อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 191 เจ้าตัวแสบ

            ย้อนกลับไปหลังจากที่เออร์วินได้ส่งพวกเจค ณ บริเวณทุ่งหญ้าที่ห่างจากสะพานหน้าเมืองไพร์ล็อกไม่ไกลนักได้มีแสงเป็นรูปกุหลาบสีทองปรากฏขึ้นที่พื้น แสงนั้นสว่างจ้าไปทั่วบริเวณก่อนจะเผยให้เห็นพวกเจคกับโจรลักพาตัวที่ตอนนี้ต่างก็ไม่อยู่ในสภาพที่จะต่อสู้ได้ และคนที่ถูกลักพาตัวซึ่งตอนนี้ยังคงสลบไสลไม่ได้สติ แสงนั้นส่องสว่างอยู่อย่างนั้นพักหนึ่งก่อนจะให้ค่อยจางหายไปเจคมองออกไปเห็นสะพานที่ใช้ข้ามแม่น้ำซิลเวอร์ริล ซึ่งความจริงเวลานี้ควรจะเป็นเวลาที่เงียบสงบ ทว่าตอนนี้กลับเต็มไปด้วยคบเพลิงมากมาย พวกเจคพอมองเห็นเงาคนถือคบเพลิงรางๆ ท่ามกลางความมืดคนส่วนใหญ่ขี่ม้า เจคเดาได้ทันทีว่าน่าจะเป็นพวกอัศวินและทหารของไพร์ล็อกได้ออกมาตามหากลุ่มโจรลักพาตัว

            เนียมองซ้ายมองขวาด้วยความสงสัยแล้วถามว่า

            “พี่เจคคะไอ้ปีศาจไม่ได้กลับมาด้วยเหรอคะ”

            เจคยิ้มให้เนียแล้วพูดกับเธอว่า

            “อาจารย์เขามีธุระที่ต้องจัดการน่ะเดี๋ยวเขาก็กลับมา”

            เจคพูดในสิ่งที่เขาเองก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่ส่วนเนียนั้นกลับถามพร้อมทำตาโตอีกว่า

            “ธุระไอ้ปีศาจมีธุระอะไรกันแน่คะพี่เจค”

            เจคไม่ได้ตอบคำถามเธอแต่กลับถามว่า

            “เป็นไรเป็นห่วงเขาเหรอ”

            เจคนั้นรู้ดีว่าเนียนั้นมักจะทำตัวเรียบร้อยแล้วว่าง่ายแค่กับพวกเขา แต่สำหรับเออร์วินนั้นเธอจะทำตัวขบถทันที เธอไม่ยอมแม้แต่จะเรียกชื่อเขาอีกฝ่ายแม้เธอจะชอบที่จะเรียนหนังสือกับเขาและทานอาหารที่เขาเป็นคนสอนอันนาทำก็ตาม ขณะที่เขาคิดว่าเนียจะส่ายหน้าปฏิเสธเธอกลับพยักหน้า เจคทำหน้าเหลือเชื่อก็จะได้ยินมีเรียถามเขาว่า

            “เจ้าชายจะไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ”

            เจคหันมาเห็นเป็นอัศวินฝึกหัดหญิงตัวน้อยที่ถูกจับไปพร้อมกับเนีย เจคพยักหน้าให้เธอแล้วพูดกับเธออย่างสุภาพว่า

            “อาจารย์จะต้องไม่เป็นอะไรแน่ครับเพราะเขาเป็นคนที่ฉลาดมาก”

            มีเรียแปลกใจเพราะเธอถามถึงเจ้าชายแต่อีกฝ่ายกลับเรียกว่าอาจารย์ แล้วเธอก็นึกขึ้นได้ว่าเนียเคยเล่าให้ฟังในวันนี้เรื่องที่เจ้าชายเป็นคนสอนทักษะการต่อสู้ให้กับพวกเขา ซึ่งเนียก็แสดงออกมาโดยการจับเด็กผู้ชายทุ่มได้อย่างง่ายดาย เธอยังจำได้ถึงการต่อสู้ระหว่างเจ้าชายกับพวกโจรลักพาตัวเธอจำได้ทุกสิ่งอย่างทั้งคำพูดการกระทำและบรรยากาศ โดยไม่รู้ตัวเธอกลับใจเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เหล่านั้น

