หลังจากที่เฉาเหลียงอธิบายถึงการให้คะแนนในรอบคัดเลือกเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็ได้ให้ศิษย์ของหอค่ายกลสวรรค์พาเหล่าปรมาจารย์ไปยังห้องพักส่วนตัวที่ได้รับการจัดเตรียมเอาไว้แล้ว
เมื่อหนานหมิงมาถึงห้องพักส่วนตัวเขาก็เห็นว่าห้องพักนี้ไม่ได้ใหญ่มากนักแต่ก็ไม่ได้คับแคบเกินไป แถมภายในห้องยังมีการติดตั้งค่ายกลทำให้อากาศเย็นสบายอยู่ตลอดเวลา
และถ้าหากเดินเข้าไปด้านในสุดก็จะพบกับระเบียงที่สามารถมองเห็นลานประลองขนาดใหญ่ได้อย่างชัดเจน
ตอนนี้รอบๆลานประลองเต็มไปด้วยเหล่าผู้ชมหลายล้านคนที่กำลังพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น
ผู้ชมทั้งหลายกำลังพูดคุยกันว่าใครจะเป็นอันดับหนึ่งในการแข่งขันระดับปฐพีและระดับสวรรค์
สำหรับการแข่งขันระดับปฐพี ทุกๆคนต่างคิดว่าน่าจะเป็นคนของหอค่ายกลสวรรค์หรือไม่ก็เป็นคนของวิหารค่ายกลมายาเสียมากกว่า เพราะทั้งสองกองกำลังนี้มีศิษย์ที่เป็นปรมาจารย์ด้านค่ายกลเยอะกว่ากองกำลังอื่นๆและอีกอย่างในช่วงงานเทศกาลค่ายกลพิทักษ์ที่ผ่านมาส่วนมากผู้ที่ได้รับอันดับหนึ่งก็มักจะเป็นศิษย์ของสองกองกำลังนี้
แต่ก็อย่าดูถูกกองกำลังอื่นๆเด็ดขาดเพราะไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะมีม้ามืดเข้าร่วมก็ได้ ซึ่งในอดีตก็มีม้ามืดที่มาจากกองกำลังเล็กๆหรืออาจจะเป็นศิษย์ของปรมาจารย์นักวางค่ายกลที่ไม่มีชื่อเสียงเข้าร่วมและสามารถเอาชนะศิษย์ของสองกองกำลังใหญ่ได้ เพราะแบบนี้การแข่งขันเหล่านี้ถึงได้สนุกและตื่นเต้นเพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด
นอกจากนี้การที่ปรมาจารย์นักวางค่ายกลที่ไม่มีชื่อเสียงเข้าร่วมงานเทศกาลก็เพื่อที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง ถ้าหากพวกเขาทำผลงานดีก็อาจจะถูกจ้างวานโดยกองกำลังหรือตระกูลต่างๆหรือไม่ก็ถูกเชิญชวนเข้าร่วมกับกองกำลังที่ยิ่งใหญ่กว่า เพราะแบบนี้ปรมาจารย์นักวางค่ายกลทั้งหลายจึงตั้งใจที่จะทำผลงานเต็มที่นั่นเอง การแข่งขันจึงกลายเป็นการแข่งขันที่ตื่นเต้น
หนานหมิงหยิบเอารายชื่อของปรมาจารย์นักวางค่ายกลรุ่นเยาว์ที่เข้าร่วมการแข่งขันระดับปฐพีขึ้นมาดูก่อนที่จะให้ความสนใจกับคนที่ไม่มีสังกัดอยู่ เพราะถ้าหากพวกเขาทำผลงานดีไม่แน่ว่าหนานหมิงจะเชิญชวนพวกเขาเข้าร่วมกับตระกูลหนาน
ไม่มีใครไม่ชอบให้มีคนเก่งๆอยู่ภายในกองกำลังของตัวเองหรอก ซึ่งหนานหมิงก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่เขาจะต้องดูประวัติและนิสัยของพวกเขาก่อนจึงจะเชิญชวน ถ้าหากเอาคนนิสัยไม่ดีเข้าร่วมกับตระกูลหนานอาจจะทำให้ตระกูลหนานเสียชื่อเสียงได้ เพราะแบบนี้ต่อให้เป็นปรมาจารย์นักวางค่ายกลที่มีพรสวรรค์ขนาดไหนก็คงต้องส่ายหน้าอย่างเดียว
ไม่นานหนานหมิงก็เจอปรมาจารย์รุ่นเยาว์สิบสี่คนที่ไม่ได้ลงสังกัดเอาไว้จากปรมาจารย์รุ่นเยาว์ทั้งหมดหนึ่งร้อยคน
โดยรุ่นเยาว์ทั้งสิบสี่คนนี้ต่างก็เป็นปรมาจารย์นักวางค่ายกลระดับกึ่งเซียนทั้งสิ้น แถมอายุของพวกเขาก็มากกว่าหกสิบปีขึ้นไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังถือว่าเป็นรุ่นเยาว์อยู่และคาดว่าสามารถพัฒนาได้อีกไกล
ไม่นานนักปรมาจารย์นักวางค่ายกลรุ่นเยาว์ก็เดินเข้ามาบนลานกว้างที่อยู่ตรงกลางของสนามประลอง
ปรมาจารย์นักวางค่ายกลรุ่นเยาว์ทั้งหนึ่งร้อยคนยืนอยู่ในตำแหน่งที่ถูกเตรียมเอาไว้
ไม่นานเหล่าปรมาจารย์นักวางค่ายกลที่มีชื่อเสียงก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับยืนอยู่ตามจุดต่างๆเพื่อมองดูปรมาจารย์นักวางค่ายกลรุ่นเยาว์ทำการแข่งขัน
สำหรับการแข่งขันของปรมาจารย์นักวางค่ายกลรุ่นเยาว์มีอยู่แค่อย่างเดียวก็คือความคิดสร้างสรรค์และความซับซ้อนของค่ายกล
อย่างเช่นหนานหมิงอาจจะสร้างค่ายกลป้องกันขึ้นมาโดยที่เขาได้วางโครงสร้างขึ้นมาเอง ถ้าหากเป็นค่ายกลระดับสูงก็จะได้รับคะแนนจากกรรมการมากขึ้นด้วยเช่นกัน
ซึ่งถ้าหากสร้างค่านกลแบบฉบับของตัวเองขึ้นมาก็จะกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงทันที เพราะค่ายกลของปรมาจารย์นักวางค่ายกลก็มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป
ความจริงแล้วการแข่งขันของปรมาจารย์นักวางค่ายกลระดับสวรรค์ในวันพรุ่งนี้ก็เป็นการแข่งขันแบบนี้เช่นกัน เพียงแต่ระดับและความยากก็จะยิ่งยากขึ้นกว่าเดิมมาก แถมความเข้มข้นของการแข่งขันก็มีมากกว่าการแข่งขันของรุ่นเยาว์หลายเท่า
หนานหมิงมองดูเหล่าปรมาจารย์นักวางค่ายกลรุ่นเยาว์จากห้องของตัวเองด้วยแววตาสบายๆ บางครั้งเขาก็เห็นว่าปรมาจารย์นักวางค่ายกลรุ่นเยาว์บางคนสร้างใช้ความรู้และความเข้าใจในการผสานค่ายกลให้ซับซ้อนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เขาถึงกับคิดตามไปด้วย
ไม่ใช่แค่หนานหมิงที่เป็นแบบนี้ เพราะว่าเหล่าปรมาจารย์นักวางค่ายกลต่างๆก็มองดูการสร้างค่ายกลของปรมาจารย์นักวางค่ายกลรุ่นเยาว์ด้วยความชื่นชมอยู่บ้าง
เพียงไม่นานการแข่งขันของปรมาจารย์นักวางค่ายกลรุ่นเยาว์ก็จบลง โดยผู้ชนะเป็นของศิษย์ของวิหารค่ายกลมายา ส่วนที่สองก็เป็นศิษย์ของหอค่ายกลสวรรค์
ซึ่งสิบอันดับแรกเป็นศิษย์ของทั้งสองหอค่ายกลสวรรค์และวิหารค่ายกลมายาอีกสี่คน ส่วนที่เหลือก็เป็นศิษย์จากกองกำลังที่เกี่ยวกับค่ายกลโดยเฉพาะเช่นกัน
สำหรับอันดับที่สิบสาม เป็นของหลี่ฉาง ซึ่งเป็นปรมาจารย์นักวางค่ายกลที่ไม่มีพื้นหลังหรือก็คือเป็นปรมาจารย์นักวางค่ายกลที่ไม่มีสังกัดนั่นเอง
หนานหมิงมองดูหลี่ฉางที่ตอนนี้กลายเป็นจุดสนใจของเหล่าปรมาจารย์นักวางค่ายกลทั้งหลายพร้อมกับแววตาครุ่นคิด
ต้องรู้ก่อนว่าการที่สามารถติดยี่สิบอันดับแรกของการแข่งขันระดับปฐพีได้ถือว่ามีประสิทธิภาพในระดับสูงแล้ว แม้ว่าปรมาจารย์นักวางค่ายกลรุ่นเยาว์ที่เก่งกาจและมีชื่อเสียงส่วนมากจะเข้าร่วมการแข่งขันระดับสวรรค์ก็ตาม
แถมค่ายกลที่หลี่ฉางสร้างขึ้นมาเป็นค่ายกลมายาที่ทำให้พื้นที่ที่ถูกค่ายกลปกคลุมเหมือนกับภาพลวงตาอีกด้วย ทำให้หนานหมิงรู้สึกสนใจขึ้นมา
สำหรับปรมาจารย์ค่ายกลรุ่นเยาว์ที่ไม่มีสังกัด นอกจากหลี่ฉางแล้วก็ยังมีอีกสามคนที่ติดสามสิบอันดับแรก ส่วนที่เหลือก็คืออันดับหกสิบขึ้นไป แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็กลายเป็นจุดสนใจทันที เพราะการที่สามารถผ่านเข้าร่วมงานเทศกาลค่ายกลพิทักษ์จนมาแข่งขันในวันจริงได้ถือว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์สูงมาก ยิ่งไม่มีกองกำลังสังกัดด้วยแล้วพวกเขากลายเป็นที่ต้องการของกองกำลังต่างๆทันที
“ ส่งคนของเราติดตามรุ่นเยาว์ที่ไม่มีสังกัดเหล่านั้นและตรวจสอบข้อมูลของพวกเขาอย่างละเอียด ถ้าหากไม่มีเรื่องนิสัยก็ให้เชิญพวกเขาเข้าร่วมกับตระกูลหนาน ” หนานหมิงกล่าวขึ้น
“ รับคำสั่งนายท่าน ” หลู่เซียงตอบรับ
ทางฝั่งของหนานเทียนอวิ๋น เขาก็รู้สึกสนใจรุ่นเยาว์หลายคนโดยเฉพาะหลี่ฉาง
“ เจ้าหมอนี้ถ้าหากให้ความสำคัญก็อาจจะเป็นกำลังสำคัญได้ แต่คิดว่าท่านพ่อก็น่าจะลงมือแล้ว ” หนานเทียนอวิ๋นกุมคางพร้อมกับครุ่นคิด
เนื่องจากหนานเทียนอวิ๋นรู้ดีว่าบิดาของเขาเป็นพวกที่ให้ความสำคัญกับพรสวรรค์ ถ้าหากเจอคนที่มีพรสวรรค์ดีก็จะต้อนรับพวกเขาเข้าร่วมกับตระกูลหนาน เพียงแต่เรื่องพรสวรรค์เป็นเรื่องรอง เรื่องสำคัญที่สุดถ้าหากจะเข้าร่วมกับตระกูลหนานก็คือนิสัยส่วนตัวเป็นหลัก
“ หวังว่าเจ้าพวกนี้จะมีนิสัยที่ใช้ได้ไม่อย่างนั้นเกรงว่าคงไม่ได้เจอกันแน่ๆ ” หนานเทียนอวิ๋นส่ายหน้าเบาๆ เพราะเขารู้ดีว่าท่านพ่อให้ความสำคัญกับนิสัยมากแค่ไหน แม้กระทั้งเขาก็ยังถูกสอนอย่างเคร่งครัดกว่าจะมาเป็นแบบนี้ได้ เขาได้ถูกลงโทษไปหลายต่อหลายครั้งแล้ว
หลังจากที่การแข่งขันระดับปฐพีจบไปก็เป็นเวลาเที่ยง
เหล่าผู้ชมได้แยกย้ายกันไปซื้ออาหารกลับมานั่งกินที่นั่งของตัวเอง เพราะอีกครึ่งชั่วยามกว่าการแข่งขันรอบแรกของระดับสวรรค์ก็จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว
ทางฝั่งของซูหลิน
ภายในห้องพักส่วนตัวของซูหลิน
“ เจ้าจะบอกว่าเจ้าสารเลวหมิงเล่ยนั้นไม่ได้อยู่ในอาณาจักรต้าเฟิงงั้นหรือ? ” ซูหลินหันไปถามกับคนของเขาด้วยความประหลาดใจ
“ ใช่แล้วขอรับนายน้อย คนของเราได้สืบมาหมดแล้วกองกำลังระดับสูงทั้งหลายไม่มีตระกูลหมิงอยู่เลย ถ้าหากไม่มีกองกำลังไหนมีชื่อหมิงเล่ยและตระกูลหมิง ข้าจึงคิดว่าหมิงเล่ยผู้นี้น่าจะมาจากอาณาจักรอื่นเสียมากกว่า ” ฉินอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
สำหรับซูหลินแล้วนอกจากเขาจะเป็นรุ่นเยาว์ที่มากพรสวรรค์ในด้านค่ายกลและยังเป็นศิษย์ของผู้นำหอค่ายกลสวรรค์แล้ว เบื้องหลังของเขาก็นับว่าไม่ธรรมดาเพราะเขาเป็นถึงบุตรชายของผู้นำตระกูลซูหนึ่งในตระกูลที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆของเมืองหลวงต้าเฟิงเลยด้วยซ้ำ
ตระกูลซูมียอดฝีมือระดับเซียนปฐพีขั้นสูงอยู่ถึงห้าคน ถือว่าเป็นกองกำลังแถวหน้าของเมืองหลวงต้าเฟิงก็ไม่นับว่าเกินเลย
ฉินอี้ก็คือคนสนิทของซูหลินและยังเป็นถึงยอดฝีมือระดับเซียนปฐพีขั้นกลางที่ถูกส่งมาดูแลซูหลินโดยเฉพาะ
เมื่อได้ยินที่ฉินอี้กล่าวมาสีหน้าของซูหลินก็จริงจังขึ้นมาทันทีพร้อมกับครุ่นคิดบางอย่าง
“ นายน้อยข้าได้สืบมาแล้วว่าอาณาจักรรอบๆเองก็ไม่มีรุ่นเยาว์ที่มีชื่อเสียงมีชื่อว่าหมิงเล่ยอยู่แม้แต่คนเดียวขอรับ ข้าน้อยคิดว่านายท่านจะต้องคิดดีๆก่อนที่จะลงมือ ” ฉินอี้กล่าว
กองกำลังที่ติดอยู่กับอาณาจักรต้าเฟิงก็คือพื้นที่การปกครองของสำนักวารีสมุทรและวังธารสวรรค์ ซึ่งสองกองกำลังนี้แข็งแกร่งไม่แพ้อาณาจักรต้าเฟิง
สำหรับหมิงเล่ยที่เป็นถึงรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์ด้านค่ายกลย่อมต้องเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง แต่ฉินอี้ได้ให้คนไปสืบมาแล้วก็พบว่าในเขตการปกครองของสองกองกำลังนี้ไม่มีรุ่นเยาว์คนไหนชื่อหมิงเล่ยแม้แต่คนเดียว เพราะฉะนั้นแล้วการที่จะลงมือกับหมิงเล่ยจึงต้องคิดดีๆก่อน
“ ข้าเข้าใจแล้ว ” ซูหลินพยักหน้า แม้ว่าเขาจะเป็นพวกอารมณ์ร้อนและหยิ่งผยองแต่เขาก็ไม่ได้โง่ เพราะฉะนั้นแล้วเขาจึงต้องคิดอย่างจริงจังก่อนที่จะลงมือกับคนอื่นๆ
ไม่นานนักซูหลินก็กล่าวขึ้นว่า “ ส่งคนตรวจสอบหมิงเล่ยอย่างละเอียดอีกครั้ง ข้าคิดว่ามันจะต้องมีเบื้องหลังอย่างแน่นอน ”
“ ขอรับนายน้อย ” ฉินอี้ตอบรับและเดินออกจากห้องพักไป
แววตาของซูหลินกลายเป็นเย็นชาและจริงจังขึ้นมา
“ ดูเหมือนว่าเจ้าสารเลวนี้จะปกปิดตัวตนได้ดีๆจริง เช่นนั้นข้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อเปิดเผยตัวตนของเจ้าให้ได้ ” ซูหลินพึมพำ จากนั้นเขาก็พยายามทำให้จิตใจผ่อนคลายลงเพราะอีกไม่นานก็จะเป็นการแข่งขันของเขาแล้ว เขาไม่ต้องการให้มีเรื่องอะไรให้เขาต้องคิดมากและมันจะส่งผลกระทบต่อการสร้างค่ายกลของเขา
พริบตาเดียวก็ผ่านไปครึ่งชั่วยาม
ภายในห้องพักของหนานหมิง
หนานหมิงที่กำลังนั่งเล่นพร้อมกับกินผลไม้ที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ด้วยความเพลิดเพลิน
ไม่นานนักเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
หนานหมิงเดินไปเปิดประตูก็พบว่าเป็นศิษย์ของหอค่ายกลสวรรค์
“ ท่านปรมาจารย์ลู่ซานตอนนี้ใกล้ถึงเวลาเริ่มการแข่งขันแล้วได้โปรดติดตามข้าน้อยมาด้วย ” ศิษย์คนนั้นกล่าวด้วยความเคารพ
หนานหมิงพยักหน้าเบาๆและเดินตามศิษย์คนนั้นไป
ไม่นานนักหนานหมิงก็เดินมายังอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่จะออกไปยังลานประลอง
“ ปรมาจารย์ลู่ซานหมายเลขของท่านคือหนึ่งร้อยสาม ที่โต๊ะของท่านมีสิ่งของต่างๆที่ใช้ในการสร้างค่ายกลจัดเตรียมเอาไว้แล้วขอรับ ” ศิษย์หอค่ายกลสวรรค์กล่าว
หนานหมิงพยักหน้ารับก่อนที่จะเดินออกจากอุโมงค์และมุ่งหน้าไปยังโต๊ะหมายเลขหนึ่งร้อยสามที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้
เมื่อหนานหมิงเดินออกมาจากอุโมงค์แล้วเขาก็เห็นว่าบนลานประลองมีปรมาจารย์ค่ายกลหลายสิบคนยืนอยู่ก่อนแล้วและก็มีปรมาจารย์คนอื่นๆเดินออกมาจากอุโมงค์อื่นๆเช่นกัน
หลังจากที่หนานหมิงเดินมาถึงโต๊ะหมายเลขหนึ่งร้อยสาม เขาก็มองดูอุปกรณ์บนโต๊ะเล็กน้อย
อุปกรณ์บนโต๊ะมีแผ่นหยกขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือสองเท่าวางเอาไว้ ซึ่งนี้คือวัสดุในการวางค่ายกล ส่วนอุปกรณ์อื่นๆก็มีหินค่ายกลที่เอาไว้ใส่พลังงานลงไปในแผ่นหยก
หินค่ายกลมีหลายระดับตั้งแต่ระดับต่ำจนไปถึงระดับเซียน ซึ่งหินค่ายกลบนโต๊ะนี้เป็นหินค่ายกลระดับเซียน ซึ่งมีพลังงานที่ใช้ในการสร้างค่ายกลที่สูงมาก และเหมาะสำหรับค่ายกลระดับเซียนมากที่สุด
หลังจากที่ปรมาจารย์ค่ายกลคนอื่นๆเดินมาถึงโต๊ะพวกเขาก็ตรวจสอบอุปกรณ์บนโต๊ะอย่างละเอียด เพราะหลังจากเริ่มการแข่งขันแล้วพวกเขาจะไม่สามารถเปลื่ยนอุปกรณ์บนโต๊ะได้อีก
หนานหมิงตรวจสอบอุปกรณ์อย่างละเอียดและพบว่าอุปกรณ์เหล่านี้ไม่มีปัญหาอะไรเขาจึงมองดูรอบๆแทน
หนานเทียนอวิ๋นเองก็ตรวจสอบอุปกรณ์บนโต๊ะอย่างละเอียด แถมยังตรวจสอบถึงสองครั้งด้วยซ้ำ ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้เขามีปัญหากับซูหลินที่เป็นถึงศิษย์ของเฉาเหลียงผู้นำหอค่ายกลสวรรค์ ถ้าหากซูหลินต้องการเล่นตุกติกขึ้นมาก็ต้องเล่นงานเขาที่อุปกรณ์
แต่เมื่อหนานเทียนอวิ๋นตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วพบว่าไม่มีปัญหาใดๆ เขาก็ถอนหายใจและพึมพำว่า “ เจ้าหมอนั้นก็นับว่าเป็นลูกผู้ชายเหมือนกันนะเนี้ย ”
สำหรับซูหลินแล้วการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่แบบนี้เขาก็ไม่คิดที่จะสร้างปัญหาให้กับตัวเองหรอก เพราะเขาก็เพิ่งจะมีปัญหากับหนานเทียนอวิ๋น ถ้าหากอุปกรณ์ของหนานเทียนอวิ๋นมีปัญหาเขาก็จะถูกคนอื่นๆมองว่าไม่เป็นลูกผู้ชายพอที่จะลงมือต่อหน้า ต้องลงมือลับหลังแบบนี้
ซูหลินซึ่งมีศักดิ์ศรีอยู่แล้วเขาจึงไม่ต้องการทำให้ตัวเองขายหน้าหรืออับอาย เขาจึงไม่ได้สร้างปัญหาให้กับหนานเทียนอวิ๋น เพราะเขาต้องการเอาชนะหนานเทียนอวิ๋นอย่างตรงไปตรงมาแทน