เย่หลิงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกลับไปหาที่บ้าน ไปปรึกษาหารือกันว่าหลังจากนี้จะเอายังไงเรื่องของหยางจื่อและเย่ซูเหวิน เพราะเงินเพียง 20 ล้านหยวนไม่คู่ควรเลยที่จะกล่าวถึง
อาศัยพลังของหลินอู๋เฉินที่ได้แสดงต่อตระกูลฉินก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ตระกูลเย่หวั่นเกรง
หลินอู๋เฉินที่แสร้งทำเป็นวางท่าไม่ใจอ่อนถึงขนาดยอมรับข้อเสนอง่ายๆ
ด้วยตอนนี้วิกฤตที่ตระกูลเย่กำลังเผชิญ ได้บ่งบอกเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น
นั่นหมายความว่าเขาไม่จำเป็นต้องดิ้นรน เพียงแค่รอพวกนั้นก็จะเข้ามาหาเองถึงที่
หลินอู๋เฉินยิ้มมุมปาก หยิบชานมขึ้นมาดื่ม
........
ตระกูลฉิน
ฉินเย่ขับรถมาถึงที่บ้านด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
มองเห็นรถของลูกหลานตระกูลฉินหลายคนจอดเนืองแน่นในตระกูลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาก็แทบอยากจะหนีออกไปเสียเดี๋ยวนี้
“ฉินเย่ มัวยืนเซ่ออะไรอยู่อีก รีบๆ เข้าไปข้างในสิ ไม่งั้นคุณปู่โกรธลูกแน่ถ้าไปสาย!”
ฉินเย่มองดูผู้เป็นพ่อในวัย 40 ปีจู่ๆ ก็ร้องไห้งอแง เดินเข้าไปหาพร้อมกับสารภาพผิด
ระหว่างนั้นลูกพี่ลูกน้องที่ชื่อฉินเห่าบังเอิญได้ยินพอดี
เขายกยิ้มกว้างจนเห็นซี่ฟัน เริ่มคิดเกี่ยวกับเรื่องสนุกๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตของฉินเย่
.....
ห้องทานอาหารที่รายล้อมด้วยลูกหลานตระกูลฉิน
ทุกคนไม่ได้มาที่นี่เพื่อทานอาหาร แต่มาพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในฉินกรุ๊ปฯ
“ปรากฏว่าตอนนี้เราไม่เหลืออะไรแล้ว บริษัทตกไปอยู่ในมือของคนนอก มันเป็นไปได้ยังไง”
“บ้าเอ้ย ใครกันที่ทำแบบนี้ ไม่รู้หรือไงว่ากว่าที่ฉินกรุ๊ปฯ จะยิ่งใหญ่ ต้องลงทุนลงแรงมากเท่าไหร่”
“บัดซบ หลังจากนี้ฉันจะทำงานที่ไหน นี่มันบ้ามาก อยู่ๆ บริษัทก็กลายเป็นของคนอื่น เหมือนกับฝันแน่ะ”
สมาชิกตระกูลเริ่มคุยกัน
ผู้นำตระกูลฉินทำได้เพียงนั่งเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไร
ด้วยวัยของเขาที่พอๆ กับซ่งซือเจียงมากล้นด้วยบารมี ทว่าตอนนี้ไม่สำคัญแล้ว
ฉินกรุ๊ปฯ กลายเป็นของคนอื่น เขาจึงไม่ต่างจากตาแก่คนหนึ่ง
แต่อย่างใดก็ตามปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคือพ่อของทุกคนในบ้าน ดังนั้นลูกหลานตระกูลฉินส่วนใหญ่จึงให้ความเคารพ
ฉินเย่เดินเข้ามาในห้องทานอาหารพร้อมกับพ่อของเขา เมื่อเห็นบรรยากาศภายใน กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายเริ่มตรึงเครียด อยากจะหนีมันไปเสียเดี๋ยวนี้
“หลานรัก หลานคิดว่าจะทำยังไงต่อไปดี” ผู้นำตระกูลฉินไม่ได้ถามความเห็นลูก แต่เลือกที่จะถามหลานสาวคนโต
เธอคนนี้มีชื่อว่าฉินหยูฝาน เติบโตที่ชุนเหลียนและจบปริญญาโทที่ต่างประเทศ
ความสามารถมากล้น
นอกจากนั้นแนวคิดยังต่างจากลูกๆ ที่จ้องบริษัทไม่ต่างจากเนื้อชิ้นโต ไม่เหมือนกับหลานสาวที่มุ่งมั่นพัฒนาบริษัท
“หนูคิดว่าเงินที่ได้จากหุ้น 70 เปอร์เซ็นต์สามารถนำไปลงทุนธุรกิจอื่นๆ ในชุนเหลียนได้ แต่ทว่า...ทุกอย่างกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ มันง่ายมากที่เราจะถูกโจมตีโดยตระกูลอื่น ดังนั้นหนูเลยอยากจะเสนอให้ผูกมิตรกับคนที่เข้ามาฮุบเอากิจการของเราไป!”
ตระกูลฉินเป็นยักษ์ใหญ่มาเนิ่นนานก็จริง พอล้มก็ไม่แปลกที่จะมีคนเข้ามาแทะกระดูกผุๆ อันนี้
ความกังวลของหลานสาวมีเหรอที่ผู้นำตระกูลฉินจะไม่รู้ เพียงแค่ว่าเขายังกังวล
กลัวว่าการเดินเข้าไปขอความช่วยเหลือจากเจ้าของฉินกรุ๊ปฯ คนใหม่ไม่ใช่เรื่องดี
“คุณพ่อ ฉินเย่มาแล้วครับ”
ผู้นำตระกูลฉินยกศีรษะมองหลานสายก็พยักหน้ารับ “เอาล่ะเย่เออร์ ไหนบอกเกี่ยวกับตัวตนของคุณหลินในมหาลัยมาหน่อยซิ”
“เอ่อ...คือว่า...” ฉินเย่ไม่มีข้อมูลของหลินอู๋เฉิน รู้แค่ว่าเป็นคนรวยรุ่นที่สองนอกจากนั้นไม่มีข้อมูลอื่นแล้ว
ส่วนเรื่องที่เขาเป็นคนทำให้หลินอู๋เฉินฮุบกลืนกิจการนั้นไม่สามารถพูดได้ ไม่งั้นอาจเกิดปัญหาใหญ่กับเขา
เป็นการดีที่จะไม่บอกเล่าให้ใครฟังนอกจากพ่อแม่
“ปรากฏว่าเขาเป็นคนรวยรุ่นที่สอง...ส่วนสถานะไม่ชัดเจนสินะ แซ่หลิน...นึกไม่ออกเลยว่าไปทำให้คนแซ่นี้ขุ่นเคืองตอนไหน” ผู้นำตระกูลฉินถอนหายใจ ข้อมูลนี้น้อยเกินไป
“คุณปู่ ผมรู้ว่าทำไมธุรกิจทุกอย่างของฉินกรุ๊ปฯ ถูกคุณหลินโจมตี!” ฉินเห่าเป็นนายน้อยสวะที่ดีแต่ผลาญเงิน โดยช่วงเวลาปกติไม่มีใครให้ค่าเขานัก แต่ตอนนี้พลันที่เอ่ยปากก็ได้รับความสนใจจากทุกคน
“ฉินเห่าเรื่องจริงงั้นเหรอ รู้ใช่ไหมว่าเรื่องนี้ไม่สามารถล้อเล่นได้”
“จริงครับพ่อ ผมมีข้อมูลว่าทำไมคุณหลินถึงได้โจมตีตระกูลฉินของเรา” จากนั้นเขาหันไปมองฉินเย่ อมยิ้มมุมปากด้วยนัยน์ตาเย้ยหยัน
ฉินเย่เย็นวาบที่สันหลัง เป็นไปได้ไหมว่าหมอนี่อาจจะรู้เรื่องในคาเฟ่ชานมแล้วนำมาบอกกล่าวในที่ประชุม เพราะตอนนั้นที่เรื่องมันเกิดก็มีลูกค้าหลายคนนั่งอยู่ในร้าน ไม่แน่อาจเป็นตอนนั้น
“ฉินเห่ารีบพูด กันใครที่มันทำให้คุณหลินโกรธ!” ผู้นำตระกูลฉินตะโกนกร้าว
“ครับคุณปู่” ฉินเห่าพยักหน้า “คนที่ทำให้คุณหลินโกรธ ก็คือ...ฉินเย่ นายนั่นแหละ!”
