[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 129 มิเพียงแต่ช่วยรับเคราะห์แทน ทั้งยังช่วยตามหาโชควาสนา ลำบากเขาแล้วเสียจริง

    ตอนที่ 129 มิเพียงแต่ช่วยรับเคราะห์แทน ทั้งยังช่วยตามหาโชควาสนา ลำบากเขาแล้วเสียจริง

            ขณะเดียวกัน อีกฟากหนึ่ง

            ชื่อหลิงและพรรคพวกรวมถึงเย่หลิง ต่างก็พบเจอกับความยุ่งยากเข้าเสียแล้ว

            พวกเขาเพิ่งเข้าสู่ดินแดนเซียนโบราณได้มินาน ก็กลับพบเจอกับสัตว์อสูรร้ายที่ดูคล้ายกับกระทิงตัวหนึ่ง ซึ่งมีพลังบำเพ็ญถึงระดับขั้นเทวะศักดิ์สิทธิ์

            แม้ว่าชื่อหลิงจะเป็นถึงยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ ทว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงของนางนั้นยังอยู่เพียงระดับจอมราชัน ขั้นต้นเท่านั้น ซึ่งนางทำได้เพียงแต่ต้านทานผู้แข็งแกร่งระดับเทวะมายา ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งถึงระดับเทวะศักดิ์สิทธิ์แล้วนั้น ก็ทำเอารับมือได้อย่างยากลำบากมิน้อย

            แม้นางจะเรียกใช้ศาสตราวุธ ทว่านั่นก็มิอาจสังหารมันได้ เว้นเสียแต่ว่านางจะใช้อาคมต้องห้ามหรือสมบัติล้ำค่า

            แต่ทว่า... นางกลับมิกล้าสิ้นเปลืองให้เสียเปล่า ยังมิทันไรก็โชคร้ายเช่นนี้ นางก็มิรู้ว่าตนเองดวงกุดหรืออย่างไร พึ่งจะเหยียบย่างเข้ามาได้มิทันไร ก็ได้พบเจอกับอสูรร้ายระดับเทวะศักดิ์สิทธิ์เข้าเสียแล้ว

            เจ้ากระทิงอสูรตนนั้นมีพลังถึงขั้นเทวะศักดิ์สิทธิ์ ขั้นกลาง พลังบำเพ็ญช่างแกร่งกล้ายิ่งนัก

            เพียงแค่เปิดปากพ่นไฟก็สามารถก่อเกิดเป็นมหาเพลิงแผ่คลุมทั่วท้องนภา แสงแห่งเทพเจิดจ้า แปรเปลี่ยนเป็นทะเลเพลิงที่เผาผลาญคนในตระกูลของนางให้ตกตายไปหลายคน ทำเอาผู้คนที่เหลือต่างก็หน้าถอดสีไปด้วยความหวาดกลัว

            “ชื่อหลิง ข้าจะร่วมมือกับเจ้า เจ้าคอยถ่วงเวลาเอาไว้ ส่วนข้าจะเป็นคนจัดการมันเอง”

            ในเวลานั้นเอง เย่หลิงซึ่งซ่อนกายแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ติดตามก็เอ่ยขึ้นมาอย่างเด็ดเดี่ยว

            ตั้งแต่เข้ามาในดินแดนเซียนโบราณ เขาก็ใช้วิธีต่างๆ นานาเพื่อบอกใบ้ให้ชื่อหลิงเข้าใจว่ากู้ฉางเกอนั้นมิใช่คนดีอันใด และพยายามเตือนให้นางอยู่ห่างจากเขา

            ทว่ามิว่านางจะมิเข้าใจหรือแกล้งมิเชื่อ ถ้อยคำของเขาก็ดูราวจะมิเข้าหูนางเลยแม้แต่น้อย

            เรื่องนี้ทำให้เย่หลิงได้แต่จนใจ เพราะกู้ฉางเกอนั้นช่างเสแสร้งแกล้งทำได้แนบเนียนเสียเหลือเกิน

            อีกทั้งใบหน้าของเขายังหลอกลวงผู้คน โดยเฉพาะหลอกลวงสตรีได้อย่างมิน่าให้อภัย

            ทว่าเมื่อมาเห็นเหตุการณ์ตรงหน้านี้ เย่หลิงก็อดมิได้ที่จะก้าวออกมาสู่เบื้องหน้า

            เพราะเขามั่นใจในตนเองยิ่งนักว่า เขาผู้ผ่านการต่อสู้ข้ามระดับมานับครั้งมิถ้วน ย่อมมีวิชาล้ำเลิศและเคล็ดวิชามากมายที่จะใช้ต่อกรกับสัตว์ร้ายตัวนี้

            นี่จึงเป็นโอกาสอันดี ที่เขาจะได้แสดงฝีมือให้ชื่อหลิงและคนอื่นๆ ได้ประจักษ์

            เมื่อได้ฟังถ้อยคำของเย่หลิงแล้ว ชื่อหลิงก็หันมามองเขา ทว่ายังมิทันได้เอ่ยสิ่งใดออกมา

            “เจ้าพูดอันใดน่ะ เวลานี้ยังคิดจะอวดเก่งอีกอย่างนั้นหรือ!”

            “มิอยากเอาชีวิตแล้วกระมัง หากอยากอวดฝีมือให้คุณหนูดู ก็มิต้องทำเช่นนี้หรอก!”

