ตำนานที่เล่าขาน
‘ท่านจะให้ข้ายอมรับความผิดที่ข้าไม่ได้ทำหรือพี่กวน’ เหตุใดนางต้องยอมรับความผิดที่คนเหล่านั้นใส่ร้ายนาง เหตุใดนางจึงกลายเป็นคนผิด เหตุใดท่านจึงมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น...พี่กวนนาง ‘เว่ยซูเจิน’ บุตรีแห่งจวนแม่ทัพใหญ่ผู้ซื่อสัตย์และแสนจะภักดี ทั้งชีวิตมอบให้แก่ราชวงศ์และบ้านเมืองจนตัวตายในสนามรบ จวนที่มีแต่ชื่อเสียงและคุณงามความดีตอนนี้เหลือเพียงนางคนเดียวเท่านั้น ด้วยหลังจากสิ้นบิดาและสงครามสงบลง ตระกูลของนางก็โดนโทษทัณฑ์เนื่องด้วยทำการกบฏ ทั้งๆที่มารดาและตัวนางที่เป็นสตรียินยอมสวมเกราะจับอาวุธเข้าสู่สนามรบ และเด็ดหัวศัตรูนำมันมามอบให้แก่องค์ฮ่องเต้และชายคนรักด้วยความหวังอันล้นปรี่ แต่สิ่งที่พวกเขาตอบแทนคือมอบข้อหากบฏให้แก่ครอบครัวนาง สังหารคนในครอบครัวของนาง แม้แต่เด็กเพิ่งคลอดพวกมันก็ยังไม่เว้น!‘เจ้ายังกล้าโป้ปดอีกหรือนังคนทรยศ!’ซูเจินได้แต่ยิ้มเย้ยหยันตัวเอง เย้ยหยันให้กับความโง่งมของตัวนางเอง หึ นี่หรือคือชายที่นางรัก นี่หรือคือองค์ชายผู้แสนดี ผู้ที่พร่ำบอกว่ารักนาง นี่คือสิ่งที่คนรักเขาทำกันอย่างนั้นรึ!!‘ข้าหรือทรยศ? ข้าสละมากมายเพื่อท่าน ข้ายอมมอบทุกอย่างเพียงแค่ท่านต้องการ แม้แต่สนามรบที่แสนจะอันตรายข้าก็ยอมเข้าไปเด็ดหัวศัตรูมามอบให้ท่านได้!’ ซูเจินสบตากับชายหนุ่มอย่างเด็ดเดี่ยว พร้อมหยาดน้ำตาที่เอ่อนองหน้า‘แต่นี่คือสิ่งที่ท่านตอบแทนข้าอย่างนั้นหรือ? พี่กวนท่านช่างเลือดเย็นยิ่งนัก’ คำพูดของหญิงสาวทำให้นัยน์ตาของชายหนุ่มสั่นระริก ฉายแววลังเลและไม่แน่ใจ‘ถ้าเช่นนั้น ซูเจินเจ้าลอบส่งสิ่งใดให้แก่แคว้นเจินหรือ? บางทีอาจจะยังมีหนทางอยู่บ้าง’ น้ำเสียงอ่อนหวานเปี่ยมไปด้วยเมตตาประหนึ่งเสียงของพระโพธิสัตว์ดังขึ้น แต่นั่นก็เปรียบกับการเติมเชื้อไฟทำให้ความลังเลของชายหนุ่มพลันหายไปซูเจินตวัดสายตาไปมองหญิงสาวอีกคนทันที นางไม่ใช่ใครอื่น นางคือ ‘หลี่ฟางเทียน’ สหายรักเพียงหนึ่งเดียวของนางเอง สหายรักที่ต่อหน้ายิ้มแย้มจริงใจแต่ลับหลังกลับทำทุกวิถีทางเพื่อจะเอาชนะนาง และยังเป็นคนวางแผนร่วมกับบิดาใส่ร้ายนางและครอบครัวอีกด้วยเพียงเหตุผลเดียว เพื่อกำจัดนางที่เป็นศัตรูหัวใจ เพียงแค่เหตุผลเดียวที่นางทำทุกอย่าง ทำร้ายข้าที่หวังดีกับนางเสมอมา ช่างสารเลวยิ่งนัก‘คนสารเลวเช่นเจ้ายังกล้าพูดอีกหรือหลี่ฟางเทียน ช่างหน้าไม่อาย!’ ซูเจินพูดด้วยความเคียดแค้น หลี่ฟางเทียนเมื่อได้ยินก็จ้องมองนางด้วยสายตาชิงชังก่อนจะรีบเก็บลงไป แล้วปั้นสีหน้าเศร้าหมอง มองนางด้วยหยาดน้ำตา‘เหตุใดเจ้าจึงพูดเยี่ยงนั้นซูเจิน ข้าหวังดีกับเจ้านะ ข้าไม่คิดเลยว่า…’ แต่ก่อนที่หลี่ฟางเทียนจะทันได้พูดจบก็มีเสียงอันดังขัดขึ้นอย่างเดือดดาล‘เจ้าต่างหากที่หน้าไม่อาย ฟางเอ๋อร์นางยังคงเห็นว่าเจ้าคือสหายรักของนาง แต่เจ้ากลับมาว่าร้ายนางได้ คนเช่นเจ้าสมควรตายแล้ว!’ พูดจบก็รีบรุดหันหลังจากไปอย่างเดือดดาล ไม่ต้องการเห็นหน้านางอีก คำพูดของเขาทำให้นางเจ็บปวดจนกระอักเลือด นางมองไปยังทิศทางที่เขาเดินจากไปด้วยแววตาอันหม่นแสง‘เป็นอย่างไรบ้างซูเจิน? คุกแห่งนี้ช่างเหมาะกับเจ้ายิ่ง ต้องขอบคุณเจ้าแล้ว เพียงเท่านี้ข้าก็จะได้เป็นพระชายาขององค์ชายกวน เพียงเท่านี้ข้าก็ชนะเจ้าแล้ว ฮ่าๆๆ’ เมื่อลับหลังชายคนรักไปแล้วหลี่ฟางเทียนก็เปิดเผยตัวจริง รอยยิ้มงดงามของนางพลันเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวดูน่าเกลียดยิ่ง‘คนเช่นเจ้าไม่มีวันเจอคนที่รักเจ้าหรอกฟางเทียน คนน่ารังเกียจเช่นเจ้าไม่มีวันได้ตายดีแน่ หึๆ’ ซูเจินหัวเราะอย่างสมเพช‘คนเช่นเจ้าต่างหากที่กำลังจะตายและโดนประณาม คนเช่นเจ้าไม่มีวันได้ดีไปกว่าข้า ไม่ว่าอะไรที่เป็นของเจ้าข้าจะทำลายมันให้หมด!!’ หลี่ฟางเทียนกรีดร้องอย่างไม่ยอมแพ้ก่อนจะหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เดินตรงมาหาซูเจินด้วยสายตาชิงชังเหลือแสน หยิบเอาไม้พลองมาตีที่ขาทั้งสองข้างของซูเจินจนกระดูกแหลกละเอียด เลือดจากบาดแผลที่กระดูกหักทิ่มแทงไหลนอง แต่กระนั้นซูเจินก็หาได้เปิดปากร้องไม่ นางจะไม่มีวันร้องให้คนพวกนั้นได้ยินไม่มีวัน!