งานเทศกาลถูกจัดขึ้นมาสามวันสามคืนด้วยกันในเวลานี้เองเฟยหรงได้สอบถามถึงความเป็นไปของทวีประดับสูงกับจ้าวหยางและเสี่ยวเฟิง แน่นอนเฟยหรงหลังจากได้ฟังเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย หนึ่งคือการก่อกบฏของตระกูลเทียนซึ่งเป็นเชื้อพระวงค์รุ่นก่อนที่สมคบคิดกับคนนอกทวีปเพื่อหมายจะชิงบัลลังก์คืนแต่กลับยังไม่มีทีท่าเคลื่อนไหว
กับสองคือเรื่องของหนึ่งในภรรยาของเขาเสี่ยวเซียนและเป็นเรื่องที่เสี่ยวเฟิงลำบากใจที่จะพูดออกมาแต่ก็ยอมพูดเนื่องจากเฟยหรงเป็นสามีของเสี่ยวเซียนดังนั้นควรจะรู้เอาไว้ เสี่ยวเฟิงได้เล่าว่าเมื่อปีที่แล้วแม่ของเสี่ยวเซียนปรากฏตัวขึ้นมาพร้อมกับบอกว่าจะเอาตัวลูกสาวกลับไปกับนาง ซึ่งเรื่องนี้เฟยหรงประหลาดใจอย่างถึงที่สุดนั่นเพราะตั้งแต่เขาจำความได้เขาไม่เคยพบแม่ของเสี่ยวเซียนเลยนั่นเอง
"ท่านพ่อ แล้วแม่ของเซียนเซียนคือใครหรือขอรับ"ท่ามกลางท้องฟ้ายามราตรี เฟยหรงกล่าวขึ้นด้วยความประหลาดใจในขณะนี้มีเพียงเสี่ยวเฟิงและเฟยหรงเท่านั้นที่ยืนอยู่ตรงยอดพระราชวังอันยิ่งใหญ่ ส่วนคนอื่นในเวลานี้ได้นอนหลับไปหมดแล้ว
"เห้อ ข้าบอกตามตรงข้าเองก็ไม่รู้ว่านางเป็นใคร"เสี่ยวเฟิงกล่าวเช่นนั้น เฟยหรงยิ่งประหลาดใจเข้าไปใหญ่หากไปรู้ว่านางเป็นใครไฉนถึงได้มีเสี่ยวเซียนออกมาได้กัน
"เจ้าอย่าพึ่งทำหน้างงไป ข้าจะเล่าให้เจ้าฟัง เมื่อสามสิบปีก่อนเห็นจะได้ข้าได้เข้าป่าล่าสัตว์กับสหายตามปกติ แต่ใครจะคิดข้าได้พบเข้ากับหญิงสาวคนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บ ข้าพานางมารักษาตัวจนหายดีแต่นางกลับไม่มีความทรงจำหลงเหลือเลยแม้แต่นิดเดียว เมื่ออยู่ดูแลกันนานวันความรักไคร่ก็ปรากฏขึ้นในใจของข้าและนาง จนทำให้พวกเราสองคนตัดสินใจแต่งงานกันในที่สุดและประมาณสิบปีต่อมานางก็ให้กำเนิดเซียนเซียน"
"แต่ในวันนั้นเองแทนที่ข้าจะมีความสุขที่สุดกลับกลายเป็นวันที่ข้าสับสนที่สุดไป ความทรงจำของนางอยู่ๆก็กลับมาอีกทั้งนางยังกลายเป็นคนเย็นชาจนยากจะคาดเดา เมื่อนางพักฟื้นร่างกายจากการคลอดเซียนเซียนแล้วนางก็จากข้าไปโดยไม่ร่ำลาสักคำและจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นนางอีกหนึ่ง จนเมื่อปีที่แล้วนางกลับมาแล้วถามหาเซียนเซียนเพื่อจะพาตัวไปแต่ข้าเพียงบอกนางไปว่าเซียนเซียนออกผจญภัยไปแล้วและไม่รุ้ว่านางอยู่ที่ใด นั่นจึงทำให้นางและพวกต้องกลับไปอย่างไม่มีทางเลือก"เสี่ยวเฟิงกล่าวถามถึงตอนนี้เขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความทุกข์ใจในทันทีดูแล้วเหนื่อยใจเป็นอย่างมาก
