Survival Games [เกมส์แห่งการเอาชีวิตรอด]

    No.10 อย่าโลกสวย

    "อ้าว!! กลับมาแล้วหรอกันต์" เสียงของโชคที่ดังตามมา เมื่อเห็นว่าเด็กๆ ออกมาเปิดประตูกันนานแล้ว
    "อ่า..ครับ แล้วเด็กสองคนนี้เป็นใคร ทำไมถึงมาอยู่ที่บ้านผมล่ะ" กันต์รีบถามถึงสิ่งที่สงสัยทันที
    "เข้าบ้านก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่จะอธิบายให้ฟังเอง" โชคยิ้มรับพลางตอบขึ้นด้วยท่าทีขำๆ ก่อนที่จะพากันเข้าบ้านไปพร้อมกัน
    พอเข้าบ้านมาได้กลับมีคนแปลกหน้าเพิ่มขึ้นอีกสองคน ซึ่งก็ไม่แปลกใหม่สักเท่าไหร่นัก เพราะเป็นคนที่กันต์เคยปาหินใส่มาก่อน หรือก็คืออันดับที่หนึ่งกับสองในจุดอพยพที่ 6 นั่นเอง ก่อนที่ทั้งสองจะรีบพูดแนะนำตัวทันที
    "ผมชื่อบาสอายุ 29 ปี อยู่อันดับที่ 99,801 ของโลก ส่วนนี่คือน้องสาวของผมชื่อเบล อายุ 6 ขวบ พวกเราขอเข้าร่วมกับกิลด์ของคุณได้ไหมครับ!?"
    กันต์ได้แต่มองตาปริบๆ ไปทางบาสที่เป็นชายหนุ่มผมสีดำรูปร่างสมส่วน สูงกว่าเขาเล็กน้อยจัดว่าหน้าตาหล่อเหลาใช้ได้ ส่วนเบลน้องสาวของบาสดูเป็นเด็กน่ารักสดใสไร้เดียงสา ซึ่งเค้าโครงหน้าของทั้งสองดูคล้ายคลึงกันมาก ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นพี่น้องกัน ก่อนที่อีกคนจะเอ่ยแนะนำตัวตามมา
    "ฉันชื่อเฟิร์นอายุ 21 ปี อยู่อันดับที่ 101,232 ของโลก นี่คือน้องสาวของฉันชื่อฟิวส์ อายุ 7 ขวบ พวกเราขอเข้าร่วมกับกิลด์ของคุณได้ไหมคะ!?"
    เฟิร์นเป็นหญิงสาวผมสีดำอมม่วงทรวดทรงองเอวเข้ารูป หน้าตาสวยเฉียบคมดูเหมือนคุณหนูผู้ดี ผิวพรรณขาวผ่องดูตัวเล็กเอวบางร่างน้อย แต่แฝงไปด้วยความอันตรายที่แผ่ออกมา ส่วนฟิวส์น้องสาวของเฟิร์นดูเป็นเด็กเงียบๆ เค้าโครงหน้าของทั้งสองดูไม่เหมือนพี่น้องกันเลยแม้แต่น้อย แต่ท่าทางอากัปกริยาคล้ายคลึงกันมาก
    กันต์ที่มองทั้งสองสลับไปมาขบคิดอยู่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะหันไปเอ่ยถาม
    "พี่โชคจะให้ผมพาสี่คนนี้ไปด้วยใช่ไหม!?"
    "เรื่องนี้นายต้องตัดสินใจเองนะ เพราะคำสั่งเด็ดขาดอยู่ที่นาย"
    "แล้วพี่มีความคิดเห็นว่ายังไงบ้างล่ะ"
    "ถ้าพูดถึงความสามารถของทั้งสองก็ถือว่ายอดเยี่ยมนะ แต่ปัญหาคือ....."