‘ซูเจินข้าจะรอดูเจ้าตายที่ลานประหาร ข้าจะมองดูวาระสุดท้ายของเจ้าเองสหายรัก’ หลี่ฟางเทียนหัวเราะราวกับคนเสียสติก่อนจะเดินออกไป เหลือเพียงซูเจินในคุกเพียงลำพังความเจ็บปวดจากขาที่หักทั้งสองข้างช่างรุนแรง นางกัดฟันกลั้นเสียงจนเลือดไหล ถึงอย่างไรนางก็ไม่มีวันที่จะเอ่ยเสียงร้องให้พวกมันหัวเราะเยาะนางแน่ หากแต่ความเจ็บปวดทางกายก็หาได้เจ็บปวดเท่าความบอบช้ำทางใจไม่ คนเหล่านั้นนางจะทำให้พวกมันได้ชดใช้ ชดใช้ให้กับบิดาและมารดาของนาง ชดใช้ให้กับคนในตระกูลกว่าสามร้อยชีวิตของนาง ชดใช้ให้กับความเจ็บปวดของนาง! ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ถึงจะต้องใช้วิชาต้องห้ามของตระกูลนางก็จะไม่ลังเล!ซูเจินคิดอย่างอาฆาต ดวงตาแดงก่ำกายสั่นสะท้าน นางใช้เวลาที่เหลืออีกหนึ่งชั่วยามก่อนจะถึงเวลาประหารเพื่อทำการบริกรรมคาถาต้องห้ามด้วยจิตใจอันอาฆาตพยาบาท ใช้เลือดที่หลั่งนองเป็นอักขระ นางจะใช้ทั้งหมดเพื่อมอบความพินาศให้แก่พวกมัน!เมื่อถึงเวลาประหาร ทหารสองคนก็จับนางใส่โซ่ตรวนก่อนจะหามนางไปยังลานประหาร ตลอดทางมีแต่เสียงตะโกนด่าทอขว้างปาสิ่งของใส่นาง ซูเจินได้รับความเจ็บปวดจากการถูกลาก และจากการถูกขว้างปาสิ่งของใส่จนแทบจะสิ้นใจ แต่หากนางก็กัดฟันทน นางจะตายตอนนี้ไม่ได้ นางจะยังตายไม่ได้เด็ดขาดการประหารเป็นการเผาทั้งเป็น ซูเจินถูกจับมัดกับเสาไม้กลางกองไม้อย่างแน่นหนา ใบหน้ามนมีหยาดเหงื่อจากความเจ็บปวดมากมายสายตาเลื่อนลอยแทบจะสิ้นลม แต่เมื่อได้ยินเสียงของฮ่องเต้ประกาศให้ประหาร สายตาของนางก็แดงก่ำจ้องมององค์ฮ่องเต้อย่างเคียดแค้น จนองค์ฮ่องเต้ถึงกับหวาดหวั่นกับดวงตาที่นางมองมา มันช่างรุนแรงยิ่งนักเมื่อไฟโหมกระหน่ำ ซูเจินก็ร้องไห้ออกมาเป็นสายโลหิตพร้อมเอ่ยคำสาปแช่งอันสะเทือนทั่วทั้งแคว้นออกมา‘ข้าซูเจิน(ความแท้จริงที่สวยงาม) ขอสาปแช่งผู้ที่ใส่ร้ายตระกูลของข้า และทำร้ายตัวข้าให้พวกมันมีแต่ความทุกข์ทน ขอให้ตระกูลของพวกมันพินาศแม้ตายไปก็ขอให้วิญญาณของพวกมันชดใช้ให้ข้า ติดอยู่ในวังวนที่พวกมันปรารถนาไม่อาจหลุดพ้น ต้องทุกข์ทนทรมานไม่อาจหลีกหนี!’ ซูเจินมองยังหลี่ฟางเทียนและตระกูลหลี่ขณะกล่าวคำสาปทันใดนั้นขาของหลี่ฟางเทียนก็หัก สภาพกระดูกแตกละเอียดไม่อาจกลับเป็นเหมือนเดิมได้อีก เสียงร้องครวญครางของหลี่ฟางเทียนดังระงมด้วยความเจ็บปวด บรรยากาศรอบกายมีแต่ความเงียบสายลมสงบ ชาวบ้านที่มารอดูการประหารพลันตื่นตะลึงหัวใจเต้นระรัวซูเจินหันไปมองยังชายคนรัก