หลังจากที่เทพหน้าดำส่งสัญญาณเปิดหน้าชกเหล่าเทวดาพเนจรทั้งหลายที่เหาะตามหลังมาก็ดูเหมือนจะเกิดอาการ"ตาสว่าง" ในทางที่ผิด พวกเขาเห็นพ้องต้องกันด้วยสัญชาตญาณหมู่ว่า"ในเมื่อข้าต้องเสียของวิเศษ ไอ้คนข้าง ๆ ก็ต้องเสียเหมือนกัน!"
เพียงชั่วพริบตาทั่วทั้งเวิ้งฟ้าที่เคยสงบเงียบกลับสว่างไสวไปด้วยแสงสีรุ้งจากของวิเศษนานาชนิดที่ถูกโยนละลิ่วลงมาหาเจ้าจ้อยประหนึ่งห่าฝนทิพย์!ทั้งตระกรุดเงินวาววับ, กำไลหยกเขียวขจี, มีดหมอลงอาคมด้ามงาช้าง, ไปจนถึงลูกแก้วสารพัดนึกที่ส่องประกายวับแวมแสงเหล่านั้นสว่างจ้าเสียจนเจ้าจ้อยตาแทบพร่าแต่มันกลับเป็นประกายแห่งความมั่งคั่งที่เจ้ากระรอกถวิลหา
นายหญิงจันทราถึงกับยกมือทาบอกอ้าปากค้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา “จ้อย... นี่มัน...มันจะง่ายขนาดนี้เลยเหรอ?” ถึงแม้นางจะรู้สึกว่าการที่สัตว์เลี้ยงของนางไปขูดรีดเทวดามันดูไม่ค่อยงามนักแต่นึกถึงว่าของพวกนี้จะช่วยต่ออายุและรักษาอาการป่วย "ธาตุพิการ"ให้เจ้าตัวแสบได้ นางจึงยอมหลับหูหลับตาปล่อยให้จ้อยอาละวาดตามใจชอบ
เจ้าจ้อยไม่ได้สนใจเรื่องมารยาทสวรรค์อะไรนั่นอยู่แล้วเขาใช้เท้าหน้าตะปบของวิเศษเข้ากระเป๋าที่มัดติดตัวจนพุงตุงพลางแอบหยิบขึ้นมาแทะดูชิ้นหนึ่ง ‘หือ... ไอ้หินเบญจรัตน์กับเหล็กไหลพวกนี้ กินเข้าไปแล้วรสชาติเหมือนขนมเปี๊ยะเก่าๆ ได้พลังงานน้อยกว่าของวิเศษที่ท่านเจ้ากรมสวรรค์แอบทิ้งไว้ให้ซะอีกยิ่งไม่ต้องไปเทียบกับผ้าเคียนเอวน้าขามเลยรายนั้นพลังงานหนาแน่นประหนึ่งเนื้อย่างเกรดพรีเมียม!’
แต่ก็นะ...ของฟรีมีหรือจะปฏิเสธ! เจ้าจ้อยเคี้ยวตุ้ย ๆ พลางกวาดสายตาหาเหยื่อรายต่อไป
ความสนุกที่แท้จริงมันเริ่มขึ้นเมื่อท่านเทพชราองค์หนึ่งที่เพิ่งเสีย"ประทีปแก้ว" ไปหยก ๆ เกิดอาการหมั่นไส้เพื่อนเกลอที่เหาะผ่านมาพอดีท่านรีบตะโกนเรียกเสียงดังลั่นจนเมฆสะเทือน
“อ้าว!นั่นท่านเจ้าคุณเทพนรินทร์ไม่ใช่รึ? มานี่เร็วท่านมีของดีระดับตำนานให้ชม!”
เทพนรินทร์ผู้ไม่รู้ชะตากรรมพอได้ยินว่ามีของดีก็หูผึ่งรีบเหาะเข้ามาทักทายทันที “มีอะไรกันรึท่านพี่? ทำไมขบวนถึงได้คึกคัก... โอโห!แม่นางท่านนี้ช่างงดงามล้ำเลิศราวกับนางฟ้าจำแลง!”
ยังไม่ทันที่เทพนรินทร์จะได้ขยับเข้าไปหยอดคำหวานเจ้าจ้อยก็ชิงยืดตัวขึ้น ยื่นเท้าหน้าออกไปดักหน้าอย่างกวนประสาท“สวยใช่ไหมครับพี่? แต่กฎของขบวนเราคือ ‘ดูแต่ตา มืออย่าต้อง และของขวัญต้องมี’พี่เหาะมาชมความงามฟรี ๆ แบบนี้มันเสียมารยาทเทวดาชั้นสูงไปหน่อยนะครับ ว่าไหม?”
