสมานบาดแผลไปเจ็ดถึงแปดส่วน
"มู่เวิ่นเซียน!"
"ข้าสาบานว่าจะฆ่าเจ้า!"
"ชโลมเลือดศักดิ์สิทธิ์และเลาะกระดูกมาเผาให้เป็นจุณ!"
นัยน์ตาสีม่วงของทรราชสวรรค์แดงก่ำพร้อมคำรามออกมาด้วยสีหน้าที่บิดเบี้ยว
เขาไม่เคยประสบความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับเช่นนี้มาก่อน
กายเนื้อ เคล็ดลับ วิถีล้วนถูกบดขยี้จนจิตใจเกือบจะแตกสลาย
เขายังคงทะนงตัวอย่างถึงที่สุด
ณ เวลานั้นเองจิตสัมผัสอันทรงพลังราวกับห้วงสมุทรก็ได้กวาดผ่านจากเบื้องบนของดาวเทียนหลางแล้วตามมาด้วยเสียงเยาะเย้ย
"ฆ่าข้า?"
"เจ้าไม่มีโอกาสนั้นแล้ว!"
มู่เวิ่นเซียนกางปีกเหินฟ้าไล่ตามมา
สีหน้าของทรราชสวรรค์พลันบิดเบี้ยวพร้อมสบถว่า
"อะไรกัน!"
"เซี่ยชิงโหว ปล่อยเจ้ามาได้อย่างไร!"
เมื่อทรราชสวรรค์สังเกตเห็นพลังจักรพรรดิที่แผ่ซ่านจากเสามารสีทองในมือของมู่เวิ่นเซียนเขาก็ตกตะลึงพรึงเพริด และอดไม่ได้ที่จะร้องออกมาด้วยความตกใจ"อาวุธจักรพรรดิ!"
มู่เวิ่นเซียนฉีกกระชากความว่างเปล่าโลหิตลมปราณม้วนตัวราวกับมหาสมุทร มุ่งหน้าเข้าไปซัดกระหน่ำ
ครืน!!!
ทรราชสวรรค์กรีดร้องร่างกายถูกกระแทกจนกระเด็นไป กระดูกหลายท่อนแตกหัก โลหิตสีม่วงย้อมท้องฟ้าสีคราม!
ตอนนี้เขาตระหนักถึงวิกฤตแห่งความตายแล้วจึงเร่งความเร็วขึ้นไปอีก เพื่อพุ่งไปยังด่านที่สิบแปด
ฟุ่บ!
มู่เวิ่นเซียนโบกมือรวบรวมโลหิตทรราชสวรรค์ที่กระเซ็นอยู่ แล้วไล่ตามต่อ!
ด้วยเหตุนี้เกมความเป็นความตายที่เจ้าไล่ข้าหนีก็เปิดฉากขึ้นบนดาวเทียนหลาง
แสงสีม่วงและสีทองส่องประกายบนพื้นดินเสียงคำรามดังกระหึ่ม เจาะทะลุความว่างเปล่าดึงดูดความสนใจของผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่
การลงมือของมู่เวิ่นเซียนประหนึ่งวางแผนมาอย่างดี
ทุกครั้งจะรอจนกระทั่งทรราชสวรรค์ฟื้นฟูบาดแผลได้เกือบหมดแล้วจึงค่อยลงมืออีกครั้ง เพื่อซ้ำเติมเขาให้สาหัส
ราวกับแมวหยอกล้อหนู กุมอำนาจไว้เบ็ดเสร็จ
ทรราชสวรรค์ที่เคยหยิ่งผยองและมีชื่อเสียงขจรไกลไปทั่วดาราจักรครานี้ต้องอับอายขายหน้าและสิ้นหวังที่สุด
ใช่ว่าเขาจะไม่เคยคิดที่จะหันหลังหนีแต่จำต้องต่อสู้กับมู่เวิ่นเซียนอย่างถึงที่สุดก่อน
ทว่าพลังอำนาจแห่งจักรพรรดิจากเสานั้นทำให้เขาต้องล้มๆ เลิกๆ ความคิดอยู่เช่นนั้น
ก่อนหน้านี้ก็สู้ไม่ได้อยู่แล้วยังมีอาวุธจักรพรรดิมาอีก
ไร้ซึ่งหนทางชนะ หากหันหลังกลับก็มีแต่ตายกับตาย!