"ท่านพ่อตา ท่านพอจะบอกชื่อแซ่ของนางให้ข้าฟังได้หรือไม่"เฟยหรงกล่าวถามเป็นครั้งสุดท้าย เขาไม่ได้อยากให้เสี่ยวเฟิงต้องทุกข์ทนจนเกินไปแต่เขาเองก็ต้องรู้เรื่องนี้เช่นกันว่านางมาจากขุมกำลังไหน ดูเหมือนว่าแม่ยายของเขาคนนี้จะไม่ใช่ธรรมดาเสียแล้ว
"จื่อเหยียน นั่นคือชื่อของนาง ส่วนนางมาจากที่ใดนั้นข้าที่อยู่เพียงในทวีปนี้นั้นไหนเลยจะรู้ได้ หากเจ้าต้องการหานางก็ตามหาเถอะ ข้าเหนื่อยกับเรื่องนี้มามากแล้ว ขอยกให้เจ้าดูแลเลยก็แล้วกันถึงอย่างไรเซียนเซียนก็เป็นภรรยาของเจ้าแล้ว"เสี่ยวเฟิงกล่าว
"ท่านพ่อตา แล้วท่านไม่สนใจเกี่ยวกับนางแล้วหรือ"เฟยหรงอดถามไม่ได้
เสี่ยวเฟิงยกยิ้มบางๆท่ามกลางราตรีพร้อมกับเอมมือไพล่หลัง "สนใจไม่สนใจมันก็ไม่มีประโยชน์อีกแล้ว แม้จะมีความสับสนในใจอยู่บ้างแต่ใจข้ามันด้านชากับเรื่องนี้เต็มทน ข้ารู้ดีตั้งแต่นางจำความได้ภรรยาของข้าก็ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้วไฉนข้าต้องดึงดัน ตั้งแต่นางจากไปชีวิตข้าก็มีอยู่เพื่อบุตรสาวของข้าเท่านั้นและในตอนนี้บุตรสาวของข้าก็ได้เป็นฝั่งเป็นฝาแล้ว ข้าเองก็ไม่มีอะไรต้องห่วงอีกต่อไป ตอนนี้ข้าเพียงหวังว่าจะได้เลี้ยงดูหลานๆที่เกิดจากพวกเจ้าและใช้ชีวิตเยี่ยงคนแก่ธรรมดาๆเท่านั้น อาจจะเรียกว่าปลงตกก็ได้กระมั้ง"
เฟยหรงได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้กล่าวถามอีกต่อไป ใครจะคิดกันว่าท่านพ่อตาคนนี้ของเขาจะมีเรื่องราวที่น่าเศร้าเช่นนี้ หากนำมาเทียบกับปู่ของเขาเรื่องราวนี้มันช่างน่าเศร้ายิ่งกว่า เนื่องจากปู่ของเขานั้นยักรักไคร่กับท่านย่าดีในขณะที่ท่านพ่อตาคนนี้และท่านแม่ยายคนนั้นดูเหมือนจะไร้เยื้อใยซึ่งกันและกันอย่างชัดเจน