            เหล่าผู้ติดตามของชื่อหลิงพลันมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไปอย่างเหลือเชื่อ พร้อมกันนั้นก็ก่นด่าด้วยความโกรธเกรี้ยว

            ในสายตาของพวกเขา การกระทำของเย่หลิงนั้นราวกับจะเป็นการโอ้อวดตนเองต่อหน้าชื่อหลิง

            นั่นยิ่งทำให้พวกเขาเหล่าผู้คนที่แข็งแกร่งกว่าเย่หลิง ดูราวกับคนขลาดเขลาไปถนัดตา

            เย่หลิงที่ดูเหมือนจะมีพลังเพียงแค่ระดับเจ้าครองแคว้น กล้าหาญนักที่จะท้าทายสัตว์อสูรระดับเทวะศักดิ์สิทธิ์ แถมยังกล่าววาจาอย่างโอหังถึงเพียงนี้!

            “มิคิดจะเอาชีวิตแล้วหรือไง เวลานี้ยังคิดจะโอ้อวดอีก”

            เหล่าผู้ติดตามและเหล่าศิษย์สตรีจากตระกูลวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์ต่างก็เผยแววตาเย้ยหยัน บ้างก็ถึงขั้นเอ่ยวาจาเสียดสีอย่างหยามหยัน

            การถูกพูดจาถากถางเช่นนี้ เย่หลิงคุ้นเคยเสียจนชาชิน เพราะสำหรับพวกเขาแล้ว เย่หลิงดูเป็นเพียงแค่ผู้ที่อ่อนแอที่โ อ้อวดเกินตัว

            ในเมื่อพลังบำเพ็ญอยู่แค่เพียงระดับเจ้าครองแคว้น แล้วจะไปเอาชนะสิ่งมีชีวิตระดับเทวะศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร

            ทว่าพวกเขาคงลืมไปแล้วว่า เย่หลิงนั้นมิใช่คนธรรมดาสามัญ

            “พวกเจ้าก็เบิกตาโตๆ จ้องมองให้ชัดเจนเสียแล้วกัน!”

            “วันนี้ข้าจะเปิดหูเปิดตาพวกเจ้าเอง!”

            เย่หลิงลูบจมูกตนเองอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา

            เขาตั้งใจจะอวดโฉมฝีมือที่แท้จริงของตนเองด้วยการตบหน้าผู้คนที่สบประมาทเขาเหล่านี้

            ทันใดนั้นเอง ร่างของเย่หลิงก็เปล่งประกายแสงสีดำและขาวแผ่ซ่านออกมา ความผันผวนอันลึกลับที่ไหลเวียนอยู่โดยรอบ แผ่กลิ่นอายราวกับจะทำลายสรรพชีวิตให้ดับสูญ

            “เย่หลิงนี่มีฝีมือแกร่งกล้าจริงๆ...”

            ชื่อหลิงพยักหน้าเล็กน้อย รู้สึกว่านี่จะเป็นโอกาสอันดีที่เย่หลิงจะได้ช่วยนางร่วมต่อสู้

            แต่แล้ว

            ตูม!

            ทันใดนั้นเอง บรรยากาศพลันสั่นสะเทือน!

            ฝ่ามือที่งดงามราวกับหยกขาว พุ่งทะลวงอากาศลงมาอย่างรวดเร็วเสียยิ่งกว่าความเร็วของเย่หลิงเสียอีก

            ฝ่ามือนี้เจิดจ้า เปล่งแสงราวกับแกะสลักจากศิลาศักดิ์สิทธิ์ มาพร้อมกับพลังที่น่าสะพรึงกลัวสุดประมาณ

            พริบตานั้น สัตว์อสูรกระทิงระดับเทวะศักดิ์สิทธิ์ตนนั้นก็แสดงท่าทีตื่นตระหนก ทว่ามันมิทันได้หลบหลีกใดๆ ร่างอันมหึมาก็ถูกฝ่ามือนั้นโจมตีเข้าอย่างจัง

            โลหิตของมันพวยพุ่งออกมาราวกับสายธารา เกล็ดแข็งที่ปกคลุมร่างกายนั้น ถูกฉีกขาดราวกับกระดาษเปื่อยยุ่ยอย่างมิเหลือชิ้นดี

            เฮือก!

            เสียงสูดหายใจเข้าลึกดังขึ้นทั่วบริเวณ พร้อมกับเหล่าผู้ติดตามที่พากันหันมองไปยังต้นเสียง

            นัยน์ตาทุกคู่ต่างจับจ้องไปที่ยอดเขาเล็กๆ เบื้องหน้า

            ณ ที่แห่งนั้นมีเงาร่างของเหล่ายอดฝีมือปรากฏขึ้น หลายคนสวมใส่อาภรณ์เกราะสีทองอร่าม เปล่งแสงศักดิ์สิทธิ์ พวกเขานั่งอยู่บนหลังสัตว์อสูรร้ายต่างสายพันธุ์ ท่วงท่าคล้ายกับอัศวินผู้เกรียงไกร

            ผู้นำของพวกเขาเป็นสตรีที่มีท่วงท่าสง่างามไร้ที่ติ เสื้อคลุมพลิ้วไหว เส้นผมดำขลับโบกสะบัด

            นางยืนตระหง่านอยู่บนยอดเขา สายตาคมกริบเยียบเย็น ราวกับราชินีผู้เหยียบบนยอดแห่งแผ่นดิน!

