ทันใดนั้น ลู่เซิ่งก็เริ่มค้นหารายชื่อคนที่คุ้นเคยรอบกายทั้งหมด
ผลปรากฏว่า นอกจากน้องสาวลู่ชิงเหอที่มีประวัติการประเมินค่าทางประวัติศาสตร์อยู่ที่หนึ่งดาวแล้ว ก็ไม่มีใครที่สามารถแตะถึงระดับนั้นได้เลย ส่วนใหญ่ได้แค่ครึ่งดาว หรือกระทั่งไม่มีดาวเลย
ลู่เซิ่งคาดเดาว่าสองดาวของเขา อาจเป็ผลมาจากความดีความชอบที่สั่งสมไว้เมื่อเข้าร่วมกองทัพ และการสละชีพในสนามรบครั้งสุดท้าย
“ท้ายที่สุด...ก็ถือว่าได้อุทิศชีวิตเพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติ”
“ก็ไม่ได้เหมือนกันซะทีเดียว...”
ลู่เซิ่งพึมพำกับตนเอง “ข้อมูลระบุว่า ฉันสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะป้องกันตัวไป๋เหอได้ด้วยคะแนนสอบที่ค่าพลังชีวิต 2.012 ค่าพลังการต่อสู้ 257 และระดับ A ในการต่อสู้สนามจริง อยู่ในอันดับที่ 23 ของเมือง
หากตัดเื่ในความฝันออกไป และคำนวณจากความเร็วในการฝึกร่างกาย ทักษะการหายใจ และทรัพยากรที่มีอยู่ในปัจจุบัน การบรรลุผลเช่นนี้ในอีกสองร้อยกว่าวันข้างหน้าก็ถือว่าปกติ
แต่หากรวมการฝึกฝนและความสำเร็จที่ฉันได้รับจากในความฝันเข้าไปด้วยแล้ว...
ผลลัพธ์ของฉัน...ย่อมต้องเหนือกว่านี้มากนัก!”
ในดวงตาของลู่เซิ่งพลันบังเกิดประกายแกร่งกล้าสองสาย
“สองร้อยกว่าวัน สองร้อยกว่าวันที่ได้เข้าสู่ห้วงนิทรา สองร้อยกว่าวันที่สั่งสมเก็บเกี่ยว
ฉันไม่เชื่อว่าพัฒนาการของฉันจะมีเพียงเท่านี้
ลู่เซิ่งผู้นี้ จะเป็ได้แค่ที่ยี่สิบสามของเมืองได้อย่างไร อันดับของฉันควรถูกบันทึกไว้ในระดับประเทศ ชื่อของฉันจะต้องเป็ที่รู้จักของผู้คนมากกว่านี้...
อนาคตของฉัน...”
ลู่เซิ่งกำหมัดแน่น “จะต้องไม่ใช่แค่นี้!”
“เพราะมันเป็อนาคต ต้องเปลี่ยนแปลงได้...
อนาคตของฉัน สามารถเปลี่ยนแปลงได้ อนาคตของมนุษยชาติก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน”
“หากอารยธรรมมนุษย์ในอนาคตจะต้องพบกับการล่มสลาย ลู่เซิ่งผู้นี้ จะเป็ผู้เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ กอบกู้สถานการณ์เอง!”
ลู่เซิ่งจ้องมองไปยังตัวอักษร “คลังข้อมูลไฟเออร์ซีด” ที่เปล่งแสงสีฟ้าบนโฟตอนคอมพิวเตอร์อย่างสงบและหนักแน่น
“ฉันจะแผดเผาให้ลุกโชนไปทั้งเมือง!”
ณ เวลานี้ ความหดหู่ ความสับสน และความผิดหวังในใจของลู่เซิ่งพลันหายไปจนหมดสิ้น คงเหลือไว้แต่ความแน่วแน่และความมั่นใจที่ไม่เคยมีมาก่อน
บุคลิกของเขาเปลี่ยนไปอย่างมาก ในดวงตาของเขาราวกับมีเปลวไฟโหมกระหน่ำ
เส้นทางแห่งศิลปะการต่อสู้ จะต้องมุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อ
หากเบื้องหน้าถูกกำหนดไว้แล้วว่าเป็ทางตัน เช่นนั้นก็จงบุกเบิกหนทางรอดจากห้วงแห่งความสิ้นหวังนั้นเอง!
