จารึกที่ 77 : กลิ่นสาบโคลนตม : ความสงสัยที่ไร้ตัวตน
"ตูม! ตูม!"
เสียงระเบิดกัมปนาทดังไล่หลังมาติดๆ ผนังถ้ำดินเริ่มแตกร้าวและถล่มลงมาเป็นทอดๆ ฝุ่นผงคละคลุ้งจนแทบมองไม่เห็นทาง
"เร็วเข้าเจ้าสัว! ขุด! ขุดให้เหมือนกับว่าชีวิตของเจ้าขึ้นอยู่กับมัน... ซึ่งก็ใช่!" อาเจียตะโกนสั่งแข่งกับเสียงหินถล่ม เขาเกาะหลังเจ้าสัวแน่นราวกับลูกลิง มือข้างหนึ่งยังกุมถุงมิติที่ว่างเปล่า (แต่มีหินลับมีดสุดหวง) ไว้แนบอก
เจ้าสัวคำรามเสียงต่ำในลำคอ แขนหินอันทรงพลังที่อัดแน่นด้วยกลไกอักขระหมุนวนดุจสว่าน เจาะทะลุชั้นดินและหินผาเบื้องหน้าด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ
ครืน! โครม!
แสงสว่างวาบสาดส่องเข้ามาทางปลายอุโมงค์ พร้อมกับกลิ่นเหม็นเน่าที่รุนแรงจนอาเจียต้องย่นจมูก
"ถึงแล้ว!"
ร่างของหุ่นศิลาและเด็กหนุ่มพุ่งทะลุผนังดินออกมา ร่วงหล่นลงสู่แอ่งโคลนขนาดใหญ่เบื้องล่าง
แผละ!
โคลนสีดำข้นคลั่กกระเด็นกระจายไปทั่ว อาเจียจมลงไปในบ่อโคลนถึงเอว กลิ่นของมันเหมือนไข่เน่าผสมกับสนิมเหล็ก นี่คือ 'บ่อทิ้งศาสตรา' ภายนอกสุสาน จุดที่ทิ้งกากเดนจากการหลอมอาวุธนับพันปี
"แค่ก... แค่ก..." อาเจียพยายามตะเกียกตะกายขึ้นฝั่ง เนื้อตัวมอมแมมดูไม่ได้ "รอด... รอดตายแล้ว..."
เขาทิ้งตัวนอนแผ่หลาบนพื้นหญ้าข้างบ่อโคลน หอบหายใจอย่างหนัก อาการปวดร้าวตามร่างกายจากการฝืนใช้วิชา 'สลับตรรกะ' ยังคงตอกย้ำทุกครั้งที่ขยับตัว แต่สิ่งที่เจ็บปวดยิ่งกว่าคือความรู้สึก 'เบาหวิว' ของถุงมิติที่ปราศจากหินปราณ
"อย่าเพิ่งนอนใจ" เสียงมู่เฉิน เตือนสติอย่างเฉียบขาด "พวกข้างบนกำลังออกมา... และดูเหมือนจะอารมณ์ไม่ดีเสียด้วย"
ทันใดนั้น...
ฟิ้ว! ฟิ้ว!
เหนือยอดเขาด้านหลังสุสาน ร่างสองร่างพุ่งทะยานออกมาจากกลุ่มควันไฟที่โขมงโฉงเฉง
หลี่มู่กู่ อยู่ในสภาพยับเยิน เสื้อผ้าท่อนบนขาดวิ่นเผยให้เห็นรอยไหม้เกรียมและรอยฟกช้ำดำเขียวจากการถูกกระแทกอย่างรุนแรง ที่มือขวาของเขามีรอยแตกของกระดูกโผล่ออกมา และ ค้อนปฐพีคู่กายที่เคยน่าเกรงขาม บัดนี้ด้ามของมันบิดเบี้ยวจนผิดรูป ส่วนหัวค้อนยักษ์มีรอยร้าวขนาดใหญ่ บ่งบอกถึงการปะทะที่รุนแรงเกินจะจินตนาการ สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นและเจ็บปวด
ส่วน หลินชิงเสวี่ย แม้จะดูดีกว่า แต่ใบหน้างดงามนั้นซีดเผือด มุมปากมีเลือดไหลซึม นางประคองหลี่มู่กู่ไว้ด้วยแขนข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างถือพู่กันหยกที่ร้าวรานจากการต้านรับแรงระเบิด
"บัดซบ! บัดซบที่สุด!" หลี่มู่กู่คำรามลั่นฟ้า แรงกดดันวิญญาณระเบิดออกรอบตัวจนต้นไม้สั่นไหว "ใคร! ใครมันกล้าสับเปลี่ยนหินลับมีด! ข้าจะฉีกมันเป็นชิ้นๆ!"
