“นายหญิง เหตุใดเจ้าตัวดำมืดนั่นมาอยู่กับท่านได้ ?”
“……..”
ไม่มีผู้ใดกล้าตอบรับถ้อยคำสั่นประสาทนั่น ซึ่งสำหรับจงซือฉิงก็เป็นเรื่องธรรมดา ทว่าปราณกดดันดำมืดสายหนึ่งที่ลอยกรุ่นอยู่ในอากาศ ทำให้มู่เชียนต้องรีบหันขวับไปหาเจ้าของไอสังหารอึมครึมชวนขนลุกด้านข้าง ด้วยเกรงว่าเขาจะพลั้งมือทำร้ายเทพอสูรตัวใหม่ที่นางเพิ่งหามาได้ตัวนี้ไป
ใบหน้าหล่อเหลาเรียบนิ่งผิดคาด ทว่าเหล่าเทพอสูรทั้งสามที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อปราณมืดนั้นย่อมสัมผัสได้ เว้นไว้เพียง ‘เจ้าตัวเกราะแข็งหนังหนา’ ที่มาใหม่ตัวนี้ตัวเดียวเท่านั้น
“หืมม…กลิ่นเลือดตระกูลเยว่สินะ.. เหม็นอะไรอย่างนี้ ?” จงซือฉิงเอ่ยพลางย่นจมูกทำท่าไม่ชอบใจ
“ซือฉิง.. !” ลวี่ซานถงขมวดคิ้วเรียกนางด้วยเจตนาตักเตือน
เจ้าน้องคนนี้ปากไม่ดีทั้งยังสัมผัสรับรู้ต่ำ…อาจเพราะหนังและเกราะที่หนาอย่างมากนั้นได้ปิดกั้นทุกอย่างเอาไว้ แต่ไรมาด้วยปราการที่แข็งและหนาจึงไม่เคยมีสิ่งใดทำให้นางเจ็บปวดได้ ที่ทำตัวไร้มารยาทใช่เพราะจิตใจไม่ดีแต่เพราะไม่มีใครสั่งสอนนางได้อย่างจริงจัง
จะด่านาง… ศีรษะที่เต็มไปด้วยหินนั่นก็ทึ่มทื่อนัก จะตีนาง.. เจ้าตัวหนังหนาก็เพียงหันกลับมาเอ่ยอย่างจริงใจว่า ‘นางมิได้คันตรงนั้น ไม่ต้องเกาให้’
ปากตรงกับลำไส้จนน่าโมโห…คิดสิ่งก็โพล่งออกมา นั่นคือนาง เทพอสูรปฐพี ‘ต๋าเหอจงซือฉิง’
“พี่สี่… นั่นคือคนรักของนายหญิง” เสี่ยวจิ้งเห็นแก่ความเป็นพี่น้องหลายพันปี จึงเอ่ยด้วยความหวังดี ทว่าคำเตือนนี้เมื่อแล่นผ่านสมองทึบๆที่เต็มไปด้วยก้อนหินของเหนียน กลับยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก
“คนรัก ?!… ข้าว่าไม่เห็นเหมาะเลย !!” เหนียนอสูรเอ่ยเสียงดัง ทั้งยังทำราวกับตกใจอย่างมาก แน่นอนว่าความตกใจของนางย่อมไม่มากเท่าความหวาดหวั่นของพี่น้องรอบกายเป็นแน่
สิ้นประโยคนี้…ร่างสูงพลันหัวเราะเบาๆออกมาครั้งหนึ่ง หากมิใช่คนสนิทคงไม่รู้ว่ารอยยิ้มขององค์ราชาแห่งต้าเยว่ยามนี้น่าหวาดกลัวเพียงใด ทว่าเพียงปราณที่เอ่อล้นออกมามากขึ้นเรื่อยๆนั้น ไม่ต้องรอให้ฟู่หลิงออกมาบอก พวกเสี่ยวจิ้งก็พอรับรู้ได้
“พี่สี่ ท่านหยุดพูดทีเถิด” หลันอู่ซือเอ่ยห้ามเสียงสั่น นางมิได้กลัวพี่สาวปากเสียผู้นี่จะเป็นอันตราย ทว่าปราณระดับจ้าวอสูรที่อ่อนด้อยของนางเริ่มทนความเย็นเยียบนี้ไม่ได้ จึงตัดสินใจหลบเข้ามิติไป
“นายหญิง..” เทพจิ้งจอกก้มหน้าให้มู่เชียนเพื่อขอความเห็น ไรผมสีขาวเริ่มมีเหงื่อซึมด้วยปราณมืดสนิทที่หนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ มู่เชียนพยักหน้าเห็นด้วยทันที มือบางยื่นออกมาคิดจะพาเจ้าตัวปัญหานี้หลบเข้ามิติไป ทว่าเยว่เทียนหงกลับดึงมือนางไว้ มุมปากได้รูปกดลึกไอปราณมืดยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆทุกนาที ขณะที่เทพอสูรแห่งปฐพียังคงวิพากษ์วิจารณ์ ‘ตามที่คิด’ ต่อไป
“หน้าตาหล่อเหลาราวปีศาจร้าย ดูก็รู้แล้วว่าเป็นดาวหายนะเรียกแมลง” กระแสลมกรรโชกแรงขึ้นเรื่อยๆ เมฆสีดำเริ่มปกคลุมบนท้องฟ้า บรรยากาศมืดสลัวน่าขนลุก….