มีเพียงการรักษาสภาพเช่นนี้เท่านั้นถึงจะแสวงหาหนทางรอดได้!
ไฟสงครามแผ่รัศมีไปทั่วสารทิศทุกที่ที่ทั้งสองผ่านไปล้วนแต่พังพินาศ
สิบทิศจักรวาลถล่มทลาย หินผาร่วงหล่นทะลุเมฆา พฤกษาโบราณโค่นล้ม
จากนั้นมู่เวิ่นเซียนก็ไล่ตามจากดาวที่สิบเจ็ดไปจนถึงดาวที่ยี่สิบข้ามผ่านดาวโบราณไปถึงสามดวงเป็นระยะทางนับแสนลี้
ซัดจนทรราชสวรรค์เต็มไปด้วยเลือดเต็มไปด้วยรอยแผลเหวอะหวะ แม้นดวงตาก็เริ่มจะหมดประกายชีวิต
ลมหายใจก็รวยรินเคล็ดวิชาโลหิตโบราณล้วนแต่ใช้ไปจนหมดสิ้น ยากที่จะสมานร่างได้อีก
ทันใดนั้นเขาก็หยุดฝีเท้าหันหลังกลับไปมองด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว พร้อมส่งเสียงร้องคร่ำครวญ
"อ๊าก!!!" ทรราชสวรรค์คลุ้มคลั่ง เลือดคั่งในดวงตาทั้งสองสายตาดุจสัตว์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำคน
ร่างกายที่แตกสลายของเขาปรากฏอักขระโบราณริบหรี่พลังแห่งวิถีเซียนผันผวนอย่างยิ่ง
จิตใจของเขาในยามนี้ได้แตกสลายอย่างสมบูรณ์แล้ว!
ถูกผู้อื่นไล่ฆ่าเป็นระยะทางนับแสนลี้ข้ามผ่านดาวโบราณไปถึงสามดวง ยังมิอาจสลัดให้หลุดพ้น
หนุ่มน้อยผู้นั้นราวกับฝันร้ายคอยหลอกหลอนไล่ตามอยู่ข้างหลังเขาอยู่ตลอด
เขาแพ้แล้ว!
พ่ายแพ้อย่างหมดรูป!
สายโลหิตทรราชสวรรค์สั่นเทิ้มจิตวิญญาณสั่นสะท้าน หมดสิ้นซึ่งความคิดจะสู้ต่อ!
มู่เวิ่นเซียนก้าวออกมาจากความว่างเปล่าสายตาแฝงแรงกดดันมองลงไปยังเขาราวกับจักรพรรดิหนุ่มผู้ยิ่งใหญ่ข้ามผ่านอดีตกาลและกลืนกินสรรพสิ่งพลังเหล่านั้นกดข่มไม่ให้เขาเขยื้อนกาย
เด็กหนุ่มกวาดสายตามองไปยังโลหิตทรราชสวรรค์ที่รวบรวมมาได้แล้วกล่าวอย่างเย็นชา
"เกือบหมดแล้ว"
"ถึงเวลาอันควรแล้วสิ"
สิ้นเสียง พลังอำนาจมหาศาลก็ปะทุออกมาทำลายทรราชสวรรค์ให้กลายเป็นหมอกโลหิตในพริบตา
และแล้วทายาททรราชสวรรค์รุ่นหนึ่งก็ได้สิ้นชีพบนเส้นทางจักรดาราโบราณด้วยประการฉะนี้