เทพนรินทร์ถึงกับเอ๋อไปชั่วขณะ“เอ๊ะ... ข้าจำได้ว่ากฎสวรรค์ไม่มีข้อนี้...”
“สหายร่วมธรรม!”เหล่าเทวดาที่เพิ่งโดนรูดทรัพย์ไปก่อนหน้าปรี่เข้ามารุมล้อมเทพนรินทร์ทันทีประหนึ่งเจ้าหนี้ทวงเงินกู้“ท่านจะมาดูเฉย ๆ ไม่ได้นะ ขนาดท่านเจ้ากรมสวรรค์ยังให้เกียรติขบวนนี้เลย!ถ้าท่านไม่ให้อะไรซักอย่างเพื่อแสดงน้ำใจต่อแม่นางจันทราและองครักษ์กระรอกท่านจะถูกครหาว่าเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวหน้าไม่อายนะท่าน!เสียชื่อเทพตระกูลนรินทร์หมด!”
ด้วยแรงกดดันจากกลุ่ม"สหายผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน"ทำให้เทพนรินทร์ผู้รักศักดิ์ศรีต้องกัดฟันควัก ‘ปิ่นปักผมทองคำทิพย์’มอบให้เจ้าจ้อยไปอย่างสุดแสนจะเสียดาย
เจ้าจ้อยรับมาพลางหัวเราะร่วนแอบไปนั่งแทะปิ่นทองเป็นของว่างอย่างสบายอารมณ์
แต่เทพนรินทร์ที่เพิ่งเสียของไปกลับเริ่มเลือดขึ้นหน้าท่านมองเห็นเพื่อนอีกองค์เหาะมาแต่ไกล “นั่นไง! ท่านเทพนพเก้า! มานี่เร็วมีสาวงามกับกระรอกวิเศษ!”
จากนั้นไม่นานเวิ้งฟ้าแถบประตูสวรรค์ก็กลายเป็นสนามรบขนาดย่อมที่วุ่นวายที่สุดเหล่าเทวดาต่างไล่ต้อนเพื่อนฝูงที่หลงเข้ามาให้มาเสียของวิเศษให้เจ้าจ้อยกันอย่างสนุกสนานใครโดนก่อนก็ไปลากคนอื่นมาโดนต่อ เป็นลูกโซ่ความซวยที่ไม่มีที่สิ้นสุดใครให้ของห่วยก็โดนจ้อยด่าประจาน ใครให้ของดีก็ได้หน้าไปบรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเยาะเย้ยและการรุมจิกกัดกันเองของเหล่าชาวสวรรค์
....
ในขณะที่ข้างหลังกำลังชุลมุนวุ่นวายเจ้าจ้อยเห็นว่าได้ของมามากพอจะถมสระน้ำได้แล้วเขาก็สะกิดนายหญิงจันทราให้เร่งเมฆทิพย์เผ่นแน่บออกมาทันที
“ผมละนึกว่าเทวดาจะมีศีลธรรมสูงส่งเดินจงกรมกันทั้งวัน ที่ไหนได้... บทจะกวนประสาทและขี้อิจฉากันเองนี่ผมว่าคนบนโลกมนุษย์ยังยอมแพ้เลยครับ”เจ้าจ้อยรำพึงพลางลูบพุงที่แน่นไปด้วยโลหะวิเศษและรัตนชาติ
นายหญิงจันทราตีหลังเจ้าจ้อยเบาๆ “เจ้าตัวแสบ! ข้าล่ะกลัวเหลือเกินว่าพวกเขาจะรวมตัวกันมาเด็ดขนเจ้าทิ้งเสียมากกว่านี่ถ้าท่านเจ้ากรมสวรรค์มารู้เข้า ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
“ไม่หรอกครับนายหญิงผมดูออก พวกเขาชอบความตื่นเต้นจะตาย อยู่บนสวรรค์มานานจนรากงอก พอเจออะไรแสบ ๆ คันๆ แบบผมเข้าไป พวกเขาก็เหมือนได้ย้อนวัยกลับไปเป็นเทวดาวัยรุ่นอีกครั้งแหละครับ”
ทั้งคู่เดินทางผ่านม่านหมอกทิพย์ที่หนาตาขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งอ้อมก้อนเมฆสีทองขนาดมหึมาไป...ภาพเบื้องหน้าก็ทำให้ทั้งคู่ต้องหยุดชะงักลงด้วยความขลังและอลังการ!