อาเจียที่ซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้ารกทึบข้างบ่อโคลน รีบกลั้นหายใจทันที เขาพยายามจะใช้อักขระสูญตาเพื่อพรางตัวตามความเคยชิน... แต่ก็ต้องชะงัก
'ไม่ได้... หินปราณข้าหมดเกลี้ยงแล้ว' อาเจียกัดฟัน 'ขืนใช้พลังตอนนี้ ร่างกายข้าได้แหลกสลายเป็นผุยผงตามหินพวกนั้นแน่'
ในยามที่ 'เงิน' (หินปราณ) ไม่พอจ่ายค่าพลัง อาเจียจึงต้องใช้วิธีที่ 'ประหยัด' และ 'อนาถา' ที่สุด
เขากวักโคลนเน่าๆ จากบ่อขึ้นมา พอกหน้าพอกตัวจนดำเมี่ยม เพื่อกลบกลิ่นอายมนุษย์และใช้ความเย็นของโคลนลดอุณหภูมิร่างกาย แล้วสั่งให้เจ้าสัวเปลี่ยนร่างเป็นก้อนหินธรรมดานิ่งสนิทอยู่ใต้น้ำโคลน
หลินชิงเสวี่ยที่ลอยอยู่กลางอากาศ กวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ นางหลับตาลง แล้วใช้ 'โสตสวรรค์' ตรวจจับความเคลื่อนไหว
อาเจียหัวใจเต้นระรัว... 'ยัยหูทิพย์นั่น... นางกำลังฟังเสียงหัวใจข้าแน่ๆ'
"สงบใจ..." มู่เฉิน กระซิบแนะนำ "อย่าพยายามต้านทานการรับรู้ของนาง แต่จง 'กลมกลืน' ...ทำตัวให้เหมือนก้อนหิน เหมือนต้นหญ้า... ไร้เจตนา ไร้ความกลัว ไร้ตัวตน"
อาเจียผ่อนลมหายใจออกช้าๆ ปล่อยวางความกังวล (และความงก) ชั่วขณะ จินตนาการว่าตนเองเป็นเพียงก้อนขี้เลนก้อนหนึ่ง
บนท้องฟ้า หลินชิงเสวี่ยขมวดคิ้ว
"เป็นอย่างไรบ้างศิษย์น้อง?" หลี่มู่กู่ถามเสียงเครียด
"มีร่องรอยการเคลื่อนไหวของธาตุดินแถวๆ บ่อทิ้งศาสตรา..." หลินชิงเสวี่ยชี้มาทางทิศที่อาเจียอยู่ "แต่... มันเงียบหายไปแล้ว เหลือเพียงเสียงของกบเขียดและแก๊สจากบ่อโคลน... ไม่มีเสียงของมนุษย์ หรือผู้ฝึกตน"
"อาจจะเป็นสัตว์อสูรที่ตื่นตระหนกเพราะแรงระเบิด" หลี่มู่กู่กัดฟัน เขากระชับด้ามค้อนที่บิดเบี้ยวแน่น "แต่คนที่สลับของในวิหาร... มันต้องเป็นยอดฝีมือระดับสูงที่เชี่ยวชาญค่ายกลมิติ! หรือไม่ก็สายลับจากสำนักพรรคมาร!"
"ข้าก็คิดเช่นนั้น..." หลินชิงเสวี่ยลืมตาขึ้น แววตาของนางยังคงคลางแคลงใจ "แต่สิ่งที่ข้าสงสัยคือ... ก่อนหน้านี้ ข้าได้ยินเสียง 'ความว่างเปล่า' มาจากศิษย์สายนอกผู้นั้น... อาเจีย"
อาเจียสะดุ้งเฮือกในใจ 'ซวยแล้ว!'
"อาเจีย?" หลี่มู่กู่แค่นเสียงหัวเราะ "เจ้าเด็กขี้งกที่เลี้ยงหุ่นกระป๋องนั่นน่ะรึ? เป็นไปไม่ได้! ระดับพลังของมันแค่ลมปราณขั้น 6 จะเอาปัญญาที่ไหนมาฝ่าค่ายกลระดับบรรพชน? แถมยังรอดจากแรงระเบิดนี้ได้อีก?"