“ทั้งตัวก็มีแต่กลิ่นปราณมืดน่าคลื่นไส้ ไปที่ไหนก็คงสร้างแต่อารมณ์อึมครึมแห้งแล้ง ” สายฟ้าสีดำแลบผ่านช่องว่างเข้าสู่ก้อนเมฆเหนือร่างสูง อันเป็นจุดกึ่งกลางของพลังงานอย่างช้าๆ
“ตัวก็สูงเกินไป ยืนคู่กับนายหญิงแล้วไม่เหมาะสมกัน ข้าว่า..”
‘เปรี้ยงงงงง !!…. เปรี้ยงงงงง !!’
พายุสายฟ้าหลายสายที่รวมตัวกันมาพักใหญ่ ผ่าลงบริเวณใกล้ๆ จนเทพมังกรเสียหลักบินเซไถลไปด้านข้าง บนหลังมังกรเพลิงเกิดความโกลาหลครู่หนึ่ง ต่อเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลงไปจึงค่อยพบว่า เทพอสูรสามตนที่ควรมีอยู่นั้นเหลือเพียงสองแล้ว
“อ้าาาากกกกกกก…..” เสียงร้องโหยหวนจากสตรีผู้ห้าวหาญที่กำลังตกลงไปเบื้องล่างนั้น ‘ช่างน่าฟัง !’
“ซือฉิง !! ….” อย่างไรพันธสัญญาผูกพันกัน มู่เชียนจึงอดเป็นห่วงเหนียนเทพตนนั้นไม่ได้ ขณะจะพุ่งร่างลงไปหา กลับพบว่าร่างเพรียวของเทพอสูรสาวในชุดเกราะทั้งตัวนั้นได้ถูกเยว่เทียนหงใช้ลูกแก้วสีดำสนิทห่อหุ้มเอาไว้แล้ว
ท่ามกลางความแปลกใจของเหล่าเทพอสูรทั้งหลาย ลูกแก้วที่บรรจุเทพอสูรลำดับสี่ไว้ค่อยๆลอยขึ้นมาบนหลังมังกรอีกครั้ง แว่วเสียงวิพากษ์วิจารณ์บางอย่างจากด้านในฟังคล้าย ‘สายฟ้าชั้นเลว’ และ ‘ปราณมืดชั้นต่ำ’ ทำให้รอยยิ้มของร่างสูงยิ่งกดลึกมากขึ้น
ดวงตาสีเทาเกือบดำเปล่งประกายวาบ ลูกแก้วขนาดยักษ์หดตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว เทพอสูรสาวมีสีหน้าตื่นตะลึงก่อนจะเปลี่ยนร่างกลายเป็นเหนียนอีกครั้ง นางหวังว่าเกราะของตนจะสามารถยับยั้งการกดบีบของลูกแก้วได้ ขณะที่ปากยังคงพล่ามไปเรื่อยๆ
คำพูดของนางจะมีเนื้อความว่าอย่างไรบ้างนั้นเยว่เทียนหงไม่คิดใส่ใจนัก มีเพียงเหล่าพี่น้องและมู่เชียนเท่านั้นที่รู้ได้
ลูกแก้วสีดำนั้นกดบีบเข้าหากันเรื่อยๆ ปราณของเยว่เทียนหงแฝงด้วยแรงกัดกร่อนจากปราณรัตติกาลทำให้ร่างของจงซือฉิงเริ่มหดเล็กลงอย่างช้าๆ ที่สุดก็กลายร่างเป็นเหนียนขนาดเท่าฝ่ามือ ทั้งเทพอสูรทั้งลูกแก้วลอยคว้างเข้าสู่ฝ่ามือของเยว่เทียนหงอย่างเชื่อฟัง
“ฮึ่ย… %%#^%^&%&@$&%*(*()&&%&^$&^” คำด่าหยาบคายมากมายที่พ่นอยู่ภายในลูกแก้วนั้นมู่เชียนไม่ปรารถนาอยากได้ยินสักนิด
‘ช่วยกลัวหน่อยได้หรือไม่ ปราณรัตติกาลในร่างเขาฆ่าเจ้าได้พริบตาเชียวนะ !’