    "เด็กน้อยสองคนนี้สินะ" เมื่อกันต์พูดจบพลางมองไปที่เด็กน้อยทั้งสองคน ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ "เอาเถอะ!! ทุกคนล้วนแต่มีสิ่งที่อยากปกป้อง แล้วพี่เชื่อใจพวกเขามากแค่ไหนกันละ"
    "ว่ากันตามตรงแค่ครึ่งเดียว คงต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ล่ะนะ ยังไงซะความคิดของมนุษย์เรา ก็ไม่สามารถคาดเดาได้อยู่แล้วนิ" โชคพูดตามความรู้สึกและประสบการณ์ที่ผ่านมา
    "งั้นรับพวกเขาเข้ากิลด์ก็ได้ครับ" กันต์ตอบรับคำขอพวกเขา เพราะการที่พี่โชคพาทั้งสองมาบ้านเขา แสดงว่าต้องมีความมั่นใจไม่น้อย ว่าทั้งสองคนนี้ต้องมีประโยชน์ในภายภาคหน้าแน่นอน
    ขณะที่โชคเรียกประชุมทุกๆ คนเพื่อหารือเรื่องการเดินทาง แต่กันต์เลือกที่จะไปอาบน้ำและนอนพักผ่อนเอาแรงซะมากกว่า ทว่าราวกับทุกคนรู้ดีว่าเขาจะต้องตอบรับแบบนั้น จึงให้ใบหม่อนทำกับข้าวรอเอาไว้ตั้งแต่เขายังไม่กลับ และสุดท้ายกันต์ก็ถูกกลิ่นอาหารของใบหม่อน ลากเขามานั่งประชุมเหมือนเดิม
    ระหว่างมื้ออาหารของพวกเขาแทบจะมีที่นั่งไม่พอ เพราะตอนนี้มีด้วยกันถึงเก้าคน เรียกได้ว่านั่งเบียดเสียดกันเต็มที่ ก่อนที่โชคจะเริ่มเปิดประเด็นขึ้นมา
    "เสบียงและข้าวของเครื่องใช้ในการเดินทางเตรียมพร้อมหมดแล้ว ส่วนเงินทุนตอนนี้มีทั้งหมด 2,000 เหรียญทอง มันอาจจะเยอะสำหรับจุดอพยพที่ 6 แต่ถ้าไปถึงจุดอพยพที่ 1 เงินจำนวนนี้เพียงพอที่จะสร้างกิลด์ได้แล้ว ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ พวกเราค่อยหาเอาระหว่างการเดินทางไปก็แล้วกัน"
    กันต์ครุ่นคิดตามอย่างแปลกใจก่อนจะถามขึ้น "พี่โชค ถึงผมจะทำภารกิจมาอย่างต่อเนื่อง แต่ระยะเวลาแค่หนึ่งเดือน มันไม่น่าจะเก็บได้ถึง 2,000 เลยนิ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะมีแค่ราวๆ 700 เหรียญทองเองนะครับ"
    "ก็รวมกับพี่เก็บสะสมมาตลอด 3 ปีด้วยไง"
    "นี่พี่เอาเงินเก็บมาลงทุนทั้งหมดเลยหรือครับ"
    "ประมาณนั้น"
    "มันจะดีหรอครับ"
    "เอาน่า ยังไงพวกเราก็เหมือนครอบครัวกันอยู่แล้วนิ"
    "เฮ้อ!! ตามใจพี่แล้วกัน แล้วกำหนดวันเดินทางล่ะครับ"
    "พรุ่งนี้ตอนฟ้าสาง....."
    "ดะ..เดี๋ยวค่ะพี่ แล้วพวกเราจะไม่ช่วยเหลือคนอื่นๆ ในจุดอพยพที่ 6 บ้างหรือคะ!?" ลัคกี้ที่ได้ยินทั้งสองคุยกันแบบนั้น รีบทักท้วงถามขึ้นทันที แต่ดูเหมือนบาส เฟิร์น ใบหม่อน แทบจะไม่สนใจเลย ก่อนที่โชคจะเอ่ยตอบน้องสาว
    "ช่วยใคร!? กลุ่มคนสูงศักดิ์ที่คิดแต่จะเสวยสุขอยู่ในเขตชั้นกลาง กลุ่มนักล่าที่เห็นแก่ประโยชน์ตัวเอง เที่ยวไล่ฆ่าคนเพื่อความบันเทิง หญิงสาวที่ดิ้นรนเพื่อมีชีวิตรอดไปวันๆ โดยการขายบริการ หรือชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงในการเดินทางไกล" โชคถามขึ้นด้วยสีหน้าที่จริงจัง ทำเอาลัคกี้ถึงกับอื้ออึงพูดไม่ออก
