ตอนที่ 41 หนึ่งทวนหนึ่งหมัด
สองวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เหล่าผู้ชมเริ่มเดินทางมุ่งหน้ามาเข้าไปที่ใต้สระสวรรค์กันอย่างไม่ขาดสายตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างดีเพื่อผ่านเข้าประตูเดินทางที่เหล่าผู้จัดงานชุมนุมติดตั้งไว้ตลอดสองวันที่ผ่านมาด้วยจำนวนคนมหาศาลจึงได้ติดตั้งประตูเดินทางไว้ถึงหนึ่งบานสำหรับผู้เข้าชมต้องเสียค่าผ่านทางเป็นผลึกขั้นต่ำห้าเม็ด นับเป็นจำนวนค่อนข้างสูงสำหรับชนชั้นธรรมดาในโลกเทวะแต่ทุกคนยังพร้อมจ่ายเพื่อเข้าชมการชุมนุมเช่นนี้เป็นประจำ ซี่งสร้างรายได้มหาศาลอย่างมากให้กับเมืองเริ่มต้น
ลานประลองการชุมนุมอัจฉริยะถูกสร้างในเขตแดนเอกเทศเช่นเดียวกับโลกใบเล็กภายในมีการจัดตั้งลานประลองที่มีคุณสมบัติของธาตุดินกับธาตุไฟเกิดเป็นธาตุโลหะแข็งแกร่งยากทำลาย และมีคุณสมบัติซ่อมแซมตนเองได้ ทั้งหมดสี่ลานผู้เข้าชมทั้งหมดจะถูกส่งไปพื้นที่นั่งชมเฉพาะที่มีตรากฏที่ช่วยให้การรับชมได้ทั่วถึงพลังแห่งตรากฎจะช่วยให้สามารถเห็นลานประลองทั้งแปดอย่างชัดเจนเพียงเพ่งสมาธิไป
ด้านผู้เข้าร่วมชุมนุมจะถูกส่งไปที่ศาลาที่พักตามที่จัดเตรียมไว้สำนักที่ยี่สิบเอ็ดได้เข้ามาก่อนร่วมครึ่งชั่วโมงแล้ว การจัดสรรสายการประลองรอบแรกได้ถูกแบ่งเป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยจะแบ่งเป็นลานประลองละเจ็ดคน จากตอนแรกกำหนดไว้หกคนแต่เมื่อมีคนจากสำนักที่ยี่สิบเอ็ดสี่คนเข้ามาจึงเพิ่มมาอีกหนึ่งตำแหน่งใช้การต่อสู้แบบพบกันหมดผู้ใดมีสถิติชนะสูงสุดในแต่ละลานจะเป็นสี่ผู้เยี่ยมยุทธ์จากนั้นค่อยมาตัดสินหาผู้เป็นหนึ่ง ส่วนการคัดสรรผู้เข้าร่วมพรรคหลักผู้สังเกตการณ์พิเศษจะเป็นผู้มีสิทธ์ตัดสินใจซึ่งโควตาที่เมืองเริ่มต้นได้รับคือสามคนเท่านั้นดังนั้นผู้ที่สามารถฟันฝ่าเข้าสู่สี่ผู้เยี่ยยุทธ์ยอมมีโอกาสมากกว่าผู้ใดการประลองครั้งนี้จึงดุเดือดตั้งแต่เริ่มงานแล้ว