เยว่เทียนหงราวกับรู้ใจนาง ลูกแก้วสีจางที่ลอยนิ่งอยู่ในมือของเขาพลันเปลี่ยนเป็นดำสนิท ความมืดทึบนั้นทำให้พวกเขาทราบได้ทันทีว่าเยว่เทียนหงได้สร้างเกราะที่หนาอย่างมากขึ้นมา มันตัดสายสัมพันธุ์ของจงซือฉิงกับโลกภายนอกไปจนสิ้น แสงแลบแปลบปลาบอยู่ด้านในเป็นระยะนั่นทำให้พวกเขารู้ว่าเจ้าตัวหนังหนานั่นคงไม่ได้กำลังอยู่อย่างสงบเป็นแน่
‘เปรี๊ยะ !!’ สายฟ้าเล็กสีดำแล่นวาบเข้าสู่ลูกแก้วนั้นเส้นหนึ่ง กลับแลกมาด้วยแสงสีน้ำตาลและเสียงตึงเบาๆด้านในแทนการต่อต้าน…
“อืมม.. หนังหนาดี” เสียงทุ้มเอ่ยชื่นชมราวกับพอใจอย่างมาก ทว่าสายฟ้าเส้นที่สอง สาม สี่ ห้า จนถึงนับไม่ถ้วนที่ส่งเข้าไปไม่หยุดนั้นจะอธิบายเช่นไร ?!
ลวี่ซานถง และเสี่ยวจิ้งเห็นพี่น้องของตนถูกขังด้วยลูกแก้วธาตุมืดเช่นนั้นก็นึกเป็นห่วง ต่อให้ปากร้ายเพียงใดความผูกพันธ์ก็ยังคงทำให้เขาอดเอ่ยปากแทนไม่ได้
“ขอโทษด้วยนางเป็นคนตรงไปตรงมา” ……กับปากเสียไร้มารยาทนิดหน่อยเท่านั้น
“พี่สี่เป็นเช่นนี้มาหลายพันปีแล้ว ต่อให้ฆ่านางก็ไม่เปลี่ยนหรอก”….. แม้แต่เทพบิดาที่เคยพยายามสั่งสอนนางมาตลอดยังทำไม่ได้
“อ้อ…เช่นนั้นก็ไม่ต้องออกมาอีกก็แล้วกัน” เสียงทุ้มเอ่ยเรียบง่าย มือยังส่งสายฟ้าเส้นเล็กๆเข้าไปด้านในไม่หยุด
“เทียนหง…ข้าขอนางคืนได้หรือไม่ ?” มู่เชียนทนไม่ไหว อย่างไรก็เทพอสูรของนางก็ไม่ควรถูกเขาทรมานเช่นนี้
เยว่เทียนหงหยุดทัณฑ์สายฟ้าลง แต่ยังคงไม่มีทีท่าจะส่งลูกแก้วลูกนั้นให้นาง “บางเรื่องควรสอนก็ต้องสอน ควรตีก็ต้องตี หลักการนี้เจ้าคงเข้าใจ”
ดวงตาคมที่หันมานั้นมองปราศจากร่องรอยของอาการคลุ้มคลั่งมีเพียงประกายทรงอำนาจและการตัดสินใจที่ไม่อาจโน้มน้าวได้ที่ทำให้มู่เชียนต้องชะงัก
“นางนิสัยพูดไม่คิด เพียงสร้างความรำคาญใจนั้นย่อมไม่เท่าไหร่ แต่หากเกิดพลาดพลั้งหลุดความลับหรือข้อความสำคัญเกี่ยวกับภารกิจออกไป นั่นเป็นเรื่องที่ไม่อาจอภัยได้แล้ว”
สำหรับเยว่เทียนหงแล้ว… มู่เชียนรักและใจอ่อนกับคนของตนเกินไป โชคดีที่ผ่านมาบริวารของนางค่อนข้างซื่อสัตย์และรู้หน้าที่ จึงไม่เคยสร้างความเดือดร้อนให้ ทว่าเจ้าตัวนี้ไม่เหมือนกัน ….