            เจคหันไปพูดกับรอนว่า

            “พวกฉันจะรออยู่ตรงนี้ฝากนายไปแจ้งพวกอัศวินให้หน่อยในมารดาพวกนั้นน่าจะเจอคนรู้จักนะอย่าลืมล่ะก็ต้องให้เป็นความลับ เพราะอาจารย์ต้องการข้อมูลจากคนพวกนี้ดังนั้นพวกเราจะไม่ส่งมันให้กับทางการ”

            รอนเข้าใจดีว่าเจคหมายถึงอัศวินออกัสกับไลลา เขาพยักหน้าและทำท่าจะเดินไปยังกลุ่มคนขี่ม้าให้ถือคบเพลิงเหล่านั้นแต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เดิน ก็มีสายฟ้าเส้นหนึ่งพุ่งออกจากกองอัศวินเหล่านั้นมายังพวกเจคโดยที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัว เจคที่เคยเห็นรูปแบบการเคลื่อนไหวครั้งแบบนี้ครั้งหนึ่งก็เดาได้ว่าคนที่มาเป็นใคร เมื่อสายฟ้าหายไปก็เคยให้เห็นร่างของออกัสที่ในมือถือหอกเล่มหนึ่ง

            ออกัสเห็นว่าเป็นคนรู้จักก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

            “ที่แท้เป็นพวกเจ้าน่ะเอง” สายตาเขาออกัสกวาดมองไปเห็นร่างที่สลบไสลไม่ได้สติ กับคนจำนวนหนึ่งที่ถูกมัดแล้วจับแยกไว้บางคนก็แค่หลับไหลบางคนก็มีรอยได้รับบาดเจ็บ ออกัสเดาอะไรได้บางอย่างจึงถามว่า “พวกนี้เป็นโจรลักพาตัวกับคนถูกลักพาตัวไปสินะ”

            เจคพยักหน้าออกัสก็ถามอีกว่า

            “พวกเจ้าเป็นคนจัดการงั้นเหรอ” ถ้าเป็นคนทั่วไปได้มายินคำถามเช่นนี้ก็คงคิดว่าออกัสเป็นแค่คนเสียสติ ที่ถามว่าคนที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยเป็นคนจัดการโจรลักพาตัว เว้นเสียแต่สามัญสำนึกของพวกเขาจะถูกทำลายเพราะดันมาเห็นการต่อสู้ของเจ้าชายขยะที่เป็นฝ่ายบดขยี้ศัตรูที่มีพลังเวทย์เหนือกว่าแทน ยังไม่ใช่เรื่องแปลกที่ออกัสจะสงสัยว่าอาจเป็นฝีมือของคนพวกนี้ สาเหตุหนึ่งก็เพราะคนพวกนี้ได้รับการฝึกฝนมาจากเออร์วินเจ้าชายที่ใช้มาตรฐานทั่วไปมาวัดไม่ได้

            เจคส่ายหน้าก่อนจะตอบว่า

            “ไม่ใช่ฝีมือของพวกเราหรอกเป็นฝีมือของอาจารย์น่ะ”

            “อาจารย์น่ะ?” ออกัสทวนคำ “เจ้าชายน่ะเหรอแล้วตอนนี้เจ้าชายอยู่ไหนล่ะ” เขากวาดสายตามองหาเงาร่างของเจ้าชายในกลุ่มคนเหล่านั้นแต่ก็ไม่พบเห็นแม้แต่เงา ลางสังหรณ์ร้ายแรงบางอย่างก็ผุดขึ้นในใจเขาและได้ยินเจคตอบว่า

            “เจ้าชายไม่ได้กลับมากับพวกเราหรอกเพราะเขาเตรียมจะเผชิญหน้ากับคนๆ หนึ่งน่ะครับ”

            “เผชิญหน้า กับใครงั้นเหรอ” ออกัสทางขึ้นในขณะที่ในใจภาวนาไม่ให้มีอะไรเกิดขึ้น แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นเมื่อเจคพูดว่า

            “คาทาริน่า”

            สิ้นคำพูดของเจคทำเอาออกัสแทบล้มทั้งยืนซึ่งเจคก็คาดเดาอาการเขาได้อยู่ก่อนแล้ว

            “คุณบอกว่าตอนนี้เจ้าชายกำลังเผชิญหน้ากับคาทาริน่าคนนั้นน่ะเหรอครับ”

            เจคพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรในขณะที่เนียซึ่งเมื่อได้ยินดังนั้นก็เขย่าแขนเจคทันที

            “นี่พี่เจคทำไมไอ้ปีศาจจะสู้กับคุณคาทาริน่าด้วยล่ะคะ”

            เจคไม่ตอบอะไรเพียงแค่ลูบศีรษะเธออย่างเอ็นดู ส่วนมีเรียนั้นเธอยิ่งสงสัยในปฏิกิริยาของออกัส เธอมองออกถึงความวิตกกังวลและหวาดกลัวซึ่งมันทำให้เธอยิ่งสงสัยในบทสนทนานั้นเข้าไปใหญ่ รวมถึงกริยาของเจ้าชายที่ไม่ได้กลับมาพร้อมกับพวกเธอ ปกติแล้วเธอเป็นคนที่ไม่ค่อยสนใจในตัวเจ้าชายคนนี้เท่าไหร่เพราะมองว่าเป็นแค่เจ้าชายขยะที่ไม่มีคุณค่าความหมายอะไรเลย แต่ตอนนี้เธอกลับรู้สึกเป็นห่วงกังวลขึ้นมาแม้เธอจะไม่รู้ว่าคนที่เจคพูดถึงคือใคร แต่จากปฏิกิริยาของออกัสก็ดูท่าจะร้ายแรงไม่ใช่เล่น

            “ที่เจ้าชายไม่ได้กลับมาพร้อมกับพวกเราเพราะกำลังสู้อยู่กับคนๆ นั้นหรอคะ แล้วคนที่ชื่อคาทาริน่านี่เป็นใครกันคะเก่งมากเลยเหรอคะ”

            ออกัสพูดกับเจคว่า

            “พอบอกได้ไหมครับว่าพวกเขาสู้กันที่ไหน”

            “อยู่บนเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังอาณาจักรเซลเวเรียครับ”

            ออกัสรีบหุ้มทั้งร่างด้วยสายฟ้าทำท่าจะพุ่งไปยังเส้นทางที่เจคบอกแต่เขาก็เปลี่ยนใจคงตรงไปยังกลุ่มอัศวินที่ตอนนี้เตรียมจะออกเดินทางตามพวกโจรลักพาตัว เมื่อออกัสพุ่งมาถึงคนแรกที่เขาเข้าไปพูดก็คือบารอนเอเดรียนซึ่งตอนนี้มีลูกสาวบุญธรรมไลลาอยู่ข้างๆ ในขณะที่ทหารและอัศวินคนอื่นตามขี่ม้าตัวบารอนผู้นี้กับเลือกที่ได้ยืนอยู่กับพื้น เมื่อเขาเห็นสายฟ้าพุ่งกลับมาก็สายฟ้าสลายหายไปเผยให้เห็นร่างของออกัสที่ตอนนี้แสดงความวิตกกังวลทั้งยังรีบรายงานทันทีว่า

            “เกิดเรื่องอะไรครับท่านแม่ทัพตอนนี้เจ้าชายกำลังต่อสู้กับอัศวินศักดิ์สิทธิ์อยู่ครับ”

            บารอนเอเดรียนที่ได้ยินก็ถึงกับปากอ้าตาค้างไปในทันที ส่วนไลลานั้นเธออึ้งไปพักหนึ่งก่อนจะโวยวายว่า

            “พูดบ้าอะไรของแกน่ะออกัสอยู่ดีๆ เจ้าชายจะไปสู้กับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทำไมหรือจะเป็นคนพวกนั้นหรอกมา” คนพวกนั้นที่เธอพูดถึงก็คือพวกเจคที่ตอนนี้ยังอยู่ไกลๆ ที่เดิม ซึ่งตอนแรกพวกไลลากับออกัสและอัศวินทหารคนอื่นๆ เตรียมจะเดินทางออกจากเมืองเพื่อไล่ล่าโจรลักพาตัว โดยที่บารอนเอเดรียนที่เป็นแม่ทัพใหญ่จะมุ่งหน้าไปก่อน แต่แล้วอยู่ๆ ก็มีแสงปรากฏขึ้นจากที่ไกลๆ เมื่อแสงเหล่านั้นจางหายไปก็ปล่อยให้เห็นเงาคนกลุ่มหนึ่ง ตัวบารอนเอเดรียนออกัสกับไลลาที่เคยมีประสบการณ์เคลื่อนย้ายโดยตรากุหลาบสีทองต่างคิดไปในทางเดียวกันแต่ก็ไม่ค่อยเชื่อความคิดนี้เท่าไหร่พวกเขาย่อมรู้ว่า ตรากุหลาบสีทองนี้ไม่ใช่ของที่ใครจะใช้ก็ใช้ได้ดังนั้นจึงให้ออกัสไปดูว่าคนกลุ่มนี้เป็นใครแต่มีจุดประสงค์อะไร ทว่าเมื่อออกัสกลับมากับนำข่าวอันน่าตะหนกมาด้วย