เลือดที่หลั่งไหลของนางลอยขึ้นมาท่ามกลางเปลวไฟ กลายเป็นอักขระล้อมรอบกาย นางหลับตาลงก่อนจะสบตามองด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย‘พี่กวน ความรักและภักดีของข้าดั่งขุนเขา ความจริงใจของข้าดั่งท้องนภา แต่ท่านก็ไม่เห็นค่าหลงเชื่อคำลวง เช่นนั้นข้าจะขอตัดรักจากท่านจะไม่มีใจให้ท่านอีกแม้เสี้ยวใจ ขอให้ท่านไม่อาจพบเจอกับคนที่รักท่านอย่างแท้จริงพบเจอแต่คนที่หลอกลวง หากท่านรักผู้ใดก็ขอให้ท่านอย่าได้สมหวัง ต้องทุกข์ทนจากความรักตลอดชั่วชีวิต ทุกภพทุกชาติ ขอให้ท่านมีอายุที่ยืนยาวเถิดองค์ชายกวน’ เมื่อได้ยินนางเอ่ยก็รู้ได้ทันทีว่าตนมองนางผิดไป เขาได้แต่ทิ้งตัวลงอย่างหมดแรงอยู่ตรงหน้านางอันเป็นที่รักนิ่งงันสุดท้ายซูเจินกวาดตามองรอบด้านก่อนจะหยุดลงที่องค์ฮ่องเต้ เมื่อองค์ฮ่องเต้สบตานางก็ได้สติ ความหวาดกลัวเกาะกุมจิตใจอย่างยิ่ง‘พวกเจ้าทำอันใดกันอยู่!รีบฆ่านางเสีย เร็วเข้า!’ เมื่อสิ้นเสียงก็มีลูกธนูพุ่งมาปักอกนาง ซูเจินกระอักเลือดอีกครั้ง‘น่าขำยิ่งนัก บ้านเมืองนี้บิดาข้ายอมสละชีวิตเพื่อปกป้อง ผู้คนเหล่านี้ที่คนในตระกูลของข้ายอมสู้รบจนตัวตาย ให้พวกเขาได้อยู่อย่างสุขสบายไม่ต้องหวาดระแวงว่าผู้ใดจะมาทำร้าย แต่พวกเขากลับมาทำร้ายพวกเรา หึ...ฮ่องเต้ครอบครัวของข้ามอบความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ของท่านมาอย่างยาวนาน แต่นี่คือสิ่งที่ท่านมอบให้แก่ครอบครัวข้าหรือ!ตราหน้าว่าพวกข้าเป็นกบฏเป็นคนโฉดคิดคดต่อบ้านเมืองอย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นข้าจะสาปแช่งราชวงศ์ของท่าน!’‘เว่ยซูเจินเจ้ากล้า! ทหารฆ่านางฆ่านางเร็วๆ อย่าให้นางเอ่ยคำโสมมใดได้อีก เร็ว!’ ธนูอีกห่าใหญ่พุ่งมายังซูเจินดอกแล้วดอกเล่า แต่นางก็รวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายเอ่ยจนจบ‘ขอให้ราชวงศ์โจวอันเกรียงไกรต้องคำสาป ให้หวาดระแวงต่อการแย่งชิงบัลลังก์ทอง ทุกรัชสมัยมีผู้สืบบัลลังก์เพียงหนึ่ง ขอให้ฮ่องเต้ทุกพระองค์ร่างกายอ่อนแอและสิ้นพระชนม์ลงทั้งเยาว์วัย อึก...