EP.3/2
หลังจากอาบน้ำอุ่นจนรู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็มนุษย์อีกครั้งแซนก็ลงมือซักเสื้อผ้าขาดๆ ที่ติดตัวมาั้แ่แรกทันทีแม้จะไม่สะอาดจนหอมกรุ่นเหมือนซักด้วยเครื่องซักผ้า แต่พอแช่ ล้างและบิดให้พอหมาดก็ทำให้เนื้อผ้าไม่ระคายผิวเหมือนที่ผ่านมาได้บ้าง
เธอแขวนผ้าไว้กับราวเหล็กง่ายๆที่ตั้งในมุมหนึ่งของห้องใต้ดิน แล้วหันไปมองรอบตัว
ก่อนจะหลับพักผ่อนในคืนนี้แซนยังลงทุนสร้าง ห้องนอนเล็กๆ ขึ้นมาอีกหนึ่งโซนใช้ผ้าม่านหนาทึบกั้นพื้นที่ออกจากส่วนอื่น ภายในมีเตียงไม้สองหลังหลังหนึ่งเป็เตียงคู่สำหรับพ่อกับแม่ส่วนอีกหลังเป็เตียงเดี่ยวที่เธอเลือกอย่างพิถีพิถัน ถึงแม้จะไม่มีงบเหลือมากนักแต่ก็เลือกที่นอนดีๆ ให้พอจะรองรับแผ่นหลังและหัวใจที่เหนื่อยล้าของทุกคนได้
เธอย้ายตู้เย็นจากกระโจมข้างบนลงมาตั้งที่ห้องใต้ดินเมื่อพอใจแล้วเธอก็เอนกายลงบนเตียงตัวเอง พร้อมรอยยิ้มจางๆก่อนจะหลับไปโดยไม่รู้ตัว
เช้าวันใหม่
เสียงคุ้นเคยของแม่ดังลอดมาจากกระโจมผ้าขาดๆ้า
“แซน?แซนอยู่ไหนลูก?”
“ทำยังไงดีคะคุณแซนไม่ได้อยู่ที่นอน”
เสียงพ่อดังตามมา
“บางทีลูกอาจจะไปขับถ่ายล่ะมั้ง”
“แต่ปกติเธอบอกเราก่อนตลอดนะคะ”
เสียงเ่าั้ชวนให้หัวใจแซนหวิววาบเธอลุกขึ้นอย่างงัวเงียคว้าเสื้อเชิ้ตแขนยาวสะอาดที่แขวนไว้ในตู้เสื้อผ้าที่เพิ่งซื้อจากระบบมาสวมอย่างรวดเร็ว
เธอเดินขึ้นบันไดแล้วดันเตียงที่ใช้ปิดปากทางห้องใต้ดินออกด้วย ทำให้เกิดเสียงครืดยาวเสียงนั้นทำให้คนทั้งสองที่อยู่ในกระโจมข้างบนหันขวับมาทันทีด้วยความใ
“แซน!ลูกไปทำอะไรตรงนั้น!”
“โธ่อย่าพึ่งใสิคะ แซนมีอะไรอยากให้พ่อกับแม่ได้ดูค่ะ”
เธอยิ้มบางก่อนเดินเข้าไปจับมือแม่ข้างหนึ่ง และพ่ออีกข้างหนึ่งจากนั้นก็พาทั้งสองคนเดินตามเธอลงไปยังบันไดที่ปูด้วยแสงสลัวจากโคมไฟเล็กๆ
เมื่อเท้าของพ่อกับแม่แตะพื้นห้องใต้ดินที่เย็นแต่สะอาดเรียบทั้งสองก็ยืนนิ่งไปอย่างตกตะลึง
“นี่มัน…”
ดวงตาของแม่เบิกกว้างอย่างไม่เชื่อสายตาขณะที่พ่อก็เดินสำรวจรอบตัวอย่างช้าๆ
ห้องน้ำขนาดพอเหมาะที่สะอาดเอี่ยมผ้าม่านสีขาวโปร่งพลิ้วเบาในอากาศเย็น เครื่องใช้ในห้องน้ำวางอย่างเป็ระเบียบมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสบู่ลอยโชยมา
ด้านข้างเป็พื้นที่ห้องนอนเล็กๆที่ถูกจัดไว้ด้วยผ้าม่านสีน้ำตาลเข้ม เตียงไม้วางเรียงกันสองหลังมีผ้าปูและหมอนสะอาดวางเรียบร้อย ตู้เย็นเล็กตั้งไว้พร้อมเครื่องนอนและของใช้จำเป็วางในที่ที่ควรอยู่
“ลูกทำทั้งหมดนี้คนเดียว?”
