(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย

    ตอนที่ 38 ความเผ็ดที่หยุดกินไม่ได้

    ตอนที่ 38 ความเผ็ดที่หยุดกินไม่ได้



    “คุณยายใจเย็นๆ ก่อนครับ เมนูนี้หากท่านเยอะๆ ในตอนกลางคืน ดูจะไม่เหมาะกับคุณยายสักเท่าไหร่นะครับ” ชายหนุ่มที่เห็นคุณยายตักจ้วง ชิมกะเพราจานนี้ไม่ยอมหยุด จำเป็นออกโรงเตือนด้วยความเป็นห่วง


    เพราะแม้ว่าเมนูกะเพราจะเป็นอาหารคู่บ้านคู่เรือนในโลกก่อนของเขา แต่การกินอาหารมันเผ็ดๆ ในตอนกลางคืนเช่นนี้ สำหรับผู้สูงอายุดูจะเป็นเมนูที่ไม่เหมาะกันสักเท่าไหร่

    เนื่องด้วยปริมาณไขมันจากน้ำมันและเนื้อสัตว์ อาจจะทำให้ระบบเผาผลาญของคนชรา ทำงานไม่ทันและอาจเกิดโรคต่างๆ ตามมาได้ในภายหลัง



    “จริงด้วย...ยายลืมตัวไปเลย” คุณยายเฮลีย์แสดงออกถึงความผิดหวังอยู่เล็กน้อย ที่ตัวเองไม่สามารถทานอาหารจานนี้ต่อไปจนหมดได้

    แต่กระนั้นอาหารในส่วนของเธอที่ไลท์ได้ตักแยกออกมาจากกระทะ ก็ได้ถูกหญิงชรากินจนหมดไปมากกว่าครึ่งเข้าให้แล้ว!



    “ที่เหลือนี้ แบ่งเอาไว้ให้คุณตาก็แล้วกันนะจ๊ะ” ถึงแม้จะเสียดาย แต่คุณยายก็รับฟังคำเตือนของไลท์ด้วยความเข้าใจเป็นอย่างดี



    ทั้งนี้เธอก็ยังไม่ลืมที่จะคิดถึงผู้เป็นสามี ที่จนป่านนี้แล้วก็ยังต้องออกไปตามนักบวชมารักษาอาการบาดเจ็บของมาร์คัส ผู้เป็นลูกชายอย่างน่าเวทนา



    “ตามสบายครับ งั้นผมขอยกอาหารพวกนี้ไปเสิร์ฟให้กับสองนักผจญภัยที่ก่อนนะครับ” พูดจบไลท์ก็จัดการยกกะเพรา จำนวน 4 จาน ออกไปเสิร์ฟ โดยสองจานแรกเป็นของโทมัสและจิมที่เป็นลูกค้า


    ส่วนสองจานที่เหลือคือในส่วนของเขาและเจ้าโปริ่ง ที่เกาะติดหนึบ ตามเขาไปทุกทีเหมือนหมาน้อยที่เฝ้ารออาหารจากผู้เป็นเจ้านาย



    ไลท์บรรจงยกจานอาหารทั้ง 4 ใบ ด้วยท่าทางทะมัดทะแมง มือของเขาถือประคองมันไว้ได้อย่างเหนียวแน่น เท้าก้าวฉับๆ ออกจากห้องครัวไปด้วยท่าทางสบายๆ ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ที่เขาล้วนได้รับการฝึกฝนจากการเรียนการสอนในโลกก่อน ซึ่งหลักสูตรการบริการก็ถือเป็นหนึ่งในวิชาที่พ่อครัวทุกคนจะต้องเรียนรู้นอกเหนือจากการทำอาหารเพียงอย่างเดียวนั่นเอง



    “เชฟไลท์ ถือจานแบบนั้นมาได้ยังไงกัน” ด้วยความที่ว่าในร้านอาหารสามเวลาแห่งนี้ ไม่มีลูกค้าคนอื่นๆ เลย นอกจากทั้งสองคน



    ฉะนั้นการที่มีใครสักคนโผล่เข้ามาในระยะสายตา ย่อมดึงดูดความสนใจจากโทมัสและจิมที่ค่อนข้างตื่นตัวอยู่เสมอๆ ได้อย่างง่ายดาย โดยทั้งสองคนต่างก็เห็นถึงการถือจานของไลท์ที่ดูปราดเปรียวและมั่นคงเข้าพอดิบพอดี



    แน่นอนว่าในสายตาของทั้งสองคนที่เคยหมกมุ่นอยู่กับการออกผจญภัยและเที่ยวเล่นไปทั่วดินแดนเพียงอย่างเดียว หลังจากได้พบเจอกับไลท์ ที่ทั้งสองคนมองว่าเป็นผู้อาวุโสเร้นกาย มุมมองโทมัสและจิม ก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว


    พวกเขาสองคนก็ดูจะเริ่มสนใจในการทำอาหารของไลท์มากยิ่งขึ้น จนอยากที่จะเรียนรู้ถึงศาสตร์วิชานี้อีกด้วย เพราะมองให้ลึกลงไปการทำอาหารของไลท์ที่เขาแสดงออกมาให้กับทุกคนได้เห็น...มันไม่ต่างอะไรกับวิชาการต่อสู้ในอีกรูปแบบหนึ่ง


    โดยตะหลิวเปรียบได้ดั่งดาบที่ควงตวัดอยู่ในกระทะร้อนๆ ส่วนมืออีกข้างที่ใช้จับปลายด้ามของกระทะก็เปรียบเสมือนโล่ที่ต้องคอยควบคุมจังหวะไม่ให้วัตถุดิบหลุดออกนอกกระทะเป็นต้น



    นี้เองจึงเป็นเหตุผลที่โทมัสและจิม อยากที่จะฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับไลท์ ซึ่งหากชายหนุ่มได้รับรู้ถึงความคิดอันหลุดออกจากสามัญสำนึกเช่นนี้ ความตั้งใจที่จะรับทั้งสองคนมาทำงานกับเขา คงต้องนึกคิดดูเสียใหม่!



    “อาจจะแปลกจากอาหารที่พวกนายเคยกินอยู่บ้าง ยังไงก็ลองชิมดู หากทนกินไม่ไหวก็ให้กินน้ำตาม” ในเรื่องรสชาติของอาหารไลท์เชื่อว่าทั้งสองคน น่าจะรับมือไหว แต่ในส่วนของความเผ็ดที่เพิ่มเติมเข้ามา อาจทำให้ผู้ที่ไม่เคยกินเผ็ดต้องลำบากอยู่บ้าง ซึ่งไลท์ก็ได้เห็นแล้วจากปริมาณเหงื่อและอาการของคุณยายเฮลีย์ ที่เธอนั้นแทบจะหู ปากแดง เนื่องด้วยความเผ็ด



    “อ้อ หากกินเสร็จแล้ว...ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับพวกนายทั้งสองคนสักหน่อย พอจะมีเวลาไหม?” ไลท์พูดไปพร้อมๆ กับตักกะเพราในจานเข้าปาก แน่นอนว่าความเผ็ดเพียงระดับ 1 เช่นนี้ มีหรือที่จะทำอะไรกับเขาได้



    ไลท์กินด้วยท่าทางสบายๆ เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับโทมัสและจิม ที่ไม่เคยกินอาหารแบบนี้มาก่อนได้ดูเป็นตัวอย่าง


    ส่วนทางด้านของเจ้าโปริ่ง ไลท์ไม่มีความจำเป็นต้องแสดงวิธีการกินนี้ให้เสียเวลา เพราะทั้งสองต่างก็พูดจิตสื่อถึงกันได้อยู่แล้ว อะไรที่เขานึกคิด เจ้าสไลม์ตัวนี้ก็จะรับรู้ด้วยตัวของมันเอง โดยเจ้าสไลม์ก็เริ่มกัดกินในส่วนของมันที่แบ่งแยกเอาไว้ไปพร้อมๆ กัน



    โทมัสและจิม ตาลุกวาว ทันทีที่ได้เห็นเมนูอาหารอันแปลกใหม่ อีกทั้งหน้าตาของอาหารจานนี้ก็ดูมีความน่ากินมากกว่า ข้าวไข่เจียวและข้าวผัดที่มีสีโทนเดียวมากกว่าไหนๆ



    มีการวิจัยจากสถาบันระดับโลก ในเรื่องของอาหารออกมาว่า สีของอาหารมีส่วนช่วยสำคัญในการเจริญอาหารของมนุษย์



    ซึ่งกะเพราจานนี้ ก็มีองค์ประกอบของสีที่แทบจะครบถ้วนสมบูรณ์ต่อการเจริญอาหาร รวมเอาไว้ทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสีแดงจากพริก สีเขียวจากผัก สีน้ำตาลจากซอสปรุงรสและสีเหลืองทองของกระเทียม


    กะเพรา เมนูอาหารที่คนไทยต่างมองว่าเป็นอาหารที่สิ้นคิด...เพียงแต่ถ้าหากเรามองในอีกมุมให้ลึกเข้าไปอีก มันคือเมนูอาหารที่ผ่านการคิดและปรับปรุงจนมันเหมาะกับลิ้นของคนไทยมากที่สุดแล้ว



    ‘กรวม~!’ โทมัสและจิมเริ่มตักข้าวและเนื้อสัตว์ เหมือนที่ไลท์ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ก่อนจะส่งรสชาติของกะเพรา ที่ทั้งสองไม่เคยกินมาก่อนเข้าสู่ปาก พร้อมกับกัดและเคี้ยว



    ‘อ่าหห์ รสชาติอะไรกัน...ทำไมมันถึงร้อนดุจไฟเผาอยู่ในปากแบบนี้ แต่น่าแปลกมันอร่อยจริงๆ’ ผู้คนในโลกนี้ รู้จักถึงรสชาติของพริกกันยังไม่มาก ส่วนใหญ่แล้วพริกจะถูกใช้ในปริมาณที่น้อยมากๆ ในการทำอาหาร


    แต่ทว่า ไลท์ผู้ที่จะเข้ามาเปลี่ยนวิถีการกินของคนในโลกนี้ ด้วยรสมือของเขา...กลับเลือกใช้พริกทั้งเม็ด อย่างไม่มีความปรานี!



    เสียงซี้ดปากของโทมัสและจิม ได้ดังออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองเริ่มรับมือกับความเผ็ดที่ปะทุอยู่ในปากเอาไว้ไม่ได้แล้ว แม้ความอยากของอาหารจะยิ่งอร่อยมากขึ้นในทุกคำๆ ที่พวกเขากัดกิน แต่ถ้าขืนปล่อยเอาไว้แบบนี้ พวกเขาจะต้องเป็นบ้าเพราะความเผ็ดนี้ก่อนแน่ๆ



    “เชฟไลท์...ซี้ด...พวกเราสองคนทำอะไรให้ท่านโกรธเคือง ซี้ดอ่าห์...ถึงได้วางยาพิษลงไปในอาหารของพวกเรา!” จิมเป็นคนแรกที่ดูเหมือนจะทนกับความเผ็ดนี้ไม่ไหว น้ำตาและเหงื่อไหลออกมาเป็นเม็ดๆ



    ภายในหัวต่างมึนและชา จนไม่สามารถประคองสติเอาไว้ได้อีกแล้ว จิมรู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นบ้าและนี้เอง ทำให้จิมคิดว่า ไลท์ ได้วางยาพิษใส่ลงไปในอาหารของพวกเขา


    “ดูเหมือนว่าระดับ 1 ก็ยังเผ็ดเกินไปสินะ เอาไว้ค่อยปรับลงลงอีกนิดก็แล้วกัน!” ไลท์เห็นอาการของโทมัสและจิม ก็พอจะอนุมานได้แล้วว่าทั้งสองนั้นรับมือกับความเผ็ด ยังไม่ค่อยได้


    ฉะนั้นเพื่อตอบแทนที่ทั้งสองยอมเป็น หนูทดลองให้กับอาหารจานนี้ ไลท์จึงได้หยิบยื่นน้ำที่ได้เตรียมไว้ ส่งให้กับจิมทันที



    “กินน้ำนี้สิ...เดี๋ยวก็จะดีขึ้น!” ความจริงแล้ว น้ำเปล่า ไม่ได้ช่วยดับความเผ็ดที่เกิดขึ้นเท่าไหร่นัก แต่ด้วยตอนนี้ไลท์ยังไม่มีของอย่างอื่นที่มันช่วยในเรื่องดับความเผ็ด การใช้น้ำจึงเป็นการแก้ขัดไปพลางๆ



    จิมที่อาการร่อแร่ ไม่รอช้า...รีบคว้าน้ำในกระบวยไม้ไผ่ ดื่มเข้าไปหลายต่อหลายอึก จนน้ำหมดเกลี้ยงในคราวเดียว

    เมื่อนั้นอาการเผ็ดร้อน จนหูดับ ก็ค่อยๆ ทุเลาเบาลง จนกลับมาครองสติได้อีกครั้ง



    “ฉันไม่ได้วางยาพิษลงไปในอาหารหรอกนะ เพียงแต่อาการของพวกนาย มันเกิดจากพริก” ไลท์อธิบายถึง รสชาติของพริกให้ทั้งสองที่ได้รับรู้ พร้อมทั้งบอกถึงปริมาณปกติที่คนในโลกนี้นิยมใช้กัน


    โดยข้อมูลนี้ ไลท์ก็ได้ฟังมาจากคุณตาเกลและคุณยายเฮลีย์อีกทอดหนึ่ง พร้อมนำมาเปรียบเทียบกับปริมาณที่เขานำมาทำอาหารจานนี้ ที่เรียกว่า ผัดกะเพรา นั่นเอง



    ‘หนึ่งเสี้ยวเล็กๆ กับ 3 เม็ดเต็มๆ?!’ หากไม่เผ็ดก็ให้มันรู้ไป



    อย่างไรก็ตามอาการเผ็ดไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับโทมัสและจิมเท่านั้น หากแต่มันได้เกิดขึ้นกับเจ้าโปริ่งที่สีในตัวของมัน ดูจะมีสีแดงชาดที่เข้มข้นขึ้นอีกด้วย



    ดึงดึง~! หลังจากเจ้าโปริ่งกินอาหารในส่วนของมันจนหมด มันก็รีบกระโดดไปทางบ่อน้ำที่อยู่ด้านหลังของร้านโดยทันที



    ไลท์ไม่ได้ติดตามเจ้าโปริ่งไป พ่อครัวหนุ่มเพียงแค่มองตามมัน ด้วยความสงสัยเท่านั้น ก่อนที่จะเห็นเจ้าโปริ่งกระโดดเด้งลงไปในอ่างน้ำที่เตรียมไว้สำหรับล้างจาน...ดังจ๋อม

    เจ้าสไลม์ จมหายไปในอ่างน้ำอยู่ชั่วระยะหนึ่ง พร้อมกับในชั่วอึดใจต่อมา มันจะค่อยๆ ลอยอืดขึ้นมา และแปรสภาพจากสไลม์สีชาดเป็นสไลม์ตัวสีฟ้า เหมือนน้ำไปในที่สุด



    ‘โอ๊ะ!! เปลี่ยนสีได้ด้วย?!’ ไลท์มองเห็นเจ้าสไลม์ของเขา ผ่านร้านอาหารที่เปิดโล่ง ก่อนจะหันกลับมาพูดคุยกับโทมัสและจิม ที่ตอนนี้ทั้งสองคนเริ่มตักกะเพราที่เหลือกินต่อแล้ว



    “มันเผ็ดไม่ใช่เหรอ อย่าฝืนกินต่อเลย” ไลท์พยายามร้องห้าม

    “ถึงมันจะเผ็ด แต่ความอร่อยของมันพวกเราทำใจหยุดไม่ได้จริงๆ”

    “ใช่ ซี้ดอ่าห์~!”



    โทมัสและจิม เงยหน้าขึ้นมาพูด น้ำหูน้ำตาที่เคยหยุดไหลไปก่อนหน้านี้ มันได้วกกลับมาไหลใหม่อีกครั้งและครั้งนี้ น้ำหูน้ำตาที่ไหลรินกลับมีรอยยิ้มที่แดงระเรื่อจากริมฝีปาก ฉีกยิ้มมาให้กับไลท์


    ทั้งสองคนต่างก็กินกะเพราจนหมดทั้งจาน เหลือไว้ก็แต่เศษเสี้ยวของพริกที่ไลท์ ไม่แนะนำให้กินเข้าไป วางเรียงอยู่ข้างๆ จานที่ว่างเปล่า

    อย่างไรก็ตามไลท์ ปล่อยให้ทั้งสองคน พักดื่มน้ำดื่มทาให้หายเผ็ดเสียก่อน ก่อนที่จะเข้าเรื่องสำคัญด้วยการถามถึง ความต้องการของโทมัสและจิมที่อยากจะมาเป็นลูกศิษย์ของเขา



    “จริงๆ แล้ว ฉันยังไม่พร้อมที่จะสั่งสอนใคร...แต่ด้วยสภาพของร้านอาหารในตอนนี้ หากฉันไม่ลงมือทำอะไรสักอย่าง มันคงยากที่จะรักษาร้านแห่งนี้เอาไว้ ดังนั้นฉันมีข้อตกลงมาเสนอให้กับพวกนายสองคน หากพวกนายทำมันได้ ฉันก็ยินดีที่จะรับพวกนายมาเป็นลูกศิษย์” ไลท์ยื่นข้อเสนอให้กับโทมัสและจิม



    แน่นอนว่าทั้งสอง ต่างตื่นเต้นยินดีที่ได้ยินถึงเรื่องนี้ ก่อนจะรับฟังถึงข้อตกลงและงานที่ได้รับมอบหมายจากไลท์ด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่



    ...โปรดติดตามตอนต่อไป...

    เข้าไปร่วมพูดคุยกับไรท์หรือสมาชิกนักอ่านคนอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจตามลิงค์ด้านล่างเลยนะครับ

    www.facebook.com/writelazy

    ตารางการลงนิยายทุกวันเวลา 18.00

    (ในอนาคตอาจมีการปรับตารางลงใหม่เพื่อให้ตัวผู้แต่งมีเวลาพัก ขอบคุณครับ) 

    คล้ายกับเรื่อง(จบแล้ว)ระบบร้านอาหารสามเวลาต่างโลก พระเอกเก่ง+เน้นอาหารไทย ที่คุณอ่าน