มู่เชียนจำนนด้วยเหตุผลไม่อาจโต้เถียงได้ จึงหลุบตาลงแล้วหันไปอีกทางอย่างคนที่พยายามตัดใจ “อย่ารุนแรงนักนะ”
เมื่อเห็นนางยอมไว้ใจให้เขาสั่งสอนเทพอสูรของตนชายหนุ่มก็คลี่ยิ้มอ่อนโยนออกมา ความพึงพอใจของเขา นับเป็นโชคดีของจงซือฉิงอย่างมาก ทัณฑ์สายฟ้าที่ควรฟาดลงวันละ ‘ห้าพันสาย’ จึงลดเหลือ ‘สี่พันห้าร้อยสาย’เท่านั้น
ธาตุดินคือธาตุที่ทนทานเป็นที่สุด เกราะของจงซือฉิงก็แข็งแกร่งอย่างมาก ดูอย่างที่นาง ถูกแช่อยู่โลหิตมารนับร้อยปีก็ยังไม่เป็นอันใด
ในอดีตยามที่นางเปี่ยมด้วยพลังนั้นขอเพียงนางหลบอยู่ในกระดองไม่ออกมา แม้แต่เทพบิดายังไม่อาจทำอะไรได้ หากเยว่เทียนหงไม่ฉวยโอกาสฝึกนิสัยนางตอนนี้แล้วจะรอจนถึงเมื่อใด
นี่ยังไม่เอ่ยถึงที่นางกล้าพูดว่ามู่เชียนกับเขาไม่เหมาะสมกัน ….ไม่ลอกกระดองของนางออกมาก็นับว่าเขามีเมตตามากแล้ว !!
หนึ่งเดือนหลังศึกกลางทะเล ทันทีที่ขึ้นฝั่งจูเก่อหมิงก็แยกตัวออกไปเพื่อเดินทางกลับหอข่าว เขาต้องรีบไปบันทึกเรื่องราวการเดินทางครั้งนี้ก่อนที่ความทรงจำจะจางไป สุดท้ายยังย้ำกับมู่เชียนอีกครั้งว่าในแคว้นเฟยหยางนั้นมิอาจให้ผู้ใดทราบฐานะธิดาเทพยุทธ์ของนางได้ เพื่อความปลอดภัยของตัวนางเอง
พวกมู่เชียนหยุดพักอยู่บริเวณชายแดนระหว่างแคว้นหลิงและแคว้นเฟยหยาง ด้วยหญิงสาวเพิ่งผ่านการต่อสู้ดุเดือดมา ระดับราชันย์ของนางใกล้จะบรรลุเข้าสู่ขั้นกลางแล้ว
มู่เชียนคิดถึงปราณของตนเองกับเยว่เทียนหงที่ห่างกันอย่างมาก จึงคิดจะฉวยโอกาสนี้เร่งรีบดึงปราณเข้าร่างเพื่อเข้าสู่ขั้นกลางและหากโชคเข้าข้าง นางอาจเข้าสู่ขั้นสูงในครั้งเดียวได้เลย เช่นนั้นย่อมจะเป็นการประหยัดเวลาไปได้หลายเดือน
หลังจากมู่เชียนเข้าไปฝึกในหอรวมปราณ เยว่เทียนหงวันๆนอกจากเฝ้ามองสายฟ้าสีดำแล่นผ่านลูกแก้วที่มีเหนียนอยู่ลูกนั้น เวลาที่เหลือก็ใช้มันเพื่อรอคอยนางอย่างสงบ ….
