บนลานกว้างหน้าสำนักหลิวขจีกลุ่มคนสองกลุ่มยืนเผชิญหน้ากันอย่างตึงเครียด
มู่หว่านชิงเป็นผู้นำของเหล่าศิษย์ยืนอยู่ฝั่งหน้าประตูสำนักใช้สายตาเคร่งขรึมเพ่งมองไปยังวานรขนสีทองแกมดำขนาดมหึมาที่ยืนอยู่ตรงหน้า
นี่เป็นวานรยักษ์เนตรทองระดับห้าขั้นกลางวานรยักษ์ตนนี้สูงร่วมสามวา ยืนตระหง่านราวกับภูเขาขนาดย่อมขนบนร่างเป็นสีทองแกมดำดวงตาเป็นสีทองแวววับ กระนั้น...ในดวงตาสีทองของมันกลับไร้วี่แววของสำนึกความรู้สึกวานรยักษ์ใช้กำปั้นกระหน่ำทุบอกตนเองเสียงหนักทึบดังสนั่นขณะเดียวกันก็แหงนหน้าคำรามเสียงดุดันราวกับจะสั่นสะเทือนทั้งแผ่นดิน
ด้านหลังวานรยักษ์ห่างไปไม่ไกลหยางหลินยืนยิ้มเหยียดหยามอย่างเย็นชาด้วยสีหน้ามุ่งร้ายขณะเพ่งตามองมายังกลุ่มคนของสำนักหลิวขจีที่ยืนประจันหน้ากันด้านหลังมันยืนไว้ด้วยอวี้เฟยเจ้าสำนักธารน้ำแข็งพร้อมด้วยผู้อาวุโสแซ่จางแซ่หลิวและศิษย์ฝีมือกล้าแข็งอีกหลายสิบคนด้านซ้ายของพวกมันเป็นหลี่หลงและคนลึกลับที่ปกปิดทั้งร่างด้วยชุดคลุมสีดำ
ยามนี้หยางหลินรู้สึกขุ่นเคืองยิ่งวานนี้มันใช้เวลาทั้งวันเพื่อเสาะหาผู้ที่แย่งชิงอสูรวิญญาณไปจากหลี่หลงแต่ก็คว้าน้ำเหลววันนี้มันจึงมาที่สำนักหลิวขจีเพื่อทวงถามหาฆาตกร แต่ก็ได้รับเพียงคำปฏิเสธสำนักที่ต่ำต้อยเช่นสำนักหลิวขจีเมื่ออยู่ต่อหน้าสำนักเจ้าอสูรถึงกับกล้าปฏิเสธ? เดิมหยางหลินคิดว่านี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่เพียงมันเอ่ยปากคำเดียวก็คลี่คลายได้แล้วเช่นนี้จะไม่ให้มันขุ่นเคืองได้หรือ?
เดิมทีหยางหลินคิดว่าสำนักเล็กๆเช่นนี้เพียงโอหังเกินไปทั้งยังไม่เชื่อว่าตัวมันมาจากสำนักเจ้าอสูรจริงๆดังนั้นหลังจากโต้เถียงกันรอบหนึ่ง หยางหลินจึงปลอดปล่อยวานรยักษ์เนตรทองออกมายามที่ได้เห็นสีหน้าแตกตื่นของฝ่ายตรงข้ามมันจึงพยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะกล่าวอย่างเย็นชา“เจ้าสำนักมู่ข้าจะกล่าวอีกเพียงครั้งเดียว สำนักธารน้ำแข็งเป็นส่วนหนึ่งของสำนักเจ้าอสูรแล้วจงรีบส่งตัวฆาตกรสังหารบุตรชายผู้อาวุโสจางออกมา ไม่เช่นนั้น...อย่าหาว่าข้าเสียมารยาท!”
“เฮอะ! สำนักเจ้าอสูรช่างโอหังนัก!หรือท่านคิดว่าพียงเพราะสำนักท่านเป็นหนึ่งในสิบสำนักใหญ่แล้วจะกระทำตามอำเภอใจได้?”เสียงเหน็บแนมดังขึ้นจากด้านหลังมู่หว่านชิงพร้อมกับบุรุษอายุราวสามสิบเศษผู้หนึ่งก้าวเท้าออกมาที่แท้ก็เป็นหยิวชิงเฟิง
“หยิวชิงเฟิงจากสำนักธาตุไม้แห่งสำนักเบญจธาตุ!”สีหน้าหยางหลินแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อยมันทราบดีว่าสำนักหลิวขจีและสำนักธาตุไม้มีความเกี่ยวข้องกันอยู่บ้างจึงเป็นเหตุผลว่าไฉนมันจึงไม่มาเกลี้ยกล่อมให้สำนักหลิวขจียอมสวามิภักดิ์...แต่มิคาดว่า หยิวชิงเฟิงก็อยู่ที่นี่เช่นเดียวกัน
หยิวชิงเฟิงปรายตาไปยังบุรุษในชุดคลุมสีดำที่ด้านข้างดวงตามันก็ทอประกายตื่นตัว จากนั้นกวาดตาเพ่งมองศิษย์สำนักธารน้ำแข็งก่อนจะขมวดคิ้วกล่าวว่า “ท่านยืนยันว่าแขกสำนักหลิวขจีสังหารบุตรชายผู้อาวุโสจางสำนักธารน้ำแข็งแต่หลักฐานอยู่ที่ใด?”