ฉินเย่ที่ยืนอยู่ข้างพ่อและแม่พลันมีสีหน้าปั้นยาก
“เรื่องจริงเหรอฉินเย่ ไหนลองพูดมาซิ” ผู้นำตระกูลฉินหรี่ตามอง รอคอยคำตอบจากหลานชาย
“ผม...ผม...” ฉินเย่ถูกกดดันจนตัวสั่น เขาไม่สามารถพูดมันออกมาได้ จึงชี้มือไปที่ฉินเห่าแทน “นายอย่าโกหกทุกคนสิ ฉันจะไปมีเรื่องกับคุณหลินได้ยังไง มันเป็นไปไม่ได้ นอกจากนั้นฉินเห่า จะใส่ร้ายคนอื่นต้องมีหลักฐานนะ!”
“ฉันมีคลิป!” ฉินเห่าหัวเราะได้ใจ หยิบโทรศัพท์ออกมาแล้วเปิดคลิปแอบถ่ายพร้อมกับเร่งเสียงลำโพงให้ดังที่สุด
แม้จะอยู่ไกลแต่ฉินเย่ก็พอมองเห็นว่าเป็นคลิปอะไร
มันคือคลิปที่เขาคุยกับพ่อ!
ไม่คิดเลยว่าจะถูกแอบถ่ายโดยฉินเห่า!
คนในตระกูลฉินเริ่มมองฉินเย่ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
“ปรากฏว่าฉินเย่ทำให้คุณหลินขุ่นเคือง เขาน่าจะยอมจบตั้งแต่ชานมต้าไถ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ทำงั้น”
“ฉินเย่ชอบเย่หลิง แต่เพราะคุณหลินเขาเลยกล้าตั้งตัวเป็นศัตรู สุดท้ายเป็นไง!”
“เด็กนี่ติดหอย มันเป็นแค่สวะของตระกูล!”
“รีบตัดหางปล่อยวัดมันเลยนะครับคุณปู่ แค่นี้ตระกูลของเราก็ไม่มีที่ยืนในชุนเหลียนแล้ว”
“ใช่ๆ ตระกูลของเรายิ่งใหญ่มาโดยตลอด ตอนนี้แม้แต่ที่ยืนยังยาก ถ้าหากตระกูลอื่นรู้ว่าเราไม่มีธุรกิจอยู่ในมือ ก็ต้องโทษว่าเป็นความผิดของฉินเย่!”
สายเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ คำกล่าวนั้นอาจไม่จริงเสมอไป เวลานี้จะเห็นได้ว่าครอบครัวฉินเข้ามารุมทำร้ายฉินเย่กันราวกับฝูงปลาปิรันย่า
ความโกรธนั้นมากเกินกว่าที่จะห้ามว่าเป็นลูกหลานตัวเอง อีกทั้งผู้นำตระกูลฉินยังไม่คิดหยุด เขาเพียงมองอยู่ตรงนั้นด้วยสายตาแดงก่ำ
“ฉินเย่! แกและพ่อแม่ของแกรีบเก็บของออกไปซะ นี่ถือว่าฉันปาณีแล้ว” ผู้นำตระกูลฉินไม่สามารถทนเห็นลูกหลานฆ่ากันต่อหน้า ทางที่ดีที่สุดคือการปล่อยให้ไปตายข้างนอกตามมีตามเกิด
ฉินเย่ไม่กล้าแช่อยู่นาน เมื่อครู่เขาถูกรุมกระทืบจนเนื้อตัวฟกช้ำ ไม่มีหน้าอยู่ต่อ รีบวิ่งออกไปข้างนอกทันที
ฉินเห่ายืนยิ้มสะใจ ในที่สุดก็กำจัดขยะชิ้นนี้ได้สักที
“คุณปู่ เรื่องของฉินเย่จัดการแล้ว ตอนนี้หนูว่าเราควรจะขอโทษคุณหลินตรงๆ เชิญเขามาทานข้าวที่บ้าน คุณปู่คิดว่าเป็นยังไงบ้างคะ” เมื่อเหตุการณ์เริ่มสงบ ฉินหยูฝานที่มีความคิดในใจเริ่มกล่าวแผนการคร่าวๆ
“หลานจะทำยังไง...”