            ออกัสก็รีบเถียงกับทันที

            “ไม่ใช่ซะหน่อยแล้วคนกลุ่มนั้นที่เธอว่าน่ะก็เป็นพวกเจคที่ตอนนี้มีทั้งมีคนที่ถูกลักพาตัวไปด้วย ซึ่งคนที่จัดการและช่วยเหลือก็คือเจ้าชายเออร์วิน”

            ไลลาที่ได้ยินก็เงียบทันทีเพราะแค่นี้มันก็บ่งบอกอะไรได้หลายอย่างแล้ว เธอหันไปมองบารอนเอเดรียนพบว่าพ่อบุญธรรมของเธอมีสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด เขาถามออกัสว่า

            “แล้วรู้ไหมว่าพวกนั้นต่อสู้กันที่ไหน”

            ออกัสก็ไม่รีรอรีบบอกทันที

            “พวกนั้นสู้บนเส้นทางที่กำลังมุ่งหน้าไปอย่างอาณาจักรเซลเวเรียครับ”

            เมื่อได้ยินคำพูดของออกัสเอเดรียนก็ออกคำสั่งทันทีว่า

            “ไลลาเจ้ากับทหารส่วนหนึ่งพาคนพวกนั้นเข้าไปในเมืองซะส่วนเจ้าออกัสไปรายงานเรื่องนี้กับพระราชาโดยตรงย้ำนะว่าต้องเป็นพระราชาหรือไม่ก็เป็นพระราชินีเท่านั้น”

            ไลลากับออกัสพยักหน้าแล้วบารอนเอเดรียนก็มีพายุห่อหุ้มทั้งล่างก่อนจะพุ่งตรงออกไปอย่างรวดเร็ว เห็นได้ชัดว่าเขาคนนี้ก็เป็นผู้ใช้เวทย์ลมคนหนึ่ง

             

            ณ ปราสาทพระราชวังเมืองไพร์ล็อก ภายในห้องนั่งเล่น พระราชาอัลเฟรดกับราชินีเอลิเซียกำลังนั่งดื่มชาโดยมีคนที่เป็นทั้งสาวใช้และอนุภรรยาอย่างลาน่ายืนปรนนิบัติอยู่ข้างๆ

            “สุดท้ายก็เป็นคุณก็ให้เจ้าตัวแสบยืมตราไปสินะ” พระราชาอัลเฟรดพูดขึ้น

            ราชินีเอลิเซียยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มก่อนจะพูดกับสามีเธอว่า

            “ไม่คิดว่าเป็นเรื่องดีเหรอคะคุณเขากำลังจะไปช่วยหนูมีเรียด้วยตัวเองเชียวนะบางทีพวกเราอาจจะได้ว่าที่สะใภ้เพิ่มขึ้นมาอีกก็ได้”

            พระราชาอัลเฟรดมองภรรยาของตนความจริงเขาก็ไม่รู้ถึงจุดประสงค์ที่เออร์วินมาขอยืมตรา จนกระทั่งวันนี้เขาได้แจ้งว่าจะไปทำธุระและไม่ได้อยู่ทางมื้อเย็นด้วยก็เดาได้ทันน่าจะเกี่ยวกับเรื่องโจรลักพาตัว เขาถามเธอว่า

            “คุณคิดจริงๆ หรือว่าเหตุผลมีแค่นั้น”

            ราชินีเอลิเซียวางถ้วยชาลงลาน่าก็ทำการรินชาลงในถ้วย

            “คุณคิดว่ายังไงล่ะคะคิดว่าลูกของเราจะทำอย่างอื่นนอกจากการไปช่วยพวกเด็กที่ถูกจับตัวไปเหรอคะ”