            แววตาที่เย็นเยียบและแฝงความลึกล้ำ ราวกับจะมองทะลุทุกสิ่งในใต้หล้า!

            “นางนั่นเอง!”

            “เยวี่ยหมิงคง!”

            “รัชทายาทหญิงแห่งราชสำนักเซียนไร้เทียมทาน!”

            เหล่าศิษย์ตระกูลวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์ต่างพากันเปลี่ยนสีหน้าไปถ้วนทั่ว ดวงตาเต็มไปด้วยความตระหนกพรั่นพรึง

            สัตว์อสูรระดับเทวะศักดิ์สิทธิ์ที่ชื่อหลิงยังรับมือมิได้ กลับถูกนางโจมตีจนบาดเจ็บสาหัสด้วยฝ่ามือเพียงข้างเดียว!

            ความแข็งแกร่งนี้... ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก!

            “แข็งแกร่งเกินไปแล้ว อย่างน้อยก็ต้องมีพลังระดับจอมราชันขั้นกลางขึ้นไป จึงจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้…”

            แม้กระทั่งชื่อหลิงเองก็ยังอดมิได้ที่จะเผยแววตาตกตะลึง

            นางเองเพิ่งจะทะลวงถึงขั้นจอมราชันได้มินาน หากก้าวหน้าไปสู่ขั้นกลางก็ยังมิอาจทำได้ดั่งนางผู้นี้

            เห็นได้ชัดว่า แม้ในหมู่ยอดอัจฉริยะของยุคสมัยเดียวกัน ความแตกต่างนั้นก็ยังมีอยู่

            หากนางอยู่ในระดับกลางแล้วนั้น เยวี่ยหมิงคงก็คงอยู่ในระดับสูงสุด และอาจสูงส่งยิ่งกว่านั้นอีก

            “เยวี่ยหมิงคง...”

            เย่หลิงเองก็พลันชะงักไป ก่อนที่ดวงตาจะแฝงไว้ด้วยความตื่นตะลึงอย่างปิดมิมิด

            มิว่าจะพบเห็นนางกี่ครั้ง เขาก็อดมิได้ที่จะรู้สึกทึ่งประหนึ่งต้องมนตร์

            ความงดงามของนางราวกับภาพวาดจากสรวงสวรรค์ ใบหน้าอันงามสง่าเจิดจรัส ดุจศิลปะชิ้นเอกที่สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก

            ความงามนั้นถึงกับทำให้หัวใจเขาเต้นระรัว

            โดยเฉพาะท่วงท่าและอาภรณ์ของนาง ช่างเปี่ยมไปด้วยรัศมีที่ยากจะหาผู้ใดเทียบเคียงได้

            แววตาที่เยือกเย็นและมุ่งมั่น อำนาจแห่งราชินีผู้มองลงมาจากจุดสูงสุดของโลกหล้า ทำให้เขารู้สึกถึงความน่าเกรงขาม และหวั่นไหวในหัวใจอย่างยากจะหักห้าม

            “ช่างเป็นโชคดีของเจ้าเหลือเกิน เจ้าพวกน่ารังเกียจ...”

            เย่หลิงขบกรามแน่น ความคับแค้นใจปะปนด้วยความริษยา เมื่อเห็นว่าตนกำลังจะลงมือ ทว่ากลับถูกเยวี่ยหมิงคงตัดหน้าลงมือจนอสูรร้ายบาดเจ็บสาหัสไปเสียก่อน

            เขายิ่งมั่นใจว่าครั้งก่อนที่เยวี่ยหมิงคงลอบสังหารตนนั้น ต้องเป็นแผนการของกู้ฉางเกออย่างมิต้องสงสัย

            ดังนั้นความแค้นนี้ ย่อมต้องทบยอดไปที่กู้ฉางเกอด้วย

            อย่างไรก็ดี เย่หลิงก็ยังรู้สึกวางใจอยู่บ้าง ด้วยเล่ห์กลที่เขาใช้ปกปิดตัวตนนนั้นลึกล้ำเกินกว่าที่เยวี่ยหมิงคงจะดูออก

            ยังมิต้องกล่าวถึงกู้ฉางเกอ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ยังมิอาจจับพิรุธใดๆ ได้เลย

            “ขอบพระทัยองค์รัชทายาทเยวี่ยหมิงคงที่ทรงลงมือช่วยเหลือพวกเราไว้”

            เหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ของตระกูลวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์ที่รอดชีวิตมาได้ ต่างพากันประสานมือขอบคุณเสียงดังด้วยความเคารพนบนอบ

            แม้กระทั่งชื่อหลิง ก็ยังขมวดคิ้วพร้อมกับค้อมกายขอบคุณอย่างมีมารยาท

            “ขอบพระทัยที่ช่วยเหลือพวกเราไว้ องค์รัชทายาทเยวี่ยหมิงคง...”