    "อย่าโลกสวยเกินไปนัก แม้จะพาชาวบ้านไปด้วยแต่ใครกันที่จะปกป้องพวกเขา ลำพังพวกเราเก้าคนจะฝ่าไปถึงจุดอพยพที่ 1 ครบทุกคนหรือเปล่าก็ยังไม่แน่ หรือสมองอันน้อยนิดนั่นลืมกองทัพพวกลิซาร์ดแมนไปแล้ว ก่อนจะเป็นห่วงใครช่วยอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงหน่อย"
    สิ้นเสียงของกันต์เขาก็กลับไปนอนพักผ่อนโดยไม่สนใจลัคกี้อีก ส่วนลัคกี้ที่ได้ยินก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก ก่อนที่โชคจะส่ายหัวให้กับความไร้เดียงสาของเธอ พลางกล่าวขึ้นเล็กน้อยแล้วจากไป
    "ทุกคนไปพักผ่อนให้เต็มที่ ออมแรงเอาไว้ให้มากที่สุด พรุ่งนี้มาพร้อมกันที่นี่ตอนตี 5"
    "พี่สาวหนูขอเตือนว่าอย่าได้ทำอะไรโง่ๆ อย่างการไปป่าวประกาศว่าจุดอพยพที่ 6 จะถึงคราวล่มสลายนะ ให้พวกเขาที่นี่ทุกคนมีความสุขก่อนถึงวาระสุดท้ายจะดีกว่า การเกิดความอลหม่านมันจะทำให้ล่มสลายเร็วขึ้น แล้วจำไว้ด้วยว่าพี่เขยเป็นคนที่ต้องแบกรับความกดดันทั้งหมดตลอดการเดินทาง พวกเรารวมกันยังไม่แน่ว่าจะเอาชนะลิซาร์ดแมนได้สักตัว ถ้าคิดจะช่วยเหลือคนอื่นๆ เลิกคิดไปได้เลย แค่ไม่ให้ตัวเองเป็นภาระของพี่เขยก็พอแล้ว"
    ใบหม่อนพูดทิ้งท้ายอีกเพียงเล็กน้อย ขณะที่ลัคกี้เดินตามโชคออกไป ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนและเตรียมตัว ส่วนใบหม่อนก็ต้องเคลียจานชามไปล้าง แล้วกลับเข้าไปพักผ่อนในห้องนอนของเธอเช่นกัน
    ภายในห้องนอนของกันต์ ตั้งแต่เขากลับเข้าห้องนอนก็เอาแต่จับๆ จ้องๆ ดาบสีดำในมือของเขา ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เขารู้สึกว่าดาบของเขามันแปลกๆ และทรงพลังมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ทราบสาเหตุ โดยปกติอาวุธทุกชนิดจะมีคำอธิบายอย่างละเอียด แต่ดาบสีดำในมือของเขานั้นดันขึ้นว่า "Unknown [ไม่ทราบ]" ซะอย่างนั้น
    ที่น่าแปลกว่านั้นคือไม่มีบอกแม้กระทั่งระดับอาวุธ ค่าสถานะพลังโจมตี ทำให้เขารู้สึกว่ามันผิดปกติ หรืออาจเป็นเพราะเขาไม่ได้ดรอปอาวุธชิ้นนี้มาแต่เป็นการแย่งชิง ทำให้เขาไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เขาต้องทำยังไงให้ดาบนี้เป็นของเขาโดยสมบูรณ์ และที่สำคัญเขารู้สึกผูกผันลึกซึ้งกับดาบสีดำเล่มนี้มาก
    พลางนึกย้อนไปถึงเด็กสาวในคราบอมนุษย์ตนนั้น ก็อดคิดไม่ได้ว่าเธอนั้นแข็งแกร่งมากแค่ไหนกันแน่ แต่ลางสังหรณ์มันร้องเตือนเขาว่า เธอเป็นตัวตนที่อันตรายมากอย่าได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเธออีก ทว่าอีกใจกลับอยากพบเจอเธออีกสักครั้งเพื่อถามเรื่องที่ยังคาใจอยู่ ก่อนจะเลิกคิดเรื่องไร้สาระแล้วล้มตัวลงนอน โดยนำดาบสีดำวางไว้ข้างตัว
    ----------------------------------------------------------
    เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมากันต์พบว่าตอนนี้เขาอยู่บนหุบเขาที่สวยงาม ซึ่งมีชายหนุ่มหน้าตาดีวัยกลางคนแต่ตามเนื้อตัวกลับชุ่มโชกไปด้วยเลือด ถูกกลุ่มอมนุษย์ที่มีปีกหลายร้อยตนห้อมล้อมเอาไว้ ถัดไปข้างๆ เป็นหญิงสาวรูปโฉมงดงามไร้ที่ติกำลังอุ้มร่างของทารกน้อย ตามร่างกายมีบาดแผลนับไม่ถ้วน แต่ทารกน้อยกลับไร้ซึ่งรอยขีดข่วน
    ที่น่าแปลกคือดาบสีดำเล่มนั้นเหมือนกับที่เขาถือครองอยู่ ส่วนอมนุษย์ที่มีปีกนั้นมีส่วนคล้ายคลึงกับเด็กสาวที่เขาเคยพบเจอ เหมือนทั้งสองฝ่ายกำลังพูดคุยอะไรกันบางอย่าง แต่เขากลับไม่ได้ยินเสียงอะไรทั้งเลย จากนั้นชายวัยกลางคนเริ่มเปิดฉากการโจมตีอย่างดุดัน ขณะที่หญิงสาววางร่างทารกน้อยแล้วทำท่าเหมือนร่ายมนต์บางอย่าง
    ก่อนจะปรากฏวงแหวนสีทองที่มีลวดลายอักขระ ห่อหุ้มร่างของเด็กน้อยและสลายกลายเป็นละอองแสงไป พร้อมกับร่างของหญิงสาวที่ทรุดฮวบลงกระอักเลือด สายตาของเขามองสลับไปมาระหว่างชายวัยกลางคนกับหญิงสาว ฉับพลันนั้นภาพเบื้องหน้าก็เต็มไปด้วยกองซากศพนับไม่ถ้วนแล้วดับวูบไป
    จากนั้นไม่นานเขาก็มาโผล่มาอยู่ในห้องแปลกๆ ที่มีเสาแปดเสาห้อมล้อม ใจกลางคล้ายกับแท่นพิธีที่ลงลวดลายอักขระ เหมือนกับสถานที่ศักดิสิทธิ์ ก่อนจะเห็นเงาสีดำรูปร่างคล้ายคลึงกับมนุษย์ กำลังร่ายรำดาบอยู่โดยท่วงท่านั้นทั้งหนักแน่นและทรงพลัง แถมยังรวดเร็วและเฉียบคมมาก
    เขามองดูภาพเหล่านั้นวนซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้กี่รอบ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์แปลกๆ เมื่อร่างของเขาลอยไปอยู่ใจกลางพิธี พร้อมๆ กับดาบเล่มนึงลอยมา เขาคว้ามือไปจับดาบเล่มนั้นแล้วเริ่มกวัดแกว่งไปตามภาพที่เขาจำได้ แต่ถึงจะอย่างนั้นก็ต้องร่ายรำหลายร้อยรอบ ถึงสามารถทำตามได้อย่างถูกต้อง
    "แฮ่ก!! แฮ่ก!! สุดยอด เป็นพลังทำลายล้างที่น่ากลัวมาก"
    น้ำเสียงของกันต์กล่าวอย่างเหนื่อยหอบ เพราะท่าสุดท้ายแผ่รัศมีทำลายล้างออกมารุนแรงมาก แต่ก็ทำเอาร่างกายของเขาทรุดลงจนแทบหมดแรงเช่นกัน ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลงไปอีกครั้ง
    ----------------------------------------------------------
    "ก๊อก!! ก๊อก!!"
    "พี่เขย..รีบตื่นมาทานอาหารเช้าก่อนเถอะคะ"
    กันต์ถึงกับสะดุ้งตัวตื่นขึ้นมา จากเสียงเคาะประตูที่ดังสนั่นหวั่นไหว ราวกับมีคนกำลังจะพังเข้ามาก็ไม่ปาน พลางรีบเช็คเวลาดูก็พบว่าตอนนี้เป็นเวลาตี 4 กว่าๆ เขารีบตอบกลับไปทันที
    "อ่า..จ๊ะ..พี่ขอเวลาอาบน้ำแต่งตัวแปบนึงนะ"
    "เร็วๆ นะคะ ทุกคนมาพร้อมกันหมดแล้ว"
    "อืมมม!!"
    สิ้นเสียงของกันต์เขารีบเข้าไปชำระล้างร่างกายอย่างรวดเร็วทันที ในระหว่างที่เขาอาบน้ำอยู่ก็อดคิดไม่ได้ว่าความฝันเมื่อคืนช่างเหมือนจริงเหลือเกิน โดยเฉพาะอาการเหนื่อยล้าที่แม้แต่ตอนตื่นขึ้นมาก็ยังรู้สึกได้ ทว่าด้วยเวลาที่เร่งรีบทำให้เขาไม่มีเวลาได้คิดอะไรต่ออีก