นี่คือความเชื่อมั่นของลู่เซิ่ง
...
“เสี่ยวเซิ่ง ทำไมลูกยังไม่เปลี่ยนชุดนักเรียนอีก วันนี้ไม่ต้องไปโรงเรียนหรือ?”
เจิ้งอวี้เฟินยกอาหารเช้าขึ้นโต๊ะทีละชามอย่างขะมักเขม้น พลางเอ่ยถามลู่เซิ่งที่นั่งกินอาหารเช้าด้วยชุดลำลองอย่างสงสัย
ลู่เซิ่งหยิบซาลาเปาไส้เนื้อขึ้นมากิน แล้วพยักหน้า “ครับ ครูบอกว่าต่อไปสามารถเลือกเรียนด้วยตนเองที่บ้านได้”
“แบบนี้ก็มีเหรอเนี่ย?..”
เจิ้งอวี้เฟินพึมพำด้วยความสงสัย แต่ด้วยภาระที่ต้องทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งยังต้องเตรียมอาหารเช้า เธอจึงไม่มีเวลาให้คิดมาก และไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม
ลู่ชิงเหอที่นั่งอยู่ข้างๆ ตั้งใจจะพูดประชดประชันตามความเคยชินว่า “ฉันไม่เคยได้ยินว่าโรงเรียนมัธยมสาขาสามมีกฎแบบนี้” แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ดำขลับและลึกล้ำของลู่เซิ่ง ก็ต้องกลืนคำพูดนั้นลงไป
“เ้าคนนี้นี่...”
ลู่ชิงเหอกัดซาลาเปาในมืออย่างแรง
่นี้การเปลี่ยนแปลงของลู่เซิ่งผู้เป็พี่ชายนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เหลือเค้าเดิมที่เคยดูธรรมดาและขี้ขลาดอีกต่อไป
ก่อนหน้านี้เธอเพียงแค่รู้สึกว่าลู่เซิ่งดูเงียบขรึมและลึกลับมากขึ้น
แต่ในวันนี้ ความรู้สึกที่ลู่เซิ่งมอบให้เธอ กลับราวกับเป็ูเา เป็เหล็กกล้า เป็ลูกไฟ...
เมื่อนั่งอยู่ข้างกายลู่เซิ่ง เธอถึงกับรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ความรู้สึกเช่นนี้น่ากลัวเกินไป
ลู่เซิ่งไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของลู่ชิงเหอ เขารีบกินอาหารเช้าให้เสร็จ แล้วกลับเข้าไปฝึกร่างกายในห้องทันที
หลังจากที่ฝึกร่างกายจบเป็รอบที่สี่ โทรศัพท์มือถือของลู่เซิ่งก็ดังขึ้น เป็เบอร์ที่ไม่คุ้นเคย
“ลู่เซิ่ง ทุนการศึกษาของนายออกแล้วนะ ่บ่ายมาเอาที่โรงเรียนหน่อย”
ไม่ผิดจากที่คาดไว้ เป็สายจากจงเจิ้นกั๋ว
“ได้ครับ ครูจง”
“ว่าแต่ วันนี้ทำไมนายไม่มาเรียนล่ะ? ไม่ใช่ว่าเื่เวลาเรียนของนาย ทางโรงเรียนยังต้องประชุมหารือกันเหรอ? โชคดีที่ครูจำได้ว่าห้ามบอกผู้ปกครองของนาย เลยไปขอเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวนายมาจากเพื่อนร่วมชั้น...”
“ครูจงครับ เวลาผมมีไม่มากแล้ว ไม่สามารถเสียเวลาได้อีกแล้วครับ”
“เอ่อ...”
ลู่เซิ่งไม่สนใจว่าจงเจิ้นกั๋วที่อยู่ปลายสายจะเข้าใจคำพูดของเขาหรือไม่ ก่อนจะวางสายไป
ั้แ่กลับมาจากความฝันเมื่อคืนนี้ ความคิดของเขาก็ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ก่อนหน้านี้ ลู่เซิ่งยังคงซ่อนเร้นพลังของตนอย่างระมัดระวัง ไม่กล้าเปิดเผยมากเกินไป ไม่กล้าให้ผู้คนรับรู้มากนัก
เขานึกถึงปัจจัยหลายอย่าง และเป็เื่ยากที่จะอธิบายให้ครอบครัวของเขาเข้าใจ เช่น ความแข็งแกร่งมักหักง่าย (หมายถึง สิ่งที่แข็งเกินไปหรือดื้อดึงอาจจะพังทลายได้ง่าย หรือไม่สามารถยืดหยุ่นรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้) และไม้เด่นเกินไพร ลมพัดหักโค่น (หมายถึง คนที่โดดเด่นหรือมีการกระทำที่น่าจับตามอง นำพาให้คนอิจฉา)
แต่ในตอนนี้ ลู่เซิ่งไม่้าที่จะคิดถึงเื่เ่าั้อีกต่อไป
เขา้าที่จะเปล่งประกายอย่างเต็มที่ เขา้าที่จะสร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้คน
จะต้องแสดงศักยภาพออกมาให้มากขึ้นเท่านั้น จึงจะสามารถได้รับทรัพยากรที่มากขึ้น
เขาจำเป็ต้องก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดโดยเร็วที่สุด จากนั้นจึงหาวิธีเปลี่ยนแปลงอนาคต
แม้แต่นาทีเดียวก็ไม่อาจรอได้
นอกจากนี้ เขายัง้าที่จะใช้โอกาสนี้ในการพิสูจน์ความคิดบางอย่างที่อยู่ในใจ
...
ลู่เซิ่งฝึกร่างกายซ้ำแล้วซ้ำเล่า พร้อมกับประสานกับทักษะหายใจ
ครั้งแล้วครั้งเล่า
จุดประสงค์คือการรีดเร้นพลังงานของตนเองออกมาให้เร็วที่สุด สร้างความเหนื่อยล้า จากนั้นจึงเข้าสู่ห้วงนิทรา
เมื่อลู่เซิ่งฝึกร่างกายจบเป็รอบที่ยี่สิบเจ็ด ในที่สุดก็เหนื่อยล้าจนล้มพับลงกับพื้น แม้แต่ปลายนิ้วก้อยก็ไม่อยากจะขยับได้
ความง่วงงุนถาโถมเข้าใส่ เขาก็ค่อยๆ หลับใหลไป
เมื่อลืมตาขึ้น ก็ยังคงเป็สถานที่ที่จากมาเมื่อวาน ตรงหน้ายังคงมีโฟตอนคอมพิวเตอร์วางอยู่
ลู่เซิ่งเปิดโฟตอนคอมพิวเตอร์อย่างชำนาญ แล้วออกคำสั่ง
“ดึงข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ เคล็ดวิชา ความเข้าใจ หรือบันทึก ภายใต้ขอบเขตอำนาจของฉันให้หน่อย...”
“กำลังค้นหา...”
ในชั่วพริบตา ข้อมูลจำนวนมหาศาลก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าลู่เซิ่ง
ตัวอักษรเบียดเสียดกันแน่นขนัด ทั้งหมดล้วนเป็เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับศิลปะการต่อสู้
มากเกินไป
การสั่งสมภูมิปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ของผู้คนนับไม่ถ้วนมานานกว่าหมื่นปี แม้ว่าขอบเขตอำนาจของลู่เซิ่งจะเป็เพียงระดับสอง แต่ความรู้ที่เขาได้รับก็ยังคงมากมายมหาศาล
ลู่เซิ่งครุ่นคิด แล้วกล่าวต่อ “เลือกเฉพาะวิชาการฝึกฝนที่เหมาะสำหรับนักสู้ระดับหนึ่งเท่านั้น และต้องเป็เนื้อหาที่มีคุณค่ามากที่สุดด้วย”
“กำลังคัดกรอง...”
เนื้อหาที่อยู่ตรงหน้าลู่เซิ่งลดลงอย่างรวดเร็ว ในท้ายที่สุด ข้อมูลที่ยังคงอยู่ตรงหน้าเขา...
เหลือเพียงสามผลลัพธ์