            พระราชาอัลเฟรดมองถ้วยชาของตนบนโต๊ะแล้วพูดกับภรรยาว่า

            “ตั้งแต่เด็กแล้วที่เจ้าลูกคนนี้ไม่เคยแคร์สายตาคนรอบข้างถ้าเจ้าตัวแสบนั่นต้องการช่วยหนูมีเรียจริงๆ แค่วิเคราะห์ข้อมูลแล้วบอกพวกออกัสไม่ก็ไลลาแค่นั้นก็จบ ไม่จำเป็นต้องไปด้วยตัวเองเลยนี่เว้นแต่จะมีเหตุผลอื่นที่เจ้าตัวต้องทำด้วยตัวเอง”

            ราชินีเอลิเซียยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มก่อนจะพูดกับสามีตนว่า

            “ฉันว่าน่าจะเกี่ยวกับอัศวินศักดิ์สิทธิ์หญิงคนนั้นนะคะ”

            พระราชาอัลเฟรดที่ได้ฟังก็ขมวดคิ้วซึ่งความจริงเรื่องนี้เขาก็สันนิษฐานได้อยู่แล้ว 

            “ทั้งที่คุณคิดแบบนั้นคุณก็ยังให้ลูกยืมตราไปเนี่ยนะ”

            ราชินีเอลิเซียยิ้มให้สามี

            “ไม่ดีเหรอคะคุณเพราะบางทีพวกเราอาจจะได้ว่าที่สะใภ้เพิ่มมาอีกคนนอกจากหนูมีเรียก็ได้นะคะ”

            พระราชาอัลเฟรดมองหน้าภรรยาแล้วก็ไม่รู้จะพูดอะไรออกมาถ้าถามว่าเขาเป็นห่วงเจ้าลูกชายตัวดีของเขาไหม แน่นอนว่าย่อมต้องเป็นห่วงแต่ถ้าในตัวของเขามีตรากุหลาบสีทองนั่นอยู่คาดว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนั้นคงยังไม่กล้าทำอะไร และถ้าเธอได้เห็นเจ้าลูกชายตัวดีของเขาใช้ตรากุหลาบสีทองนั่นก็ยิ่งไม่กล้าลงมือผลีผลาม แต่ที่เขาไม่นึกเลยก็คือภรรยาของเขาคนนี้จะมั่นใจในเสน่ห์ของลูกชายมากถึงขนาดนี้ กับลูกสาวดยุคกาเลออนยังพอว่าแต่ถึงขนาดคิดว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์จะมาหลงเสน่ห์ลูกลูกชายเขาด้วย พระราชาอัลเฟรดส่ายหน้าแล้วถามภรรยาว่า

            “ตอนนี้เกรซกำลังไปรับสาวใช้ส่วนตัวที่ถูกส่งมาให้เจ้าตัวแสบสินะ”

            ราชินีเอลิเซียพยักหน้าแววตาของเธอกลับเปี่ยมแววของอำนาจผิดไปจากทุกทีแล้วพูดว่า

            “ใช่แล้วค่ะคุณเหมือนว่าทางตระกูลจะประเมินลูกของเราไว้สูงมากทีเดียวและที่สำคัญทางอาณาจักรลูมิเนียเองก็เผชิญปัญหาใหญ่ที่ไม่รู้จะแก้ยังไงเช่นกัน”

            พระราชาอัลเฟรดแสยะยิ้มแล้วพูดว่า

            “ดูเหมือนว่าทางตระกูลโรเซ็ตต้าก็ไม่คิดจะยุ่งกับปลักนำ้นี้สินะเธอขนาดเตรียมถอนตัว แต่ไม่นึกเลยว่าไพ่ที่คนพวกนั้นเลือกจะเป็นลูกของเราดูถ้าพายุลูกนี้จะใหญ่น่าดูทีเดียว” พระราชาอัลเฟรดเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะถามว่า “แล้วคุณคิดว่าลูกเราจะสู้เด็กคนนั้นได้ไหม”

            ราชินีเอลิเซียยิ้มให้สามีแล้วก็ตอบว่า

            “คุณคิดว่ายังไงล่ะคะ”