ขอให้บ้านเมืองที่พระองค์ปกครองแห่งนี้ลุกเป็นไฟ แห้งแล้ง และเต็มไปด้วยโรคภัย อย่าได้ร่มเย็นเป็นสุข ขอให้ชาวเมืองทุกข์ทนไม่อาจหลีกหนีและเพื่อให้ประจักษ์ หากข้าและครอบครัวบริสุทธิ์ขอให้ร่างกายของข้าไม่อาจถูกทำลาย ให้คงอยู่เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจตลอดกาล’‘เว่ยซูเจินเจ้า! ถอนคำสาปบัดเดี๋ยวนี้!’ ฮ่องเต้ตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยวแต่ซูเจินเพียงยิ้มน้อยๆ ก่อนจะหมดลมนางได้เอ่ยเพียงเบาๆว่า‘อ้อนวอนสิ แล้วข้าจะกลับมา หึๆ’เมื่อกล่าวจบลมหายใจของนางก็หมดลงด้วยเช่นกัน อักขระเลือดที่ลอยอยู่พลันเปล่งแสงลอยขึ้นท้องฟ้าและเหมือนกับว่าฟากฟ้าได้ตอบรับคำสาปแช่งของนาง ท้องฟ้าพลันมืดมัว ลมพัดกรรโชก ดวงอาทิตย์ดับแสงลงชั่วขณะทั่วแคว้นล้วนแต่หวาดกลัวต่อคำสาปของนาง ต่างเฝ้ารอดูว่าร่างของนางจะมอดไหม้หรือไม่ แต่ไม่เพียงร่างของนางจะไม่มอดไหม้ กระทั่งบาดแผลต่างๆก็หายไปเสมือนกับคนนอนหลับอยู่เท่านั้น เสียงของผู้คนทั่วแคว้นต่างอ้อนวอนต่อแม่นางซูเจินดังก้องอยู่นานจนก่อเกิดเทศกาลซูเจินขึ้นในวันที่นางตายในทุกปี เพื่ออ้อนวอนขออภัยต่อแม่นางซูเจินและยังเป็นเทศกาลในการสารภาพเอ่ยความจริงอีกด้วย มีการสร้างศาลบูชาทับยังสถานที่เก็บศพของนางและตั้งชื่อศาลนี้ว่า ‘ศาลเจ้าซูเจิน’ เรื่องราวที่กล้าหาญและภักดีรวมถึงความรักมั่นของพระนางซูเจินแห่งศาลเจ้าซูเจิน ก็ยังถูกเล่าขานเป็นตำนานเรื่อยมา“ท่านแม่ นี่เป็นเรื่องจริงหรือขอรับ?” เด็กน้อยนั่งฟังมารดาเล่าขณะที่มายังศาลเจ้าซูเจินเพื่ออ้อนวอนถามขึ้น“จริงสิลูกเรื่องนี้เกิดขึ้นมาหลายร้อยปีแล้ว หากการอ้อนวอนจะทำแม่นางซูเจินคลายความเคียดแค้นลงได้บ้าง แผ่นดินนี้คงจะไม่แห้งแล้งเยี่ยงนี้อีกก็เป็นได้” มารดากล่าวด้วยเสียงอันอ่อนโยน ดวงตาหม่นแสงลงขณะเอ่ย“ถ้าเช่นนั้นข้าจะอ้อนวอนขอรับ ข้าขออ้อนวอนต่อท่านพี่สาว ขอให้ท่านไม่เจ็บปวดอีก ขอให้ท่านไม่เศร้าอีกต่อไปขอรับ”“ไปกันเถิด”“ขอรับ ท่านแม่จริงหรือที่พระนางซูเจินเป็นเทพนักรบ? จริงหรือที่พระนางคือตัวแทนความรัก?” เสียงของเด็กน้อยยังคงเอ่ยเจื้อยแจ้วถามมารดาตลอดทาง พลันเกิดสายลมวูบหนึ่งพัดผ่านพื้นที่เมื่อครู่ที่สองแม่ลูกยืนอยู่ไม่ต้องเจ็บปวดอีกต่อไปอย่างนั้นหรือ?