พ่อถามด้วยน้ำเสียงปะปนกันระหว่างอึ้งและซึ้ง
“ใช่ค่ะแซนคิดว่าพวกเราคงต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนานเลยอยากให้พ่อกับแม่มีที่ที่นอนหลับได้แบบสบายใจจริงๆ สักที”
แม่กะพริบตาถี่
“นี่ก็เป็พลังพิเศษของลูกงั้นเหรอ?”
แซนพยักหน้าตอบรับในขณะที่อนงค์เช็ดน้ำตาแล้วสวมกอดลูกสาวแน่น
“ลูกแม่แม่ไม่รู้จะพูดยังไงดีแล้วตอนนี้ ลูกคือของขวัญที่พระเ้ามอบให้แม่กับพ่อจริงๆ”
“พ่อกับแม่ก็เป็ของขวัญที่พระเ้ามอบให้แซนเหมือนกันค่ะ”
แซนยิ้มและคิดถึง่เวลาที่ขาดพวกท่านไปมันทรมานมากจริงๆ ที่ต้องสู้โดยไม่รู้ว่าจะสู้ต่อไปทำไมแต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันอีกแล้ว แซนมีความหวัง มีเป้าหมายและมีเพียงเธอเท่านั้นที่จะทำให้พวกท่านมีชีวิตรอดต่อไปในโลกที่พังทลายใบนี้ได้
“แต่ตอนนี้แซนว่าพ่อกับแม่ไปอาบน้ำกันก่อนดีกว่าไหมคะ?”
น้ำเสียงของแซนอ่อนโยนในขณะที่ส่งผ้าขนหนูพับเรียบร้อยให้แม่
“ที่นี่มีน้ำเพียงพอสำหรับอาบแน่นอนทั้งแม่และพ่อไม่ต้องกังวลนะคะ ส่วนเสื้อผ้า แซนเตรียมเอาไว้ให้แล้ว อาจจะไม่ดีมากแต่ดีกว่าเสื้อขาด ๆ ที่เราติดตัวกันมาตลอดแน่ๆ ค่ะ”
แม่ยิ้มเจื่อนๆ ซึมซับความอบอุ่นของคำพูดลูกสาว ก่อนจะพยักหน้าช้าๆแล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำหลังม่าน
เมื่อเสียงน้ำไหลดังขึ้นอย่างสม่ำเสมอแซนก็หันมาทางพ่อที่ยังยืนนิ่งอยู่ข้างประตูทันที
“พ่อคะแซนมีเื่อยากถาม”
“ก่อนที่ลูกจะถาม...”
พ่อกลับพูดขึ้นก่อนสีหน้าหนักใจ
“เมื่อ่เช้าพ่อแอบได้ยินคนที่อยู่เวรยามคุยกัน”
“เื่อะไรเหรอคะ?”
พ่อมองตาแซนตรงๆ ก่อนจะพูดช้า ๆ
“เวรยามบอกว่าผู้นำค่ายกำลังเตรียมแผนอพยพพวกเขาจะเคลื่อนย้ายออกไปทางทิศเหนือก่อนฟ้าสางอีกไม่เกินสามวัน และที่สำคัญกลุ่มที่เขาจะพาไปด้วย มีแต่พวกที่มีพลังพิเศษและญาติพี่น้องของพวกเขาเท่านั้น”
หัวใจแซนเต้นแรงวูบ
“ข่าวแน่ชัดแล้วเหรอคะ?”
“พ่อยังไม่กล้าฟันธงแต่น้ำเสียงพวกนั้นมั่นใจมากเกินกว่าจะเป็แค่ข่าวลือ”
พ่อถอนหายใจ
“พวกเขาพูดกันว่าถ้าอยู่ต่อทุกคนจะตายกันหมด ฝูงซอมบี้จะมาอีกแน่ ๆ”
แซนเม้มปากแน่นเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนพูดเสียงเบาแต่จริงจัง
“พวกเขาจะทิ้งคนที่ไม่มีพลังไว้ข้างหลังเหรอคะ?”
พ่อไม่ได้ตอบแต่เพียงแค่สายตาก็ชัดเจนพอแล้ว พวกเขาเลือกการเห็นแก่ตัวมากกว่าเห็นแก่ส่วนรวม!
ในขณะเดียวกัน ภายในค่ายชั้นใน
แม้บริเวณโดยรอบจะยังเป็เพียงกระโจมผ้าใบเก่าๆ ที่ปะชุนแล้วปะชุนอีกแต่ภายในเขตชั้นในของค่ายกลับมีอาคารกึ่งพังหลังหนึ่งตั้งอยู่โดดเด่นอาคารแห่งนี้เคยเป็สำนักงานสาธารณสุขเก่าและปัจจุบันกลายเป็ศูนย์บัญชาการหลักของกลุ่มผู้นำ และผู้มีพลังพิเศษที่ยังเหลืออยู่
เสียงโต้เถียงดังสนั่นภายในห้องประชุมซึ่งดัดแปลงมาจากห้องโถงเก่าฝุ่นคละคลุ้งกลางอากาศ ราวกับสะท้อนความขัดแย้งที่เข้มข้นขึ้นทุกวินาที
“เราต้องอพยพเดี๋ยวนี้!”
ลุงคิมทุบโต๊ะไม้เสียงดังดวงตาแดงก่ำจากความเครียดและความโกรธที่สะสม
“เมื่อคืนเราสูญเสียคนที่มีพลังพิเศษไปอีกสามคน!อีกไม่นานคลื่นซอมบี้ลูกใหม่จะมาถล่มที่นี่ ถ้ายังชักช้าพวกเราจะไม่มีโอกาสรอดเลยแม้แต่คนเดียว!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นจากบางส่วนของห้องมีเสียงพึมพำเห็นด้วย บางคนเริ่มพยักหน้าเงียบ ๆ
แต่หัวหน้าเอนกที่เป็ผู้นำค่ายกลับลุกขึ้นในทันทีแววตาเด็ดเดี่ยว
“แล้วคนที่อ่อนแอล่ะ?เด็ก คนแก่ คนเจ็บ? จะให้พวกเขาเดินทางในสภาพแบบนี้งั้นเหรอ?พวกเขาจะกลายเป็ภาระกลางทาง แล้วสุดท้ายจะพากันตายยกคณะ!”
“ไม่ใช่ความรับผิดชอบของพวกเราที่ต้องแบกรับชีวิตของทุกคนซะหน่อย!”
เสียงของวิทยาดังแทรกขึ้นมาอย่างไม่แยแส
“เรามีพลังพิเศษก็จริงแต่เราไม่ใช่คนรับใช้ค่ายนี้! ถ้ายังยึดติดกับภาระ ก็ตายกันหมดแน่!”
