โถงพิธีฝ่ายในยามนี้มีเหล่าฮูหยินมาถึงก่อนแล้วทันทีที่พระชายาฮั่นอ๋องปรากฏตัว ทุกสายตาล้วนจับจ้องมา คล้ายตั้งใจคล้ายไม่เจตนาแม้จะเข้ามาทักทาย แต่ก็เป็นไปตามมารยาทพิธีการ
ซูอันหนิงไม่สนิทกับสตรีชนชั้นสูงเหล่านี้แม้แต่น้อยก่อนแต่งมาเป็นสะใภ้ราชวงศ์ นางเป็นเพียงบุตรสาวองครักษ์ตัวเล็กๆคนหนึ่งที่ไม่ชมชอบร่วมงานชมบุปผา ชุมนุมบทกวีสักเท่าไร
ยิ่งยามนี้นางจดจำผู้ใดไม่ได้แม้แต่น้อยมีเพียงกลุ่มสตรีออกเรือนในหน่วยการค้าที่นางร่วมทุนเท่านั้นที่ถือว่าพูดคุยกันถูกคอยามเข้าร่วมงานเลี้ยงในวังเช่นนี้ ซูอันหนิงก็ไม่ต่างจากหงส์ในฝูงเป็ด
นางย่อมไม่ยอมให้ตนเองเป็นเป็ดเด็ดขาด
“เมื่อครู่เห็นหวางเฟยเดินมาพร้อมกับเช่อเฟยขององค์ไท่จื่อมิใช่หรือ”
เสียงกระซิบถามกันดังขึ้น
ข่าวใหญ่เรื่องคดีความนิยายพาดพิงฮั่นอ๋องและพระชายาโด่งดังไปทั้งเป่ยจิงไม่มีใครไม่รู้...คนในเดือดร้อนแทบบ้านแตก คนนอกกลับมองเป็นเรื่องสนุกไม่ต่างจากเรื่องเล่าในวงน้ำชาที่ควรค่าแก่การนำมาสนทนาเป็นกับแกล้ม
ยามนี้เมื่อได้เห็นทั้งจางลั่วหลินและซูอันหนิงสายตาของสตรีเหล่านั้นยิ่งเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“แต่เหมือนจะพูดคุยกันไม่ถูกคอจึงแยกกันกลางทางกระมัง”
เสียงหัวเราะดังรับเบาๆ “ไม่แปลกใจ...เมื่อครู่ เห็นฮั่นหวางปฏิบัติต่อฮั่นหวางเฟยหรือไม่”
“ดูก็รู้ว่าแสร้งทำ”
จางลั่วหลินยกมุมปากยิ้มจางๆส่วนซูอันหนิงแสร้งไม่ได้ยิน จะให้ไปถกเถียงกับสตรีเหล่านี้หรือแม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่เข้าใจบุรุษผู้นั้นเลย ไม่รู้เขาคิดอะไรอยู่กันแน่
ไม่นานเหล่าองค์หญิงและพระสนมก็เสด็จเสียงสนทนาจึงเงียบลง
“ฮองเฮาเสด็จ!”
ฮองเฮาเดินผ่านโถงกลางเข้ามาช้าๆเหล่าสตรีในโถงต่างลุกขึ้น แล้วจึงคุกเข่าคำนับอย่างพร้อมเพรียง
“ถวายพระพรฮองเฮา ขอจงทรงพระเจริญพันปีพันๆ ปี”
“ลุกขึ้น” เสียงทรงอำนาจดังขึ้น“นั่งตามสบายเถิด”
“ขอบพระทัยฮองเฮา”
ฮองเฮามองลงมายังเบื้องล่างสนทนากับองค์หญิงเล็กน้อย ถามไถ่ฮูหยินตราตั้งพอเป็นพิธี ก่อนจะหันไปทางสะใภ้หลวงสายตาเลื่อนผ่านซูอันหนิงไปทางจางลั่วหลินหยุดนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะตรัส
“ไท่จื่อเฟยตั้งครรภ์ได้หลายเดือนแล้วยามนี้ไท่จื่อจึงอนุญาตให้เช่อเฟยมาร่วมพิธีแทน”
จากนั้นสายพระเนตรของฮองเฮาก็เคลื่อนมาทางพระชายาฮั่นอ๋องและพระชายาจ้าวอ๋อง “พวกเจ้าทั้งสอง ก็เร่งมือเข้า”
ซูอันหนิงแสร้งทำเป็นเอียงอายรับคำแล้วก้มหน้าต่ำในใจกลับด่าทอจูเกาเซวียนไม่หยุด บุรุษเช่นนั้น ให้ร่วมเตียงยังไม่สนิทใจจะมีลูกได้อย่างไรกัน
อีกอย่างนางก็ไม่ใช่พระชายาซูจริงๆเสียหน่อย ร่างกายนี้มักมีปฏิกิริยาที่นางไม่อาจควบคุมไม่รู้จะมีวันใดที่พระชายาซูตัวจริงกลับมาทวงคืนร่างหรือไม่