            ในใจของชื่อหลิงกลับซับซ้อนยิ่งนัก นางมั่นใจว่าสาเหตุที่เยวี่ยหมิงคงลงมือในครั้งนี้ คงมิใช่เพราะความหวังดี

            หากแต่เป็นการแสดงอำนาจเพื่อประกาศสิทธิ์บางอย่าง

            สิ่งนี้นางรู้ดีนัก เพราะในวันนั้นที่ยอดเขาไร้พ่าย นางกับกู้ฉางเกอยืนสนทนากันอย่างสนิทสนม ท่าทางเหล่านั้นคงตกอยู่ในสายตาของเยวี่ยหมิงคงอย่างมิต้องสงสัย

            การที่เยวี่ยหมิงคงลงมือในวันนี้ ก็คงเพื่อเป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กู้ฉางเกอมิใช่บุรุษที่นางสามารถคิดหมายปองได้

            ความคิดนี้ทำให้ชื่อหลิงถึงกับหัวเราะอย่างฝืดเฝื่อนอยู่ในใจอย่างมิรู้จะอธิบายอันใดดี

            นางเป็นสตรี ย่อมเข้าใจจิตใจของสตรีด้วยกันเองมากกว่าผู้ใด

            สาเหตุที่เยวี่ยหมิงคงลงมือในครั้งนี้ คงมีจุดประสงค์เพื่อจะกล่าวเตือนนาง และปกป้องมิให้นางตกหลุมพรางแผนการของกู้ฉางเกอจนเกินไป

            บนยอดเขา เยวี่ยหมิงคงเพียงกวาดสายตาอันเย็นชาไปที่ชื่อหลิง ครั้นแล้วนางก็หันหลังกลับ ก่อนจะนำผู้ติดตามทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังส่วนลึกของดินแดนนี้

            นางมิคิดจะสนใจศิษย์ของตระกูลวิหคเพลิงศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้หากมิใช่เพราะมีชื่อหลิงอยู่ในที่แห่งนี้ด้วย 

            แม้จะรู้ดีว่าชื่อหลิงเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในแผนการของกู้ฉางเกอ ทว่าการสั่งสอนเตือนสติ ก็ถือว่าเป็นความหวังดีรูปแบบหนึ่ง

            ว่าอย่าได้คิดหลงระเริงและเข้าไปพัวพันกับบุรุษผู้นั้น

            ส่วนเรื่องที่เย่หลิงแอบแฝงมากับกลุ่มผู้ติดตามของชื่อหลิง นางก็ยังมิได้ล่วงรู้เลย

            ในชาติก่อน เย่หลิงมิได้ตกเป็นผู้ต้องสงสัยของผู้สืบทอดวิชามารต้องห้าม จึงเดินทางมายังดินแดนแห่งนี้อย่างเปิดเผย

            และในชาติก่อน เย่หลิงยังได้รับโชควาสนามากมายจากที่แห่งนี้อีกด้วย

            สำหรับข้อมูลอื่น นางรู้เพียงว่าที่แห่งนี้เต็มไปด้วยโอกาสและโชควาสนาอันล้ำค่า

            โดยเฉพาะจิตวิญญาณแห่งเซียนซึ่งเป็นรากฐานแห่งพลังเซียน

            หากสามารถครอบครองได้ ก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นเซียนในคราวเดียว

            นางจึงมั่นใจว่าการเดินทางมายังที่แห่งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้นางทะลวงสู่ขั้นเทวะมายาได้อย่างแน่นอน

            และหากโชคชะตาเอื้ออำนวยให้จิตวิญญาณแห่งเซียนตกอยู่ในมือนาง นางก็อาจได้ก้าวขึ้นสู่การเป็นเซียนผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างมิยากเย็น

            พลังแห่งจิตวิญญาณเซียนนั้น เป็นของล้ำค่าที่แม้แต่มหายุทธ์สูงสุดยังต้องตาลุกวาวและลงมือแย่งชิง!

            “ตามเวลาของชาติก่อน มินานแผ่นดินเซียนโบราณจะเกิดความวุ่นวายขึ้น…”

            “หลุมศพบรรพชนของชนพื้นเมืองบางแห่งจะถูกทำลาย...”

            “ชาติก่อนข้ามิได้คิดอันใดให้ลึกซึ้งไปกว่านั้น ทว่าในยามนี้คงมิต้องสงสัยเลยว่าเป็นฝีมือกู้ฉางเกอที่แอบลงมือเองอย่างมิต้องสงสัย”

            “เขามีเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพเป็นไม้ตาย หลุมศพบรรพชนเหล่านี้ล้วนฝังศพของยอดเซียนยุคบรรพกาล”

            “ตราบใดที่ร่างของพวกเขายังมิสูญสลายไปเสียทีเดียว และยังมีเศษเสี้ยวต้นกำเนิดเหลืออยู่บ้าง นั่นก็เพียงพอให้กู้ฉางเกอดูดซับกลืนกินเป็นพลังได้แล้ว”

            “นั่นย่อมเป็นแหล่งบำรุงชั้นเลิศสำหรับเขา โดยธรรมชาติแล้วเหมือนกับสร้างขึ้นมาเพื่อกู้ฉางเกอโดยเฉพาะ”

            “หากเขาออกจากแผ่นดินเซียนโบราณไปได้ละก็ ข้ามิกล้าคิดเลยว่าระดับพลังของเขาจะพุ่งขึ้นไปถึงจุดใด…”

            “ยังมินับรวมจิตวิญญาณแห่งเซียนที่จะปรากฏออกมา ซึ่งกู้ฉางเกอก็กำลังจับจ้องตาเป็นมันอยู่เช่นกัน”

            เยวี่ยหมิงคงยกมือขึ้นลูบหว่างคิ้ว รู้สึกถึงความอ่อนล้าและสิ้นหวังอันยากจะบรรยาย

            ต่อให้รู้ว่าทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างไร ทว่านางก็ยังมิอาจหยุดยั้งมันได้