“ไป๋หยุนเฟยสังหารบุตรชายเพียงคนเดียวของข้าบริวารมากมายล้วนเห็นกับตา หรือข้าจะยังสร้างเรื่องขึ้นมาได้?! เพียงท่านนำตัวมันออกมาต่อหน้าทุกคนแล้วพวกเราจะบอกต่อท่านว่าผิดคนหรือไม่!”จางเจิ้นซานถลันออกมาจากกลุ่มแม้อีกฝ่ายจะฝีมือเข้มแข็งกว่ามันมากมายนักแต่ความเคียดแค้นที่มีต่อไป๋หยุนเฟยกลับทำให้มันกล้าเผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้ามโดยไม่เกรงกลัว“เดิมทีนี่เป็นเพียงความแค้นส่วนตัวระหว่างข้ากับไป๋หยุนเฟยแต่คิดไม่ถึงว่าจะก่อปัญหาใหญ่โตระหว่างสำนักไปได้ข้าเพียงขอร้องสำนักอันสูงส่งท่านส่งตัวมันออกมาให้พวกเราสะสางความแค้นด้วยตนเอง!”
หยิวชิงเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยคำพูดเปี่ยมเหตุผลของฝ่ายตรงข้าม กล่าวอ้างการตามล่าฆาตกรสังหารบุตรชายกลับทำให้มันไม่ทราบจะโต้แย้งอย่างไรไปชั่วขณะจึงปรายตาไปยังมู่หว่านชิงหมายจะกล่าวคำพูดบางอย่างแต่หยางหลินกลับแค่นเสียงเย็นชากล่าวว่า “หยิวชิงเฟิงนี่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยของผู้เยาว์ที่ไร้ความสำคัญผู้หนึ่งหรือเจ้าจะยอมเป็นศัตรูกับสำนักเจ้าอสูรเพราะเรื่องนี้? ในเมื่อวันนี้ข้ามาด้วยตนเองข้าจะต้องกลับไปพร้อมกับฆาตกรผู้นั้น!หรือเจ้าต้องการให้สำนักทั้งสองต้องต่อสู้กันเอง?”
ดวงตาหยิวชิงเฟิงทอประกายวูบสถานการณ์ยามนี้เกินกว่าที่มันจะคาดคิด ยามกังวลใจจู่ๆก็ปรากฏลมกระโชกพัดจากด้านหลังผ่านข้างกายไปพร้อมกับร่างของคนผู้หนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้น
“เจ้ามาจากสำนักเจ้าอสูร?”หงยินปรายตามองวานรยักษ์เนตรทองที่เซื่องซึมไร้วิญญาณก่อนจะหันไปเขม้นมองหยางหลินด้วยท่าทีมุ่งร้าย
“เป็นมัน!อาจารย์อามันคือผู้ที่ชิงสุนัขป่าอสนีบาตข้าไป!” ทันทีที่หงยินปรากฏตัวหลี่หลงที่อยู่ข้างกายหยางหลินก็พลันชี้นิ้วมาพร้อมกับร่ำร้องเสียงดัง
การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของหงยินสร้างความตื่นตะลึงแก่ทุกคนแม้แต่บุรุษในชุดคลุมดำที่สงบนิ่งมาตลอดยังต้องเงยหน้าขึ้นมอง ทั้งยังส่งเสียงแผ่วเบาด้วยความประหลาดใจขณะที่เพ่งตาชั่งน้ำหนักหงยิน
หยางหลินมองดูหงยินด้วยสายตาเคร่งเครียดมันลูบแหวนบนมือซ้ายอย่างแผ่วเบาก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เจ้าเป็นใคร?ไฉนกล้าเป็นศัตรูกับสำนักเจ้าอสูร?”
“หากเจ้ามาจากสำนักเจ้าอสูรข้าก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก” ดวงตาหงยินฉายแววอำมหิตวูบ “ตาย!”
ทันทีที่เอ่ยปากหงยินก็พลันถีบเท้าพุ่งทะยานเข้าหาหยางหลินราวพายุ
หยางหลินตื่นตัวแต่แรกทันทีที่หงยินขยับเคลื่อนไหวมันก็โบกมือซ้ายในบัดดลข้างกายหยางหลินก็ปรากฏอสูรวิญญาณลักษณะคล้ายแรดขึ้นอย่างฉับพลัน หลังจากร้องคำรามก็ก้มหัวพุ่งเข้าชนหงยินอย่างกะทันหันขณะเดียวกันวานรยักษ์เนตรทองก็วาดแขนหยาบยาวเข้าใส่หงยินอย่างดุร้ายโดยไม่ต้องออกคำสั่ง
“แรดนอเหล็กระดับห้าขั้นกลาง!”ดวงตาหงยินทอประกายวูบมันชะงักร่างก่อนจะทะยานขึ้นในอากาศพลิกร่างข้ามหัวแรดนอเหล็กที่พุ่งเข้ามาอย่างง่ายดายจากนั้นบิดร่างกลางอากาศหลบหลีกฝ่ามืออันใหญ่โตของวานรยักษ์ที่ตบใส่ไปได้ยามที่เฉียดผ่านข้างเอววานรยักษ์ไปก็ตบเท้าขวาลงแผ่วเบาบังเกิดพายุหมุนขนาดเล็กที่มองเห็นด้วยตาเปล่าอยู่ใต้ฝ่าเท้าหงยินย่ำเท้าบนพายุหมุนทะยานผ่านข้างเอววานรยักษ์ในพริบตา พร้อมกันนั้นก็ยื่นมือทั้งสองข้างออกประทับใส่ตัววานรยักษ์อย่างแผ่วเบา
พริบตาต่อมา...ร่างมหึมาของวานรยักษ์เนตรทองราวกับถูกรัดพันด้วยสายลมอันนุ่มนวลแผ่วเบาแล้วฉุดดึงขึ้นในอากาศขณะที่ดิ้นรนอย่างคลุ้มคลั่งมันก็ถูกฉุดลากออกไปหลายสิบวามุ่งสู่ทิศทางของแม่น้ำเล็กๆสายหนึ่ง
“เสี่ยวถัง!”หงยินเรียกเบาๆ เงาสีขาวก็พุ่งจากบนไหล่อย่างเร่งร้อนพริบตาเดียวก็ไปปรากฏอยู่บนไหล่ของวานรยักษ์แล้ว
ตูม!น้ำในแม่น้ำกระเซ็นซ่านไปรอบด้าน ขณะที่ทุกคนมองด้วยสายตาตื่นตะลึงวานรยักษ์เนตรทองระดับห้าขั้นกลางก็ถูกหงยินผลักอย่างแผ่วเบาก็ลอยไปร่วงลงในแม่น้ำอย่างง่ายดาย
หลังจากผลักวานรยักษ์ออกไปแล้วหงยินก็ไม่รีรอรีบทะยานร่างขึ้นกลางอากาศ จากนั้นปรากฏสายลมดังหวีดหวิววนรอบร่างหงยินยามที่เหินร่างไปถึงตรงหน้าหยางหลินที่กำลังตะลึงลานโดยฉับพลันหงยินยกมือขวาขึ้นจู่โจม มีดสั้นสีขาวก็ปรากฏขึ้นในมืออย่างฉับพลันทะลวงแทงใส่หยางหลินซึ่งหน้า!
กระนั้นชั่วขณะที่มือขวาจู่โจมออก สีหน้าหงยินก็แปรเปลี่ยนไปมันไม่ลังเลแม้แต่น้อยรีบละทิ้งท่าจู่โจมแล้วพลิกแขนกวาดขวางไปทางขวาเพื่อปิดป้องฝ่ามือที่จู่โจมใส่
ยามมีดสั้นสีขาวและฝ่ามือจากร่างสีดำปะทะกันก็ปรากฏเสียงโลหะดังสดใสตามมาด้วยคลื่นกระแทกระเบิดขึ้นส่งผลให้ทุกคนต้องถูกผลักล่าถอยไปหลายก้าวยามที่เงยหน้าขึ้นเพ่งมองว่าเกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่ก็พบว่าคนทั้งสองเหินร่างถอยหลังออกไปหลายวาก่อนจะเพ่งตามองอีกฝ่ายไม่วางตา
บึม!เสียงระเบิดดังขึ้นจากแม่น้ำพร้อมกับสายน้ำกระเซ็นซ่านทุกทิศทางแล้วมวลน้ำทรงกลมขนาดมหึมาก็ลอยขึ้นจากแม่น้ำภายในก้อนน้ำเป็นร่างวานรยักษ์เนตรทองถูกกักเอาไว้เหลือเพียงหัวอันใหญ่โตของวานรยักษ์ที่โผล่พ้นขึ้นมาด้านบนมันกวัดแกว่งแขนขาอย่างคลุ้มคลั่งแต่ก็ไม่อาจดิ้นรนพ้นออกจากการจองจำของก้อนน้ำนี้ได้
บนไหล่ขวาของวานรยักษ์เนตรทองยืนไว้ด้วยเสี่ยวถังขนทั้งร่างลุกชี้ชันดูราวกับตัวมันขยายขึ้นอีกเท่าตัวกรงเล็บขนาดเล็กกวัดแกว่งอย่างต่อเนื่องราวกับกำลังควบคุมมวลน้ำมหาศาลนี้อยู่
หงยินไม่แยแสสถานการณ์ในลำธารแม้แต่น้อยเพียงเขม้นมองบุรุษชุดดำตรงหน้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หงยินสะบัดมือไล่หยดเลือดออกจากมีดสั้นก่อนจะเอ่ยปากเสียงเย็นชา“เจ้าก็มาจากสำนักเจ้าอสูรเช่นกัน?”
มือขวาที่บุรุษชุดคลุมสีดำซ่อนไว้ด้านหลังสั่นระริกถุงมือสีทองหม่นถูกแทงทะลุเป็นรูเล็กๆปรากฏโลหิตไหลซึมออกมา
“เขี้ยวโลหิต... หงยินบุตรแห่งสุนัขป่า... ด้วยอายุเพียงเท่านี้ เจ้ากลับบรรลุด่านเอกะวิญญาณขั้นต้นแล้วคำร่ำลือเกี่ยวกับตัวเจ้านับว่าไม่ผิด เจ้ามีพรสวรรค์อันเด่นล้ำจริงๆ” เสียงแหบแห้งดังขึ้นจากลำคอของชายชุดคลุมดำน้ำเสียงมันเย็นเยียบสั่นสะท้านจนไม่อาจคาดเดาอายุได้
ยามที่ได้ยินคำพูดบุรุษชุดดำสีหน้าทุกคนล้วนแปรเปลี่ยนไป หยางหลินล่าถอยออกไปหลายก้าวโดยไม่อาจควบคุมขณะเพ่งตามองหงยินก็แผดเสียงกล่าววาจา “หงยิน! ที่แท้เจ้าคือหงยิน บุตรแห่งสุนัขป่า!”
“เฮอะ!แล้วเจ้าเป็นใคร!” หงยินแค่นเสียงเย็นชาพร้อมกับกระชับมีดสั้นในมือแนบแน่นมันสืบเท้าไปครึ่งก้าวเปลี่ยนท่วงท่าเตรียมจู่โจม
“ช้าก่อนหรือเจ้าต้องการต่อสู้กับข้าที่นี่จริงๆ? หากเจ้ากับข้าต่อสู้กันเต็มกำลังเพียงผลกระทบจากพลังก็ทำลายสำนักหลิวขจีได้แล้วคิดว่าเจ้าคงไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้นกระมัง?” บุรุษชุดดำกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งมันกวาดตามองผู้คนรอบด้านก่อนจะหยุดสายตาที่หงยินซึ่งขมวดคิ้วแนบแน่นแล้วจึงกล่าวต่อ “อีกอย่าง... เจ้าต้องการสังหารศิษย์สำนักเจ้าอสูรที่นี่จริงหรือ?หากศิษย์สำนักเจ้าอสูรถูกสังหารที่นี่ ที่สำนักหลิวขจี...เจ้าว่าสำนักหลิวขจีจะเป็นเช่นไร?”
คำพูดของมันทำให้ศิษย์สำนักหลิวขจีแปรเปลี่ยนอย่างใหญ่หลวงทันทีสีหน้ามู่หว่านชิงกลายเป็นเคร่งเครียดจริงจังก่อนมองไปยังไปยังหงยินด้วยสายตาหวาดหวั่น
ดวงตาหงยินทอประกายแวววับยามใคร่ครวญสถานการณ์เนิ่นนานผ่านไปจึงถอนหายใจแผ่วเบาพร้อมกับเก็บมีดสั้นกลับคืนเพียงสืบท้าวหนึ่งก้าวคนก็ปรากฏขึ้นที่ริมลำธารอย่างฉับพลัน หงยินยื่นมือขวาเข้าไปในก้อนน้ำทรงกลมก่อนจะตบไหล่วานรยักษ์เบาๆก้อนน้ำก็พลันกลายเป็นว่างเปล่า!จากนั้นจึงพาเสี่ยวถังเหินร่างพลิ้วกลับมาหากลุ่มศิษย์สำนักหลิวขจี
“เจ้า...” ได้เห็นหงยินชิงวานรยักษ์เนตรทองของมันไปต่อหน้าต่อตา สีหน้าหยางหลินจึงแปรเปลี่ยนไปมันคิดจะกล่าววาจาอันใด แต่เมื่อพบเห็นจิตสังหารในแววตาที่หงยินพยายามสะกดกลั้นอย่างยากเย็นทั้งร่างก็สั่นระริกมันรีบเก็บแรดนอเหล็กกลับคืนและไม่กล้าเอ่ยปากอีกหยางหลินยามนี้สีหน้าหมองคล้ำล่าถอยไปข้างกายบุรุษชุดดำอย่างเงียบงัน
บุรุษชุดคลุมดำกวาตามองผู้คนรอบด้านก่อนจะกล่าววาจาเสียงแหบแห้ง “พวกเรามาที่นี่เพื่อทวงถามคน ไม่ต้องการพิรี้พิไรมากความตามความเห็นข้า... เจ้าสำนักมู่สมควรรีบส่งตัวคนผู้นั้นออกมา”
อวี้เฟยดวงตาเป็นประกายถึงยามนี้มันค่อยคืนสติจากความตระหนก ดวงตามันสาดประกายแวววับก่อนจะสืบเท้าไปเบื้องหน้าพร้อมกับกล่าวเสียงกังวาน“ถูกต้อง!เจ้าสำนักมู่ ท่านสมควรส่งมอบไป๋หยุนเฟยออกมา!อย่าให้คนนอกเป็นสาเหตุให้สำนักเราต้องบาดหมางกัน!”
จางเจิ้นซานก็ก้าวเท้าออกมาด้านหน้าเช่นกันมันกล่าววาจาด้วยสีหน้าเดือดดาลคลั่งแค้น “ข้าจะไม่ยินยอมอยู่ร่วมฟ้าเดียวกับผู้ที่สังหารบุตรชายข้าได้!เดิมทีนี่เป็นความแค้นส่วนตัวของข้าเจ้าสำนักมู่โปรดให้ไป๋หยุนเฟยออกมาต่อสู้กับข้าข้าจะต่อสู้กับมันด้วยตนเองเพื่อสะสางความแค้นครั้งนี้! ไม่เช่นนั้น...ต่อให้ต้องเป็นศัตรูกับสำนักหลิวขจีข้าก็จะบุกเข้าไปสะสางหนี้แค้นครั้งนี้ให้จงได้”
“เฮอะ!ต่อสู้กับมันด้วยตนเอง? ภูตวิญญาณต้องการต่อสู้กับวีรชนวิญญาณตัวต่อตัว?ข้าประทับใจในความไร้ยางอายของท่านนัก!” มู่หว่านชิงขมวดคิ้วตอบโต้ด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เจ้าสำนักมู่หากท่านดื้อรั้นยืนกรานที่จะปกป้องคนผู้นี้ ย่อมหมายความว่าท่านต้องการเป็นศัตรูกับสำนักธารน้ำแข็งเราเช่นนั้นแล้ว... อย่าหาว่าข้าเสียมารยาท!ต่อให้ต้องบาดเจ็บล้มตายทั้งสองฝ่ายข้าก็จะทวงถามความยุติธรรมให้แก่ผู้อาวุโสสำนักข้าให้จงได้!”อวี้เฟยใช้สีหน้าดุร้ายกล่าววาจาอย่างเดือดดาลศิษย์สำนักธารน้ำแข็งที่ด้านหลังก็ชักอาวุธออกมาด้วยท่าทีเกรี้ยวกราด
เสียงกระบี่ยาวหลุดจากฝักก็ดังถี่ยิบจากฝั่งสำนักหลิวขจีเช่นกันทั้งสองฝ่ายกระชับอาวุธเขม้นมองฝ่ายตรงข้ามเตรียมจะลงมือบรรยากาศรอบด้านกลายเป็นตึงเครียดพร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ
“จางเจิ้นซานข้าตกลงจะต่อสู้กับเจ้า!”
ทันใดนั้นน้ำเสียงเดือดดาลก็ดังขึ้นจากด้านหลังฝั่งสำนักหลิวขจี...จากนั้นคนผู้หนึ่งก็เดินออกมาอย่างแช่มช้าด้วยสีหน้าเย็นชา
ที่แท้ก็เป็นไป๋หยุนเฟย!