ความสัมพันธ์คลุมเครือระหว่างจูเกาเซวียนกับนางเป็นเช่นไร...ยามนี้ซูอันหนิงสับสนยิ่งนักคำพูดของจางลั่วหลินยิ่งทำให้นางอดสงสัยไม่ได้ว่าฮั่นอ๋องกับเจ้าของร่างนี้มีอดีตร่วมกันอย่างลึกซึ้งแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะเกี่ยวข้องกับนางที่ข้ามผ่านกาลเวลามาอยู่ในร่างนี้แทน
ตราบเท่าที่นางยังอยู่การเข้าหอระหว่างพวกเขาจะไม่มีทางเกิดขึ้น
ระหว่างที่ซูอันหนิงกำลังดำดิ่งกับความคิดฮองเฮาก็สั่งให้ยกอาหารแล้ว
อาหารถูกยกขึ้นโต๊ะแม้บอกว่าเป็นอาหารร้อน ทว่าแต่ละจานที่วางลงกลับไม่มีไอร้อนเหลืออยู่แม้แต่น้อยซูอันหนิงมองอาหารเย็นชืด แล้วนึกถึงเกี๊ยวที่เพิ่งกินมาจากบ้านโชคดียิ่งนักที่นางกินมาเยอะแล้วก่อนเข้าวัง
ภาพใบหน้าซีดขาวของจูเกาเซวียนผุดขึ้นหากเขาไม่กลับจวนไปรับนาง ก็คงต้องทนเสวยอาหารเย็นๆ เหล่านี้ประทังหิวกระมัง
ซูอันหนิงเหม่อไปอีกครั้งนึกถึงโต๊ะอาหารที่จวนอ๋อง ยามมีบุรุษผู้นั้นนั่งร่วมโต๊ะบางครั้งนางก็รู้สึกถึงความเป็นบ้าน
แต่ระหว่างนางกับเขากลับมีแต่ความขัดแย้ง เป็นดังเส้นขนานที่ไม่อาจบรรจบ
นางคีบอาหารใส่ปากเคี้ยวกินอย่างสำรวมพอเป็นพิธีเท่านั้น แม้อาหารจะเย็นแต่ชากลับอุ่นร้อนกำลังดีรสหวานนุ่มหอมกลิ่นผลไม้ ผสมกลิ่นดินคล้ายชาผูเอ๋อร์
นางจิบไปคำหนึ่งแล้ววางลงนางกำนัลก็ขยับเข้ามารินเพิ่มให้ทันทีของร้อนในยามอากาศเย็นเยียบทำให้ร่างกายอุ่นขึ้น ซูอันหนิงจึงดื่มไปไม่น้อยไม่นานก็เริ่มแน่นตึงที่ท้องน้อย
นางเหลียวซ้ายแลขวามองหาสาวใช้ซึ่งแยกไปพักรอที่ด้านข้างโถงพิธีพอเห็นสตรีหลายคนลุกออกจากที่นั่งก็คิดไปว่าตนเองมีเพื่อนแล้วจึงหันไปเอ่ยกับนางกำนัล
“เรียกสาวใช้ของข้ามาได้หรือไม่”
“ฮั่นหวางเฟยจะไปเปลี่ยนฉลองพระองค์หรือเพคะ[1]”
ซูอันหนิงกะพริบตา จากนั้นก็พยักหน้ารับ
“เช่นนั้น บ่าวจะนำทางให้นะเพคะ”นางกำนัลน้อยเสนอตัวนำทาง
ซูอันหนิงคิดว่าในวังหลวงหากไม่มีขันทีนำทางก็ต้องเป็นนางกำนัลทำหน้าที่นั้น ไม่อาจเดินสุ่มสี่สุ่มห้าไปทั่วทว่าความรู้สึกไม่สบายใจที่ไม่มีคนสนิทติดตามไปด้วยยังคงรบกวนนางอยู่ตอนที่เดินออกมาจากโถงพิธีจึงอดมองหาคนของตัวเองไม่ได้
“ให้ใครไปตามสาวใช้ของข้ามาหน่อยเสื้อผ้าของข้าอยู่ที่พวกนาง”
นางกำนัลไม่ได้ปฏิเสธ “เพคะ”
นางผละไปทางหนึ่งแล้วกระซิบกับนางกำนัลน้อยอีกคนนางกำนัลน้อยพยักหน้าแล้วเดินไปอีกทาง ซูอันหนิงรออย่างกระวนกระวายใจท้องน้อยก็ปวดตึงขึ้นเรื่อย ๆ ยามนี้ถึงเพิ่งรู้จักตำหนิตนเองที่ดื่มมากเกินไป
รอมาหนึ่งเค่อสาวใช้ของนางก็ยังไม่ปรากฏตัวซูอันหนิงเริ่มจะรอไม่ไหวนางกำนัลเห็นท่าทางกระวนกระวายของนางจึงเอ่ยขึ้นอย่างเข้าอกเข้าใจ