“เรื่องนี้จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก เพราะตอนนี้ตระกูลฉินตกอยู่ในที่นั่งลำบาก การไม่เกาะต้นขาคุณหลินถือเป็นเรื่องโง่ หนูเลยคิดจะใช้ความสามารถของตัว...นอกจากนั้นถ้าหากมันถึงคราวจำเป็นจริงๆ หนูเองพร้อมที่จะเป็นของคุณหลิน”
ผู้นำตระกูลฉินเงยหน้ามองดูหลานสาว
เมื่อก่อนเขารู้เพียงว่าเธอเป็นคนเก่ง เลยไม่ได้ใส่ใจต่อรูปร่างหน้าตาของอีกฝ่าย แต่ตอนนี้เมื่อหลานรักเอ่ยออกมา ผู้นำตระกูลฉินจึงเริ่มพินิจพิจารณาอย่างละเอียด
จะว่าไปฉินหยูฝานก็ถือเป็นดอกไม้งามคนหนึ่ง
อาจจะอายุมากกว่าเย่หลิงแต่ก็ไม่เห็นจะด้อยกว่ากันตรงไหน
“ได้ ทำตามที่หลานว่า” สุดท้ายผู้นำตระกูลฉินเห็นด้วยกับความคิดนั้น
“ได้ค่ะ หนูจะรีบดำเนินการทันที”
............
ฝั่งตระกูลเย่
หลังจากที่ทุกคนรู้เกี่ยวกับความสามารถของหลินอู๋เฉินจากปากเย่หลิง ก็พากันนั่งไม่ติดเก้าอี้กันอีกต่อไป
“แบบนี้ก็แย่น่ะสิ ด้วยสถานะของคุณหลิน เป็นไปไม่ได้เลยที่จะสนเงินเล็กน้อยของเย่หลาง”
“การช่วยชีวิตเย่ซูเหวินเป็นเรื่องยาก หรือว่าจะแจ้งตำรวจดี”
“จะบ้าหรือเปล่า พวกเราคือตระกูลเย่ ถ้าหากข่าวหลุดออกไปว่าเราแจ้งตำรวจจับชายคนหนึ่งที่ลักพาตัวเด็กสาวของตระกูล จะไม่ตกเป็นที่หัวเราะของสังคมเหรอ”
“แล้วจะทำยังไง หรือไม่ก็ปล่อยมันไปแบบนี้เหรอ!”
เย่หลิงทำได้เพียงมองพวกเขาคุยกัน ไม่กล้าเข้าไปก้าวก่าย
“เงียบ!” ผู้นำตระกูลเย่ตวาด เมื่อทุกคนหันมามองเขาจึงกล่าวเพิ่มว่า
“เราไม่สามารถจัดการเรื่องนี้ได้เองคนเดียว งั้นก็เพิ่มตระกูลถังเข้าไป ฉันไม่เชื่อหรอกว่าถังนานาจะนิ่งดูดาย ยังไงซะเรื่องที่เกิดก็เกิดขึ้นที่บริษัทของเธอ นอกจากนั้นหยางจื่อยังเป็นพนักงานของเธอ เธอต้องมีส่วนรับผิดชอบในการตายของลูกหลานตระกูลเย่!”