เหล่าผู้เข้าชมส่วนใหญ่ต้องการชม ฝีมือยอดยุทธ์รุ่นใหม่แต่ครั้งนี้มีส่วนหนึ่งต้องการดูว่าม้ามืดของการชุมนุมครั้งนี้หรือไม่โดยเฉพะการปรากฏเด็กจากสำนักที่ยี่สิบเอ็ดที่ต่างรู้กันว่าเป็นที่ที่รวมเอาพวกไร้พรสวรรค์ไว้ด้วยกันทั้งที่สำนักก็ไม่มีเคล็ดวิชาให้กับศิษย์เหมือนทั้งยี่สิบสำนัก โดยเฉพาะห้าสำนักระดับต้นๆนี่เป็นเหตุผลที่ผู้ที่เข้าสู่ระดับกำเนิดพลังจะเร่งรีบออกจากแหล่งรวมขยะเข้าสู่สำนักชั้นสูงขึ้นอย่างเร่งรีบ
เหล่าเด็กทั้งสี่จากสำนักที่ยี่สิบเอ็ด ได้ถูกจัดแบ่งสายแยกย้ายกันไปลู่ชางอยู่ลานประลองที่หนึ่ง ลู่เฉียวกับหงส์เยี่ยอยู่รวมกันที่ลานประลองที่สองเด็กชายหินอยู่ลานประลองที่สี่ต้องบอกว่าการจัดสายการประลองเด็กชายลู่ชางนับว่าโชคดีที่สุด
ลานประลองที่หนึ่งไม่มีศิษย์ของพรรคชั้นนำทั้งสามร่วมอยู่สักคนที่ดูจะน่าหนักใจสุดเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของสำนักที่สี่ซึ่งมีนามว่า เหลยเทามีวัยเพียงแปดปีแต่อยู่ระดับกำเนิดพลังขั้นสี่ปลายนับเป็นผู้มีระดับฝีมือสูงสุดในลานประลองที่หนึ่ง
ส่วนลานประลองที่สองนับมีความแข็งแกร่งระดับกลางๆผู้ที่น่าจะแข็งแกร่งที่สุดเป็นหนึ่งในศิษย์พรรคชั้นนำที่เป็นเด็กหญิงนามเหลียงผิงอันกับอันดับหนึ่งของสำนักที่สองนามจงเสินไค ซึ่งลู่เฉียวไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่แต่เมื่อรู้ว่าต้องอยู่สายเดียวกับหงส์เยี่ยถึงกับบ่นพึมพำช่วงหนึ่ง
ส่วนลานประลองที่สามค่อนข้างแข็งแกร่งเมื่อมีศิษย์จากพรรคชั้นนำถึงสองคนกับอันดับหนึ่งของสำนักที่หนึ่งโง้วลู่หานอยู่ร่วมกันยากคาดเดาว่าผู้ใดจะเป็นตัวเต็ง
ลานประลองสุดท้ายน่าจะแข็งแกร่งที่สุดเพราะรวมเอาศิษย์โดดเด่นของพรรคชั้นนำถึงสามคนยังมีอันดับหนึ่งของสำนักที่สาม กับสำนักที่ห้า รวมเป็นห้ายอดฝีมือนอกนั้นยังไม่รู้ว่าเป็นเหตุบังเอิญหรือตั้งใจ ลู่ฟ่านอันดับสองของสำนักที่สามกลับอยู่ในสายเดียวกับเด็กชายหินอีกด้วย
เพียงเห็นผู้ประลองสายที่สี่ผู้ชมบางส่วนยินดีต่อความโชคร้ายของเด็กชายหินบางส่วนกับร้องเสียดายที่ตัวเก็งม้ามืดจะกลายเป็นตัวเก็งที่จะถูกกระทืบก่อนผู้ใดบางคนนึกสงสารในความโชคร้ายที่เลวร้ายอย่างถึงที่สุด ถึงอย่างนั้นเด็กชายหินเพียงยิ้มยกมือทั้งสองขึ้นให้กับพี่น้องทั้งสามที่สีหน้ากังวลเป็นการบอกว่าช่วยไม่ได้ก็คนจะดัง...