รออะไรน่ะหรือ ?
เนื่องจากจงซือฉิงถูกขัง…ทุกวันนายสาวของมันจึงต้องมาพบเยว่เทียนหงเพื่อเอ่ยวาจาขอร้องแทนเหนียนตัวน้อย ซึ่งเยว่เทียนหงก็ยิ้มรับคำขอของนาง ทว่ากลับมอบคืนมาเป็นสัมผัสอันอ่อนหวาน เมื่อเป็นเช่นนี้ซ้ำๆคำว่า ‘ปล่อยตัว’ ที่นางเอ่ยจึงกลายเป็นวาจายั่วยวนสำหรับเขาไป นานวันเข้ามู่เชียนก็ไม่ค่อยกล้าเอ่ยเรื่องนี้อีกแล้ว
แผนที่มีแต่ได้ฝ่ายเดียวเช่นนี้เขากลับคิดออกมาได้ การที่แคว้นต้าเยว่จะเป็นใหญ่จึงไม่น่าแปลกใจอันใดนัก !
คืนหนึ่งไม่รู้เพราะชายหนุ่มอารมณ์ดี หรือสมควรแก่เวลา เยว่เทียนหงกลับเป็นฝ่ายเอ่ยถึงเรื่องนี้แทน ทำให้มู่เชียนดีใจอย่างมาก …. ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาเรียกร้อง ‘ค่าตอบแทน’ ไปมากน้อยเท่าไร ทว่าวันต่อมาจงซือฉิงก็ถูกปล่อยออกจากลูกแก้วในที่สุด
ไม่ได้เอ่ยวาจากับผู้อื่นมาหลายวัน เทพอสูรเหนียนรู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างมาก สองร้อยปีที่ถูกทิ้งไว้ในทะเลไอ้พี่ใหญ่แม้ชั่วช้า แต่ก็ยังใจดีพอที่จะสะกดให้นางหลับไป
สองร้อยปีที่หลับใหลย่อมเทียบไม่ได้เลยกับความทุกข์ทรมาณหนึ่งเดือนในลูกแก้วบนมือมารร้ายแซ่เยว่ผู้นั้น …. เพียงวินาทีแรกที่ได้ออกมาจงซือฉิงก็พุ่งวาบมาตามหาเหล่าพี่น้องเพื่อระบายความทุกข์ทันที
ร่างอวบอิ่มแข็งแรงเดินฟึดฟัดอยู่บริเวณพื้นที่ว่างใกล้ภูหลอมตะวัน โดยมีเสี่ยวจิ้งกึ่งนั่งกึ่งนอนกระดิกเท้าเล่นอยู่ใต้ต้นไม้ ลวี่ซานถงนั้นนั่งตัวตรงจิบชาอยู่ใกล้ๆ ส่วนหลันอู่ซือก็กำลังเอนกายพักผ่อนอยู่บนโขดหิน
“ข้าไม่พอใจอย่างมาก…เหตุใดนายหญิงของเราต้องเป็นคนรักของปีศาจร้ายนั่นด้วย !” เสียงห้าวของเหนียนสาวระเบิดออกมา
“อืมม…ข้าเข้าใจความรู้สึกของเจ้า” ลวี่ซานถงเอ่ยเสียงเคร่งขรึม.. เดิมทีเรื่องนี้เขาและเสี่ยวจิ้งก็เคยรู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน แต่ในเมื่อนายหญิงรักเจ้าหมอนั่น และนิสัยเขาก็ไม่นับว่าเลวร้ายเกินไป ความทุ่มเทของเยว่เทียนหงนั้นพวกเขาทั้งสองย่อมเห็นอยู่ สุดท้ายจึงค่อยๆยอมรับคนผู้นั้นโดยไม่รู้ตัว
ทว่าสำหรับจงซือฉิงที่เพิ่งออกมานั้น จู่ๆกลับพบว่านายหญิงรักกับผู้ที่เปรียบดั่งศัตรู นางคงรู้สึกสับสนอยู่บ้าง…. การอาละวาดของเทพอสูรผู้นี้ย่อมพอเข้าใจได้
ทว่าลวี่ซานถงและเสี่ยวจิ้งกลับไม่ทันคิดสักนิด…. เรื่องที่พวกเขาคิดทำความเข้าใจอยู่นั้น กลับไม่ใช่ประเด็นเดียวกับจงซือฉิง….