'หากมาดีก็ดีไป แต่หากมาร้ายต่อให้เป็นแม่ยายแล้วอย่างไร ข้าจะทำลายให้สิ้นซาก'เฟยหรงกล่าวขึ้นในใจ แน่นอนเรื่องของเสี่ยวเฟิงและแม่นางจื่อเหยียนนั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้แต่หากคิดจะมาพาตัวภรรยาของเขาและมีเป้าหมายไม่ดีแอบแฝงเฟยหรงก็ไม่รังเกียจที่จะถล่มพวกมันให้ราบอีกเช่นกัน และด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้นั้นบอกได้เลยว่าสามารถทำมันได้อย่างง่ายดาย
เฟยหรงใช้เวลานั่งสนทนาเรื่องราวต่างๆกับเสี่ยวเฟิงอยู่นานจนในที่สุดรุ่งสางก็มาถึง ชายหนุ่มจึงขอตัวเดินกลับไปในพระราชวังและประจวบเหมาะกับเวลานั้นเสวียเหม่ยเดินออกมาพอดีเฟยหรงจึงได้สอบถามนางไป
"ภรรยาข้าเจ้ารู้จักตระกูลจื่อหรือไม่"
"หืม ย่อมรู้จัก ตระกูลจื่อเป็นขุมกำลังระดับสูงในทวีปศักดิ์สิทธิ์เขตเหนือที่อยู่ใกล้ๆกับตระกูลไป๋และดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมากทีเดียว มากถึงขนาดว่ามักจะเกี่ยวดองกันอยู่บ่อยครั้งเชียวละ ว่าแต่เจ้าถามทำไมหรือ"เสวียเหม่ยกล่าวถาม เฟยหรงจึงเล่าเรื่องที่เสี่ยวเฟิงเหล่าให้เขาฟังกับนางจนทำให้เสวียเหม่ยถึงกับคิ้วขมวดขึ้นมาในทันที ดูเหมือนการมาตามหาเสี่ยวเวียนครั้งนี้จะมีเลศนัยบางอย่างเป็นแน่แท้
"เรื่องเป็นเช่นนี้นี่เอง ตระกูลจื่องั้นหรือหากล้ามาทำอะไรน้องหญิงของข้าจริงๆข้าจะแช่แข็งมันทั้งตระกูล!!"เสวียเหม่ยกล่าวพร้อมกับแผ่ออร่าอันหนาวเย็นออกมาอย่างไม่รู้ตัว เฟยหรงเมื่อเห็นดังนั้นเขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มขึ้น ดูเหมือนว่าหากเกิดอะไรขึ้นกับภรรยาของเขาคนใดคนหนึ่งคงไม่ต้องให้เขาลงมือเองพวกมันก็ต้องวอดวายด้วยโทสะของเสวียเหม่ยอย่างแน่นอน
"เช่นนั้นข้าขอฝากเจ้าดูแลทุกคนที่นี่ด้วยยังมีเรื่องกบฏพวกนั้นอีก แม้สำหรับเจ้าพวกมันอาจจะเป็นเพียงมดแมลง แต่ก็อย่าได้ประมาทข้าเป็นห่วงความปลอดภัยของพวกเจ้านัก เพราะฉะนั้นระวังตัวด้วย"เฟยหรงจุมพิษหญิงงามไปหนึ่งครั้ง เสวียเหม่ยพลันหน้าแดงระเรื้ออย่างช่วยไม่ได้ ชายหนุ่มส่งยิ้มให้และเดินออกไปในทันที เนื่องจากวันนี้ถึงเวลาที่เขาจะต้องออกตามหาบัลลังก์ราชันชิ้นสุดท้ายแล้วนั่นเอง
"จัดการเรื่องบัลลังก์ราชันเมื่อใด ข้าจะไปขอคำตอบจากตระกูลจื่อด้วยตนเอง!!"เฟยหรงกล่าวขึ้นพร้อมพุ่งทะยานออกไปด้วยท่าทีมุ่งมั่น บัลลังก์ราชันแห่งแสงนั้นในเวลานี้อยู่เพียงแค่เอื้อมมือ รอให้ชายหนุ่มไปไขว่คว้ามันมา
เฟยหรงใช้เวลาไม่นานก็มาถึงกึ่งกลางของทวีปอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มรอช้ารีบใช้บัลลังก์ราชันแห่งความมืดเป็นตัวกระตุ้นในทันที แล้วก็เป็นดังที่เขาคาดไว้บัลลังก์ราชันแห่งแสงนั้นถูกผนึกเอาไว้ที่นี่จริงๆด้วยอีกทั้งยังอยู่ในโบราณสถานร่องหนเสียด้วย หากเฟยหรงไม่มีบัลลังก์ราชันแห่งความมืดมาตระตุ้นแล้วไซร้จะไม่มีทางที่จะพบเห็นมันอย่างแน่นอน
เฟยหรงยกยิ้มร่าใช้เวลาเพียงพริบตาเขาก็พุ่งทะยานเข้าสู่โบราณสถานร่องหันในทันที เบื้องหน้าของเขานี้ปรากฏชายหนุ่มผมสีทองกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ธรรมดาหาใช่บัลลังก์ราชันไม่ แต่เฟยหรงที่เคยพบเห็นเจ้าบัลลังก์ราชันทุกคนมาแล้วย่อมจำได้ดี ชายคนนี้คือเจ้าบัลลังก์ราชันแห่งแสงอย่างแท้จริง
"ชายหนุ่มแห่งโชคชะตาในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว"เจ้าบัลลังก์กล่าวพร้อมยกยิ้ม ในเสี้ยววินาทีนั้นแรงกดดันอันมหาศาลจากไหนก็ไปรู้พลันถาโถมใส่เฟยหรงจนยืนแทบไม่ได้ แรงกดดันขนาดนี้เฟยหรงพึ่งจะเคยสัมผัสเป็นครั้งแรกมันไม่ใช่แรงกดดันของระดับมหาเทวะอย่างแน่นอนแต่สมควรจะเป็นแรงกดดันของเทพอมตะหรือไม่ก็สูงกว่านั้นเป็นแน่แท้
"อึก!!มาถึงท่านก็ทดสอบข้าเลบหรือ?"เฟยหรงกล่าวถามด้วยท่าทีทุลักทุเลอย่างถึงที่สุด เจ้าบัลลังก์ไม่กล่าวตอบอะไรเขาเพียงยกยิ้มและเพิ่งแรงกดดันให้มากขึ้นไปอีกจนเท้าของชายหนุ่มจมกับพื้นไปเลยทีเดียว
"บูม!!"
เฟยหรงเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่พูดด้วยเขาก็ไม่คิดจะยอมแพ้แต่อย่างใด แม้ตัวเขาจะยืนแทบไม่ไหวก็เขาไม่ใช่ว่าจะล้มลงง่ายดายถึงเพียงนั้น เฟยหรงกลั่นใจเดินเข้าไปหาเจ้าบัลลังก์โดยพลันระยะท่างนั้นมีเพียงแค่สิบก้าวก็ถึงเป้าหมายของเขาแล้ว แต่ทว่าบททดสอบของเจ้าบัลลังก์แห่งแสงจะง่ายดายปานนั้นเชียวหรือ นั่นไม่มีทางเป็นไปได้ เฟยหรงก้าวเดินไปเพียงแค่หนึ่งก้าวเท่านั้นแรงกดดันก็พลันเพิ่มเป็นสองเท่าจะเดิมในทันทีในสถานการณ์นี้แม้เฟยหรงคิดจะเรียกใช้พลังปราณหรือพลังวิญญานของเขามาใช้ก็ไม่ได้เป็นผลอะไรแม้แต่น้อย ครั้นจะใช้พลังของหอคอยเทพมังกรเข้าช่วยก็ไม่ได้เป็นผลอีกเช่นกันเนื่องจากนั้นไม่ใช่สมบัติสวรรค์แต่เป็นเพียงแรงกดดันของบุคคลเท่านั้นเอง