            กู้ฉางเกอช่างน่าสะพรึงกลัวนัก มิว่าจะเป็นพลังฝีมือหรือเล่ห์เหลี่ยมวิธีการ ทุกอย่างล้วนราวกับไร้ช่องโหว่โดยสิ้นเชิง

            ในฐานะผู้กลับชาติมาเกิดใหม่ แม้จะคาดเดาแผนการของกู้ฉางเกอได้ ทว่าการหยุดยั้งมันกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

            แล้วประโยชน์ของการรับรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าคืออันใด หากท้ายที่สุดนางก็ทำอันใดมิได้เลย

            แม้กู้ฉางเกอจะกล่าวกับนางเมื่อมิกี่วันก่อนว่าเขามิอาจลงมือสังหารนางได้ ทว่าสำหรับคนที่รู้จักนิสัยใจคอของกู้ฉางเกออย่างทะลุปรุโปร่งอย่างเยวี่ยหมิงคงแล้วนั้น ถ้อยคำเหล่านี้ก็เป็นเพียงคำหลอกลวงที่ฟังมิขึ้น

            ช่วงมิกี่วันที่ผ่านมา ถึงแม้นางจะนอนหลับได้สนิทยิ่งกว่าเดิม ทว่าภายใต้เงาของกู้ฉางเกอ การรักษาชีวิตให้รอดก็ยังคงเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ

            และที่สำคัญที่สุดก็คือ เงามืดของชาติก่อนที่กู้ฉางเกอได้ฝากฝังไว้ในใจของนางนั้น มันช่างลึกล้ำและมืดมนเกินจะลบเลือน

            แม้กู้ฉางเกอในชาตินี้จะยิ้มแย้มและแสดงท่าทีอ่อนโยนกว่าเดิม ทว่าความโหดเหี้ยมและความไร้ปรานีของเขานั้นก็ยังมิเปลี่ยนแปลงไปแม้แต่น้อย

            หากวันนี้เขามิลงมือกับนาง ด้วยก็เพียงเพราะนางยังมีคุณค่าและยังมีประโยชน์ให้เขาใช้งานเท่านั้น

            เยวี่ยหมิงคงรู้ดีว่า หากต้องการจะเอาชีวิตรอดในเกมของปีศาจตนนี้ นั่นมีเพียงหนทางเดียวเท่านั้น คือการทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นอย่างมิหยุดยั้ง

            "เส้นทางของเซียนเอ๋อร์ยังมิเปลี่ยนแปลงไปนัก แม้นางจะล่วงเกินวังสมุทรและถูกไล่ล่า ทว่าสุดท้ายแล้วอันตรายทั้งปวงก็กลับกลายเป็นโอกาสให้นางได้ทะลวงผ่านขีดจำกัดของตนเองได้สำเร็จ"

            เยวี่ยหมิงคงยังคงสงบนิ่ง สีหน้าราบเรียบไร้ความเปลี่ยนแปลง ทว่าภายในใจกลับเต็มไปด้วยความคิดต่างๆ นานา จากนั้นนางจึงพาเหล่าผู้ติดตามจำนวนมากมุ่งหน้าไปยังสถานที่อันมีโชควาสนาที่อยู่ใกล้ที่สุด

            ในความทรงจำของนาง ชาติก่อนนั้นมียอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งที่เคยค้นพบชิ้นส่วนอักขระค่ายกลระดับจักรพรรดิ ณ ที่แห่งนั้น

            ทว่าในเวลาเดียวกัน จู่ๆ เยวี่ยหมิงคงก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากการปะทะที่อยู่มิไกลออกไปนัก สายตาของเย่หลิงที่กำลังจ้องมองไปทางเยวี่ยหมิงคงอยู่ก่อนแล้วถึงกับขมวดคิ้วแน่น

            เขาหันกลับไปมอง แล้วสีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนไปทันที ด้วยเพราะเห็นเงาร่างในอาภรณ์กระโปรงสีแดงผู้หนึ่งที่กำลังถูกโจมตี พร้อมกับพยายามหนีมายังทิศทางที่เขาอยู่

            "นั่นมัน...อิ่นเหมย..."

            "แย่แล้ว! นางกำลังตกอยู่ในอันตราย!"

            เมื่อเห็นภาพตรงหน้า เย่หลิงมิลังเลเลยแม้แต่น้อย ร่างของเขากลายเป็นเส้นสายแห่งแสง พุ่งทะยานตรงไปยังทิศทางนั้นด้วยความรวดเร็ว

            สำหรับเขาแล้ว อิ่นเหมยมิใช่เป็นเพียงคู่หมั้นของไป๋เลี่ย ทว่ายังเป็นพยานสำคัญที่จะช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ของเขาในคดีที่เขาถูกกล่าวหาว่าสังหารไป๋เลี่ยได้

            "เย่..."

