เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 36 ความเจ็บปวดจากลิ่มเจาะกระดูก

          การฝึกกายาในขั้นสุดท้ายก็คือการหลอมชำระเส้นเอ็นและกระดูกขัดเกลาเพื่อทำให้ทุกส่วนเชื่อมถึงกันและกันทว่ามันก็เป็นขั้นตอนที่จำต้องใช้ระยะเวลายาวนานปล่อยให้พลังปราณหลั่งไหลเข้าไปอย่างช้าๆ

          จากข้อมูลทำให้รู้ได้ว่าประสิทธิภาพของลิ่มเจาะกระดูกนั้นดียิ่งกว่าโลหิตแตกแขนงซึ่งการใช้ลิ่มเข็มแทงเข้าไปยังจุดฝังเข็มเพื่อให้กระดูกได้ดูดซับพลังปราณได้ดีกว่าเดิมนั้นเป็นวิธีที่แค่คิดก็รู้สึกได้ถึงความน่าสะพรึงแล้ว

          มุมปากของเมิ่งฝานกระตุกขึ้นมาเล็กน้อยพร้อมทั้งมีความลังเลปรากฏขึ้นที่นัยน์ตาผู้ที่คิดค้นวิธีนี้ขึ้นมาจะต้องเป็นผู้ที่เหี้ยมโหดอย่างมากเป็นแน่ ต่อให้เมิ่งฝานจะมีนิสัยดื้อรั้นเพียงใดเขาก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่มีอายุแค่สิบห้าปีเท่านั้น

          แต่หลังจากนั้นไม่นานเมิ่งฝานก็เอามือล้วงเข้าไปในสาบเสื้อที่หน้าอกมองซวินจางภาพพายุที่ตนเองพกติดตัวตลอดเวลาชั่วครู่ แล้วตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

          “ท่านพ่อข้าจะไม่ทำให้เกียรติยศของท่านเลือนหายไปแน่นอนขอรับ สิ่งใดที่เคยเป็นของท่านข้าจะช่วยนำมันกลับมาให้ท่านเป็นแน่!”

          หลังจากที่เมิ่งฝานพึมพำอยู่ครู่หนึ่งเวลาต่อมาเขาก็รู้ว่าตนเองต้องทำอย่างไรจึงได้เร่งรีบตามหาพื้นที่โล่งกว้างสักแห่ง

          ในครั้งนี้เมิ่งฝานรอบคอบระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งเมื่อตรวจสอบจนมั่นใจแล้วว่าในผืนป่าโดยรอบไร้ซึ่งผู้คนเขาจึงนำจิตอสูรระดับสามเมื่อครู่ออกมา

          หากนำจิตอสูรระดับสามดวงนี้ออกไปภายนอกจะต้องมีราคางามเป็นแน่ ทว่าครั้งนี้เมิ่งฝานกลับเลือกที่จะใช้มันอย่างไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยเมื่อหลับตาลงครุ่นคิดอย่างเคร่งขรึมฝ่ามือของเมิ่งฝานก็เริ่มขยับ

          แม้จะไม่เคยมีผู้ใดชี้แนะเรื่องวิธีการหลอมศัสตราทว่าความทรงจำจากผนึกที่เขาได้รับกลับอธิบายไว้อย่างละเอียดไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนหรือการสลักลายของตราเวทย์ก็ตามแต่

          ข้อมูลที่เขาได้รับเป็นสิ่งที่ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่มีทางคาดคิดได้ว่าละเอียดถึงเพียงใดยามนี้จึงคล้ายดั่งว่ามีอาจารย์คอยชี้แนะทางให้แก่เมิ่งฝานจนไม่เกิดข้อผิดพลาดขึ้นแต่ประการใด

          ข้อมูลที่ต้องการปรากฏขึ้นในหัวอยู่หลายครั้งต่อมาเมื่อเมิ่งฝานมั่นใจว่าไร้ข้อสงสัยใดแล้วจึงกัดนิ้วของตนเองพร้อมยื่นมันออกไปเบื้องหน้ามีพลังปราณลอยละล่องอยู่บริเวณปลายนิ้วอยู่บ้างเล็กน้อย

          หลังจากได้เลื่อนขึ้นมาอยู่ในขั้นฝึกกายาระดับแปดเมิ่งฝานก็สามารถควบคุมพลังของตนเองได้อย่างง่ายดายต่อมาปลายนิ้วประดุจมีดคมกริบก็ได้สลักลวดลายลงไปบนจิตอสูรระดับสามที่เบื้องหน้า

          เห็นได้ชัดว่าตราเวทย์เจาะกระดูกในครั้งนี้ยากยิ่งกว่าตราเวทย์ในครั้งก่อนๆซึ่งเหตุที่มีความยากมากกว่าครั้งก่อนเป็นเพราะเมิ่งฝานจำต้องทำให้จิตอสูรระดับสามดวงนี้อยู่ในรูปลักษณ์ของเข็มต่อมาจึงค่อยสลักลวดลายของตราเวทย์เอาไว้บนเข็มนี้

          นัยน์ตาทั้งสองของเมิ่งฝานจ้องมองไปยังจิตอสูรระดับสามที่เบื้องหน้าดวงตาฉายแววระมัดระวังพลันปลายนิ้วของเขาก็ขยับเพื่อทำให้จิตอสูรระดับสามมีรูปลักษณ์คล้ายดั่งเข็มเล่มหนึ่งขณะเดียวกันก็เคลื่อนพลังปราณวาดตราเวทย์ตามข้อมูลที่ได้มาจากผนึก

          ทุกขั้นตอนไม่อาจถูกรบกวนจากสิ่งเร้าใดๆรอบกาย จึงทำให้ความเคร่งขรึมของเมิ่งฝานปกคลุมไปทั่วผืนป่าเขาหาได้ส่งเสียงใดออกมาแม้เพียงน้อยนิด แค่ทำตามขั้นตอนสร้างลิ่มเจาะกระดูกอย่างเงียบงันท่ามกลางผืนป่าอันกว้างใหญ่เท่านั้น

          ไม่รู้ว่าเวลาผ่านพ้นไปนานเท่าใดดวงตาเจ้าของร่างที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อวาวโรจน์ขึ้นมาครู่หนึ่งก่อนจะเอนตัวไปด้านหลังและแทบจะหมดสติไป

          การรวบรวมพลังหลอมศัสตรานับเป็นเรื่องที่ทำให้สูญเสียพลังมากมายคล้ายว่าพลังในตัวจะถูกดูดออกไปจนหมดสิ้นในชั่วพริบตาก็ไม่ปาน ยามนี้เมิ่งฝานไม่รู้สึกแปลกใจเลยว่าเหตุใดปรมาจารย์จิตศัสตราจึงมีพลังจิตที่แข็งแกร่งยิ่งเป็นเพราะหากไร้ซึ่งพลังจิตที่แข็งแกร่งก็ไม่อาจหลอมศัสตราขึ้นมาได้นั่นเอง

          เมิ่งฝานพยายามต่อกรกับความเหนื่อยล้าที่มากล้นพลันนัยน์ตาของเขาก็วาวโรจน์เพราะขณะนี้จิตอสูรระดับสามในมือเขานั้นหาใช่จิตอสูรระดับสามดวงเดิมไม่แต่ว่า...มันได้กลายเป็นลิ่มเจาะกระดูกไปแล้ว

          มันมีสีน้ำเงินและคล้ายดั่งกิ่งไม้ที่ถูกทำให้หักในส่วนที่เป็นเหลี่ยมส่วนใหญ่ล้วนแต่ถูกเมิ่งฝานขัดเกลาจนเรียบ ขณะเดียวกันก็มีลวดลายวิจิตรงดงามของตราเวทย์อยู่ด้วยซึ่งตราเวทย์นั้นก็คือตราเวทย์เจาะกระดูกนั่นเอง

          เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือ เมิ่งฝานก็รู้สึกว่ามีความเย็นยะเยือกเกิดขึ้นภายในหัวใจอย่างไม่รู้สาเหตุเขากำหมัดแน่นเพราะรู้ดีว่าขั้นตอนต่อไปจะเป็นการนำลิ่มเจาะกระดูกที่ตนเองเพิ่งจะสร้างขึ้นมานี้แทงเข้าไปในกระดูกเพื่อกระตุ้นเส้นแขนงปราณในร่างกาย

          เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานก็กระตุกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยแล้วตวาดออกมาเสียงเข้ม “เอาล่ะ!”

          จากนั้นเขาจึงนำลิ่มเจาะกระดูกแทงเข้าไปยังจุดฝังเข็มบริเวณหน้าท้องของตนเอง

          ชั่วพริบตาต่อมาเมิ่งฝานก็รู้สึกว่ามีลาวาร้อนระอุหลั่งไหลเข้ามาภายในร่างกายตามความแหลมคมของลิ่มเจาะกระดูกครู่หนึ่งร่างของเมิ่งฝานก็สั่นเทาไปพร้อมกับระดับความลึกของลิ่มเจาะกระดูกที่ทิ่มแทงลงไปความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างยิ่งแทบทำให้เด็กหนุ่มหมดสติเลยก็ว่าได้

          ความร้อนระอุที่หลั่งไหลเข้าไปยังกระดูกเป็นสิ่งที่มนุษย์ธรรมดาไม่อาจอดทนได้เป็นแน่!

          เมิ่งฝานกัดฟันเอาไว้แน่นจนเส้นเอ็นปูดนูนซึ่งในยามนี้เขาก็รู้แล้วว่าเหตุใดจึงมีคำเตือนถึงความเจ็บปวดเอาไว้ในคำอธิบาย

          เป็นเพราะหากเป็นผู้ที่อ่อนแอก็อาจต้องกัดลิ้นตนเองเพื่อฆ่าตัวตายไปเลยก็ว่าได้!

          “จะล้มเหลวไม่ได้!”

          เมิ่งฝานกำหมัดแน่นเมื่อต้องอดทนต่อความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาดั่งคลื่นซัดสาดแม้ว่าทุกสิ่งที่ได้รับมาจากผนึกจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาของเมิ่งฝานอย่างยิ่งทว่ามันก็นำมาซึ่งความเจ็บปวดเช่นกัน

          หากจะได้รับสิ่งใดก็ต้องแลกมาด้วยการทุ่มเท!

          ยิ่งความเจ็บปวดมากมายเพียงใดเมิ่งฝานก็รู้ว่าผู้ที่สามารถอดทนได้ยิ่งมีน้อยเท่านั้นมิเช่นนั้นแล้วในยามนี้คงจะมีจอมยุทธ์ผู้แข็งแกร่งเกิดขึ้นมามากมาย ความเจ็บปวดรวดร้าวนั้นถาโถมเข้ามาสู่ร่างกายของเมิ่งฝานดุจดั่งคลื่นยักษ์เป็นเวลานานถึงหนึ่งก้านธูปก่อนจะหยุดลงต่อมาเมิ่งฝานก็รู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่บ่งบอกว่าจุดชีพจรถูกเปิดอยู่ในกระดูก

          จากนั้นเมิ่งฝานที่ไม่อาจอดทนได้อีกต่อไปก็หมดสติเมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าร่างกายของตนเองแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมไม่น้อยเส้นแขนงปราณภายในร่างกายก็ขยายตัวขึ้นอีกถึงหนึ่งเท่า

          คุณสมบัติของลิ่มเจาะกระดูกคือการกระตุ้นร่างกายให้ก้าวหน้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น!

          ดวงตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ขึ้นมาในทันใด แม้ว่ามันจะเจ็บปวดมากแต่ประสิทธิภาพของมันกลับแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่ชัดเจนจนเหมือนฝืนต่อลิขิตสวรรค์เลยก็ว่าได้!

          อาศัยศัสตราวุธในการพัฒนาร่างกายนับเป็นสิ่งที่เลิศล้ำเหนือกว่าพืชวิเศษใดๆ!

          เมิ่งฝานจับลิ่มเจาะกระดูกในมือเอาไว้แน่นก่อนจะยกยิ้มขึ้นที่มุมปาก เพราะรู้ว่าหลังจากนี้ตนเองมีหนทางฝึกบำเพ็ญตนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งสิ่ง นั่นคือการใช้ลิ่มเจาะกระดูกกระตุ้นร่างกายเพื่อให้เลื่อนขึ้นไปยังขั้นฝึกกายาระดับเก้ากลายเป็นเรื่องที่สามารถบรรลุได้อย่างแน่นอน

          ทว่าเมื่อคิดถึงความเจ็บปวดจากการใช้ลิ่มเจาะกระดูกรอยยิ้มบนใบหน้าของเมิ่งฝานก็เลือนหายไปทันทีใบหน้าของเขาหม่นหมองลงไปชั่วขณะก่อนจะสบถออกมา

          “มารดาเจ้าสิ!”

          กาลเวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็วแล้วระยะเวลาหนึ่งเดือนกว่าก็หมดไป ยามนี้เทือกเขาชิงหลงเข้าสู่ช่วงฤดูที่ร้อนที่สุดพลันมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากผืนป่าอันหนาทึบอย่างใจเย็น

          ซึ่งเจ้าของกล้ามเนื้อแข็งแรงและผิวหนังที่คล้ำลงแต่แวววับ ทั้งยังมีใบหน้าที่คมเข้มยิ่งกว่าเดิมนั้นก็คือเมิ่งฝานนั่นเอง

          หากเทียบกับเมื่อก่อนก็พบว่ายามนี้ร่างกายของเมิ่งฝานไม่ต่างไปจากบุรษที่โตเต็มวัยแต่อย่างใดทั้งยังสูงขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

          ซึ่งเมิ่งฝานรู้ดีว่าล้วนแต่เป็นผลมาจากการเป็นผู้บำเพ็ญตนขั้นฝึกกายาระดับแปดช่วงปลายที่สามารถบรรลุได้ทุกเวลาของตนเองสิ่งที่ได้รับจากการบำเพ็ญตนมาตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนกว่าที่ผ่านมานับว่าไม่น้อยทีเดียว

          แม้จะไม่ได้บรรลุขึ้นไปถึงระดับเก้าแต่พลังมหาหัตถ์สังหารของเขาก็พัฒนาขึ้นมาเป็นน้ำหนักหกร้อยจินแล้ว ขณะเดียวกันพลังสายธารหลั่งสมุทรก็แข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน

          การที่เมิ่งฝานเลื่อนขั้นจากระดับสองขึ้นมาถึงระดับแปดในระยะเวลาเพียงครึ่งปีนับเป็นความก้าวหน้าที่ทำให้เขาสามารถหยิ่งทะนงตนในความสามารถอันดีเลิศนี้ณ รอบนอกเมืองเหยียนเฉิงแห่งนี้ได้แล้ว นับเป็นเรื่องที่สามารถทัดเทียมได้กับการบำเพ็ญตนของกู่ฉิงในช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว

          เมิ่งฝานเดินกลับบ้านพร้อมกับส่ายศีรษะอย่างสบายอารมณ์ในช่วงครึ่งปีกว่ามานี้เมิ่งฝานใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการบำเพ็ญตนโดยไม่จำเป็นต้องกังวลหรือเป็นห่วงซินหลันเพราะนางได้หายจากโรคหานซางแล้ว

          เมื่อกลับมาถึงบ้านเขาก็ถูกซินหลันตำหนิเพราะนางไม่พอใจกับการที่บุตรชายของตนเอาแต่บำเพ็ญตนแม้จะเป็นการตำหนิแต่เมิ่งฝานก็รู้ดีว่ามันแฝงไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

          และเวลานี้เมิ่งฝานก็ได้รู้ข่าวจากปากซินหลันว่าการประลองของเมืองเหยียนเฉิงใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว!

          อีกเพียงสามวันการประลองของเมืองเหยียนเฉิงที่ผู้คนเฝ้ารอก็จะมาถึงเมื่อข่าวที่น่าตื่นเต้นนี้ได้แพร่สะพัดไปทั่วเทือกเขาชิงหลงก็ทำให้บริเวณรอบนอกของเมืองเหยียนเฉิงต่างก็มีผู้คนมากมายสัญจรไปมาและในยามนี้กู่หยวน หน่วยผู้คุ้มกัน และบรรดาคนของอูเจิ้นต่างก็เดินทางไปยังเมืองเหยียนเฉิงแล้ว

          ก่อนที่จะจากไปพวกเขาได้ตามหาเมิ่งฝานแล้วแต่เนื่องจากเมิ่งฝานมักจะฝึกบำเพ็ญตนอยู่บนเขาเยียนหลางพวกเขาจึงทำได้เพียงทิ้งข่าวสารเอาไว้ว่าให้เมิ่งฝานเดินทางไปยังเมืองเหยียนเฉิงด้วยตนเอง

          หลังจากได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาในทันใดการประลองของเมืองเหยียนเฉิงที่จัดขึ้นเพียงหนึ่งครั้งในรอบสามปีนับเป็นเหตุการณ์สำคัญในบรรดาเรื่องราวสำคัญทั้งหมดของผู้คนที่อาศัยอยู่รอบนอกของเมืองนี้การที่เมิ่งฝานบำเพ็ญตนอย่างหนักมาตลอดครึ่งปีที่ผ่านมาก็เพื่อสิ่งนี้...ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง!

          หลังจากที่ทานอาหารกับซินหลันแล้วเมิ่งฝานจึงเตรียมของเพื่อออกเดินทาง เปลี่ยนมาสวมชุดสีครามแล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองเหยียนเฉิงทันที

          เขาเคยมีประสบการณ์แล้วครั้งหนึ่งในครั้งนี้ก็ได้เดินทางไปยังเมืองเหยียนเฉิงอีกครั้ง จากข่าวสารที่ได้รับคือการประลองในครั้งนี้จัดขึ้นในลานกว้างซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง‘ลานสวรรค์ประทาน’ เล่ากันว่าลานนี้สามารถรองรับผู้คนได้มากมายหลายหมื่นซึ่งยามนี้กู่หยวนและพวกก็คงจะเดินทางไปถึงแล้ว

          ทว่าเมิ่งฝานหาได้มุ่งตรงไปยังจุดหมายไม่แต่มุ่งหน้าไปยังหอมหาสมบัติก่อน เพราะประสิทธิภาพดีเลิศของลิ่มเจาะกระดูกที่ประจักษ์แก่ตัวเขานำมาซึ่งความต้องการในวารีมังกรอสรพิษ

          สรรพคุณที่มากกว่าเดิมถึงห้าเท่าตัว!

          เพียงเวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมาลิ่มเจาะกระดูกทำให้เมิ่งฝานเลื่อนขึ้นมาอยู่ในช่วงปลายของขั้นฝึกกายาทั้งยังมีพื้นฐานแห่งพลังที่แข็งแรงมั่นคงแล้วหากประสิทธิภาพของมันพัฒนาขึ้นอีกห้าเท่าตัวจะเป็นสิ่งที่เลิศล้ำจนน่าตื่นตะลึงเพียงใด

          ฉะนั้นแล้วเมิ่งฝานจึงมุ่งหน้าไปยังหอมหาสมบัติแล้วเข้าหาข่าเหลยโดยตรงด้วยหวังว่าจะได้รู้ข่าวสารของวารีมังกรอสรพิษ หลังจากที่นำบัตรสีเขียวที่ข่าเหลยให้ไว้ออกมาเขาก็สามารถเข้ามาถึงห้องพักของข่าเหลยได้โดยไม่มีผู้ใดขวาง

          ภายในห้องนั้น ข่าเหลยที่สวมชุดสีดำกำลังหลับตาเพื่อพักผ่อนแต่เมื่อรู้ถึงการมาของเมิ่งฝานแววตาของเขาพลันเปล่งประกายขึ้นก่อนจะยิ้มพลางเอ่ยว่า“เจ้าหนุ่ม เจ้ามาช่วยอุดหนุนกิจการของเหล่าสิ่วอีกแล้วหรือ?”

          เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ยิ้มเจื่อนแล้วเอ่ยอย่างจนปัญญา “ข้ามาเพื่อให้เหล่าเซียนเซิงช่วยตามหาของบางสิ่งต่างหากเล่า!”

          “ของสิ่งใดกัน?”

          ข่าเหลยเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัยในฐานะที่สถานที่แห่งนี้เป็นตลาดการค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเหยียนเฉิงเขามั่นใจว่าจะต้องมีให้เมิ่งฝานเป็นแน่

          “วารีมังกรอสรพิษขอรับ”

          เมิ่งฝานเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความสงสัยเล็กน้อยเพราะถึงอย่างไรแล้วเขาก็หาได้รู้จักหรือเคยได้ยินชื่อของมันไม่

          สีหน้าของข่าเหลยพลันเปลี่ยนไปในทันใดเขามองมายังเมิ่งฝานด้วยความตกตะลึงก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “วารีมังกรอสรพิษเป็นพืชวิเศษระดับสามทั้งยังมีจำนวนน้อยอย่างมากเพราะเป็นสิ่งที่มังกรอสรพิษจะคายออกมาเพียงหนึ่งครั้งในรอบสิบปีของสิ่งนั้น...ถึงอย่างไรก็คงจะมีราคาสูงถึงหนึ่งหมื่นเหรียญทองคำเลยเชียว!”

          หนึ่งหมื่นเหรียญทองคำ!

          เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานก็สั่นเทาไปทั้งร่างมุมปากของเด็กหนุ่มกระตุกขึ้นมาอย่างรุนแรงด้วยนึกไม่ถึงว่ามันจะมีมูลค่าสูงถึงหนึ่งหมื่นเหรียญทองคำทั้งยังนึกไม่ถึงด้วยว่าเงินหนึ่งหมื่นเหรียญทองคำที่เพิ่งได้รับมาจะร้อนถึงเพียงนี้และเกรงว่าคงจะหายไปในเวลาไม่นาน

          สิ่งที่ได้ยินมันช่างรุนแรงจนทำให้เมิ่งฝานหน้าเสียต่อมาจึงเอ่ยขึ้นอย่างจนปัญญา “ข้ามีเหรียญไม่พอ!”

    นิยายแนะนำ