ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

บทที่297 แสงประทีป ชี้นำทาง

  ครั้นเมื่ออี้เฉิน เห็นสภาพกายเนื้อ ของเขาที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผล เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด ไหลซึมออกมา ผิวหนังบางส่วนเผยให้เห็นรอยแผลเป็นไฟไหม้ ดวงตาข้างหนึ่งถึงกับถูกทำลาย มันก็ทำให้ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันในทันที จ้องมองแขนตนเอง อย่างไม่วางตา


    หลินเฟยนางที่เห็นอี้เฉินมีท่าที ตกตะลึงอยู่ไม่น้อย นางเอ่ยเตือนอี้เฉินในทันใด กลัวอี้เฉินจะรับสภาพของเขาในยามนี้ไม่ได้ ตัวเขาตอนนี้ ราวกับ มาอยู่ในจุดที่ต่ำที่สุดของชีวิตอีกครั้ง การจะบ้าคลั่งขึ้นมาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร "อี้เฉินเจ้าตั้งสติก่อน ในยามนี้เจ้ายังอ่อนแอเกินไป อย่าพึ่งครุ่นคิดอะไรมากในยามนี้"


แต่สิ่งที่ หลินเฟยคิดดันผิดคาด นางไม่ได้ยินคำตอบใดจากอี้เฉิน แต่อย่างใด มีเพียง เสียงอี้เฉินถอนหายใจยาว ออกมาจากลมหายใจของเขา เท่านั้น ประหนึ่งตัวของเขารู้ตัวเองดีว่า สภาพของเขาจะมาอยู่ในจุด จุดนี้


"หลินเฟย ข้าอยากพักผ่อนก่อนจะถึงยามเช้า เจ้าคงลำบากไม่น้อยสินะ กว่าที่ข้าจะลืมตาตื่น ใบหน้าของเจ้าซีดเซียวไปไม่น้อยเลย"
 
"เจ้ายังจะห่วงผู้อื่นอีกนะอี้เฉิน คนอื่นๆ คงดีใจไม่น้อย เมื่อรู้ว่าเจ้าฟื้นคืนสติ ผู้นำหมู่บ้านเสี่ยวปู้เตียน คงดีใจไม่น้อย ไหนจะเจ้า เปาเปา จางเหมยอีก" ครั้นเมื่อหลินเฟยเอ่ยวาจาเสร็จสิ้น นางก็ถอนกายาออกจากตัวของอี้เฉินในทันที ปล่อยให้อี้เฉินพักผ่อนกายา


    อี้เฉินที่เห็น หลินเฟย นางไปนอนฟุบหลับที่โต๊ะนั่ง อย่างสบายใจ ราวกับความกังวลทั้งหมดทั้งมวลภายในใจ ของนางถูกยกออก มันก็ทำให้อี้เฉิน รู้สึกผิดกับตัวนางไปหลายเท่า ดวงตาที่เต็มไปด้วยความอิดโรยของเขา ถึงกับหลั่งน้ำตาน้อยๆ ให้กับนาง ไม่คิดว่านางจะยอมเสียสละให้ตัวเขามากถึงเพียงนี้


ตราประทับที่นางได้มา คงมาจากการดูดพิษของเทพสวรรค์ สุยเยว่หนานเป็นแน่ หากไม่ได้นางช่วยชีวิตของเขาไว้หลายครั้งหลายครา เกรงว่าชีวิตน้อยๆ ของเขาคงตายไปแล้วเป็นแน่ ความรู้สึกผิดอี้เฉินจึงยิ่งทบทวี


    ก่อนเขาจะเลิกคิดเรื่องฟุ้งซ่าน ทั้งเรื่องเมี่ยนจือน้อยที่ติดอยู่ภายในความฝันของเขา ทั้งเรื่องความเจ็บปวดที่เขาได้รับจากกายา ปล่อยร่างกายให้ผ่อนคลาย ดำดิ่งลงไปภายในทะเลความรู้ของเขาทันที หมายมั่นเข้าไปตรวจดู ว่าเต๋าแห่งการเกิดใหม่ของเขายังอยู่ดีหรือไม่


    หากเขาสามารถขับเคลื่อนเต๋าแห่งการเกิดใหม่ได้ อีกครา การจะหายจากอาการบาดเจ็บทั้งหมดทั้งมวล คงไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ครั้นเมื่อเขาดำดิ่งเข้าไปภายในทะเลความรู้ ภายในกลับเต็มไปด้วยเถ้าธุลี ต้นโพธิ์ที่เคยเขียวขจี ถึงกับมอดไหม้จนเหลือแต่ตอไม้ ทะเลสีเลือดที่เคยแดงฉานถึงกับเหือดแห้ง ท้องฟ้าที่เคยเต็มไปด้วยอักขระที่ถูกสลักลงไป ไหนจะปราณพลังสายฟ้านั้นอีก ที่ถูกทำลายไปจนสิ้น หลงเหลือเพียงท้องฟ้า ที่หมองหม่นไร้แสงสีเท่านั้น ผลเต๋าที่ก่อรูปภายในทะเลความรู้ แหลกสลายกลายเป็นอากาศธาตุ ราวกับภายในทะเลความรู้ ย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครา


     ครั้นเมื่ออี้เฉินเห็น เมี่ยนจือที่นอนหลับใหล ข้างกายของนางมีแหวนมิติ ของเทพสวรรค์ร่องรอย อยู่ไม่ห่างกายา หน้ากากหยก ที่นางสิงสถิตถึงกับแตกร้าวไม่มีชิ้นดี ไม่มีทีท่าว่าจะสมานเข้าหากันแต่อย่างใด ครั้นเมื่อเขาที่เห็นทุกสิ่งที่ ตัวเขาสร้างขึ้นมา พังทลายลงไป เม็ดเหงื่อถึงกับผุดพลายขึ้นมาบนใบหน้าของ อี้เฉินอย่างไม่รู้ตัว ใบหน้าบูดเบี้ยวจนไม่น่ามอง จนอดไม่ได้ ที่จะยกมือข้างหนึ่งขึ้นมา ปาดเหงื่อเย็นออกจากหน้าผาก


ก่อนที่อี้เฉิน จะเอ่ยพูดภายในทะเลความรู้ออกมา ด้วยน้ำเสียงที่เดือดดาล"เจ้าอยู่ใช่หรือไม่ เจ้าเจดีย์น้อย เจ้าไม่คิดจะเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ข้าฟังบ้างหรือไง"


    เจดีย์น้อย ครั้นมันได้ยินน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว มัน ขำออกมาน้อยๆ ในทันที แต่เสียงนั้นดังก้องไปทั่ว ทะเลความรู้อี้เฉินอย่างบ้าคลั่ง ในยามนี้เจ้าเจดีย์น้อย ไม่ใช่คนที่อี้เฉินจะพูดคุย เฉกเช่นทุกครั้งได้อีกต่อไป เพียงพลังของมันก็อาจจะกวาดล้างดินแดนเบื้องล่างได้อย่างง่ายดาย เหมือนว่าในยามนี้พลังของมันจะฟื้นคืนกลับมา เกือบจะสมบูรณ์ เจดีย์น้อย มันเพียงชี้นำทางให้อี้เฉินเท่านั้น สุดแล้วแต่ที่อี้เฉินจะรับฟังคำของมันหรือไม่


"เจ้าต้องขึ้นไปดินแดนเบื้องบน หากคิดจะรักษา ทั้งตัวเจ้าและตัวนาง ดินแดนเบื้องล่างแห่งนี้ไม่มีของล้ำค่าใด ที่ช่วยเจ้าได้ อย่างมากก็ทำให้เจ้า ใช้ปราณพลังภายนอกได้ แต่มันก็ไม่ใช่ปราณพลังของเจ้า สักวันหนึ่งมันจะถึงคอขวด มีเพียงแต่เจ้าต้องรักษาจุดตันเถียนที่บาดเจ็บ ของเจ้าให้ฟื้นคืนกลับมา เท่านั้น"


    ครั้นเมื่ออี้เฉินได้ยิน คำพูดของเจ้าเจดีย์น้อย มันก็ทำให้สติของเขากลับมาอีกครั้ง ก็จริงอย่างที่มันว่า 'หากไม่ใช่ปราณพลังของตนเอง ไม่ช้าก็เร็วปราณพลัง ที่ไม่ใช่ของตนก็จะหมดไป หากยังคิดพึ่งสิ่งของภายนอกกายาอยู่ละ ก็อีกไม่ช้าก็เร็ว การฝึกฝนก็จะถึงจุดสิ้นสุด'


อี้เฉินไม่เอ่ยพูดคำใดกับเจ้าเจดีย์น้อย อีกต่อไป เขารู้ดีในยามนี้ตัวเขาไม่มีหน้ามาอยู่ต่อหน้ามันเสียด้วยซ้ำ หมุนกายาเดินไปหยิบ แหวนมิติของเทพสวรรค์ แล้วออกมาจากทะเลความรู้ภายในหัวสมองของเขาในทันที


เจ้าเจดีย์น้อย มันส่องแสงสีทองขึ้นมาน้อยๆ ในทันที มองเด็กหนุ่มผมขาวใหม่อีกครั้ง อย่างน้อยๆ เด็กหนุ่มผมขาวผู้นี้ ก็ยังไม่ขาดสติบ้าคลั่ง แถมยังรับฟังคำพูดของเขาอย่างว่าง่าย "โอกาสของเจ้า ยังไม่หมดลงเสียทีเดียว เจ้าหนุ่มน้อย หากจิตใจเจ้ายังยึดมั่นไปยัง ดินแดนเบื้องบน"


........อี้เฉิน ครุ่นคิดอย่างจริงจัง ต่อให้เริ่มต้นฝึกฝนใหม่ ตัวเขาก็จะทำ แต่หากให้เขาไปทั้งๆ ที่อยู่ในสภาพ ของปุถุชน คนธรรมดาเฉกเช่นนี้ เกรงว่าคงตายก่อนได้ไปดินแดนเบื้องบนเป็นแน่ จึงคิดจะหาวิธี เสริมแกร่งตนเองให้รวดเร็วที่สุด ต่อให้ต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม


    เมื่ออี้เฉินตรวจดูภายในแหวนมิติ ที่เขานำออกมา ภายในกลับมีเพียง เมล็ดพันธุ์ของบางอย่างอยู่ ไม่กี่หยิบมือ กับพู่กันเก่าๆ 1ด้าม เมล็ดพันธุ์นั้นมีด้วยกันอยู่สองชนิด ชนิดแรกเหมือนเป็นเมล็ดข้าวสาลี แต่สีของมันกลับเป็นสีทองอร่าม ราวกับเป็นของล้ำค่า เปลือกของมันดูท่าจะแข็งไม่ใช่น้อย ขนาดอี้เฉินบีบนิ้วลงไปอย่างแรง ก็ไม่อาจทำให้เมล็ดพันธุ์ที่เหี่ยวแห้งแตกกระจายได้ ครั้นเมื่อตรวจมองดี ดี กลับไม่รู้สึกถึงความวิเศษของมันแต่อย่างใด


    ส่วนเมล็ดพันธุ์ อีกชนิดมีเมล็ดสีแดงราวกับทับทิมสีเลือด ให้ความรู้สึกราวกับผลึกเลือด แม้แต่กลิ่นอายที่ล่องลอยเข้ามายังรู้สึกถึง โลหิตจางๆ ที่เตะจมูก มองดูดี ดี ไม่ได้ให้ความรู้สึกอันตรายแต่อย่างใด เมล็ดพันธุ์ทั้งสองเหมือน ส่งกลิ่นอายคลับคล้ายคลับคลากับสมุนไพร ออกมาน้อยๆ แต่เบาบางเป็นอย่างมาก


แต่เหตุใดเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ ถึงอยู่ภายในแหวนมิติของเทพสวรรค์ หลินเทียนแห่งศาลาซากศพกัน มันต้องมีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ภายใน เมล็ดพันธุ์เหล่านี้อย่างแน่นอน


    ครั้นเมื่ออี้เฉินหยิบ พู่กันเก่าๆ ขึ้นมา ตัวเขาก็ต้องเบิกตาออกกว้าง ดวงตาทอประกายขึ้นมาในทันที เมื่อเขาตวัดพู่กันเก่าๆ วาด ลวดลาย ไปตามอากาศ อักษรที่สลับซับซ้อน สีเลือดถูกสลักเขียนขึ้นมา ราวกับการสลักเลือดลงไปท่ามกลางฟ้าดิน ทั้งๆ ที่อี้เฉินในยามนี้ไม่มีปราณพลังแม้แต่น้อย แต่พู่กันเก่าๆ ด้ามนี้กลับมีปราณพลังขีดเขียน ด้วยตนเองได้ มันทำให้เขา ยิ้มขึ้นมาน้อยๆ ในทันที


"นี่หรือสิ่งที่เรียกว่าปราณพลังภายนอก สงสัยข้าต้อง ศึกษาเจ้าพู่กันเก่าๆ ด้ามนี้ดูเสียแล้ว" ในยามนี้ อี้เฉินราวกับได้แสงประทีป ดวงใหม่ชี้นำทาง
 

 


.....หลินเฟยที่เห็นว่ายามเช้าใกล้มาถึงแล้ว นางจึงลืมตาตื่นขึ้นมาตามสัญชาตญาณ ครั้นเมื่อนางเห็นอี้เฉิน ไม่ได้หลับใหลแต่อย่างใด ดวงตา ทอประกายเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น นางจึงยกยิ้มน้อยๆ ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

 

อี้เฉินที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของหลินเฟย เขาเอ่ยถามนางไปในทันที "ข้าทำให้เจ้านอนไม่หลับ หรือเปล่าหลินเฟย ข้าครุ่นคิดอะไรได้ นิดหน่อย เลยเผลอพูดเสียงดังออกมา หวังว่ามันจะไม่เป็นการรบกวนเจ้านะ"



หลินเฟยนางส่ายหัวน้อยๆ "ข้าเห็นเจ้าเป็นเช่นนี้ ข้าก็อุ่นใจ จริงๆ ข้ากลัวว่าเจ้า ลืมตาตื่นขึ้นมาจะรับสภาพของตนเองไม่ได้เสียอีก"

 

อี้เฉินถอนหายใจออกมา "ข้าไม่ได้ยืดติดกับรูปลักษณ์ภายนอก ต่อให้ผู้คนจะมองว่าข้าเป็น ตัวอัปลักษณ์ มันก็ช่วยไม่ได้"

 
หลินเฟยนางโต้ตอบสวนคำพูดของอี้เฉินในทันที "แต่ข้าไม่เคยรังเกียจเจ้าแม้แต่น้อย ต่อให้เจ้าจะอัปลักษณ์ ถึงเพียงใดก็ตาม" ครั้นเมื่อนางเอ่ยวาจาเสร็จสิ้น ใบหน้าของนางก็แดงระเรื่อด้วยความเขินอาย พลิ้วกายาเดินออกไปภายนอกกระโจมในทันที

คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน