เห็นว่าฉางเฟิงต้องทรมานขนาดใหนหลายคนก็พากันหวาดกลัวอย่างมากไม่แปลกใจเลยที่กายหมื่นพิษจึงมีคนฝึกน้อยมาก เพราะขั้นตอนการฝึกถ้าจิตใจไม่มั่นคงพอคงจะตายเพราะความเจ็บปวดไปแล้ว
ในตอนนี้เห็นเพียงร่างของฉางเฟิงเดี๋ยวกลายเป็นสีเขียวเดี๋ยวกลายเป็นสีแดงเดี๋ยวมีน้ำแข็งเกาะร่าง เรียกได้ว่ามันเป็นปรากฎการณ์ที่แปลกมากจริงๆ
“ข้าสาบานเลยว่าข้าจะไม่ฝึกกายหมื่นพิษเด็ดขาด”หู่หวางกล่าวด้วยสีหน้าหวาดกลัว
"เสี่ยวเสี่ยวเองก็อยากฝึกบ้าง" เสี่ยวเสี่ยวที่หลับมาตลอดทางในที่สุดก็ตื่น
“นังหนูน้อยเจ้าอย่าได้หาเรื่องปวดหัวให้กับข้านะเห็นใหมว่านายน้อยยังต้องเจอกับความทรมานมากแค่ใหนถ้าเจ้าไปสัมผัสเข้า.........อ๊ากกกกกกออกมาเดี๋ยวนี้นังหนู” เสี่ยวเฮ่ยที่กำลังบ่นเสี่ยวเสี่ยวก็ตื่นตระหนกเพราะร่างของเสี่ยวเสี่ยวไปปรากฎที่เตาปรุงยาของฉางเฟิงและใช้นิ้วจิ้มไปที่พิษด้วยใบหน้าตื่นเต้น
“ม่ายยยยยยยย”เสี่ยวเฮ่ยรีบนำร่างของเสี่ยวเสี่ยวกลับมาและเตรียมขับพิษออกให้กับนางแต่สิ่งที่ทำให้เสี่ยวเฮ่ยตกใจก็คือพิษที่เข้าสู้ร่างของเสี่ยวเสี่ยวกลับหายไปและเสี่ยวเสี่ยวก็ไม่ได้เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย
“ไม่เห็นมีอะไรเลยน่าเบื่อ” เสี่ยวเสี่ยวกล่าวด้วยสีหน้าผิดหวังเหมือนกับสิ่งที่ตนคิดไม่เหมือนกับสิ่งที่หวังไว้
นางจึงหันไปหาอย่างอื่นเล่นเสี่ยวเฮ่ยพลางถอนหายใจ วานรทลายสวรรค์สิ่งมีชีวิตที่จะปรากฎตัวเพียงตนเดียวในหนึ่งยุคซึ่งสายเลือดนี้ไม่สามารถส่งต่อให้ลูกหลานหรือสามารถคลอดบุตรได้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ถูกลิขิตให้อยู่คนเดียวตลอดกาล
“มันไม่แปลกหรอกที่สวรรค์จะทำแบบนี้ถ้าเกิดจักรวาลนี้มีเสี่ยวเสี่ยวน้อยสัก 10 คน แค่นี้จักรวาลก็ป่นปี้แล้ว” เสี่ยวเฮ่ยบ่นในใจ
ดีที่ฉางเฟิงไม่ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่งั้นฉางเฟิงคงได้ร้องให้ออกมาแน่ขณะตนเองฝึกฝนและทนกับความเจ็บปวดแทบตายเพื่อให้ได้กายหมื่นพิษแต่เสี่ยวเสี่ยวกลับสามารถทนกับพิษนับหมื่นได้อย่างง่ายดาย
ต่อมาเสี่ยวเสี่ยวหยิบแมลงพิษมาเล่นอย่างหน้าตาเฉยทำให้พวกหู่หวางพากันถอยออกไปด้วยความกลัวแมลงพิษเหล่านั้นสามารถสังหารเซียนได้ง่ายๆแต่เด็กหญิงหน้าตาหน้ารักกลับหยิบมาเล่นราวกับแมลงธรรมดา
“นางคือลูกของฉางเฟิงงั้นเหรอทำไมครอบครัวนี้มันมีตัวประหลาดกันทั้งนั้น” คนของหอสมบัติกล่าว
“นางประหลาดกว่าฉางเฟิงเยอะข้าเคยเห็นมาแล้ว” โหลวหลานกล่าว
“เสี่ยวเสี่ยวมาหาแม่มา”มู่หลานกล่าวและอ้าแขน
จากนั้นเสี่ยวเสี่ยวก็วิ่งเข้าหาทันทีด้วยการปลูกผังของซีรั่วหยาน ผู้หญิงที่เป็นภรรยาของฉางเฟิงทุกคนคือมารดาของเสี่ยวเสี่ยวและพวกมู่เฟยเสวี่ยเองก็ได้รับการยอมรับจากเสี่ยวเสี่ยวแล้ว
“เดี๋ยวข้าจะทำอาหารให้”เย่เฉียนเป็นคนเดียวที่ทำอาหารได้ถูกปากเสี่ยวเสี่ยวรองลงมาจากฉางเฟิง
เพราะเย่เฉียนต้องทำอาหารให้กับจักรพรรดิสุราบ่อยๆจึงมีความสามารถอยู่บ้างเนื้อสัตว์ร้ายระดับเซียนถูกทำออกมาและเริ่มนำมาย่างและผัด กลิ่นหอมของสมุนไพรและเนื้อกระจายออกไปทำให้หลายคนกลืนน้ำลาย
“กลิ่นหอมเกินไปแล้ว”หู่หวางกล่าว
“อย่าเข้ามาใกล้นี่คืออาหารของเสี่ยวเสี่ยว” เสี่ยวเสี่ยวคำรามทันทีเมื่อเห็นคนอื่นเข้ามาใกล้
“ข้าขอเตือนถ้ายังไม่อยากเจ็บตัวอย่าไปยุ่งกับอาหารของนาง”เสี่ยวเฮ่ยกล่าว
“ขออภัยๆ”คนอื่นแสดงสีหน้าลอาย
ขณะที่ฉางเฟิงต้องอดทนเป็นเวลา1 วันกายหมื่นพิษถึงจะฝึกสำเร็จ คนอื่นๆก็ได้แต่หาบางอย่างทำเพื่อค่าเวลาไม่นานพวกสามปรมาจารย์ก็กลับมาแต่เมื่อเข้ามาแล้วก็เจอกับสถานการณ์แปลกประหลาด
เสี่ยวเสี่ยวที่นั่งกินเนื้ออสูรเซียนกับฉางเฟิงที่นั่งแช่อยู่ในเตาปรุงยาด้วยใบหน้าเจ็บปวด
“สหายน้อยเริ่มแล้วงั้นเหรอ”สามปรมาจารย์สีหน้าจริงจังทันที
“ไม่ต้องกังวลนายน้อยสามารถควบคุมพิษได้แล้ว ตอนนี้ขอแค่เวลาผ่านไปถึงกำหนดการฝึกก็จะเสร็จสมบูรณ์”เสี่ยวเฮ่ยกล่าว
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็เบาใจส่วนแผนการ ดูเหมือนว่าการจะข้ามไปมีเพียงต้องสังหารอสรพิษสามหัวเท่านั้นแต่การจะล่อให้มันออกมาไม่ง่ายเลย” สามปรมาจารย์กล่าว
“จะเสียเวลาทำไมข้าจะช่วยพาพวกเจ้าข้ามไปเอง แต่คนอื่นๆข้าไม่สน” เสี่ยวเฮ่ยกล่าว
“ท่านทำได้จริงๆงั้นเหรอ”โหลวซิวเถียนตกตะลึงและตื่นเต้น
“แน่นอนถ้าไม่ใช่เพราะนายน้อยต้องการฝึกกายหมื่นพิษข้าคงลงมือไปแล้ว” เสี่ยวเฮ่ยกล่าว
“ถ้าเช่นนั้นพวกข้าต้องรบกวนผู้อาวุโสแล้ว”โหลวซิวเถียนและคนอื่นแสดงความเคารพทันที
ตอนนี้พวกเขารู้แล้วว่าเสี่ยเฮ่ยคือตัวตนที่เหนือกว่าจักรพรรดิเซียนแน่ๆส่วนตัวตนระดับเทพมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร พวกเขาไม่รู้และไม่คิดจะถามเพราะอีกฝ่ายไม่ได้เป็นศัตรูกับพวกเขา
ไม่นานหนึ่งวันก็ผ่านไปฉางเฟิงที่อดทนมาตลอดก็ลืมตาขึ้น พลังสายเลือดที่ถูกใช้มาตลอดราวกับแข็งแกร่งขึ้นพลังชีวิตของฉางเฟิงที่ปล่อยออกมานั้นบริสุทธิ์อย่างมาก
“กายหมื่นพิษฝึกสำเร็จแล้วงั้นเหรอ” ฉางเฟิงตื่นเต้น
“ขอแสดงความยินดีด้วย”สามสาวพากันเข้ามาหา
ฉางเฟิงที่สวมเสื้อผ้าเสร็จก็ยิ้มออกมาเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งวันที่ยาวนานเหลือเกิน เพียงแต่กายาของฉางเฟิงตอนนี้ไม่เพียงแต่ทนพิษได้เท่านั้นแต่กายายังยกระดับมาถึงจุดที่ใกล้จะทะลวงขั้นเซียนแล้วเรียกได้ว่าตอนนี้ฉางเฟิงทำตามเงื่อนไขที่ซีรั่วหยานวางเอาไว้แล้ว2 อย่าง
จากคำกล่าวของซีรั่วหยานการทะลวงขั้นเซียนของฉางเฟิงจำเป็นต้องฝึกฝนทั้งสามด้านให้อยู่จุดสูงสุดของระดับจักรพรรดิเสียก่อนไม่ว่าจะกายา พลังจิตหรือพลังปราณ
และหลังจากฝึกจนครบทั้งสามด้านแล้วเมื่อทะลวงขั้นเซียนจะสามารถเรียกทัณฑ์เซียนที่แข็งแกร่งที่สุดออกมาซึ่งปกติทัณฑ์เซียนจะมีสามระดับคือ ต่ำ กลาง สูง ทัณฑ์เซียน 3 สายคือต่ำ 6สายคือกลาง 9 สายคือสูง แต่ผู้ที่จะไปถึงระดับจ้าวจักรวาลได้จำเป็นต้องพบกับทัณฑ์เซียน13 สายและการจะดึงทัณฑ์เซียน 13 สายได้จำเป็นต้อลทะลวงขั้นทั้งสามด้านพร้อมๆกัน
นี่คือประสบการณ์ของซีรั่วหยานและจ้าวจักรวาลส่วนใหญ่ก็ผ่านสิ่งนี้มาทั้งนั้นจะมีส่วนน้อยที่ระดับพระเจ้าสูงสุดได้พบกับโชควาสนาหรือการรู้แจ้งทะลวงระดับจ้าวจักรวาลได้โดยตรง
ฉางเฟิงเองก็ไม่ได้สงสัยในคำกล่าวของซีรั่วหยานและเริ่มฝึกฝนพลังจิตและกายาอย่างตั้งใจแต่ด้วยความบังเอิญตอนนี้กายาและพลังจิตได้พร้อมแล้วเหลือแค่พลังปราณเท่านั้นซึ่งสำหรับฉางเฟิงที่สะสมประสบการณ์มานานมากในตอนที่ย้อนคืนสู่จุดเริ่มต้นมา9 ครั้งจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่เมื่อบรรลุเซียนความเร็วในการบ่มเพาะของฉางเฟิงจะช้าลงอย่างมากแน่นอน