"นั่นสิเจ้าคะ..." หลินชิงเสวี่ยถอนหายใจเบาๆ "คงเป็นข้าที่คิดมากไปเอง... เสียงความว่างเปล่านั้น อาจจะเป็นเพียงเสียงลมผ่านช่องเขา หรือข้าหูแว่วไปเองเพราะความเหนื่อยล้า"
นางมองลงมาที่บ่อโคลนอีกครั้ง... สายตาคมกริบกวาดผ่านกอหญ้าที่อาเจียซ่อนอยู่ไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด แต่ด้วยสภาพที่พอกโคลนจนเละเทะและไร้คลื่นพลังปราณ ทำให้นางมองผ่านเลยไป
"กลับกันเถอะเจ้าค่ะศิษย์พี่... เราต้องรีบไปรักษาอาการบาดเจ็บ และรายงานเรื่องนี้ให้ท่านเจ้าสำนักทราบ... กระบี่เจ็ดสังหารหลุดจากการควบคุมแล้ว มันบินหนีหายไปในหุบเขา... นี่คือเรื่องใหญ่"
หลี่มู่กู่พยักหน้าด้วยความเจ็บใจ เขาหันไปมองยอดเขาสุสานที่กำลังถล่มลงมาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะพาร่างอันสะบักสะบอมเหาะจากไปพร้อมกับหลินชิงเสวี่ย
อาเจียรอจนกระทั่งเงาของทั้งสองลับหายไปจนแน่ใจ จึงค่อยๆ ลุกขึ้นจากกองโคลน
"ฟู่ว..."
เขาทิ้งตัวลงนั่งอย่างหมดแรง เลือดกำเดาไหลออกมาอีกหยดหนึ่งจากการกลั้นหายใจและเกร็งพลังจิตเมื่อครู่
"รอดมาได้เพราะความ 'อนาถา' แท้ๆ" มู่เฉิน เย้ยหยัน "ถ้าเจ้ามีหินปราณเหลือ แล้วพยายามใช้วิชาพรางตัวขั้นสูง... ป่านนี้คงโดนนางจับสัมผัสได้จากคลื่นพลังที่เล็ดลอดออกมาแล้ว... บางครั้ง การทำตัวให้ต่ำต้อยและสกปรก ก็เป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด"
อาเจียปาดโคลนออกจากหน้า แล้วแสยะยิ้มที่เห็นฟันขาวท่ามกลางใบหน้าดำเมี่ยม
"สกปรกแล้วไง... แต่ข้ามีนี่"
เขาตบถุงมิติเบาๆ สัมผัสถึงความหนักแน่นของ หินลับมีดบรรพกาล ที่นอนสงบนิ่งอยู่ข้างใน
"กระบี่บินหนีไปแล้ว... แปลว่าไม่มีหลักฐาน... ศิษย์พี่หลี่บาดเจ็บ... ศิษย์พี่หญิงหลินสงสัยแต่จับไม่ได้..."
อาเจียหัวเราะร่า แม้สภาพจะดูเหมือนขอทานตกถังข้าวมมาก็ตาม
"จบงาน! กลับบ้านไปนับเงิน... เอ้ย ไปขัดหุ่นเจ้าสัวให้เงาวับกันเถอะพวกเรา!"
เขาเรียกเจ้าสัวขึ้นจากบ่อโคลน ทั้งคนทั้งหุ่นเดินตัวลีบๆ ลัดเลาะไปตามป่ารกชัฏเพื่อกลับสู่กระท่อมท้ายสำนัก ทิ้งไว้เพียงตำนานแห่ง 'มือที่มองไม่เห็น' ที่ปั่นป่วนสุสานศาสตราจนพินาศย่อยยับ
...
ณ ยอดเขาพู่กันหยก ในเวลาต่อมา
เย่ปิงอวิ๋นยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ นางถือม้วนรายชื่อศิษย์ที่เข้าร่วมการสำรวจสุสานศาสตราไว้ในมือ คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น
"ท่านเจ้าคะ..." นางหันไปรายงานบุรุษวัยกลางคนที่นั่งจิบชาอยู่อย่างสบายอารมณ์ นั่นคือ ผู้อาวุโสเทียนหยวน
"มีรายงานว่าสุสานศาสตราถล่มเพราะกระบี่เจ็ดสังหารตื่นขึ้น... ศิษย์บาดเจ็บกันระนาว... แต่ที่น่าแปลกคือ ในรายชื่อผู้ขอเบิก 'ยาฟื้นฟู' หลังจบภารกิจ... ไม่มีชื่อของ 'อาเจีย' ทั้งที่เขาน่าจะอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย"
เทียนหยวนวางถ้วยชาลง รอยยิ้มลึกลับปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"ไม่มีชื่อเบิกยา? ...หึหึ"
เขาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มองไปทางทิศที่ตั้งของกระท่อมศิษย์สายนอก
"คนฉลาดมักรู้ว่าเมื่อไหร่ควรทำตัวให้เด่น และเมื่อไหร่ควรทำตัวให้ลีบ... เจ้าเด็กนั่นคงไปได้ 'ของดี' อะไรมาสักอย่าง จนกลัวว่าถ้ามาเบิกยาฟรีแล้วจะถูกตรวจสอบสินะ"
"ปล่อยเขาไป..." เทียนหยวนสั่ง "ตราบใดที่เขายังไม่เผาสำนักข้าทิ้ง... ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่า 'ขยะ' ที่เขาเก็บมาได้ จะเอามาสร้างปาฏิหาริย์อะไรได้อีก"