การจัดสรรจับสลากเลือกสายจนจบสิ้นกระบวนความลำดับต่อมาเป็นท่านเจ้าเมืองเริ่มต้นออกมากล่าวระเบียบขั้นตอนการประลองจวบจนรายละเอียดปลีกย่อยเล็ก จากนั้นเชิญชายกลางคนผู้หนึ่งออกมาอย่างนอบน้อมชายกลางคนผู้นี้มีอายุภายนอกไม่เกินสามสิบปี ร่างกายสมส่วนสูงใหญ่ดวงตาเหยี่ยวเปล่งประกายวูบวาบรวมกับรอยยิ้มที่ดูแคลนคนทั่วหล้าให้ความรู้สึกราวกับถูกจับจ้องตลอดเวลาสร้างความไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย
“สวัดดี” เสียงกล่าวทักทายเบาๆ แต่ก้องกังวานในหูของทุกผู้คนชัดเจนเป็นการแสดงให้เห็นถึงพลังฝึกปรือที่สูงล้ำไม่ธรรมดา
“ข้าพเจ้าครูฝึกอันดับที่ห้าแห่งพรรควิถีเทพ” น้ำเสียงเย่อหยิ่งสายตาสาดส่องไปทั่วทิศอย่างดูแคลน หากแต่ไม่มีผู้ใดคิดว่าเกินเลย โลกเทวะผู้ใดเข้มแข็งเป็นจ้าวอ่อนแอเป็นทาส ฝีมือของครูฝึกอันดับห้าย่อมไม่ธรรมดา “เหล่าอัจฉริยะเกิดใหม่นับวันจะยิ่งหายากอีกทั้งหากฟูมฝักไม่ดีจะกลายเป็นทำลายเพชรเม็ดงามได้ มันออกจะน่าเสียดายดินแดนทั้งห้านับวันยิ่งอ่อนแอ ภารกิจสำรวจไร้ความคืบหน้าแม้แต่ตั้งหอคอยชั้นสองเพิ่มยังไร้ขีดความสามารถนี่จึงเป็นภารกิจที่ข้าพเจ้าจะตามหาอัจฉริยะรุ่นใหม่กลับไปก่อนจะสายเกินและหลังจากนี้พรรคสาขาจะมีตัวแทนจากพรรคหลักเข้ามาควบคุมการดำเนินงาน หวังว่าพวกเจ้าจะมีค่าพอให้พากลับไป”คำว่าไปเพียงจบลง ทั่วพื้นฟ้าพื้นดินปรากฏแรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาทั่วทั้งพื้นที่ลานประลองทั้งสี่ พลังกดดันนี้เพียงพอจะทำลายทุกชีวิตที่อ่อนแอราวกับเป็นพลังจากเทพสวรรค์ที่หยามหมิ่นโลกหล้า
“พะ พลังอะไรกัน...”
ลู่เฉียวใบหน้าแดงเข้มขึ้นต้องผนึกพลังลมปราณสูงสุดเข้าต่อต้านอย่างลำบากอย่างมากไม่ต่างอะไรกับพี่น้องทั้งสามด้านข้าง เด็กชายหินมีพลังฝึกปรือต่ำที่สุดถึงกับเหงื่อแตกเต็มใบหน้าลำตัวกระดูกทั่วร่างดังขัดกันราวกับจะหักลงทุกเมื่อจนเริ่มย่อตัวลงต่ำ ในจำนวนผู้เข้าร่วมประลองทั้งหมดยี่สิบแปดคนผู้ที่มีพลังอ่อนด้อยอย่างน้อยห้าคนทานพลังไม่ไหวคุกเข่าลงกับพื้น เด็กชายหินกำลังจะทานไม่ไหวเช่นกันรวมทั้งพี่น้องทั้งสามด้านข้าง เด็กชายหินรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจเงยหน้าขึ้นมองไปทางครูฝึกอันดับที่ห้าแห่งพรรควิถีฟ้าเห็นคนผู้นั้นกำลังมองดูเหล่าเด็กจากพรรคใหญ่ทั้งหกรวมถึงยอดฝีมืออันดับหนึ่งของทำนักทั้งห้าที่ยังต้านทานได้ไม่หนักแรงนักอย่างชื่นชมเมื่อเห็นเช่นนั้นเด็กชายต้องขบเคี้ยวฟันอย่างไม่พอใจสายตาแข็งกร้าวขึ้นจนครูฝึกต้องหันมามองอย่างสนใจ แต่เพียงยกยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างดูแคลนสายตาส่งมาราวกับจะท้าทาย
“พวกไร้ค่า...” เสียงแผ่วเบาดังขึ้นมาในโสตประสาทเด็กชายเพียงผู้เดียว
“หึ...” เด็กชายหินส่งเสียงในลำคอ โคจรเคล็ดวิชาพายุขั้นสองขึ้นทำให้พลังสูงขึ้นในพริบตาพลังสายนั้นยังสร้างวงแหวนแห่งพลังครอบคลุมพี่น้องทั้งสามให้รับแรงกดดันเบาบางลงสองส่วนทันที
“ไม่ธรรมดา..” ครูฝึกอันดับที่ห้าส่งเสียงปนความประหลาดใจเล็กน้อยพร้อมกับสลายพลังกดดันจนหายอย่างไร้ร่องรอย
“ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม...”ครูฝึกอันดับที่ห้าตบมือเบาๆ สายตาจ้องมาทางเด็กชายหินชั่ววูบก่อนกล่าวต่อว่า“สมกับเป็นอัจฉริยะรุ่นใหม่ เวลาไม่เช้าเริ่มการประลองได้..”