            พระราชาอัลเฟรดที่ถูกภรรยาย้อนถามก็อึ้งเล็กน้อยกว่าจะตอบว่า

            “คงพูดยากเพราะที่ผ่านมาทวีปอาร์เคนัสไม่เคยมีสัตว์ประหลาดแบบนั้นมาก่อน เด็กที่แค่เกิดมาก็เหมือนกับทุกสิ่งในโลกใบนี้พร้อมที่จะสวามิภักดิ์ดูแล้วมันช่างต่างจากเจ้าตัวแสบราวฟ้าจะเหว แต่เพราะแบบนั้นถึงยังไม่สามารถบอกอะไรได้ เพราะเจ้าตัวแสบเองก็ไม่เดินไปบนเส้นทางที่คนปกติเขาเดินกัน แล้วก็คงมีแต่ปล่อยให้เจ้าตัวแสบนั่นทำตามใจตัวเองถึงจะทำให้เมืองเล็กๆ เมืองนี้ต้านทานพายุลูกนั้นได้”

            ราชินีเอลิเซียยิ้มด้วยรอยยิ้มที่ลึกล้ำอยากจะคาดเดาพูดกับสามีว่า

            “ฉันเกรงว่าลูกของเราอาจจะไม่ได้หยุดแค่ต้านทานพายุนั่นนะคะ”

            พระราชาอัลเฟรดนิ่งไปก่อนจะฉีกยิ้มออกมาแล้วพูดว่า

            “นั่นสินะถ้าเป็นเจ้าตัวแสบซะอย่างมันคงทำอะไรที่ไม่มีใครคาดเดาออกแน่นอน” พระราชาอัลเฟรดนึกถึงพฤติกรรมของลูกชายตนเองซึ่งตั้งแต่เด็กแล้วเขาก็เริ่มปรับนู่นปรับนี่ในปราสาท ทั้งการจัดตารางการทำงานของพวกคนใช้ให้มีเวลาพักและมีวันหยุด ปรับระเบียบหลายอย่างในปราสาทให้เน้นความสะอาดทั้งยังให้พวกคนใช้ได้มีโอกาสผ่อนคลายจากการเหนื่อยล้าอย่างห้องสันทนาการ ต่อมาก็เริ่มเปลี่ยนเมืองนี้โดยเริ่มจากการสร้างโรงเรียนและโรงพยาบาลก่อน ความจริงแล้วก็ต้องยกส่วนหนึ่งให้เป็นเครดิตของลูกชายคนนี้มันทำให้เขาถึงอยากเห็นว่า เมืองเล็กๆ เมืองนี้ที่ทุกคนล้วนเข้าถึงสิทธิการรักษาและการศึกษาขั้นพื้นฐานได้มันจะเป็นแบบไหน แล้วพวกผู้มีพลังเวทย์อ่อนด้อยจะแสดงศักยภาพได้ขนาดไหนถ้าพวกเขาได้รับการศึกษาแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน

            พระราชาอัลเฟรดกับราชินีเอลิเซียมองหน้ากันแล้วก็นึกถึงเรื่องปวดเศียรเวียนบวกพิลึกพิลั่นเกล้าที่เจ้าลูกชายคนนี้ก่อ ก่อนจะพากันยิ้มออกมาทันใดนั้นประตูห้องก็ถูกเคาะขึ้นเป็นลาน่าที่เปิดประตูออกไปพบว่าเป็นพ่อบ้านที่ด้านหลังยืนไว้ด้วยออกัส พ่อบ้านรายงานว่า

            “ท่านอัศวินออกัสมีเรื่องด่วนที่ต้องการรายงานพระราชากับพระราชินีโดยตรงครับคุณลาน่า

             

            เออร์วินที่ตอนนี้ถือปืนลูกโม่ในมือขวาส่วนมือซ้ายถือดาบคาตานะกลับด้านเเอี้ยวตัวหลบดาบแสงที่พุ่งเข้ามา แล้วทำการลั่นไกสวนไป 1 นัด

            เสียง ปัง! ดังขึ้น แต่ว่าคาทาริน่าที่เป็นเป้าหมายกลับไม่ได้อยู่ตรงนั้น เออร์วินก็ไม่รอช้าหมุนตัวพร้อมตวัดดาบคาตานะในมือดาบคาตานะในมือไปที่ด้านหลัง คาทาริน่าที่เห็นการกระทำอีกฝ่ายก็รีบพุ่งถอยหลังออกมาหวิดที่จะโดนผ่าเป็น 2 ท่อน

            เออร์วินก็ไม่ให้เวลาเธอคิดเพราะเขาลั่นไกไปอีก 2 นัด


    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน