เยว่ชิงเซียน (มาเฟีข้ามภพ) [จบแล้ว]

    ตอนที่62


     ณ บริเวณสนามประลอง(หลังจากกลุ่มตัวแทนผู้เข้าแข่งขันแต่ละสำนักเข้าไปในมิติแยกจนหมด)


             หลังจากประตูมิติแยกปิดลงก็ปรากฏกระจกม่านวารีขนาดใหญ่ขึ้นและมีภาพของตัวแทนของแต่ละสำนักฉายขึ้น ทำให้ทุกคนในที่นี้สามารถมองเห็นการกระทำต่างของแต่ละกลุ่มได้


             แต่ละสำนักต่างก็พากันจับกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่นไม่มีใครแยกออกจากกลุ่มเลยสักคน ทุกคนต่างช่วยกันหาสมุนไพรเมื่อพบเจอก็ช่วยกันเก็บและค่อยระวังภัย ทุกๆกลุ่มก็ทำเหมือนๆกันแต่แล้วทุกคนที่สังเกตุกลุ่มของสำนักจันทราโลหิตต่างก็ให้แปลกใจเพราะตอนนี้มีสมาชิกคนนึงหายไปและเป็นสตรีที่สวมชุดคลุมเช่นเดียวกับชายหนุ่มอีกคนแล้วที่ทุกคนแยกชายหญิงออกก็เป็นเพราะว่าแม้จะสวมผ้าคลุมตั้งแต่หัวจรดเท้าแต่ก็ไม่ได้ปิดบังด้านหน้าจึงทำให้เห็นอาภรที่สวมใส่และมันก็เป็นชุดของสตรี


    "โอ้! ท่านเจ้าสำนักไป๋ศิษย์ของท่านหายไปหนึ่งคนล่ะแถมยังเป็นสตรีสวมผ้าคลุมอีกด้วย ข้าขอเสียมารยาทถามอย่างหนึ่งจากท่านได้หรือไม่"เหม่ยลี่หรือฉู่เหมยลี่เจ้าสำนักของบุปผาเหมันต์กล่าวขึ้น


    "เชิญท่านถามมาเถิดหากไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับของสำนักข้าก็ยินดีตอบ"ไป๋หานลู่กล่าวออกมานิ่งๆไม่ได้แข็งกระด้างจนหยิ่งยโสแต่ก็ไม่ได้อ่อนน้อมเท่าใดนัก เขายังมีท่าทีสุขุมลึกลับสมกับเป็นเจ้าสำนักของสำนักจันทราโลหิตที่ขึ้นชื่อเรื่องความลึกลับอีกด้วย


    "หากไม่เป็นการก้าวก่ายจนเกินไปข้าขอถามได้หรือไม่ว่าศิษย์สตรีและบุรุษที่สวมชุดคลุมมีเรือนผมสีม่วงนั่นมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอันใดและเป็นศิษย์ของใครรึใช่ท่านหรือไม่?"ข้าอยากรู้จริงๆว่าสองคนนั้นเป็นเป็นใครโดยเฉพาะสตรีนางนั้น


    "หือ? ท่านสนใจพวกเขาด้วยเหตุใด แต่ก็ไม่แปลกก็นั้นมันปีศาจน้อยและเจ้าน้ำแข็งพันปีนิ...อือๆ..."หานลู่กล่าวไม่ดังมากแต่สำหรับผู้ฝึกยุทธย่อมได้ยินชัดเจนและมันก็เรียกสายตาของผู้ครองแคว้นหยางได้เป็นอย่างดี


            หยางหลงที่ตอนแรกใช้สายตาจดจ่ออยู่กับสามผู้อาวุโสของสำนักภูติสวรรค์อยู่ด้วยที่ทั้งสามแม้จะสวมหน้ากากปิดบังไว้แต่เขากลับรู้สึกคุ้นเคยโดยเฉพาะผู้อาวุโสที่น่าจะเข้าสู่วัยกลางคนที่ใส่ต่างหูสีดำและยิ่งอีกฝ่ายนั้นหันมาสบดวงตาเขายิ่งมั่นใจว่าเป็นใคร 