ในที่สุดงานประลองก็เริ่มอย่างเป็นทางการ การแข่งขันเริ่มขึ้นพร้อมกันสี่ลานประลองตามการจัดดังนี้
1. อันดับหนึ่งสำนักที่สี่เหลยเทา, อันดับสองสำนักที่หนึ่ง , อันดับสองของสำนักที่ห้า อันดับหนึ่งสำนักที่เจ็ดไห่หู่,อันดับสองสำนักที่หก ,อันดับสองสำนักที่เจ็ด ,ลู่ชาง
2. ศิษย์พรรรคใหญ่เป็นเด็กหญิงเหลียงผิงอัน,อันดับหนึ่งสำนักที่สองจงเสินไค , อันดับหนึ่งสำนักที่เก้า ,อันดับสองสำนักที่สี่ , อันดับสองสำนักที่เก้า , ลู่เฉียว ,หงส์เยี่ย
3. ศิษย์พรรคใหญ่สองคน, อันดับหนึ่งสำนักที่หนึ่งโง้วลู่หาน , อันดับหนึ่งสำนักที่หก ,อันดับหนึ่งสำนักที่แปด , อันดับสองสำนักที่แปด , อันดับสองสำนักที่สอง
4. ศิษย์พรรคใหญ่สามคน, อันดับหนึ่งสำนักที่สาม , อันดับหนึ่งสำนักที่ห้าอู่หยาง , อันดับสองสำนักที่สามลู่ฟ่าน,เฮงฉีเทียนหรือเด็กชายหิน
ลานประลองที่หนึ่ง เหลยเทาสมกับเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของสำนักที่สี่ด้วยพลังระดับกำเนิดพลังขั้นห้ากลางๆ ไม่มีผู้ใดรับได้ครบหนึ่งฝ่ามือเพียงไม่นานเก็บชนะไปห้าครั้ง ตามด้วยยอดฝีมืออันดับหนึ่งของสำนักที่เจ็ดชนะสี่ครั้งแพ้ให้กับเหลยเทาหนึ่งครั้ง ลู่ชางเองแสดงฝีมือที่เด่นไม่แพ้กันชนะสี่ครั้งเท่ากันแต่ยังไม่แพ้สักครั้งส่วนอักสี่คนต่างพ่ายแพ้เสียส่วนมากบ้างชนะหนึ่ง บ้างชนะสอง ตอนนี้เป็นการประลองรอบที่ห้าของลู่ชางซึ่งประลองคืออันดับหนึ่งของสำนักที่เจ็ดไห่หู ที่ค่อนข้างมีฝีมือสูสีกัน
ยอดฝีมืออันดับของสำนักที่เจ็ดไห่หู่อายุสิบเอ็ดปี อยู่ระดับกำเนิดพลังขั้นสี่ปลายๆถนัดจัดเจนอาวุธยาวอย่างทวนมังกรสองคมอีกทั้งยังฝึกฝนจนชำชองเคลื่อนไหวได้เร็วปานจักรผันสามารถโจมตีได้ทั้งไกลใกล้อย่างครบเครื่องยากต้านรับนับว่าลู่ชางเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัดแต่ถึงอย่างนั้นเวลาแปดเดือนในห้องนภาได้ขัดเกราลู่ชางจนแข็งแกร่งขึ้นมากได้ต่อสู้กับธนูระยะไกลขอลหงส์เยี่ย ได้รับมือพลังยุทธ์ใหม่ของลู่เฉียวนับว่ามีต้นทุนที่จะสู้สักครั้ง
“ ขยะจากสำนักที่ยี่สิบเอ็ด ยอมแพ้ตอนนี้อาจจะไม่ต้องเจ็บตัว”อันดับหนึ่งสำนักที่เจ็ดไหหูหลังจากนำทวนมังกรออกมาก็ยืนอย่างผู้ชนะเรียบร้อยแล้วอย่างน้อยก่อนหน้าทั้งสี่รอบไม่เคยใช้อาวุธมาก่อนยังชนะได้อย่างง่ายดายย่อมมีพอที่จะถือดีอยู่บ้าง
“ขอบคุณ แต่ข้าไม่เคยยอมแพ้มาก่อน อีกอย่างหมัดคู่นี้ยังหนักอีกด้วย”ลู่ชางมาหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
“เหอะ...ยังมีความกล้าที่โฉดเขลา ทวนสะบัดหาง...”
อันดับหนึ่งสำนักที่เจ็ดไห่หู่กล่าวจบชิงลงมือไม่บอกกล่าวอย่างชั่วร้ายทวนมังกรพุ่งวาบเข้าหา พริบเดียวเดียวแตกกระจายเป็นเงาพร่างพรายจู่โจมใส่จุดสำคัญพร้อมกัยสิบจุดอย่างพิสดาร
“คิดใช้ทวนมายา ยังอ่อนหัดนัก”
ลู่ชางเรียนเคล็ดวิชาหมัดลองหนจนถึงแปดส่วนย่อมไม่นำพาท่ามายาพื้นๆเช่นนี้ เมื่อผนวกกับสนับอสูรมายาด้วยแล้วยิ่งยากรับมือขึ้นไปอีกขั้น
วูบ...ลู่ชางเพียงโยกหัวหลบปล่อยให้พลังทวนเฉียดผ่านใบหน้าจนร้อยวูบอย่างเหนือชั้นพร้อมกับเบื้องหน้าปรากฏหมัดมายากว่าสามสิบหมัดพุ่งเข้าหาคู่ต่อสู้ราวกับฝูงผึ้ง ไห่หู่รีบดึงทวนมังกรกลับมาอย่างรวดเร็วควงหมุนกางกลั้นเบื้องหน้าหวังต้านหมัดปืนกลที่ส่งมาแต่แล้วรู้สึกถึงพลังรุนแรงสายหนึ่งมุ่งเข้ามาทางสีข้างด้านซ้ายหากกระทบถูกคงต้องบาดเจ็บในหมัดเดียว
ไห่หู่ใบหน้าเคร่งเครียดลงสำนึกว่าประเมินเด็กเบื้องหน้าผิดพลาดไปเมื่อทวนที่หมุนอยู่ไม่ปะทะกับสิ่งใด ค่อยสำนึกว่าเป็นภาพลวงตาทั้งยังเป็นภาพลวงตาที่เหมือนจริงทุกประการทั้งพลังกดดัน แรงลมนับเป็นกระแสมายาที่สมจริงเกินไปแล้ว ถึงกระนั้นไห่หู่สมกับเป็นผู้มีฝีมืออันดับหนึ่งของสำนักที่เจ็ดช่วงเวลาเสี้ยววินาทียังสามารถหยุดทวนมังกรที่หมุนวนดึงกลับมาแนบติดร่างต้านรับพลังหมัดล่องหนได้อย่างทันท่วงที
ตูม....พลังหมัดล่องหนผนวกกำเนิดพลังขั้นสี่กลางๆต่อให้ไห่หู่อยู่ระดับกำเนิดพลังขั้นสี่ปลายๆยังต้องถูกกระแทกลอยขึ้นจากพื้นร่วงมายังไถลไปไกลกว่าสิบก้าวค่อยหยุดลงด้วยใบหน้าแดงวูบทวนมังกรขวางเบื้องหน้าพร้อมกับการโจมตีต่อเนื่อง แต่เมื่อเห็นลู่ชางเพียงยกยิ้มไม่รุกซ้ำเติมใบหน้าร้อนวูบอย่างละอายรีบกลับมายืนตัวตรงสูดหายใจเข้าไปลึกๆสะกดลมปราณที่ปั่นป่วนจนสงบลง