“บางทีสาวใช้ของหวางเฟยอาจจะไปหยิบเสื้ออยู่คงจะใกล้มาถึงแล้วกระมังเพคะ หากหวางเฟยรอไม่ไหวหม่อมฉันจะนำทางไปที่เรือนสุขาก่อนค่อยให้คนของท่านตามมาทีหลังจะดีหรือไม่เพคะ”
ซูอันหนิงขมวดคิ้วนางอยากรอแต่หากยังไม่ไปนางอาจจะรอไม่ไหวเข้าจริง สุดท้ายจึงพยักหน้ารับอย่างจำใจติดตามนางกำนัลไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
ตลอดเส้นทางที่นำไปสู่ห้องสุขานั้นวกวนราวกับเขาวงกตยิ่งเดินห่างจากโถงพิธีก็ยิ่งรู้สึกวังเวง
“อีกไกลหรือไม่ ข้าจะไม่ไหวแล้ว”
“อยู่ด้านหลังภูเขาจำลองตรงหน้านี้เองเพคะ”
ซูอันหนิงมองตรงไปข้างหน้าภูเขาจำลองอยู่ไม่ไกลแล้วจริงๆ ฝีเท้าของนางจึงเร็วขึ้น ทว่ายิ่งก้าวเข้าไปใกล้บรรยากาศโดยรอบกลับยิ่งเงียบงัน มีเพียงเสียงฝีเท้าของนางเองที่กระทบพื้นหินเบาๆ
นางกำนัลที่เดินนำทางเลี้ยวซ้ายหายวับไปด้านหลังโขดหินก้อนหนึ่งอย่างฉับพลันชั่วขณะนั้นที่ซูอันหนิงรู้สึกถึงความผิดปกติ เส้นเอ็นหัวใจของนางหดเกร็งรีบหยุดฝีเท้าลงในทันที
นางกวาดสายตาไปรอบด้านแม้แต่อาการปวดเบายังทุเลาลง นางค่อยๆ ชักเท้าถอยหลัง ทันใดนั้น...คล้ายมีลมเย็นพัดผ่านต้นคอจนขนลุกซู่
นางรู้แล้วว่าทำไมมันถึงได้ดูผิดปกติที่แห่งนี้ไร้เงาผู้อื่น ไม่มีคุณหนูหรือฮูหยินมาเลยสักคนตอนที่เดินมาอย่างรีบร้อนนางไม่ได้เดินสวนทางกับใครทั้งนั้น
นางตกหลุมพรางผู้อื่นเข้าแล้ว!
พอความคิดนี้ผุดขึ้นนางก็หมุนตัวกลับแล้ววิ่งหนีกลับไปทางเดิมทันที
ตุบ!
ความเจ็บแล่นวาบจากท้ายทอย เสียงตุบในหูดังกึกก้องร่างนางเซถลาราวกับนกปีกหัก ฟ้าและดินพลิกกลับคนล้มกระแทกลงบนพื้นหินประหนึ่งถุงฝ้ายใบหนึ่ง
ซูอันหนิงตาพร่าไปชั่วขณะมองเห็นรองเท้านางกำนัลเดินเข้ามาอย่างเลือนราง นางพยายามจะยันตัวลุกขึ้น
แต่แล้วทุกอย่างก็ดับวูบไป
ทางด้านโถงพิธีฝ่ายนอก
จูเกาเซวียนมองอาหารเย็นชืดบนโต๊ะเพราะต้องรอพิธีการมากมาย กว่าจะถึงเวลาอาหารก็เย็นหมดแล้ว
เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารใส่ปากไม่รู้รสแม้แต่น้อย แต่ในหัวกลับคิดถึงเกี๊ยวที่เพิ่งกินมาจากจวนแบบนั้นต่างหากจึงจะเรียกว่าอาหารอุ่นร้อน
เขายื่นตะเกียบออกอีกครั้งแต่ไม่ระวังมือจึงชนจอกสุราล้ม ชายหนุ่มขยับหลบสุราที่ไหลนองบนโต๊ะนางกำนัลรีบเข้ามาเช็ดทำความสะอาดอย่างรวดเร็ว โต๊ะถูกทำความสะอาดแล้วสุราจอกใหม่ถูกวางลง
ทว่าฮั่นอ๋องกลับรู้สึกหวิวๆในอกอย่างไม่ทราบสาเหตุ
เขาขมวดคิ้วหันไปมองทางกำแพงกั้นฝ่ายในโดยไม่รู้ตัว
อันหนิง...
เขาส่ายศีรษะ คิดว่า คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับนางได้หรอก
[1] สตรีสูงศักดิ์จะไม่พูดตรง ๆ ว่าไปปลดทุกข์หรือปลดเบาพวกเขาจะเอ่ยกับคนอื่นว่าไปเปลี่ยนชุดเพื่อออกจากพื้นที่จัดงาน