“เจ้าปีศาจนั่นแข็งแกร่งเกินไป บุรุษใต้หล้าที่อ่อนแอกว่านี้มีมากมายเหตุใดนายหญิงจึงไม่เลือก ?!”
“เอ๋…..” หลันอู่ซือนั่งบนหินเหนือลำธาร เอียงหน้าถามอย่างไม่เข้าใจ “เหตุใดจึงควรเลือกบุรุษอ่อนแอ มิใช่ยิ่งแข็งแกร่งยิ่งดีหรือ…”
“ถามได้.. สามียิ่งอ่อนแอยิ่งควบคุมง่าย นายหญิงจะได้ไม่ถูกรังแกอย่างไรเล่า ?”
ฟิ้ววว… ลมพัดเบาบางมาจากด้านหลัง ทันทีเสียงห้าวเอ่ยจบประโยค พี่น้องทั้งสามกลับชะงักนิ่งไปด้วยสัมผัสได้ถึงไอปราณที่พวกเขาหวาดหวั่น
ดวงตากลมโตของกิเลนสาวเบิกกว้าง เช่นเดียวกับร่างเกร็งนิ่งของเสี่ยวจิ้งและลวี่ซานถง น่าเสียดายที่จงซือฉิงกลับยังไม่รู้ตัว
“พวกเจ้าคิดดูสิ เจ้าคนชั่วแซ่เยว่นั่นเป็นถึงระดับกึ่งเทพยุทธ์ ต่อให้วันหน้านายหญิงอาจจะเหนือกว่าแต่ต้องรอถึงเมื่อใดเล่า แล้วระหว่างนี้มิใช่ต้องตกอยู่ใต้การควบคุมของเจ้ามารร้ายนั่นหรอกหรือ”
“น้องสี่..” ลวี่ซานถงพยายามส่งเสียงเรียกเบาๆ ขณะที่เสี่ยวจิ้งพยายามส่งสัญญาณโดยการกลอกตาไปด้านหลัง น่าเสียดายจงซือฉิงผู้ความรู้สึกช้ากลับยังเมามันกับภาพฝันอันสวยงาม
“ได้ยินว่าพวกบัณฑิตมักอ่อนแอและหน้าตาดีมีมากมาย ทั้งยังอ่อนโยนช่างเอาใจ เป็นที่ต้องตาของสตรีทั้งหลาย นายหญิงย่อมต้องชอบเช่นกัน ….บุรุษสายน้ำอย่างไรก็น่ามองกว่าเจ้าตัวดำมืดนั่น … พี่สาม น้องหก พวกเราลองหาบุรุษมาให้นายหญิงเลือกใหม่ดีหรือไม่ ?”
จงซือฉิงเอ่ยด้วยดวงตาที่เปล่งประกายแห่งความหวัง แน่นอนว่าเจ้าเหนียนหนังหนานี่ยังคงไม่รู้สึกผิดแปลกอันใด ต่อให้ปราณมืดแล่นเปรี๊ยะไปทั่วบริเวณนี้ก็ตาม
ลวี่ซานถงและเสี่ยวจิ้งสูดหายใจลึกพลางมองหน้าจงซือฉิงนิ่งแทนการบอกอำลา
แว่วเสียงทุ้มหัวเราะแผ่วเบามาจากด้านหลัง เสียงที่ลอดผ่านลำคอออกมาเพียงหนึ่งครั้งกลับส่งผลให้ร่างเพรียวของจงซือฉิงสะดุ้งวาบ… เหนียนเทพเช่นนางจะหนังหนา ทว่าหูนั้นดีมาก.. อย่าว่าแต่นี่คือเสียงของมารร้ายที่ทรมานนางมานับเดือน !
“นายหญิงงงงง…” เสียงใสห้าวตะโกนขอความช่วยเหลือลั่นป่า ทว่ามู่เชียนที่ฝึกตนอยู่ในหอรวมปราณนั้นย่อมไม่อาจได้ยินแม้แต่น้อย
อาา… อิสรภาพนั้นแสนสั้นจริงๆ
ถึง…รี้ดที่รัก สิ้นเดือนนรกวนมาอีกครั้ง วันนี้เลยได้แค่หนึ่งตอนนะคะ.. T^T