             แต่พอได้ยินเสียงของหานลู่เขาต้องหันไปสนใจทันที ไม่ใช่ว่าน้องชายเขามีเรือนผมสีเงินหรอกรึเขารู้ว่าน้องชายตัวเองมาที่แห่งนี้ตอนแรกเขาก็มองหาเช่นกันเพราะถ้าเจอน้องชายเขาก็จะเจอบุตรีของเจ้าสหายใจดำที่จู่ก็หายไปไม่บอกกล่าวอีกด้วยแต่มองหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าคือคนไหนเพราะคำว่าเจ้าน้ำแข็งพันปีนั่นเอง ไหนจะคำเรียกหาว่าปีศาจน้อยนั่นอีกสองคนนั้นไปทำอันใดกันมาอีก ตอนผมสีเงินก็ได้ชีวิตดั่งอมตะแล้วตอนนี้สีม่วงอีก! พวกนั้นเป็นตัวอะไรกันนะพัฒนาการความแข็งแกร่งดั่งสัตว์ประหลาดจริงๆ เพราะตอนแรกที่เขาเห็นสองคนนั้นก็ให้ความรู้สึกกดดันพอดูแต่เพราะมัวหาน้องชายอยู่จึงไม่ได้สนใจอันใดมากนัก


    "ใช่....ข้ายอมรับตามตรงนะว่าข้าสนใจพวกเขาทั้งสองยิ่งนักโดยเฉพาะสตรีนางนั้น นางให้ความรู้สึกเสมือนอยู่ท่ามกลางทุ่งหิมะดีๆนี่เองดูเหมือนจะหนาวเน็บแต่ก็กลับอบอุ่นอย่างน่าเหลือเชื่อ?"


    "เรื่องชื่อของนางข้าคงบอกไม่ได้ ส่วนเจ้าน้ำแข็งพันปีพวกท่านคงสืบกันรู้แล้วว่าเป็นชินอ๋องของแคว้นหยาง และใช่ที่ทั้งสองเป็นศิษย์ของข้าและจะมีเพียงสองคนเท่านั้น" สนใจรึหากเจ้ารู้ว่านางเป็นใครและมีความสามารถขนาดไหน ไม่ใช่เพียงแค่ใช่คำว่าสนใจแต่พวกเจ้าคงต้องคลานเข่าไปขอให้นางเป็นอาจารย์ให้พวกเจ้าเป็นแน่ขนาดข้าที่เป็นอาจารย์ของนางยังละอายเลยดีหน่อยที่นางยังนับถือข้าเป็นอาจารย์อยู่... เฮ้อ....หานลู่ได้แต่คิดอย่างหดหู่ในใจ 


    "ทำไมหล่ะ นางทำไมต้องทำตัวลึกลับถึงเพียงนั้นเลยรึ แม้เพียงนามก็บอกไม่ได้เลยรึ เป็นผู้เยาว์ที่หยิ่งยโสยิ่งนัก หึ" นี่ไม่ใช่เสียงของเหมยลี่แต่เป็นเสียงของสตรีหนึ่งในผู้อาวุโสของสำนักบุปผาเหมันต์กล่าวขึ้น นางนั้นไม่ค่อยชอบใจคำกล่าวของเจ้าสำนักจันทราโลหิตเท่าใดนัก จะอะไรนักหนาเพียงแค่ชื่อผู้เยาว์คนหนึ่งเท่านั้น  


              ที่ผู้อาวุโสนางนี้กล้ากล่าวกับหานลู่เช่นนั้นและยังตำหนิชิงเซียนออกมาโต่งๆเพราะนางหากลัวใครไม่นางนั้นไม่ได้เป็นแค่ผู้อาวุโสสำนักเท่านั้นนางยังเป็นหนึ่งในเชื้อพระวงศ์อีกด้วย และนางมองดูๆแล้วสำนักตรงหน้าไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหนเลยนางคิดว่าข่าวลือเหล่านั้นคงเป็นเพียงข่าวโคมลอยสินะ


               ทุกคนที่ได้ยินสตรีนางนั้นกล่าวก็พลันหน้าซีดขาวสตรีนางนี้ไปเอาความใจกล้านี้มากจากไหนกันและอีกอย่างหลังจากสิ้นคำกล่าวของสตรีนางนั้นทุกคนก็สัมผัสถึงไอเย็นบางอย่างแต่สตรีนางนั้นคงไม่รู้ เหมยลี่ที่เห็นถ้าไม่ดีก็เลยกล่าวขึ้น


    "ข้าต้องขออภัยแทนนางด้วย นางพึ่งได้รับตำแหน่งและคงจะเก็บตัวฝึกตนนานเกินไปเลยไม่ค่อยรู้เรื่องภายนอกมากนัก และข้าผู้เป็นเจ้าสำนักนั้นต้องขออภัยที่ดูแลคนของตนไม่ดีโปรดท่านอย่างถือโทษโกธรนางเลย" 


    "ท่านเจ้าสำนัก! แต่ข้าพะ......"สตรีนางนั้นยังพูดไม่จบก็ถูกเหมยลี่ยกมือห้ามไว้เสียก่อน แต่นางก็ยังมีทีท่าฟึดฟัดไม่พอใจอยู่ดี


    "ท่านจ้าวสำนักฉู่.......ข้าจะไม่กล่าวอันใดให้มากนักแต่ข้าขอพูดเตือนด้วยความหวังดี  หากท่านยังไม่อยากให้สำนักท่านต้องหาผู้อาวุโสคนใหม่อย่าให้นางพูดเช่นนั้นอีก ไม่ใช่ข้าที่จะลงมือแต่เป็นคนของศิษย์ข้าที่จะทำและข้าคงห้ามหรือช่วยอันใดไม่ได้แม้สิ่งที่พูดไม่ได้ร้ายแรง  แต่ขอย้ำว่าอย่าทำให้ปีศาจน้อยของข้าไม่พอใจเพราะนั่นมันคงไม่ใช่จุดจบที่สวยงามสำหรับใครบางคน และที่ข้าไม่บอกชื่อแซ่ของนางเพราะนั่นคือความต้องการของนางและข้าก็ยอมรับในการตัดสินใจของนาง นางไม่ต้องการให้ใครรู้จักชื่อแซ่เพราะหากตัวตนของนางเป็นที่รู้จักนางและครอบครัวจะไม่ปลอดภัยเพียงเท่านั้น แต่ก็ใช่ว่านางและครอบครัวจะอ่อนแอแต่นางบอกว่ามัน'น่ารำคาญ'......."จบคำของหานลู่ทุกคนก็เงียบกริบ


           แต่ด้วยความหยิ่งยโสหรือความโง่งมของสตรีนางนั้นกันแน่ที่ทำให้นางยังกล้าที่จะพูดขึ้นอีกครั้ง


    "หึ....ดูอย่างไรนางก็มีแต่ความยิ่งยโส รำคาญรึ ใครเขาจะอยากไปยุ่งกับคนเช่นนางกัน หยิ่ง ยโส คิดว่าตัวเองเป็นใครกันและที่ใส่ผ้าคลุมปิดบังหน้าตาคงเพราะนางอัปลักษณ์สินะ "ทุกคนที่ได้ยินต่างก็เงียบกริบหานลู่ยังนั่งนิ่งแต่ในใจกับได้แต่นึกไว้อาลัยให้แก่สตรีวัยกลางคนนางนี้ ขออย่าให้คนของนางทำอันใดร้ายแรงเลยไม่เช่นนั้นคงเกิดสงครามก็เป็นได้ หานลู่ที่กำลังภาวนาในใจได้ไม่ถึงสามลมหายใจก็ได้ยินเสียงเหมือนเนื้อกระทบเนื้อ


    เพี๊ยะๆ~~~~~


    "....!!!!"


             ทุกคนที่เงียบเพื่อรอดูปฏิกิริยาของหานลู่อยู่นั้นก็ได้ยินเสียงบางอย่างจึงหันไปทางต้นเสียงที่ตอนนี้ใบหน้ามีรอยเหมือนรูปนิ้วมือบนใบหน้าทั้งสองข้างและมุมปากเริ่มมีเลือดซึมออกมา สร้างความตกใจให้ผู้คนไม่น้อยและทุกคนก็หันหน้าไปมองยังหานลู่อีกครั้งแต่ทุกคนต่างก็คิดว่าไม่น่าจะใช่หานลู่ที่ทำ แต่ที่หันไปมองแค่อยากได้คำตอบว่าใครกันแน่ที่เป็นคนลงมือพวกเขามองไม่ทันและดูเหมือนจะไม่มีใครได้ขยับตัวแม้แต่น้อย แม้แต่คนโดนตบใบหน้า ใช่ นางโดนตบ! แต่ก็ไม่รู้ตัวเช่นกันเมื่อรับรู้ถึงแรงที่มากระทบใบหน้าก็พึ่งรู้และตอนนี้หน้าทั้งสองข้างของนางก็ชาไปหมด


    "ข้าเตือนแล้วนะ และนี่ก็หาใช่ข้าทำไม่และที่สำคัญข้าไม่เห็นด้วยว่าเป็นฝีมือผู้ใดถ้าจะโทษก็โทษปากของนางเถิดและใช่ว่าข้าไม่ได้เตือนเป็นนางเองที่หาเรื่องให้ตัวเอง" ข้าไม่เห็นจริงๆนะ แต่ให้เดาคงไม่พ้นคนในครอบครัวของนางเป็นแน่ เป็นปีศาจกันทั้งครอบครัวหรือไร


            เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็หาได้มีใครกล่าวต่ออีกไม่แม้แต่เหมยลี่เองก็ตามจะให้ทำเช่นไรได้นางไม่เห็นคนทำและที่สำคัญเป็นคนของนางเองที่ผิดและกระทำตัวเอง นางทำได้เพียงแต่ให้คนพาคนเจ็บไปรักษาเท่านั้น


             คนที่ทุกคนสงสัยไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นคนที่นั่งในตำแหน่งเจ้าสำนักภูติสวรรค์นั่นเองและคนๆก็คือจินเฟิ่งและทุกคนของสำนักภูติสวรรค์ที่มาต่างก็มองเห็นการกระทำในครั้งนี้แล้วทุกคนก็ดูจะพอใจเอามากๆในสิ่งที่จินเฟิ่งกระทำลงไปและยังคิดว่ามันยังน้อยไปด้วยซ้ำ แต่ก็สะใจไม่น้อยเช่นกัน...



     กลับมาปัจจุบันหลังจากชิงเซียนออกจากถ้ำ

              หลังจากชิงเซียนออกจากที่นั่นแล้วก็แวะเก็บสมุนไพรตามทางที่ผ่านแต่มันก็ไม่ได้มีระดับสูงมากนักแต่มันก็มีประโยชน์ในการหลอมยาอยู่ไม่น้อย ระหว่างทางเจ้าแมวตัวน้อยก็เอาแต่นอนหมอบอยู่บนไหล่ของนางไม่กระดุกกระดิกไปไหนเลย หากเวลาถามไปไม่มีเสียงตอบกลับมานางคงคิดว่านี่เป็นตุ๊กตาแมวมากกว่าแมวจริงเสียอีก ขนาดก้มลงมันยังไม่ตกลงเลยเท้าของมันมีกาวตราช้างติดอยู่หรือไร


    "นี่...เนโกะเจ้ามีกาวติดขนติดเท้าไว้หรือไรติดหนึบเชียว" นางก็อดที่จะแขวะเจ้าแมวอ้วนกลมนี้ไม่ได้


    "เปล่าเจ้าค่ะ....ท่านไม่ชอบรึเจ้าคะ" พูดจบดวงตากลมโตก็เริ่มมีน้ำใสๆคลอในดวงตาสีอำพันธ์ทันที ชิงเซียนที่เห็นดังนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ


    "เฮ้อ.....เปล่าหรอก เจ้าอยากอยู่ตรงไหนก็แล้วแต่เจ้าเลยแล้วกัน แล้วก็เลิกทำหน้าเช่นนั้นเสียทีข้าเห็นแล้วมันรู้สึกแปลกๆอย่างไรก็ไม่รู้......."


    "เจ้าค่ะ ข้ารักท่านจังเลยไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนท่านก็ใจดีกับข้าเสมอ...."แม้ชิงเซียนนางจะสงสัยหลายๆเรื่องแต่นางก็ไม่ได้ถามไปเพราะนางลองดูแล้วแต่ที่ได้กลับมาคือความเงียบและดวงตากลมโตที่ใสซื่อเท่านั้น


            ตลอดทางกลับไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ หนึ่งคนกับอีกหนึ่งตัวก็คุยกันตลอดทางจนในที่สุดชิงเซียนก็มาถึงยังจุดที่คนในสำนักของนางพักอยู่ ทุกคนพักอยู่ที่บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ทุกคนดูออกจะเหมือนอ่อนล้ากันนิดหน่อยจากการเดินตระเวนหาสมุนไพรกว่าสามชั่วยาม แต่ก็ต้องยกเว้นไว้คนผู้หนึ่งที่ดูไม่มีท่าทีเหนื่อยล้าสักนิด


    "ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะ นี่พวกท่านได้ดื่มกินอันใดหรือไม่ทำไมดูเหนื่อยอ่อนเช่นนี้ แม้มันจะไม่มากพวกท่านก็ควรหาอะไรกินมั่งนะ?"


    "เอ่อ....ท่านหญิงคือพวกข้าไม่ได้เตรียมอันใดมาเลยมีเพียงโอสถรักษาเท่านั้นที่เตรียมมาเจ้าค่ะ คือพวกเราตื่นเต้นไปหน่อยเจ้าค่ะ แหะๆ"เป็นสตรีร่างเล็กเป็นคนตอบ


    "อ้อ....เช่นนั้นก็เอานี่ไปกินรองท้องกันก่อนเถิดเพราะอีกไม่นานคงได้ออกไปแล้ว" ข้าได้ยินเช่นนั้นก็เอาซาลาเปาที่ทำไว้กินเวลาเร่งด่วนออกมาให้ทุกคนคนละสองลูกพร้อมทั้งน้ำผลไม้รวมที่นางทำไว้ดื่มเล่นๆแทนน้ำชา พอทุกคนรับไปก็ต่างก็ก้มหน้าก้มตากินมีเพียงหลงเทียนเท่านั้นที่ยังนั่งมองมาที่ไหล่ของนางอย่างไม่ไหวติง


    "มีอันใดหรือเจ้าคะ?"


    "เจ้าก้อนขนนั่นมันคือสิ่งใด?"ข้าถามนางออกไปเมื่อเห็นนางกลับมาสนใจข้า


    "อ้อ!....แมวเจ้าค่ะ ข้าเห็นมันน่ารักดีเลยว่าจะเอาไปเลี้ยงเจ้าค่ะ "ที่ข้าไม่บอกเพราะเนโกะขอไว้ว่าให้เรื่องตัวตนของนางเป็นความลับแม้แต่คนที่นางไว้ใจก็ตามและให้ทุกคนคิดว่ามันเป็นเพียงแมวธรรมดาๆก็พอ 


    "ตัวผู้หรือตัวเมีย......"


    "ห๊ะ!?....เอ่อ...ตัวเมียเจ้าค่ะทำไมรึเจ้าคะ? "เขาถามทำไมของเขากันนะ หึงรึ?


    "ไม่มีอันใดถ้าเป็นตัวเมียก็แล้วไป....."ยังตอบกลับมาหน้าตายเช่นเดิมแต่ที่แปลกไปคือแววตาที่มีประกายขึ้น


    "อ้าว....แล้วถ้าเป็นตัวผู้หล่ะเจ้าคะ" อย่าบอกนะว่าแม้แต่สัตว์ก็ยังจะหึงหวงหน่ะ!


    "ข้าจะเอามันไปทิ้ง......"ก็ลองเป็นตัวผู้ดูสิข้าจะตอนมันซะ กล้าดีอย่างไปเอาหน้าไปแนบชิดกับใบหน้าของสตรีที่รักของข้า!


    "หึง?"


    "ใช่!.....หรือว่าไม่ได้?"ยังหน้าด้านและหนาไม่เปลี่ยน....


    "นั่นก็แล้วแต่ท่าน ข้ามีสิทธิ์อันใดไปห้ามท่านกัน" ไม่อายคนอื่นหรือไรดูนั่นสิมองกันเป็นตาเดียวเลยนะนั่น


    "มีสิ เพราะทุกอย่างในตัวข้าก็เป็นของเจ้า แม้แต่หัวใจทั้งดวงข้าก็ให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว....หึ"


    "คนบ้า!....."ว่าจบนางก็เดินหนีไปทันทีมีเพียงเสียงหัวเราะชอบใจของหลงเทียนตามมาให้ได้อายอีกครั้ง


            ทุกคนที่อยู่ที่นั่นได้แต่มองกันตาปริบๆใบหน้าระเรื่อไปด้วยเส้นสีแดง ในใจทุกคนต่างคิดเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกท่านจะมาเกี้ยวอันใดกันตรงนี้ไม่เห็นใจคนไร้คู่อย่างพวกเขาเลยรึ! ส่วนเจ้าตัวต้นต่อของการสนทนานี้อย่างเนโกะก็ได้แต่บ่นพึมพำในใจตัวเอง 


    "ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ภพกี่ชาติท่านก็ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด และสิ่งที่ยืนยันได้ก็คือทุกครั้งที่ข้าและนายท่านเจอกันครั้งแรก คำถามแรกที่นายท่านจะถามกับนายหญิงก็คือข้าเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย เฮ้อ ข้าหล่ะระอาใจในความหึงหวงของท่านยิ่งนักรวมถึงอาการหน้าตายด้านของท่านด้วย!"มาจีบกันไม่อายแมวอย่างข้าหรือไร แมวเซ็ง เฮ้อ~


                เมื่อครบตามเวลาที่กำหนดไว้ตัวแทนของทุกสำนักก็ถูกส่งตัวกลับออกไปด้านนอกอย่างพร้อมเพียงกันในเวลาต่อมา.....