เขากวาดตามองไปรอบห้องอย่างท้าทาย
“ผมไม่มีครอบครัวไม่มีใครให้ต้องห่วง ช่วยดูหน่อยเถอะว่าพวกที่ยังอยู่ก็เพราะไม่มีที่ไปกันทั้งนั้น! ถ้าพวกเรายังเอาแต่แบกคนอ่อนแอพวกนั้นจนหลังแอ่นเราจะไม่เหลือแรงไว้รอดหรอก!”
คำพูดของเขาทำให้หลายคนเงียบลงบางคนหลบตา บางคนกลับพยักหน้าช้า ๆ อย่างไม่กล้าแสดงจุดยืน
ความจริงหนึ่งเดียวคือในโลกที่กฎเก่า ๆ พังทลายลง ไม่มีใครอยากเป็คนแบกรับภาระที่ไม่มีราคาอะไรอีกแล้ว
แม้ในใจลึกๆ พวกเขายังรู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่ก็เข้าใจดี การอพยพพาทุกคนไปพร้อมกันไม่ใช่ทางเลือกที่เป็ไปได้ในความเป็จริง
เสียงเงียบปกคลุมห้องอยู่อึดใจก่อนที่ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งคนหนึ่งจะค่อย ๆ ลุกขึ้นจากมุมห้อง
เขาเงียบมาตลอดการประชุมใบหน้าเรียบเฉย ดวงตาไม่สั่นไหว
“ถ้าพวกเขาไม่ได้ไปผมจะอยู่ที่นี่ต่อ”
เสียงของเขาไม่ได้ดังมากแต่ทุกคนหันขวับมาในทันที
“อะไรนะ?”ลุงคิมถามเสียงต่ำ
ซีอาร์ยืนตรงแผ่นหลังไม่ไหวเอน
“ถ้าพวกคุณตัดสินใจจะไปโดยไม่พาคนเ่าั้ไปด้วย งั้นผมจะอยู่ที่นี่ กับคนที่คุณคิดว่าไม่มีค่าพวกนั้น”
เอนกเงียบไปในทันทีสายตาเขาสั่นไหวเล็กน้อยอย่างไม่อาจปฏิเสธความจริงในคำพูดนั้นได้แต่ถึงแม้เขาจะเป็ผู้นำค่าย แต่เขาเองก็ยังมีครอบครัวให้ต้องดูแลเช่นกัน
ส่วนวิทยากลับขมวดคิ้วแน่นใบหน้าเริ่มขุ่นเคือง ซีอาร์นับว่าเป็ผู้ที่มีพลังพิเศษฝีมือดีคนหนึ่งหากขาดเขาไป กลุ่มพวกเขาก็อ่อนแอลงไปส่วนหนึ่งด้วยเหมือนกัน
“นายจะเอาตัวเองไปตายทำไม?”
เขาถามเสียงต่ำราวกับไม่เข้าใจเหตุผล
ซีอาร์เงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น แต่แฝงด้วยแรงสะท้อนบางอย่างในใจ
“เพราะไม่ใช่ทุกคนมีพลังไว้เพื่อเอาตัวรอดคนเดียว”
ซีอาร์ตอบช้าๆ แต่มั่นคง ริมฝีปากยกยิ้มบาง ทว่าแววตาเด็ดเดี่ยว
“ผมเคยฝากน้องสาวไว้กับคนที่มีพลังพิเศษพวกเขาสัญญาว่าจะดูแลเธออย่างดี แต่ระหว่างที่ผมออกไปหาเสบียง”
เขาหยุดเล็กน้อยก่อนพูดต่อเสียงเย็น
“สุดท้ายตอนจนตรอกพวกเขากลับโยนเธอให้ฝูงซอมบี้ เพียงเพื่อหนีเอาตัวรอด”
สายตาเขานิ่งแน่ว
“ผมสัญญากับเธอว่าผมจะไม่มีวันเป็คนแบบนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ตราบใดที่สัญญาว่าจะปกป้องผมจะไม่มีทางหนีเอาตัวรอดคนเดียว”