เจ้าจ้อยตาโตเท่าไข่ห่านปากหวอจนแทบค้าง ‘แม่เจ้า! นี่มันยิ่งใหญ่กว่าประตูเมืองในหนังกำลังภายในที่เคยดูซะอีกถ้าข้ามีโทรศัพท์มือถือนะ จะไลฟ์สดให้โลกสั่นสะเทือนไปเลย!’
ท่ามกลางความอ้างว้างของห้วงมิติสวรรค์ที่มืดมิดแต่กลับมีรัศมีสีทองส่องสว่างนวลตาปรากฏซุ้มประตูขนาดมโหฬารตั้งตระหง่านท้าทายสายตา!ประตูนั้นสูงเสียดฟ้าจนมองไม่เห็นยอด มีเสาอัครเทพสลักลวดลายพญานาคสีทองคำขาวและปักษาวายุภักษ์พันรอบถึง18 ต้น แต่ละต้นแผ่ซ่านไปด้วยไอพลังอันน่าเกรงขามจนอากาศรอบ ๆ สั่นไหว
เหนือซุ้มประตูมีป้ายหยกแกะสลักอักษรทองคำโบราณที่ส่งประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงอาทิตย์กลางฤดูร้อนว่า:[ประตูสวรรค์ทิศใต้]
“โอ้โห...ประตูใหญ่ขนาดนี้ ถ้าผมกัดกินเสาไปซักต้นสันหลังผมคงจะกลายเป็นเหล็กไหลไปเลยมั้งเนี่ย” เจ้าจ้อยกลืนน้ำลายเอื๊อกพลางมองประตูสวรรค์ด้วยสายตาประหนึ่งมองน่องไก่ยักษ์
นายหญิงจันทราพึมพำด้วยความเคารพ“ประตูสวรรค์ทิศใต้... ในที่สุดเราก็มาถึง”
จ้อยส่ายหัวเบาๆ ‘นายหญิงนะนายหญิง มัวแต่ชื่นชมความงาม ไม่เห็นเหรอว่าหน้าประตูนั่นมี"ตอ" ขนาดใหญ่ขวางอยู่!’
“หยุดเดี๋ยวนี้!ที่นี่คือเขตฐานทัพสวรรค์ทิศใต้ผู้ไม่มีหน้าที่หรือโองการด่วนห้ามเข้าใกล้โดยเด็ดขาด!”
เสียงตะโกนก้องกัมปนาทปานฟ้าผ่าดังขึ้นจากหน้าประตูสวรรค์แรงสั่นสะเทือนทำเอานายหญิงจันทราหน้าซีดเผือดเพราะแก้วหูแทบจะทนไม่ไหว
เจ้าจ้อยสะดุ้งสุดตัวจนขนลุกชันเขาโมโหปรี๊ดเมื่อเห็นนายหญิงตกใจจนตัวสั่นแต่อารมณ์อยากจะพุ่งไปกัดหูคนตะโกนก็ต้องถูกระงับไว้ด้วยสติอันน้อยนิด‘ไอ้บ้าเอ๊ย! ตะโกนหาบิดาพี่เหรอ?กล่องเสียงทำด้วยเหล็กไหลหรือไงวะ?!’
ที่หน้าประตูนั้นปรากฏร่างของ เทพทวารบาล สวมชุดเกราะสีเงินวาววับประดับทับทิมสูงใหญ่กำยำประหนึ่งภูเขาเลากา ในมือถือง้าวเล่มมหึมาที่แผ่รังสีสังหารออกมาจาง ๆเขายืนนิ่งดุจรูปปั้นหินที่ไร้ความรู้สึก แต่แววตากลับดุดันยิ่งกว่าเสือโคร่ง
เจ้าจ้อยจ้องเขม็งไปที่เทพองค์นั้นพลางแอบกระซิบกับตัวเอง ‘คอยดูเถอะ ถ้าข้าผ่านเข้าไปไม่ได้นะข้าจะเอา"เชือกตกนาคา" ของท่านดาบสไปผูกประตูนี่ไว้แล้วแอบถ่มน้ำลายใส่รองเท้าพี่ให้ดู!’
แต่ทว่า...อุปสรรคที่แท้จริงของการเข้าสู่งานสโมสรเทวสมาคมเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นที่หน้าประตูนี่เอง!