            เมื่อชื่อหลิงมองเห็นเช่นนั้นจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าก็มิได้กล่าวอันใดเพิ่มเติม เพราะท้ายที่สุด เย่หลิงก็เป็นแค่ผู้ที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ท่ามกลางผู้ติดตามของนางเท่านั้น อีกทั้งเขายังมิเคยอยู่ในโอวาทของนางเสียด้วยซ้ำ

            ถึงแม้นางจะมิถือสา ทว่าบรรดาผู้ติดตามคนอื่นๆ กลับรู้สึกมิพอใจเป็นอย่างมาก พวกเขาแสดงความมิพอใจออกมาอย่างชัดเจน

            "เจ้าหมอนี่ทำตัวประหลาดเสียจริง เป็นผู้ติดตามของคุณหนูแท้ๆ ทว่ากลับทำตัวตามอำเภอใจเสียได้"

            "ก่อนหน้านี้ข้าก็รู้สึกว่าเจ้านี่แปลกๆ หรือมันจะแอบแฝงตัวเข้ามากัน" มีคนผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างลังเลสงสัย

            "หรือว่า...มันคือผู้สืบทอดวิชามารต้องห้ามกันแน่ ถึงได้ลอบเข้ามาแบบลับๆ ล่อๆ เช่นนี้!" อีกคนกล่าวเสริมด้วยสุ้มเสียงอันเคร่งเครียด

            เมื่อถ้อยคำนี้ดังขึ้น บรรดาผู้ติดตามต่างก็สั่นสะท้านไปทั้งกาย ในสถานการณ์เช่นนี้ ทุกคนต่างหวาดระแวงกันไปหมด เพราะข่าวเรื่องผู้สืบทอดวิชามารต้องห้ามที่แพร่สะพัดไปทั่วโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรนี้

            พวกเขายิ่งมองเย่หลิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมิไว้วางใจ…

            ชื่อหลิงได้แต่เพียงถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ ก่อนจะเอ่ยหาข้ออ้างมากล่าวกลบเกลื่อนเรื่องนี้ ทว่าลึกๆ ในใจของนางเองก็อดรู้สึกมิพอใจมิได้ ที่เย่หลิงทำอันใดโดยมิคิดหน้าคิดหลังเช่นนี้

            นางอุตส่าห์ช่วยเหลือเขาด้วยความหวังดี ทว่าเขากลับมิมีความสำนึกหรือความเกรงใจเลยแม้แต่น้อย!

            “เช่นนี้ดูแล้ว เย่หลิงเทียบกับศิษย์มรรคาฉางเกอมิได้เลยจริงๆ...” ชื่อหลิงส่ายศีรษะเบาๆ แม้มิกล่าวสิ่งใดต่อหน้า ทว่าภายในใจก็อดผิดหวังในตัวเย่หลิงมิได้

            อีกด้านหนึ่ง เย่หลิงจ้องมองอิ่นเหมยที่กำลังปะทะกับยอดฝีมือบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งเปล่งประกายเจิดจรัส ร่างกายของเขาราวกับลุกเป็นเปลวเพลิง แรงปะทะทำให้ภูผาทลายลง ฝุ่นควันตลบอบอวลราวกับพายุทราย

            ทั่วทั้งสนามการต่อสู้เต็มไปด้วยแสงสว่างเจิดจ้า คลื่นอาคมพวยพุ่งราวกับสายฝนโปรยปราย แผ่กระจายไปทั่วทุกสารทิศ ทว่าดูเหมือนอิ่นเหมยจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ใบหน้างดงามซีดเผือด มุมปากเปรอะไปด้วยโลหิต

            เหล่าผู้ติดตามของนางถูกฝูงอสูรร้ายรุมตะลุมบอน ยากจะเข้ามาช่วยเหลือได้

            “อิ่นเหมยตกอยู่ในอันตราย! ข้าต้องเข้าไปช่วยนาง!”

            เย่หลิงมิลังเลแม้แต่น้อย สำหรับเหตุการณ์อย่างวีรบุรุษช่วยเหลือหญิงงามที่แม้จะดูซ้ำซาก ทว่าเขากลับผ่านมันมานับครั้งมิถ้วนจนมีประสบการณ์ช่ำชอง

            เขาเรียกกระบี่สั้นสีแดงออกมา

            ฉึบ!

            เสียงฉีกอากาศดังสนั่น กระบี่สั้นพุ่งทะยานเป็นแสงสีแดงฉาน ดุจรุ้งเพลิงแหวกทะลุเมฆา ทะยานเข้าใส่ยอดฝีมือบุรุษผู้นั้นอย่างมิเกรงกลัว

            “ผู้ใดกัน”

            บุรุษหนุ่มผู้เปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจ แสงแห่งเปลวเพลิงโหมกระหน่ำรอบกาย สัมผัสได้ถึงความมิธรรมดาของกระบี่เล่มนั้น เขาจึงรีบใช้อาคมปัดป้องไว้ได้ทัน

            เขาหันมามองเย่หลิงผู้พุ่งตรงเข้ามา ใบหน้าฉายแววสงสัย

            ในขณะเดียวกันก็รู้สึกคลางแคลงใจเล็กน้อย ด้วยรู้สึกราวกับว่าอิ่นเหมยจงใจอ่อนข้อให้เขา นางมิได้ใช้พลังที่แท้จริงออกมา

            เมื่อเห็นว่ามีอีกคนบุกเข้ามา เขาจึงเลือกที่จะถอยไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งต้นหญ้าดาบศักดิ์สิทธิ์นั้นไว้เบื้องหลัง ก่อนจะกลายเป็นลำแสงหายลับไป

            แววประหลาดแวบผ่านในดวงตาอิ่นเหมย ทว่าสีหน้านางกลับนิ่งสงบมิแสดงออกถึงสิ่งใด ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนปนประหลาดใจว่า

            “ขอบคุณท่านที่ช่วยข้าไว้...”

            ตามคำสั่งของกู้ฉางเกอ นางย่อมรู้ดีว่าบุรุษผู้ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้านี้ก็คือเย่หลิงที่แปลงโฉมมา

            บุรุษผู้นี้มีนิสัยใจกล้าบ้าบิ่นและบ้าสตรีงาม ครั้นพบเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ก็มักจะรีบรุดเข้าไปเป็นวีรบุรุษช่วยเหลือหญิงงามอย่างมิคิดถึงความเสี่ยง

            นางแอบเย้ยหยันอยู่ในใจ ทว่าใบหน้ายังคงเรียบเฉย

            เมื่อเย่หลิงได้ยินถ้อยคำของอิ่นเหมย ก็เกิดลังเลขึ้นมาครู่หนึ่ง

            เพราะหากเขาเลือกที่จะเปิดเผยตัวตนออกไป แล้วอิ่นเหมยกลับกลายเป็นปฏิปักษ์กับเขา ผลที่ตามมาคงจะอันตรายอย่างมิอาจคาดเดาได้

            ทว่าเมื่อครุ่นคิดสักพัก เย่หลิงก็เลือกที่จะเชื่อในตัวตนของอิ่นเหมย เขาตัดสินใจเผยความจริงออกมาอย่างตรงไปตรงมา “อิ่นเหมย ข้าคือเย่หลิงเอง”

            “อันใดนะ!”

            อิ่นเหมยเบิกตากว้างในทันที ดวงตางามเปล่งประกายด้วยความตกตะลึงและมิอยากจะเชื่อ ก่อนจะรีบกล่าวด้วยเสียงร้อนรน “เจ้าบ้าไปแล้วหรือไร กล้าเข้ามาในที่แห่งนี้ได้อย่างไร แล้วยังจะกล้าเปิดเผยตัวตนเช่นนี้อีก”

            “เจ้ามิคิดถึงชีวิตของตนเองบ้างหรือ หากข้าคิดร้ายกับเจ้าขึ้นมาจะทำอย่างไร”

            ใบหน้าของนางยิ่งแสดงความร้อนใจ ความกังวลเจือชัดในแววตา ราวกับเกรงกลัวว่าเขาจะเป็นอันตราย

            หากกู้ฉางเกออยู่ ณ ที่ตรงนี้ ก็คงอดที่จะปรบมือให้มิได้ นี่หรือคือการแสดงละครอันสมบูรณ์แบบของเทวีแห่งตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหาง นางคือยอดนักแสดงอย่างแท้จริง มิอาจจับผิดได้เลยสักนิด ทั้งแววตา น้ำเสียง หรือท่าที ทุกอย่างแนบเนียนไร้ที่ติ

            เย่หลิงหลงใหลจนแทบจะแยกแยะความจริงมิได้ เขาเห็นความห่วงใยและกังวลในตัวอิ่นเหมย ก็รู้สึกซาบซึ้งในใจ

            “บนโลกนี้ยังมีคนที่เชื่อใจข้าอยู่จริงๆ…”

            เมื่อเย่หลิงคิดเช่นนั้น ก็พลางมองอิ่นเหมยด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความซาบซึ้ง

            “วางใจเถิด ข้าซ่อนตัวได้อย่างแนบเนียน มิมีผู้ใดค้นพบตัวตนของข้าได้หรอก” เย่หลิงกดเสียงต่ำลง ก่อนเอ่ยกล่าวอย่างมั่นใจ

            อิ่นเหมยพยักหน้ารับ ราวกับค่อยคลายความกังวลลงเล็กน้อย ทว่าสีหน้าก็ยังคงแฝงความมิสบายใจ

            “เจ้านี่ช่างบ้าบิ่นยิ่งนัก เจ้ารู้หรือไม่ว่ายามนี้มีผู้คนมากมายเพียงใดที่กำลังตามล่าตัวเจ้าอยู่”

            เย่หลิงยิ้มเย็นพลางตอบกลับอย่างแน่วแน่ “ข้าถูกใส่ร้าย ข้าจะหาหนทางล้างมลทินของตนเอง และในดินแดนเซียนโบราณนี้มีสิ่งที่ข้าต้องการ”

            เมื่อได้ฟังคำตอบ อิ่นเหมยก็พยักหน้าช้าๆ

            “อิ่นเหมย เจ้ามิสงสัยหรือว่าข้าเป็นคนสังหารศิษย์พี่ใหญ่ไป๋เลี่ยหรือไม่” เย่หลิงอดมิได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความสงสัย

            อิ่นเหมยส่ายศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะจ้องมองดวงตาของเย่หลิงอย่างแน่วแน่ “ข้ามิเคยสงสัยเจ้าเลย แม้คืนวันนั้น หลังจากเจ้าจากไปศิษย์พี่ใหญ่ไป๋เลี่ยจะโกรธมาก ทว่าความโกรธนั้นมิได้รุนแรงถึงขั้นจะลงมือสังหารเจ้า”

            “เขามิมีทางทำลายความผูกพันระหว่างพวกเจ้าที่สั่งสมกันมาหลายปี และข้าเองก็เชื่อมั่นในตัวเจ้า”

            “เจ้ามิใช่คนที่จะทำเรื่องเยี่ยงนั้นได้ลง”

            น้ำเสียงของนางมั่นคงแน่วแน่ มิได้แฝงไว้ซึ่งความลังเลแม้แต่น้อย

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น เย่หลิงอดตื้นตันใจมิได้ ใจเขารู้สึกอบอุ่นขึ้นมาครั้งหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าหนักแน่นเอ่ยตอบ “วางใจเถิด ข้าจะต้องล้างมลทินให้กับตนเองให้ได้ อีกอย่าง เจ้าก็ระวังตัวจากกู้ฉางเกอด้วย ข้าสงสัยว่าเขานั่นแหละคือผู้ที่วางแผนใส่ร้ายข้า...”

            ในเมื่ออิ่นเหมยเองก็เคยล่วงเกินกู้ฉางเกอแล้ว เย่หลิงจึงมิลังเลที่จะเอ่ยเตือนนางอย่างตรงไปตรงมา

            “อันใดนะ! จะเป็นศิษย์มรรคากู้ไปได้อย่างไร”

            อิ่นเหมยเผยสีหน้าตกตะลึง ราวกับมิอาจจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน นัยน์ตาของนางฉายแววตระหนกและหวาดหวั่น ทว่าในใจกลับแค่นหัวเราะเย้ยหยัน ‘นายท่านคาดการณ์มิผิดเลย เย่หลิงผู้นี้ก็มีหัวคิดพอสมควร ถึงกับสงสัยไปถึงตัวนายท่านได้ ทว่าเขาก็กลับยังโง่เง่าอยู่ดี’

            นางแอบส่ายศีรษะเบาๆ อย่างมิให้ผู้ใดจับสังเกตได้

            มินานนัก เย่หลิงก็ได้ปรากฏตัวในฐานะสหายเก่าของอิ่นเหมยท่ามกลางเหล่าผู้ติดตามของนาง เมื่อกลุ่มของชื่อหลิงตามมาถึง พวกเขาก็ได้แต่มองอย่างตื่นตะลึง แม้จะมิเข้าใจนัก ทว่าก็มิอาจเอ่ยคัดค้านอันใดได้

            ในที่สุด เหล่าผู้ติดตามของชื่อหลิงและอิ่นเหมยก็รวมกลุ่มเป็นพันธมิตรกันชั่วคราว ก่อนมุ่งหน้าสู่ส่วนลึกของดินแดนเซียนโบราณต่อไป

            เย่หลิงเผยรอยยิ้มแห่งความพึงใจออกมา เขาเริ่มแสดงพลังอันแข็งแกร่งออกมาให้ทุกคนได้เห็น จนผู้คนเริ่มเชื่อมั่นในความสามารถของเขา อีกทั้งโชคชะตาก็ดูเหมือนจะเข้าข้างเขาอยู่มิน้อย

            ระหว่างทาง เขาได้พบเจอกับสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์อันล้ำค่าหลายชนิด บางครั้งก็พบกับศาสตราเทพที่ถูกฝังลึกอยู่ใต้ผืนดิน ราวกับว่าโชคลาภได้มุ่งหน้ามาหาเขาโดยเฉพาะ

            “ผู้อาวุโสกุย ตามที่ท่านบอกข้ามา หากข้ามุ่งหน้าไปตามทิศทางนี้จริง ก็จะพบกับแท่นบรรลุวิถีแห่งมรรคาของมหาเทพวัฏสงสารใช่หรือไม่”

            เย่หลิงเอ่ยถามผู้อาวุโสกุยในจี้หยก น้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจ ณ เวลานี้ ดูเหมือนคณะเดินทางของพวกเขาจะค่อยๆ ยกย่องให้เขาเป็นผู้นำโดยมิรู้ตัวแล้ว

            “วางใจเถิด สิ่งนั้นคือสิ่งที่มหาเทพได้ทิ้งเอาไว้ให้เจ้าโดยเฉพาะ และที่แท่นบรรลุวิถีแห่งมรรคานั้น ย่อมมีของดีอีกมากมายรอเจ้าอยู่” ผู้อาวุโสกุยตอบกลับอย่างมั่นใจ

            เมื่อได้ยินเช่นนั้น เย่หลิงก็ยิ่งตื่นเต้นในใจ เขาแทบจะก้าวไปข้างหน้าด้วยความกระตือรือร้น

            ทว่าทุกการกระทำของเขาล้วนอยู่ในสายตาของอิ่นเหมย นางจับจ้องเขาอย่างระมัดระวัง พลางแอบทิ้งร่องรอยเอาไว้เป็นระยะเพื่อให้กู้ฉางเกอสามารถติดตามมาได้โดยง่าย

            ท้ายที่สุดแล้ว ดินแดนเซียนโบราณนี้กว้างใหญ่นัก การป้องกันไว้หลายชั้นย่อมดีกว่า นางมิอาจปล่อยให้มีสิ่งใดผิดพลาดได้

            ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนกระทำการอย่างแนบเนียน มิมีผู้ใดในคณะของเย่หลิงจับสังเกตได้เลยแม้แต่น้อย

            อิ่นเหมยทอดมองเย่หลิงที่กำลังก้าวเดินด้วยความฮึกเหิม สายตาแฝงความเย้ยหยันไว้ชั่วครู่หนึ่ง รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก ราวกับกำลังอดกลั้นความขบขันไว้ในใจ

            “มิเพียงแต่ช่วยรับเคราะห์แทนนายท่าน ทว่าในยามนี้กลับยังช่วยเขาตามหาโชควาสนาอีกด้วย... ลำบากเจ้าแล้วเสียจริง”



    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.58M 3380
    เส้นทางเทพยุทธ์​ (Trail of God)

    เส้นทางเทพยุทธ์​ (Trail of God)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    152K 152
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.44M 2988
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    ปรมาจารย์นักหลอมอาวุธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    971K 2377
    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    337K 1011
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271